หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ผลประโยชน์ทับซ้อน โจทย์สำคัญของการปฏิรูปการเมือง

หน้าต่างความคิด : เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คณะเศรษฐศาสตร์  กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2549

"ผลประโยชน์ทับซ้อน" (Conflict of Interest) ได้กลายเป็นวลีทางการเมืองประจำสัปดาห์ไปแล้ว หลังจากที่ ดร.วิทยากร เชียงกูล และสถาบันพระปกเกล้าได้ร่วมกันนำเสนอผลงานวิจัยเรื่อง "นโยบายของรัฐบาลด้านเศรษฐกิจ การทับซ้อนของผลประโยชน์ทางธุรกิจ" เมื่อวันอังคารที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา

ผลประโยชน์ทับซ้อนคืออะไร? มีนักวิชาการหลายท่านได้ให้จำกัดความเอาไว้ คำจำกัดความของแต่ละคน มีความแตกต่างกันพอสมควร แต่มีสาระสำคัญใกล้เคียงกัน ในที่นี้จะขอยกมาสักตัวอย่างหนึ่ง

"ผลประโยชน์ทับซ้อน หมายถึง สถานการณ์ที่ผู้มีตำแหน่งและอำนาจตัดสินใจ ไม่ใช้อำนาจอย่างอิสระเป็นกลาง เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม เนื่องจากมีผลประโยชน์ส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง"

ผลประโยชน์ทับซ้อนโดยตัวของมันเองไม่ได้เป็นสิ่งเลวร้าย ปัญหาคือ นักการเมืองใช้อำนาจทางการเมือง เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ให้กับตนเองและพวกพ้อง ซึ่งปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นในประเทศไทยเท่านั้น ทุกประเทศไม่ว่าจะใช้ระบบการปกครองแบบใดก็เจอกับปัญหานี้ด้วยกันทั้งสิ้น เพียงแต่ระดับความรุนแรงไม่เท่ากัน

เดิมทีเชื่อกันว่า หากประเทศเป็นประชาธิปไตย มีการแบ่งแยกอำนาจบริหาร ตุลาการ และนิติบัญญัติอย่างชัดเจน อำนาจทั้งสามประการนี้จะคอยตรวจสอบซึ่งกันและกัน ทำให้แต่ละฝ่ายไม่สามารถใช้อำนาจเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนได้ หากความเชื่อนี้เป็นจริง ทำไมไทยถึงมีดัชนีระดับการคอร์รัปชันเท่ากับประเทศคิวบาและทรินิแดด หรือว่าประชาธิปไตยล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน?

ก่อนจะตอบคำถามนี้ได้เราต้องทราบถึงหลักการสำคัญสี่ประการ ที่ป้องกันไม่ใช่เกิดปัญหาการแสวงหาผลประโยชน์ จากอำนาจหน้าที่ ซึ่งประกอบไปด้วย 1) ความโปร่งใส (Transparency) 2) ความรับผิดชอบ (Accountability) 3) ความเป็นกลาง (Impartiality) และ 4) ความซื่อสัตย์ (Integrity) หลักการสี่ประการนี้ถูกเสนอขึ้นมา เนื่องจากการจะหานักการเมือง ที่ทำงานอย่างโปร่งใส มีความรับผิดชอบ รู้จักวางตัวเป็นกลาง มีความซื่อสัตย์สุจริตมาดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมืองทุกตำแหน่ง คงเป็นเรื่องยาก

ตามหลักการนี้ การปฏิรูปการเมืองควรเริ่มจากการทำให้หลักการสองข้อแรกเป็นจริงขึ้นมาก่อน เพราะหลักการสองข้อแรกเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้หลักการสองข้อที่เหลือเป็นจริงตามไปด้วย เมื่อการเมืองโปร่งใส ทุกคนสามารถตรวจสอบการทำงานของผู้ดำรงตำแหน่งได้ทุกเรื่อง มีกฎหมายกำหนดไว้อย่างชัดเจน เกี่ยวกับความรับผิดชอบเมื่อเกิดความไม่โปร่งใสขึ้นในการทำงาน ถึงแม้จะมีผลประโยชน์ทับซ้อนมากมายเพียงใด นักการเมืองก็จะถูกบังคับให้อยู่ในกรอบ วางตัวเป็นกลาง และประพฤติตัวอย่างซื่อสัตย์สุจริตไม่ว่าจะสมัครใจหรือไม่ก็ตาม

ในความเป็นจริงแล้ว แต่ละประเทศมีระดับความโปร่งใสทางการเมืองไม่เท่ากัน สื่อในบางประเทศ เป็นแค่กระบอกเสียงของรัฐบาล ประชาชนอาจมีสิทธิเลือกตั้ง แต่ไม่มีสิทธิในการชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาล แสดงความรับผิดชอบ ออกมาชุมนุมทีไรก็ต้องเจอกับมาตรการรุนแรงจากฝ่ายการเมืองทุกที ดังนั้น สิ่งที่ล้มเหลวไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่เป็นการเมืองของประเทศต่างหาก

สำหรับบ้านเราจนถึงวันนี้ ยังไม่มีความชัดเจนจากพรรคการเมือง ว่า แต่ละพรรคมีนโยบายปฏิรูปการเมืองที่เป็นรูปธรรมอย่างไร คงต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าเราจะได้เห็นนโยบายในเรื่องนี้ออกมา

อย่างไรก็ตาม เราไม่ควรฝากความหวังไว้กับพรรคการเมืองเพียงอย่างเดียว อย่าลืมว่า การปฏิรูปการเมืองแต่ละครั้ง มีทั้งผู้ที่ได้ประโยชน์และผู้ที่เดือดร้อน การเมืองที่ดีสำหรับประชาชน อาจเป็นการเมืองที่ไม่ดีสำหรับนักการเมือง (บางคน) และพรรคการเมือง (บางพรรค) ก็ได้ ประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นของประชาชน ก็หมายถึงประโยชน์ที่ลดลงของนักการเมือง ที่ต้องการแสวงหาประโยชน์จากตำแหน่งทางการเมือง พวกเขาคงไม่ยอมปล่อยชิ้นปลามันไปง่ายๆ

การปฏิรูปการเมืองมีจึงมีความหมายกว้างกว่าแค่การร่างตัวบทกฎหมายเพียงอย่างเดียว เพราะคนเป็นผู้ร่างกฎหมาย ไม่ว่ากฎหมายจะรัดกุมเพียงใด สักวันหนึ่งก็จะมีคนหาช่องโหว่จนได้ สิ่งสำคัญคือ การเพิ่มบทบาทของภาคประชาชน องค์กรอิสระ และส่งเสริมให้สื่อวางตัวเป็นกลาง ตรวจสอบการทำงานของนักการเมืองและพรรคการเมืองทุกพรรคอย่างเข้มข้น

กิจกรรมทางการเมืองของภาคประชาชนนั้นไม่ได้จบลงในวันเลือกตั้ง คะแนนเสียงหนึ่งเสียงที่เราให้ไป ไม่ใช่การให้ขาด เป็นการให้ยืม คนที่เราเลือกจึงเป็นลูกหนี้ของเรา เราต้องคอยตรวจสอบอยู่เสมอว่า ลูกหนี้ของเราเอาเสียงของเราไปใช้อย่างไร ถ้านำไปใช้ในทางที่ไม่ถูกไม่ต้อง เราย่อมมีสิทธิทักท้วง หากเขายังไม่ฟังเราอีก เลือกตั้งครั้งหน้าก็อย่าให้เขายืมคะแนนเสียงของเราอีกเลย