|
||||||||||||||
|
คิดใหม่เรื่องไอทีวี
คอลัมน์ ดุลยภาพดุลยพินิจ โดย นวพร เรืองสกุล มติชนรายวัน วันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10308 2537 รัฐบาลมีนโยบายให้ตั้งสถานีเพื่อเป็นทางเลือกในการได้รับข่าวของประชาชน และให้เป็นบริษัทมหาชน ผู้เสนอให้เงินสัมปทานแก่รัฐ 25,000 ล้านบาท ใน 30 ปี ได้รับสัมปทานไป โดยมีเงื่อนไขตกลงกันทั้งสองฝ่ายว่า ให้เสนอข่าว สารคดี และสารประโยชน์ 70% บันเทิง 30% สถานีดังกล่าวในปัจจุบันใช้ชื่อว่า ไอทีวี 2547 อนุญาโตตุลาการ วินิจฉัยให้ลดค่าสัมปทานตลอดอายุสัญญาลงรวม 17,410 ล้านบาท และเปลี่ยนสัดส่วนรายการข่าว สารคดี และสารประโยชน์ เหลือร้อยละ 50 2549 ศาลปกครองได้วินิจฉัยให้ไอทีวีต้องจ่ายค่าสัมปทาน ระหว่างเวลาเหล่านั้น ผู้ถือหุ้นไอทีวีเปลี่ยนไปหลายครั้ง จนปัจจุบันนี้ (2549) หุ้นส่วนใหญ่อยู่ในมือบริษัทชินคอร์ป ซึ่งมีบริษัทของกระทรวงการคลังสิงคโปร์ถือหุ้นข้างมาก และกำลังมีการคาดคะเนกันว่าโทรทัศน์ช่องนี้ จะเป็นของนักลงทุนกลุ่มใดต่อไป บ้างก็ทวงความเป็นสื่อเสรีคืน แต่ไม่ได้ผ่านตาว่ามีข้อเสนอทางเลือกอย่างไรบ้าง ที่จะทำให้เจ้าของใหม่ หรือไอทีวีกลับเป็นสื่อเสรีได้ และทำอย่างไรจะสมานความต้องการกำไร กับการเป็นสถานีข่าวให้ได้ คราวนี้จึงใคร่ขอคิดนอกกรอบสักครั้งหนึ่ง ถึงแม้ว่าหลายๆ คนอ่านไปเพียงสองสามย่อหน้าจะเริ่มร้องว่า "เป็นไปไม่ได้" (ในสังคมไทย) ดังนั้นจึงใคร่ขอร้องท่านผู้อ่านทุกท่านว่า 1.กรุณาาอดทนอ่านให้จบก่อนจะร้องว่า "เป็นไปไม่ได้" 2.ก่อนจะร้องว่าเป็นไปไม่ได้ หรือหลังจากร้องว่าเป็นไปไม่ได้แล้ว ก่อนที่จะผ่านเลยไป กรุณาคิดทางเลือกให้อีกสักทางว่า ถ้าข้อเสนอที่เพิ่งอ่านจบเป็นไปไม่ได้ หรือไม่เห็นด้วย แบบไหนจะพอเป็นไปได้ และน่าจะเป็นที่ยอมรับได้มากกว่า ก่อนจะเริ่มต้นคำถาม ขอเรียนว่าข้อเสนอนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐาน 3 ข้อ คือ 1.สถานีข่าวสถานีนี้จะไม่เป็นสถานีของรัฐ เพราะว่าสถานีของรัฐเคยมีมาก่อนหน้าแล้วและก็ค่อยๆ แปรเป็นเอกชนที่เน้นบันเทิง ล่าสุดคือช่อง 9 และที่กำลังมีอยู่ก็มีแล้ว คือช่อง 11 ซึ่งตั้งด้วยเงินจากต่างประเทศ ซึ่งก็คงจะอยู่ในอำนาจครอบงำ ของผู้กุมอำนาจรัฐ จนสังคมต้องเรียกร้องหาทางออก ด้วยการให้มีสถานีใหม่เป็นสถานีของมหาชน 2.แหล่งปลอดอำนาจการเมืองในเมืองไทยหายากมาก การเมืองสามารถแทรกแซงได้ทุกที่มากหรือน้อยเท่านั้นเอง 3.คามสำเร็จและความล้มเหลวของกิจการใด รวมทั้งการยอมให้การเมืองแทรกแซงมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับบุคคลที่เป็นผู้บริหารระดับสูงในองค์กรนั้นๆ และ 4.ความเป็นอิสระทางการเงิน มีส่วนช่วยสร้างความเป็นอิสระจากอำนาจการเมือง และความเป็นอิสระจากการมุ่งแสวงหากำไรเพียงอย่างเดียว ขอเริ่มต้นด้วยคำถามหมื่นล้าน 2 ข้อ คือ 1.เรายอมรับได้ไหมว่า การผลิตรายการสารคดีดีๆ ใช้เงินลงทุนสูง 2.เรารับหรือไม่ว่าสถานีข่าวที่ดีในหลายประเทศได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาล ถ้ารับว่าสองข้อนี้เป็นความจริง พอจะสรุปได้ไหมว่าการให้จ่ายค่าสัมปทาน เป็นกระบวนการคิดที่ล้มความคิดเรื่องสื่อเสรีในตัวของการคิดนั้นเอง เพราะการคิดค่าสัมปทานน่าจะตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า สถานีจะได้กำไรเกินควร แม้กระทั่งจ่ายภาษีเงินได้ให้รัฐจากกำไรแล้ว ก็ยังถือว่ารัฐได้รายได้น้อยไป จึงให้จ่ายค่าสัมปทานเพิ่ม การตัดสินด้วยค่าสัมปทานเป็นการตัดสินที่ง่าย (ใช้คำที่ไร้ความหมาย ณ เวลานี้ว่า "โปร่งใส") เพราะว่าเห็นเป็นตัวเงินชัดๆ โดยคุณภาพที่มาพร้อมกับวินิจฉัยส่วนบุคคลไม่เกี่ยวเพราะหากนำมาเป็นข้อตัดสิน ผู้ตัดสินจะถูกครหาว่าลำเอียง หรือไม่เป็นธรรม และแม้ค่าสัมปทานที่เสนอให้จะดู "เว่อร์" ก็ไม่ควรนำมาคำนึงถึง เพราะจะมีข้อโต้เถียงได้ว่า รู้ได้อย่างไรว่า "เวอร์" อนาคตเป็นสิ่งที่เดาได้ยาก และคนที่ไม่คิดว่ามีกำไรเขาจะเสนอให้สัมปทานทำไม ดังนั้น ให้คนที่เสนอราคาสูงสุดปลอดภัยสำหรับผู้ตัดสินที่สุด เรื่องปัญหาที่น่าจะมีก็รอไว้แก้เมื่อเกิด ในขณะเดียวกันฝ่ายผู้เสนอให้สัมปทานก็อาจจะคิดคล้ายๆ กันคือ ให้ได้สถานีมาไว้ในครอบครองเสียก่อน เรื่องปัญหาไว้เจรจาทีหลัง ถ้าไม่คิดค่าสัมปทาน จะให้เลือกอย่างไร เราคิดกำหนดผู้ถือหุ้นที่เหมาะสมจะดีกว่าหรือไม่ เช่น ให้องค์กรการศึกษา องค์กรสาธารณกุศล มูลนิธิ หรือกองทุนต่างๆ ที่น่าจะใช้ประโยชน์จากสถานีนี้ได้ ร่วมกันมีส่วนเป็นผู้ถือหุ้น เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าองค์กรเหล่านี้จะทำสถานีที่มีคนดู เราคิดกำหนดการยึดคืนสัมปทานการมีช่องโทรทัศน์จากปริมาณผู้ชมที่ไม่เข้าเป้าได้หรือไม่ เพื่อบังคับให้สถานีต้องบริหารจัดการแบบแข่งขันได้ คือ มีรายการข่าวที่ดี มีรายการสารคดีที่ดีเป็นที่นิยม และมีรายการบันเทิงที่ได้อันดับมีผู้นิยมชม ผู้ถือหุ้นที่ได้สัมปทานไปก็ต้องหาทางจัดจ้างบุคลากร ที่ทำงานเป็นเข้ามาบริหารจัดการ ให้ได้รายการที่ดีมีประโยชน์ และมีผู้ชม ถ้าเมื่อใดไม่มีคนดู ผู้ถือหุ้นก็ต้องแก้ไขด้วยการปรับปรุงการบริหาร ถ้าให้เวลาระยะหนึ่งแล้วทำไม่ได้อีก ก็ถึงเวลาที่ทางการจะต้องเอาสัมปทานคืนมาให้ผู้ถือหุ้นคนอื่น รัฐจะได้ค่าสัมปทานจากไหน ถ้ารับว่ารายการที่มีสาระดีๆ มีต้นทุนสูง สถานีอื่นอาจจะทำไม่ได้มากนัก รัฐก็ควรจะช่วยให้สถานีนี้ทำได้ โดยช่วยให้ไม่ต้องจ่ายค่าสัมปทาน (เท่ากับว่ารัฐอุดหนุนทางอ้อม) แต่เมื่อมีกำไรก็ต้องจ่ายภาษีตามปกติ (หรือถ้าจะช่วยมากกว่านั้นก็คือให้ได้บัตรส่งเสริมการลงทุนเสียด้วยเลย ถ้ามีการกำหนดรายการที่ให้ความรู้ เกี่ยวกับการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน หรือการพัฒนาคุณภาพด้านการผลิตและการบริการของประเทศ ฯลฯ ตามแต่จะตั้งเงื่อนไข) รัฐคิดค่าสัมปทานต่อเมื่อสถานีนำเวลาไปเป็นรายการบันเทิงเกินจำนวนชั่วโมงที่กำหนดจะดีกว่าหรือไม่ คือแทนที่จะเก็บสัมปทานแต่ต้น ก็เก็บเป็นค่าปรับหรือค่าชดเชยที่แปรเวลาสาระเป็นเวลาบันเทิง ถ้าทำบันเทิงเต็มเวลาเหมือนสถานีอื่น ก็ปรับให้แรงจนกระทั่งไม่คุ้มที่จะทำ แต่ถ้าทำรายการในจำนวนชั่วโมงที่กำหนดไว้ และได้ปริมาณผู้ชมตามที่กำหนดก็ไม่ต้องจ่ายค่าสัมปทาน และไม่เสียสิทธิที่จะบริหารจัดการสถานี ใครจะเป็นผู้ถือหุ้นได้บ้าง ขอเสนอตัวอย่างคำตอบโดยใช้แนวคิดกึ่งสหกรณ์ คือหาผู้ที่ต้องการเวลาออกอากาศสู่กลุ่มเป้าหมายมามีส่วนเป็นผู้ถือหุ้น นึกถึงตลาดหลักทรัพย์ ที่กำลังทำ Money Channel อยู่ แต่ในเมื่อเป็นเคเบิลทีวี ก็ได้ประโยชน์เฉพาะกลุ่มที่จำกัดเกินไป ทั้งๆ ที่คนทั่วประเทศควรจะได้รับรู้เรื่องที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการเงินทองของตน รวมตลอดถึงผู้ประกอบการ ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ จะได้มีช่องทางสื่อสารถึงผู้ถือหุ้นและลูกค้าโดยตรงอีกช่องทางหนึ่ง นึกถึงสภาหอการค้า ซึ่งมีสมาชิกทั่วประเทศ น่าจะมีช่องทางสื่อสารถึงสมาชิกให้รับทราบเนื้อหากิจกรรมวิชาการ และข้อมูลความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศ นึกถึงสำนักงานประกันสังคม ซึ่งมีเงินพร้อมลงทุน และมีความจำเป็นต้องสื่อสารกับสมาชิกเกือบ 10 ล้านคน ทั่วประเทศ นึกถึงจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยอื่นๆ ซึ่งมีสถานีวิทยุอยู่แล้ว จะมีสถานีโทรทัศน์ (เฉพาะช่วงเวลา) บ้างก็คงจะดี เพื่อเพิ่มรายการให้ความรู้ ตัดตอนการสัมมนานิทรรศการ และการประชุมวิชาการมาย่นย่อออกโทรทัศน์ ให้ผู้ที่ไม่มีเวลาหรือไม่มีโอกาสเข้าประชุม ได้ความรู้ด้วย หรือบันทึกรายการบันเทิง หรือสาระบันเทิง ที่แสดงในหอประชุมมาออกอากาศในภายหลังเพื่อไม่ให้รายการดีๆ ที่สร้างและนำออกแสดงอย่างแทบไม่ได้รายได้ ได้มีโอกาสเผยแพร่ได้กว้างขวางขึ้นสมเจตนาในการให้บริการต่อสาธารณชน นึกถึงสำนักงานสาธารณสุขแห่งชาติ และองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสุภาพ ที่ต้องการช่องทางเผยแพร่ความรู้ด้านสุขภาพ และการจัดการชุมชนเพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพ และสร้างสุขภาวะให้เกิดขึ้น นึกถึงหนังสือพิมพ์และสื่อสิ่งพิมพ์ที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ซึ่งอาจจะเป็นผู้สนับสนุนด้านโครงข่ายข่าว และบทวิเคราะห์ข่าว นอกจากนี้ ยังมีผู้ที่น่าจะเป็นลูกค้าต้องการเวลา ซึ่งอาจจะเป็นผู้ถือหุ้นหรือไม่เป็นผู้ถือหุ้นก็ได้อีกจำนวนมาก เช่น นึกถึงกระทรวงศึกษาธิการ และนึกถึงได้อีกหลายองค์กรที่ต้องการช่องทางในการสื่อสาร ซึ่งช้าๆ นานๆ ก็จะได้ยินแว่วมาเสียทีหนึ่งว่าอยากได้สถานีโทรทัศน์ของตนเอง ทำให้นึกว่าทำไมไม่รวมกัน แล้วจัดสรรเวลาในสถานีโทรทัศน์สถานีเดียว แนวคิดที่เสนอมานี้เป็นการพยายามตอบโจทย์สถานีข่าว และสารประโยชน์ที่มีความเสรีพอสมควร (จากโฆษณา และจากการแทรกแซงของผู้ถืออำนาจรัฐ) และอยู่ได้โดยสร้างรายได้เป็นกำไรให้กับผู้ลงทุนพอให้คุ้มกับเงินลงทุน ถ้าท่านผู้อ่านเห็นว่าข้อเสนอข้างต้นพอมีเค้าว่าจะเป็นไปได้ หรือมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่าขอให้ช่วยกันเสนอ และช่วยกันหาทางปรับปรุงข้อเสนอ และช่วยกันหาทางทำให้เกิดขึ้นให้ได้ ถ้าหากเราทุกคนคิดว่าทางไหนๆ ก็ไม่มีทางเป็นไปได้เลยสักทาง ก็แปลว่าเรามาถึงทางตันแล้ว และเรากำลังจะต้องยอมรับการกลับเข้าสถานการณ์เดิมคือไม่มีสื่อโทรทัศน์เสรี หน้า 6
|