หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ศก.พอเพียงเยียวยา โลก ในหลวง กับรหัสพัฒนาใหม่

มติชนรายวัน วันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10363

*หมายเหตุ* : นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส นักเรียนทุนมูลนิธิอานันทมหิดล ปาฐกถาเรื่อง "พระเจ้าอยู่หัวกับรหัสพัฒนาใหม่" ในงานเสวนา "วิชาการพัฒนาชาติ ฉลองสิริราชสมบัติ 60 ปี" จัดโดยชมรมผู้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ที่โรงแรมพลาซ่า แอทธินี

ตลอดระยะเวลา 60 ปี แห่งการครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงประกอบพระราชกรณียกิจ เกี่ยวกับการพัฒนาประเทศเป็นอเนกปริยาย ทั้งด้านการศึกษา ศาสนา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ศิลปวัฒนธรรม เกษตรกรรม สิ่งแวดล้อม การแพทย์ การสาธารณสุข ฯลฯ อาจจะเรียกได้ว่าทุกด้าน

พระราชกรณียกิจเกี่ยวกับการพัฒนาต่างๆ เหล่านี้ ได้มีการกล่าวถึงอยู่ทั่วไปในลักษณะต่างๆ ในบทความนี้ต้องการหาความหมายเชิงลึก ของแนวทางการพัฒนาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

แม้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงเจริญพระชนมพรรษาในช่วงต้น และทรงได้รับการศึกษาท่ามกลางอารยธรรมของยุโรป อันอาจกล่าวว่าทรงเป็นบุคคลทันสมัย แต่ทิฐิหรือทรรศนะเกี่ยวกับการพัฒนาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หาตรงกับแนวทางของอารยธรรมตะวันตกไม่ แต่แตกต่างกันถึงรากฐาน อาจเรียกได้ว่าไม่ใช่ทรรศนะแบบตะวันตกด้วยซ้ำ

ทิฐิ (Concept) เกี่ยวกับเรื่องอะไรนำไปสู่การปฏิบัติตามแนวคิดนั้น

ในมรรคมีองค์ 8 ท่านจึงเริ่มต้นข้อ 1 ด้วยสัมมาทิฐิเสมอ เพราะสัมมาทิฐินำสู่สัมมาปฏิบัติ แต่ถ้าเริ่มต้นเป็นมิจฉาทิฐิ สิ่งที่ตามมาคือมิจฉาปฏิบัติ

แนวความคิดเกี่ยวกับการพัฒนาก็เช่นเดียวกัน ถ้าเป็นสัมมาทิฐิก็นำสู่สัมมาพัฒนา แต่ถ้าเป็นมิจฉาทิฐิก็นำสู่มิจฉาพัฒนา ฉะนั้นในการหาความหมายเชิงลึกของแนวทางการพัฒนาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงควรทำความเข้าใจ เกี่ยวกับทิฐิของการพัฒนา เปรียบเทียบระหว่างการพัฒนาตามแนวทางอารยธรรมตะวันตก และแนวทางตามพระราชดำริ

 

*รหัสพันธุกรรม (Genetic Code) กำหนดรูปลักษณ์ของชีวิต รหัสพัฒนา (Development Code) กำหนดรูปลักษณ์ของสังคม

ในที่ดินผืนเดียวกันมีต้นไม้นานาพันธุ์ที่แตกต่างหลากหลายในรูปลักษณ์และคุณสมบัติ ที่แตกต่างกันเพราะถูก ออกแบบมาให้ต่างกัน รหัสพันธุกรรมเป็นตัวกำหนดแบบหรือโครงสร้าง รหัสพันธุกรรมคือดีเอ็นเอ ดีเอ็นเอมีเบสเรียกเป็นตัวอักษร A T C G เส้นดีเอ็นเอของมนุษย์มีความยาว 3 พันล้านตัวอักษร ทั้ง 3 พันล้านตัวอักษรมีความจำเพาะมาก ถ้าผิดไปตัวหนึ่งเขาเรียกว่ากลายพันธุ์ ฉะนั้น การเรียงลำดับตัวอักษรในรหัสพันธุกรรมกำหนดรูปลักษณ์ชีวิต

คำถามก็คือ มีรหัสพัฒนา ที่ประกอบด้วยการเรียงลำดับตัวอักษรที่ต่างกันกำหนดรูปลักษณ์ของสังคมต่างกันหรือไม่

 

*รหัสพัฒนาของอารยธรรมตะวันตก

เดิมมนุษย์อยู่กันเป็นกลุ่ม หรือตามกระเปาะวัฒนธรรม (Cultural pockets) วัฒนธรรมหมายถึงวิถีชีวิต ร่วมกันของกลุ่มชนในสิ่งแวดล้อมหนึ่งๆ สิ่งแวดล้อมแตกต่างหลากหลายกันไปตามสถานที่ต่างๆ วัฒนธรรมจึงมีความหลากหลายไปตามความหลากหลายของสิ่งแวดล้อม

เมื่อประมาณ 500 ปี ในยุโรปมีการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นความรู้ที่คม ชัด ลึก และมีเสน่ห์ แต่ยังไม่ใช่ปัญญา ยุโรปนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไปสร้างเทคโนโลยีที่มีอานุภาพมาก สร้างอาวุธทรงอานุภาพ ชาวยุโรปใช้อำนาจมหาศาลนี้บังคับหรือเข่นฆ่าผู้คนไปทุกทวีป กำลังผลิตด้วยเครื่องจักรได้เกิดการผลิตมากเกิน ของยุคอุตสาหกรรม สินค้าเหล่านี้ต้องการผู้บริโภค จึงมีการทำทุกวิถีทางที่จะสร้างค่านิยมและผลักดันคนทั้งโลกเป็นผู้บริโภค ทั้งหมดก่อให้เกิดอารยธรรมใหม่ มีขอบเขตทั่วโลก เป็นอารยธรรมตะวันตกซึ่งมีลักษณะเป็นวัตถุนิยม บริโภคนิยม และเงินนิยม

ถ้าทบทวนความเป็นมาของอารยธรรมปัจจุบันจะเห็นว่าเริ่มจาก ความรู้ (Knowledge) นำสู่อำนาจ (Power) และเงิน (Money)

รหัสของการพัฒนาในระบบนี้ จึงอาจเขียนได้ว่า KPM หรือความรู้-อำนาจ-เงิน

*วิกฤตอารยธรรมตะวันตก และการแสวงหาทางออก

การพัฒนาแบบสมัยใหม่ หรือแบบตะวันตก อาจมีผลดีหลายอย่าง เช่น ความสะดวกสบายจากเครื่องทุ่นแรง การคมนาคม ฯลฯ แต่สิ่งที่เป็นผลจากการพัฒนาตามแนวทางนี้เชิงประจักษ์อันปฏิเสธไม่ได้มี 4 ประการ คือ 1.ช่องว่างระหว่างคนจน กับคนรวยห่างกันมากขึ้น 2.การทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาล 3.การทำลายวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ 4.เกิดวิกฤตการณ์ทางสังคมอย่างรุนแรง นักปราชญ์ตะวันตกเช่น Larslo, Grof และ Russell มีความเห็นว่าอารยธรรมตะวันตก กำลังพาโลกทั้งโลกไปสู่วิกฤตการณ์อย่างรุนแรง นอกจากจะมีการปฏิวัติจิตสำนึก ท่านทะไลลามะมีความเห็นว่า โลกเป็นโรคบกพร่องทางจิตวิญญาณ (Spiritual deficiency decease) และต้องการการปฏิวัติทางจิตวิญญาณ (Spiritual Revolution) ท่านพุทธทาสมองเห็นวิกฤตการณ์ปัจจุบันนานแล้ว ท่านพร่ำสอนว่า "ถ้าศีลธรรมไม่กลับมาโลกาจะวินาศ" ท่านพุทธทาสเห็นว่าวิกฤตการณ์ปัจจุบันรุนแรงมาก ไม่มียาขนานใดรักษาได้ นอกจากโลกุตรธรรม ท่านจึงใช้ชีวิตทั้งหมดปรุงยาโลกุตรโอสถ ให้เป็นยาสามัญประจำบ้าน

 

*พระเจ้าอยู่หัวกับรหัสพัฒนาใหม่

รหัสพัฒนาของอารยธรรมตะวันตกคือ KPM หรือความรู้-อำนาจ-เงิน ถ้ามองแนวทางการพัฒนาของพระเจ้าอยู่หัวเชิงลึก จะเห็นว่ารหัสการพัฒนาต่างจากแนวทางตะวันตกโดยสิ้นเชิง รหัสพัฒนาบอกทิฐิการพัฒนาจึงเป็นตัวกำหนดการปฏิบัติ และผลการปฏิบัติที่ต่างกันถึงขั้นรากฐาน จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่เราควรทำความเข้าใจจากพระราชกรณียกิจ พระราชดำรัส และพระราชนิพนธ์

ในการเข้าเฝ้าฯปีหนึ่ง ทรงมีพระราชดำรัสกับผู้เคยได้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดลว่า "ใครจะว่าเชยก็ช่างเขา ขอให้เราพออยู่พอกิน และมีไมตรีจิตต่อกัน" พระราชดำรัสนี้ชี้ให้เห็นสังคมอีกแบบหนึ่ง ซึ่งต่างไปจากสังคมปัจจุบันที่เน้นการแข่งขันเสรี "เชย" หมายถึงไม่ทันสมัย "พออยู่พอกิน และมีไมตรีจิตต่อกัน" หมายถึงเน้นการอยู่ร่วมกัน (Living together) ไม่ใช่แย่งชิง ทอดทิ้งกัน แข่งขันเสรี ตัวใครตัวมัน

"สังคมไทยอยู่ได้เพราะมีการให้" เป็นพระราชดำรัสอีกองค์หนึ่ง

"เราควรถอยหลังเข้าคลอง" เป็นพระราชกระแสอีกตอนหนึ่ง "เพราะในคลองคลื่นลมสงบ มีความปลอดภัย" ถ้าออกไปในทะเลคลื่นลมแรง เรืออาจล่ม ที่จริงคำว่า "ถอยหลังเข้าคลอง" ใช้ในความหมายไม่ดี ถอยกลับไปสู่ความล้าหลัง แต่ก็ทรงใช้คำนี้อย่างเป็นการท้าทาย แต่สังคมไทยก็ยังไม่เข้าใจ ยังทะยานออกสู่ทะเลลึกที่คลื่นลมแรง ควรจำว่าใน พ.ศ.2540 ในเดือนเดียวเงินไหลออกเกือบหมดประเทศ เพราะการออกไปโต้คลื่นลมแรงจนเรือล่ม ใช่หรือไม่

ในพระราชนิพนธ์เรื่อง "พระมหาชนก" โปรดอ่านให้ดีๆ ว่าพ่อค้า 700 คน มีความโลภต้องการไปแสวงหาโชคลาภที่สุวรรณภูมิ แล่นเรือไปในทะเล คลื่นลมแรง เรืออับปางลง พ่อค้า 700 คนอ้อนวอนให้เทวดาช่วย ไม่คิดพึ่งตนเอง แล้วตายหมด

ในพระราชนิพนธ์เรื่อง "พระมหาชนก" พระมหาชนกคิดพึ่งตนเอง และมีความเพียรอันบริสุทธิ์ พระมหาชนกมีแนวคิดที่แรงๆ เช่นว่า "คนทั้งปวง ล้วนตกอยู่ในโมหภูมิ" โมหะหมายถึงความโง่ ความหลงไป ในนั้นมีคำว่า "เมืองอวิชชา" ที่เต็มไปด้วยความชั่วช้า วิชชา ที่มี ช ช้าง 2 ตัว เป็นคำทางพุทธศาสนาที่มีความหมายพิเศษ วิชชาหมายถึงปัญญาที่หลุดพ้นจากความโง่และความหลง ทำให้พ้นทุกข์ อวิชชา ความไม่รู้เป็นสาเหตุของความทุกข์และความยุ่งเหยิงวุ่นวายทางสังคม ซึ่งอาจเรียกว่าวิกฤตการณ์ทางสังคมก็ได้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชกระแสและพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงในรูปและนัยต่างๆ มาประมาณ 30 ปี รวมทั้งที่นำมากล่าวข้างต้นนี้ด้วย เช่นที่ว่า "ใครจะว่าเชยก็ช่างเขา ขอให้เราพออยู่พอกิน และมีไมตรีจิตต่อกัน"

คำถามในการพัฒนาเศรษฐกิจกระแสหลักกับคำถามในแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงไม่เหมือนกัน คำถามปัจจุบันคือ "ทำอย่างไรจะรวย" แต่คำถามในวิถีเศรษฐกิจพอเพียงคือ "ความดีคืออะไร"

รหัสพัฒนาของวิถีเศรษฐกิจพอเพียงกับการพัฒนาตามกระแสหลักไม่เหมือนกัน

รหัสพัฒนาตามกระแสหลักคือ KPM = ความรู้-อำนาจ-เงิน

รหัสพัฒนาตามกระแสเศรษฐกิจพอเพียงคือ GCK = ความดี-การอยู่ร่วมกัน-ความรู้

G = Goodness = ความดี

C = Community หรือ Culture = วัฒนธรรมการอยู่ร่วมกัน

K = Knowledge = ความรู้

*มรรควิธีวิถีแห่งความพอเพียง

การปรับเปลี่ยนจากวิถีเศรษฐกิจวัตถุนิยม-บริโภคนิยม-เงินนิยม ไปสู่วิถีเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเรื่องยาก เพราะคนคุ้นเคยกับวิธีคิด และโครงสร้างเก่าในสังคม

ขอเสนอมรรควิธี 4 ประการ เพื่อปรับไปสู่วิถีเศรษฐกิจพอเพียง

1.สร้างทิฐิและจิตสำนึกใหม่ ควรมีการรณรงค์ให้ผู้คนเปลี่ยนคำถามจาก "ทำอย่างไรจะรวย" ไปเป็นคำถามใหม่ว่า "ความดีคืออะไร" เมื่อถามซ้ำๆ อยู่อย่างนั้น ทิฐิและจิตสำนึกจะค่อยๆ เปลี่ยนไป ว่าเป้าหมายของชีวิตและการพัฒนาคือความดีและการอยู่ร่วมกัน ไม่ใช่การทำกำไรสูงสุด รหัสพัฒนาใหม่คือ GCK หรือความดี-การอยู่ร่วมกัน-ความรู้ ความดีต้องเป็นตัวตั้ง การอยู่ร่วมกันเป็นเป้าหมาย ความรู้เป็นเครื่องมือ ชีวิตและเศรษฐกิจพอเพียงเป็นผล

2.ออกแบบโครงสร้างการพัฒนาที่ถูกต้อง

สังคมมีเครื่องมือมาก แต่ขาดการออกแบบ โครงสร้างทุกชนิดต้องมีฐานที่แข็งแรง โครงสร้างนั้นจึงจะมั่นคง สังคมก็เช่นเดียวกัน ที่ต้องมีฐานที่แข็งแรง ฐานของสังคมคือชุมชน ท้องถิ่น แต่ฐานกลับอ่อนแอลง การพัฒนาข้างบนทุกชนิดต้องเชื่อมกับฐานล่าง อยู่บนความเข้มแข็งของฐานล่าง จึงเป็นโครงสร้างการพัฒนาที่ถูกต้อง ชุมชนเข้มแข็งคือฐานของเศรษฐกิจพอเพียง หากมหาวิทยาลัยต่างๆ รู้จักมองลงไปข้างล่าง เรียนรู้เรื่องข้างล่าง สนับสนุนความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น มหาวิทยาลัยจะเป็นกำลังสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง

ถ้าเราเข้าใจความสำคัญของฐานล่างของสังคม ก็จะเข้าใจว่าทำไมพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงตะลอนๆ ไปช่วยคนข้างล่าง จนพระเสโทหยดจากปลายพระนาสิก

การพัฒนาต่างๆ ข้างบนไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ การศึกษา การพระศาสนา การสาธารณสุข การสื่อสาร ฯลฯ มีพลังมากถ้าเชื่อมกับฐานล่าง ให้ข้างล่างกับข้างบนเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ประเทศไทยจะแข็งแรง พอเพียง และเรืองแสง

3.ส่งเสริมจิตตปัญญาศึกษาเพื่อการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในตน

การศึกษาทุกวันนี้เป็นการศึกษาวิชาต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องนอกตัวทั้งสิ้น ไม่มีเลยที่ศึกษาเรื่องภายในตัวเอง จึงจำเป็นต้องดึงเอาพลังภายใน ขึ้นมาใช้ มีความจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานทั้งในตนเอง และเชิงองค์กร จึงจะเผชิญกับวิกฤตรุนแรงของโลกได้

จิตตปัญญาศึกษาจะช่วยให้การปรับไปสู่วิถีแห่งความพอเพียงเป็นไปได้ง่ายมากขึ้น จึงควรทำความเข้าใจและส่งเสริมอย่างจริงจัง

4.สร้างเครื่องมือใหม่ทางสังคม (New Social Tool)

โครงสร้างในองค์กรทุกชนิดเป็นโครงสร้างทางดิ่ง หมายถึงเน้นการใช้กฎหมาย กฎระเบียบ และการสั่งการจากบนลงล่าง เป็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้มีอำนาจกับผู้ไม่มีอำนาจ โครงสร้างชนิดนี้ไม่มีพลังเพียงพอที่จะแก้ปัญหาที่ยากและซับซ้อน จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานเชิงองค์กร ซึ่งไม่ใช่การโค่นล้มหรือทำลาย

วิธีการคือการสร้างความสัมพันธ์ทางราบเป็นความสัมพันธ์ใหม่ ทั้งภายในและภายนอกองค์กร โดยถือหลักว่าทุกคนมีศักดิ์ศรี มีคุณค่า และมีศักยภาพ สามารถเข้ามารวมกลุ่มร่วมคิดร่วมทำด้วยความเสมอภาค และเชื่อมโยงเป็นเครือข่าย

หลักการข้างต้นจะเกิดเป็นโครงสร้างทางสังคมใหม่ เรียกเป็นสัญลักษณ์ว่า INN ดังนี้

I = Individual หรือปัจเจกบุคคลที่มีจิตสำนึกใหม่ว่าเรามีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีคุณค่า มีศักยภาพที่จะทำอะไรดีๆ

N = Nodes คนที่มีความสนใจร่วมกัน เรียนรู้ร่วมกัน ร่วมคิดร่วมทำ ทุกคนเสมอภาค เป็นความสัมพันธ์ทางราบ

N = Networks มีการเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายทั้งระหว่างบุคคลและกลุ่ม

แนวทางการพัฒนาของพระเจ้าอยู่หัวอาจเรียกว่าเอาความดีเป็นตัวตั้ง เพื่อการอยู่ร่วมกัน โดยใช้ความรู้ ซึ่งอาจเขียนเป็นรหัสพัฒนาว่า GCK หรือความดี-การอยู่ร่วมกัน-ความรู้

การพัฒนาแบบเก่านำโลกเข้าไปสู่ความเสื่อมเสียทางศีลธรรมและเจ็บป่วยมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะใช้เงินเป็นตัวตั้ง หากจะเยียวยาโลกได้ ต้องใช้รหัสพัฒนาใหม่

ฉะนั้น จึงควรสนใจศึกษาหาความหมายเชิงลึกของแนวทางการพัฒนาของพระเจ้าอยู่หัวให้ดี เพราะอาจพบรหัสพัฒนาใหม่ที่ช่วยให้โลกรอดได้

หน้า 2