หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
FTA ไทย-ญี่ปุ่น กับการสูญเสียรายได้อากรขาเข้า

คอลัมน์ นอกรอบ โดย ดร.นิตินัย ศิริสมรรถการ dr.nitinai@gmail.com มติชนรายวัน วันที่ 03 สิงหาคม พ.ศ. 2549

การที่ประเทศไม่มีรัฐบาลนี่ทำให้มีคำถามทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมมากมายจริงครับ หนึ่งในคำถามก็คงเป็นเรื่องการเปิดเสรีทางการค้าว่าจะดำเนินต่อไป หรือจะหยุดชะงักไปอีกนานหรือไม่อย่างไร คำถามนี้สำคัญครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นปี 2550 ที่ประเทศเรามีคิวเปิดเสรีการค้ากับประเทศใหญ่ๆ อย่างญี่ปุ่น ซึ่งนอกจากผู้ประกอบการจะต้อง เตรียมรับมือกันอย่างหนักแล้ว การเปิดเสรีกับญี่ปุ่นยังจะกระทบต่อรายได้อากรขาเข้าและ ฐานะทางการคลังของรัฐบาลอย่างมีนัยสำคัญ อีกด้วย

ในปี พ.ศ.2548 กรมศุลกากรจัดเก็บอากรนำเข้าได้สูงสุด 5 อันดับแรกตามลำดับคือ ยานบก เครื่องจักรกล เครื่องจักรและอุปกรณ์ไฟฟ้า เหล็กและเหล็กกล้า และพลาสติกและผลิตภัณฑ์ โดยเก็บอากรขาเข้ารวมกันถึง 60,843 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 58.2 ของอากรขาเข้าที่เก็บได้ทั้งหมด

(ดูตารางมูลค่าอากรสินค้านำเข้า 10 อันดับแรกสูงสุดในปี พ.ศ.2548)

แม้ยานบกจะมีสัดส่วนการนำเข้าเพียงร้อยละ 3.5 ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมด แต่เราอาจสังเกตได้ว่ายานบกเป็นสินค้าที่สามารถเก็บอากรขาเข้าได้เป็นอันดับหนึ่ง โดยเฉพาะยานบกอย่างเดียวเก็บอากรขาเข้าได้ถึงเกือบ 1/4 ของอากรขาเข้าที่เราเก็บได้ทั้งหมด หรือราวร้อยละ 2 ของรายได้ภาษีทั้งประเทศในปีงบประมาณ 2548 ซึ่งนับว่ามากเลยทีเดียวครับ

การนำเข้าในพิกัดยานบกส่วนใหญ่จะเป็นส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบของยานยนต์ (แทรกเตอร์ ยานยนต์สำหรับขนส่งบุคคลตั้งแต่ สิบคนขึ้นไป รถยนต์และยานยนต์อื่นๆ ที่ออกแบบสำหรับขนส่งบุคคลเป็นหลัก ยานยนต์สำหรับขนส่งของ และยานยนต์สำหรับใช้งานพิเศษ) มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 68.50 รถยนต์และยานยนต์อื่นๆ ที่ออกแบบสำหรับขนส่งบุคคล รวมถึงสเตชั่นแวกอนและรถแข่ง มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 8.50 และยานพาหนะอื่นๆ มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 23.0 ซึ่งเป็นการนำเข้ามาจากประเทศไหนมากสุดหรือครับ ท่านผู้อ่านคงเดาออกไม่ยากครับ ประเทศญี่ปุ่นนั่นเอง โดยเรา นำเข้าสินค้าในหมวดนี้จากญี่ปุ่นมากถึงราวร้อยละ 63 อย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งทศวรรษที่ผ่านมา

แต่ยังโชคดีครับ การเปิดเสรีหมวดยานบกของเราตามแผน ยังค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป โดยการลดอากรขาเข้าในพิกัดนี้สำหรับประเทศต่างๆ จะมีเงื่อนเวลาที่แตกต่างกัน โดยอัตราอากรขาเข้าเฉลี่ย (ETR) ที่ไทยเก็บได้จากประเทศคู่ค้าต่างๆ นั้น จะลดลงเรื่อยๆ ในทุกๆ ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ.2548-2559 ตามการลดอากรขาเข้าตามที่ตกลงไว้ตามกรอบการค้าเสรี (FTA) เท่ากับหรือเกือบเท่ากับร้อยละ 0 สำหรับประเทศออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และสหรัฐอเมริกา ยกเว้นญี่ปุ่น จีน และอาเซียน ซึ่งอัตราภาษีเฉลี่ยร้อยละ 4.75 7.06 และ 7.06 ตามลำดับ

(ดูกราฟิกอัตราอากรเฉลี่ย (ETR) สินค้าตอนยานบกที่ไทยเปิดเสรีกับประเทศต่างๆ)

2006august03p4.jpg (151573 bytes)

จากโครงสร้างการนำเข้าและแผนการเปิดเสรีทางการค้าในหมวดยานบกที่คุยกันมา ผมลองมานั่งคำนวณดูแล้ว ก็หนักใจแทนกรมศุลกากรเรื่องการจัดเก็บรายได้อยู่ไม่น้อยครับ ถ้าการเปิดเสรีในหมวดนี้ไม่ต้องหยุดชะงัก เพราะปัญหาทางการเมืองแล้วละก็ อากรขาเข้าของสินค้าพิกัดยานบกที่ต้องสูญเสียไปในช่วงปี พ.ศ.2550-2552 เฉลี่ยสูงถึงปีละไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาท และจะสูงถึงเฉลี่ยปีละไม่ต่ำกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท ในช่วงปี พ.ศ.2553-2559 ซึ่งถ้ารวมการสูญเสียรายได้จากอากรขาเข้าตั้งแต่เริ่มเปิดเสรีทางการค้าในปี พ.ศ.2549-2559 แล้วก็จะประมาณ 2.5 แสนล้านบาทเป็นอย่างน้อยละครับ

ตัวเลขการสูญเสียรายได้ที่ว่าเป็นตัวเลขที่ผมคำนวณเองนะครับ ก็ใช้แบบจำลองอันเดียวกัน กับที่คำนวณรายได้จัดเก็บกรมศุลกากรที่ใช้เขียนลงในคอลัมน์นี้เมื่อวันที่ 2 ก.พ.2549 แหละครับ ตอนนั้นผมจำได้ว่าผมได้ฟันธงไปว่ารายได้จัดเก็บของกรมศุลกากรปีงบประมาณ 2549 ไม่น่าเกิน 1 แสนล้านบาท ทั้งๆ ที่ในเอกสารงบประมาณที่แถลงต่อสภาตั้งเป้าไว้ถึงเกือบ 1.2 แสนล้านบาท ถ้าปัญหาการเมืองไม่ทำให้การเปิดเสรีกับญี่ปุ่นสะดุด หรือแม้การคำนวณของผมอาจไม่ตรงเผง แต่เมื่อเราพอมองเห็นทิศทางเช่นนี้แล้ว รัฐบาลก็ควรต้องเริ่มคิดหาหนทางแก้ไขปัญหาด้านการจัดเก็บรายได้ไว้เสียแต่เนิ่นๆ เพื่อไม่ให้การเปิดเสรีดังกล่าวส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและความยั่งยืนทางการคลังนะครับ

หน้า 46