|
||||||||||||||
|
มาตรฐานสรรพากร
คอลัมน์ จอดป้ายประชาชื่น เศรษฐ์ สันติ มติชนรายวัน วันที่ 02 สิงหาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10371 มีข้อมูลบางประการที่อยากนำเสนอเพื่อชี้ให้เห็นถึงมาตรฐานและความโปร่งใสในการทำงานของกรมสรรพากร คงจำกันได้ถึงกรณีครอบครัวชินวัตร ขายหุ้นบริษัทชินคอร์ป จำนวน 1,487.7 ล้านหุ้น มูลค่า 73,300 ล้านบาท ให้แก่บริษัท เทมาเส็ก โฮลดิ้งของสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2549 ปรากฏว่า ก่อนจะขายหุ้นชินคอร์ปให้แก่เทมาเส็ก บริษัท แอมเพิลริช อินเวสต์เมนท์ จำกัด (ของครอบครัวชินวัตร) ได้ขายหุ้นชินคอร์ป จำนวน 329.2 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 1 บาท ให้แก่นายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา ชินวัตร (เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2549-ตามที่แจ้งต่อสำนักงาน ก.ล.ต.) ขณะที่ราคาตลาดอยู่ที่ 49 บาท ทำให้บุคคลทั้งสองได้รับประโยชน์จากส่วนต่างราคาหุ้น เป็นเงิน 15,501 ล้านบาท โดยไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แม้แต่บาทเดียว (แต่ถ้าต้องเสียภาษี ต้องจ่ายสูงถึง 5,864 ล้านบาท) อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก นายศิโรตม์ สวัสดิ์พานิชย์ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดแถลงข่าว (ตามคำสั่งของรัฐมนตรีคลัง) มื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2549 ถึงเหตุผลที่บุคคลทั้งสองไม่ต้องเสียภาษี ว่าการซื้อหุ้น ต่ำกว่าราคาตลาดเป็นการซื้อทรัพย์สินในราคาถูก ซึ่งเป็นเรื่องของการตกลงราคากัน ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายอันเป็นเรื่องปกติทางการค้า "ส่วนต่าง" ของราคาซื้อกับราคาตลาด จึงไม่เข้าลักษณะเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร นายศิโรตม์ยังอ้างถึง น.ส.ปราณี เวชพฤกษ์พิทักษ์ ซึ่งเป็นตัวแทน บริษัท แอมเพิลริชฯ ได้ทำหนังสือ ลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2548 หารือเรื่องการเสียภาษีในการซื้อขายหุ้นดังกล่าว โดยระบุว่า บริษัทแอมเพิลริชฯได้ตกลงขายหุ้นชินคอร์ปที่บริษัทถือไว้ทั้งหมด ให้แก่นายพานทองแท้และ น.ส.พิณทองทา (ตามหนังสือที่ กค 0706/7896 ซึ่งตอบข้อหารือดังกล่าว ลงวันที่ 21 กันยายน 2548 ลงนามโดยนางเบญจา หลุยเจริญ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาฐานภาษี) จึงทำให้เกิดข้อสงสัยว่า บริษัทแอมเพิลริชฯได้ขายหุ้นชินคอร์ป จำนวน 329.2 ล้านหุ้น ให้แก่บุคคลทั้งสอง ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2548 (ตามที่ทำหนังสือหารือกรมสรรพากร) หรือวันที่ 20 มกราคม 2549 (ตามที่แจ้งต่อสำนักงาน ก.ล.ต.) เพราะถ้ามีการซื้อขายหุ้นชินคอร์ปตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2548 แต่มาแจ้ง ก.ล.ต.ในวันที่ 20 มกราคม 2549 เท่ากับว่ามีการกระทำฝ่าฝืน พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์? (แต่ไม่เห็นว่า ก.ล.ต.มีความกระตือรืนร้น ที่จะตรวจสอบเรื่องนี้) ด้วยความสงสัยดังกล่าว ผู้สื่อข่าวจึงใช้สิทธิตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 ขอสำเนาหนังสือหารือของ น.ส.ปราณี ลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2548 ปรากฏว่า กรมสรรพากรเก็บเรื่องไว้เกือบ 2 เดือน จึงตอบปฏิเสธโดยอ้างว่า หนังสือดังกล่าวเป็นการหารือ เกี่ยวกับการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งเป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล ที่หน่วยงานของรัฐจะเปิดเผยข้อมูลข่าวสารดังกล่าว จะเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยปราศจากความยินยอมเป็นหนังสือของเจ้าของข้อมูลที่ให้ไว้ล่วงหน้า หรือในขณะนั้นมิได้ ตามมาตรา 24 แพ่ง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ และการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวจะทำให้รู้เรื่องกิจการของผู้เสียภาษี ต้องห้ามมิให้เจ้าพนักงานนำออกแจ้งแก่ผู้ใด เว้นแต่จะมีอำนาจที่ทำได้โดยชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 10 แห่งประมวลรัษฎากร ถ้าข้ออ้างดังกล่าวเป็นจริง การที่อธิบดีกรมสรรพากรได้แถลงข่าวเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2549 เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนตามมาตรา 10 หรือไม่ หรือถ้าจะอ้างมาตรา 10 ทวิ การแถลงข่าวดังกล่าวเป็นประโยชน์ในการจัดเก็บภาษี หรือเป็นประโยชน์ของครอบครัวชินวัตร? หรือเป็นการอ้างเหตุผลตามอำเภอใจ ขึ้นอยู่กับว่า การกระทำนั้นเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้มีอำนาจ? หน้า 20 ชำแหละขายหุ้นชินคอร์ป (อีกรอบ) คอลัมน์ จอดป้ายประชาชื่น เศรษฐ์ สันติ มติชนรายวัน วันที่ 09 สิงหาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10378 สัปดาห์ที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์ "มติชน" นำหนังสือของ น.ส.ปราณี เวชพฤกษ์พิทักษ์ ที่หารือกรมสรรพากรกรณี Ample Rich Investment Limited ขายซื้อหุ้นบริษัทชินคอร์ป 329.2 ล้าหุ้น ให้แก่นายพานทองแท้ ชินวัตร ในราคาหุ้นละ 1 บาท เปรียบเทียบกันกับหนังสือตอบข้อหารือของกรมสรรพากรแล้วพบว่า หนังสือตอบของกรมสรรพากร นอกจากตอบเกินกว่าประเด็นคำถามแล้ว ยังมีข้อเท็จจริงมากกว่าที่มีในหนังสือหารือ เช่น บริษัท Ample Rich มีนายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา ชินวัตร เป็นกรรมการ, ไม่มีสำนักงานประกอบการในประเทศไทยและประกอบกิจการซื้อขายหลักทรัพย์ มีการตั้งข้อสงสัยว่า การที่กรมสรรพากรตอบข้อหารือของ น.ส.ปราณีซึ่งยังไม่รู้ว่า เป็นตัวแทนของใครระหว่าง Ample Rich กับนายพานทองแท้ อย่างละเอียดและเพิ่มเติมข้อเท็จจริงให้นั้นเพื่อเอื้อประโยชน์ในด้านภาษีให้แก่ครอบครัวชินวัตรหรือไม่ เพราะตามปกติแล้ว ผู้ที่หารือมักให้ข้อเท็จจริงและมีคำถามในแต่ละประเด็นอย่างละเอียด มิได้ให้ข้อมูลและตั้งคำถามหยาบๆ แบบ น.ส.ปราณี อย่างไรก็ตาม นางเบญจา หลุยเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นผู้ตอบข้อหารือดังกล่าว ขณะเป็นที่ปรึกษาด้านพัฒนาฐานภาษี (ตัวเต็งอธิบดีสรรพากรคนใหม่?) ชี้แจงว่า การตอบข้อหารือจะมีเจ้าหน้าที่ เป็นผู้รวบรวมหลักฐานข้อเท็จจริงในทุกๆ ด้าน รวมถึงการเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งเท่าที่จำได้ในกรณีนี้มีการรวบรวมข้อมูลย้อนหลังจำนวนมาก และมีการเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลด้วย เพื่อให้การวินิจฉัยครอบคลุม และชัดเจนตรงประเด็นมากที่สุด ซึ่งมาตรฐานการทำงานของกรมสรรพากรก็ทำเช่นนี้มาตลอด ถ้าเป็นอย่างที่นางเบญจาชี้แจง มีคำถามเพิ่มเติมว่า 1.ในแต่ละวันมีการหารือเรื่องภาษีในลักษณะนี้วันละกี่ราย มีการเชิญมาสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมทุกรายหรือไม่ หรือเป็นบริการพิเศษเฉพาะการขายหุ้นชินคอร์ป 2.กรมสรรพากรติดต่อ น.ส.ปราณีอย่างไร ทางโทรศัพท์หรือเป็นหนังสือเชิญ 3.ถ้าเป็นหนังสือเชิญ ลงวันที่เท่าใด 4.น.ส.ปราณีมาพบเจ้าหน้าที่เมื่อใด เจ้าหน้าที่ชื่ออะไร มีบันทึกการสอบถามข้อมูลหรือไม่ หรือว่าใช้วิธีการจดจำ ข้อสงสัยที่ค้างคาอยู่เรื่องการซื้อขายหุ้นชินคอร์ปจำนวน 1,487.7 ล้านหุ้น มูลค่า 73,300 ล้านบาท ให้แก่บริษัท เทมาเส็ก โฮลดิ้ง จำกัด ของสิงคโปร์ ตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2549 นั้น มิได้มีเฉพาะเรื่องภาษีเท่านั้น แวดวงวิชาการยังสนใจว่า มีผลกระทบอย่างสำคัญต่อนโยบายสาธารณะด้วย ดังนั้น สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ร่วมกับคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จึงจัดสัมมนาวิชาการเรื่อง "สู่ความชัดเจนในระเบียบธรรมาภิบาล:ประเด็นสืบเนื่องจากกรณีการขายหุ้นชินคอร์ปอเรชั่น" ในวันศุกร์ที่ 25 สิงหาคม ณ โรงแรมอิมพิเรียล ควีนส์ปาร์ค สุขุมวิท ในการสัมมนามีการนำเสนอบทความ 3 ส่วน คือ หนึ่ง การประกอบธุรกิจของต่างชาติ นำเสนอโดย ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัยทีดีอาร์ไอ ผู้วิจารณ์ รศ.ดร.พิภพ อุดร คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มธ. และ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื่อ กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บล.ภัทร สอง การกำกับดูแลตลาดหลักทรัพย์ นำเสนอโดย สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระ ผู้วิจารณ์ นายชาลี จันทนยิ่งยง ผู้เลขาธิการอาวุโส สำนักงาน ก.ล.ต. และนายมนตรี ศณไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.กิมเอ็ง สาม การจัดเก็บภาษีเงินได้ นำเสนอโดย ดร.วิศาล บุปผเวส ที่ปรึกษาทีดีอาร์ไอ ผู้วิจารณ์ นายศุพฤติ ถาวรยุติการต์ คณะเศรษฐศาสตร์ มธ. และ รศ.ดร.ณัฏฐพงศ์ ทองภักดี สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ปิดท้ายด้วยการอภิปรายเรื่องแนวทางการปรับปรุงกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายโดย ดร.ประสาน ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย, รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มธ. ผศ.ธิติพันธุ์ เชื้อบุญชัย คณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ และ ดร.อัมมาร สยามวาลา ดูเนื้อหาและผู้อภิปรายทั้งหมดแล้ว ต้องบอกว่าพลาดไม่ได้จริงๆ หน้า 20
|