|
||||||||||||||
|
ขจัด นอมินีต่างชาติ
บทพิสูจน์ศักดิ์ศรี ขรก.
คอลัมน์ จอดป้ายประชาชื่น โดย วุฒิ สรา wutsara2000@yahoo.com มติชนรายวัน วันที่ 04 สิงหาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10373 กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ออกประกาศเกี่ยวกับการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทห้างหุ้นส่วนใหม่เพิ่มเติม เพื่อป้องกันนักลงทุนต่างชาติ อาศัยช่องโหว่ของกฎหมาย ใช้ชื่อคนไทยมาถือหุ้นแทน (นอมินี) มาตรการที่ออกมาคือ การสกัดตั้งแต่ขั้นตอนการขอจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท หากมีต่างชาติถือหุ้นในระดับสูง 40-49% จะกำหนดให้ยื่นเอกหลักฐานทางการเงินลงทุน อาทิ สำเนาสมุดเงินฝากธนาคารหรือสำเนาใบแจ้งยอดบัญชีธนาคาร 6 เดือน หรือเอกสารที่ธนาคารออกให้เพื่อรับรองหรือแสดงฐานะการเงินของผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้น หรือสำเนาหลักฐาน ที่แสดงแหล่งที่มา ของเงินลงทุน หรือถือหุ้น นอกจากนี้ยังเข้าไปดูผู้มีอำนาจในการบริหารจัดการ ที่เป็นคนต่างชาติ ช่องโหว่ของกฎหมายในการจัดตั้งบริษัทห้างร้านต่างๆ ก็คือ จะยึดเฉพาะเกณฑ์สัดส่วนการถือหุ้นสามัญว่า หากคนไทยถือหุ้นเกิน 50% ก็ถือว่านิติบุคคลไทย หากต่างชาติถือหุ้นเกิน 50% ก็เป็นนิติบุคคลต่างด้าว การเป็นนิติบุคคลไทยกับนิติบุคคลต่างด้าวนั้น มีข้อจำกัดและสิทธิแตกต่างกันมากมาย อาทิ เรื่องธุรกิจบางประเภท ที่ห้ามต่างชาติมาดำเนินการ รวมถึงเรื่องการถือครองสิทธิในที่ดิน และสิทธิอื่นๆ อีก ดังนั้น พวกหัวหมอทางกฎหมายก็อาศัยช่อง "หุ้นบุริมสิทธิ" ที่จะกำหนดสิทธิและเสียงมากกว่าหุ้นสามัญ ดังนั้น แม้ต่างชาติจะถือหุ้นสามัญน้อยกว่าคนไทย แต่จะมีสิทธิและเสียงในการโหวตและบริหารจัดการมากกว่าคนไทย รวมทั้งมีการออกข้อบังคับของบริษัท ที่จะกำหนดเรื่องส่วนแบ่งกำไรให้กับผู้ถือหุ้นต่างชาติได้มากกว่าหุ้นของคนไทย ปัจจุบันมีบริษัทนอมินีจำนวนมาก และนับว่าจะยิ่งเป็นปัญหามากขึ้น หากไม่หามาตรการป้องกัน โดยเฉพาะกรณีที่ต่างชาติตั้งบริษัทนอมินีเข้าไปถือครองสิทธิที่ดินตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ทั้ง พัทยา เกาะสมุย และเกาะภูเก็ต จำนวนมากมาย เพื่อพัฒนาที่ดินหาผลประโยชน์ กรณีของกลุ่มมาเฟียแบนดิโดส ก็ค่อนข้างจะชัดเจน อีกกรณีที่น่าสนใจก็คือ กรณีที่บริษัท กุหลาบแก้ว จำกัด และบริษัท ซีดาร์โฮลดิ้งส์ จำกัด ซึ่งจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลไทย และเข้าไปซื้อหุ้นในบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือชินคอร์ป จาก "ตระกูลชินวัตร" ซึ่งมีธุรกิจสื่อสารในเครือหลายอย่างที่ห้ามต่างด้าวประกอบการ มีการตั้งคำถามว่า 2 บริษัทดังกล่าวเป็นตัวแทนหรือนอมินีของต่างชาติหรือไม่ และเงินกว่า 7.2 หมื่นล้านบาท มาจากกองทุนเทมาเส็ก ของสิงคโปร์ ใช่หรือไม่...เป็นคำถามที่หลายคนน่าจะรู้คำตอบอยู่แล้ว แต่คำถามที่ยังไม่มีคำตอบก็คือ มีการหลีกเลี่ยงกฎหมายกันอย่างไร และจะดำเนินการเอาผิดได้หรือไม่ ผู้ที่กำลังหาคำตอบนี้ก็คือ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งผ่านมาหลายเดือนแล้ว แต่ยังไม่มีคำตอบใดๆ ออกมา ล่าสุด "อรจิต สิงคาลวณิช" อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ออกมาบอกว่าอีกประมาณ 2 สัปดาห์จะได้ข้อสรุปผลการตรวจสอบเรื่องดังกล่าว ก็ต้องรอดูว่าผลการตรวจสอบจะออกมาทันก่อนที่ "อรจิต" จะเกษียณหรือไม่ หรือจะยื้อไปจนกว่า "พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์" ว่าที่อธิบดีคนใหม่จะมารับไม้ต่อไป แต่ไม่ว่าจะเป็นอธิบดีคนเก่าหรือคนใหม่ ผลการตรวจสอบเรื่องนี้จะเป็นบทพิสูจน์อีกหนึ่งบทว่า ข้าราชการยังยึดความถูกต้องและผลประโยชน์ของชาติ ไม่มีการช่วยเหลือใคร เพื่อพิสูจน์ว่าศักดิ์ศรีของราชการยังมีอยู่ แม้จะหายากสักหน่อยสำหรับข้าราชการในยุคนี้ หน้า 20
|