|
||||||||||||||
|
เศรษฐกิจพอเพียงในกระแสโลกาภิวัตน์
:
การเชื่อมโยงโลกาภิวัตน์กับชุมชนภิวัตน์
(1)
สุวิทย์ เมษินทรีย์ มติชนรายวัน วันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10307 **หมายเหตุ** เนื่องด้วยปีนี้เป็นปีเฉลิมฉลองวโรกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองราชย์ครบ 60 ปี "มติชน" จึงนำบทวิจัยของนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ ว่าด้วยเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวทางของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มานำเสนอ โดยจัดแบ่งบทวิจัยเป็น 3 ตอน การที่จะอยู่อย่างมีความสุขอยู่อย่างเต็มภาคภูมิในกระแสโลกาภิวัตน์ ไม่ได้หมายความว่าประเทศนั้น จะต้องเป็นทุนนิยมแบบสุดโต่ง เพียงแต่เราอยู่ในโลกที่ทุนนิยมกำลังโดดเด่น เพราะสังคมนิยมได้ถูกลดทอนความสำคัญลงไป หลังการสิ้นสุดของสงครามเย็น ประเด็นมีอยู่ว่าระบบทุนนิยมในกระแสโลกาภิวัตน์ มีความสมบูรณ์มากน้อยเพียงใด ในการสร้างความมั่งคั่งของชาติ ครอบคลุมทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ภายใต้ระบบทุนนิยมในกระแสโลกาภิวัตน์ เราต้องสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคเอกชน ขณะเดียวกันเราต้องดูแลภาคประชาชนซึ่งเกือบ 80-90% ที่อยู่ในชนบท มีเรื่องของความยากจน การด้อยโอกาส ความสมานฉันท์ ความแข็งแรงของชุมชน การอนุรักษ์วัฒนธรรม ความแข็งแกร่งของครอบครัว ซึ่งนับวันจะอยู่ตามซอกหลืบ นี่คือแรงผลักดันจากชุมชนภิวัตน์ ประเด็นคือ เราจะ Balance 2 พลังขับเคลื่อนนี้ในทิศทางที่ก่อให้เกิด High Performance Economy ได้หรือไม่ นี่คือประเด็นที่ท้าทาย เราจะทำอย่างไรให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้ สามารถสร้างดุลยภาพระหว่างความสมานฉันท์ในสังคม กับขีดความสามารถทางการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศในเวทีโลก ดูอย่างประเทศจีน แม้จะมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด แต่ความมั่งคั่งดังกล่าว ก็ยังกระจุกตัวอยู่ทางด้านตะวันออกที่ติดทะเล ยังไม่สามารถกระจายความมั่งคั่งไปยังภาคตะวันตก ซึ่งความยากจนยังมีอยู่ดาษดื่น แม้ว่าจีนจะมีนโยบาย Go West ก็ตาม ในการประชุมสมัชชาประชาชนครั้งล่าสุด จีนได้ประกาศมาตรการ "The New Socialist Country Side" ครอบคลุมเขตชนบทที่ล้าหลังที่ถูกละทิ้ง ในช่วงการพัฒนาเศรษฐกิจของช่วงทศวรรษ 1990 ที่ผ่านมา ในภูมิภาคเหล่านี้มีประชากรกว่า 740 ล้านคน แต่มีรายได้เฉลี่ยอยู่เพียงหนึ่งในสามของคนเมือง มาตรการนี้ประกอบด้วยการลดภาษี, การเพิ่มการอุดหนุนทางด้านเกษตรและการสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ สนับสนุนเป็นพิเศษ มาถึงตรงนี้ ประเทศไทยคงต้องทบทวนหาดุลยภาพใหม่ที่เป็นดุลยภาพเชิงพลวัตรในการสร้างสมดุลระหว่างโลกาภิวัตน์ กับชุมชนภิวัตน์ การขับเคลื่อนประเทศก็เหมือนการขับรถที่เมื่อมีเบรกก็ต้องมีคันเร่ง ทำอย่างไรที่จะนำพาประเทศไปสู่ High Performance Economy ขณะเดียวกันก็รู้จักตัวเองด้วยว่าตัวเองอยู่ไหนประมาณตนเองไปด้วย ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง ต้องรู้จักประมาณตนด้วย นี่คือเศรษฐกิจพอเพียง ตรงนี้ต่างหากที่น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการกำหนดนโยบายทั้งมวล จริงๆ แล้ว เศรษฐกิจพอเพียงน่าจะเป็นหลักยึดหลักคิดก่อนจะทำอะไรก็ตาม 1 )มีภูมิคุ้มกันดีพอหรือยัง 2) มีการประมาณตนหรือไม่ 3) ใช้องค์ความรู้ ใช้สติหรือเปล่า ประเด็นคือจะทำอย่างไรให้ 4 พลังขับเคลื่อน-โลกาภิวัตน์ และชุมชนภิวัตน์ กับ High Performance Economy กับ เศรษฐกิจพอเพียง อยู่ในดุลยภาพเชิงพลวัตร ในทิศทางที่ก่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ตรงนี้เป็นประเด็นที่ท้าทายมาก ทุกภาคส่วนต้องมองในที่นี้ด้วย ถ้าเราพูดเรื่องโลกาภิวัตน์อย่างเดียวเราก็พูดไปเรื่อยๆ หรือพูดเรื่องชุมชนภิวัตน์เราก็พูดไปเรื่อยๆ แต่เมื่อไหร่ที่เราเริ่มนำเอา 4 พลังขับเคลื่อนนี้มาพิจารณาร่วมกันบน Platform เดียวกันเพื่อตอบโจทย์ของความมั่งคั่งของชาติ เพื่อตอบโจทย์ของผลประโยชน์ของชาติ มันจะเกิดกรอบความคิดเกิดยุทธศาสตร์ขึ้นมา ซึ่งสามารถแปลงเป็นนโยบายที่ต้องรีบทำ แต่ทำด้วยความรอบคอบและเกิดผลลัพธ์ที่ยั่งยืน การสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในกระแสโลกาภิวัตน์ กระแสโลกาภิวัตน์ก่อให้เกิดสิ่งที่น่ากลัวและสิ่งที่เป็นโอกาสเช่นกัน --ในมิติทางด้านวัฒนธรรม กระแสโลกาภิวัตน์ทำให้ทุกคนต้องทาน McDonald อย่างอเมริกา ถ้าเรามีจุดยืนทางวัฒนธรรมที่แข็งแรง เราก็สามารถทำอย่าง McDonald ได้ ทุกคนมาเมืองไทยต้องมาดื่มด่ำกับวัฒนธรรมไทย ถ้าเราเข้มแข็งพอ กระแสโลกาภิวัตน์ก็คือโอกาส --ในมิติทางด้านเศรษฐกิจ กระแสโลกาภิวัตน์ทำให้เกิดการลงทุน ทำให้เกิดการจ้างงาน แต่ในทำนองเดียวกัน กระแสเงินทุนที่ไหลเข้าออกเร็วก็ให้เกิดความเสี่ยงกับประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจอ่อนแอ การลงทุนในภาคอุตสาหกรรม ทำให้วิถีชีวิตของคนเปลี่ยนไป คนหนุ่มสาวหายไปจากหมู่บ้าน ไปทำงานโรงงาน บางทีก็ไปอยู่โรงงานต่างถิ่นด้วยซ้ำไป --ในมิติทางด้านการเมือง กระแสโลกาภิวัตน์ทำให้เราไม่สามารถดำเนินนโยบายโดยอิสระได้ ต้องฟังเสียงองค์กรระหว่างประเทศ ฟังเสียงประเทศอื่น กระแสโลกาภิวัตน์ไม่ได้เกิดจำเพาะกับใครบางคนแต่กระจายไปทั่ว ถ้าดีก็ดีกันหมด มันจึงไม่ใช่ภยันตรายเสมอไป อาจเป็นโอกาสด้วย ประเด็นคือ ชุมชนก็สัมผัสกับสิ่งนี้ด้วยเหมือนกัน แต่ชุมชนไม่เหมือนภาคเอกชน ชุมชนขณะนี้ปัญหารากฐานที่แท้จริงคือ การศึกษาต่ำ โอกาสมีน้อย หนี้สินสูง รายได้ต่ำ การศึกษาที่ต่ำ ไม่เพียงทำให้โอกาสมีน้อยเท่านั้น แต่ยังทำให้ผลิตภาพต่ำไปด้วย เมื่อกระแสโลกาภิวัตน์เกิด ชุมชนเผชิญกับมัน บางทีมีโอกาสก็ทำไม่ได้เพราะความรู้ในระดับชุมชนไม่พอ ความจนซ้ำซากก็ยังมีอยู่ ชุมชนที่อยู่ในระดับ Suffer (ทุกข์ระทม) ยังมีอีกมาก รากเหง้าของปัญหาในการเผชิญกระแสโลกาภิวัตน์ของชุมชนเป็นเรื่องที่น่ากลัว เหมือนภูเขาน้ำแข็ง ดูเหมือนเราเห็นปัญหา แต่ยังมีอะไรต่อมิอะไรซ่อนอยู่อีกมาก เช่น เรื่องความเสี่ยงความอ่อนแอ เราจะทำให้ชุมชนเข้มแข็งได้อย่างไร ในเมื่อคนหนุ่มสาวที่จะเป็นพลังของชุมชนไม่อยู่ในชุมชน และยังมีคนแปลกหน้าเข้ามาทำอะไรต่ออะไรกับชุมชนอีกเยอะแยะ ตรงนี้ไม่ได้หมายความว่าให้คนอื่นเข้ามายุ่งไม่ได้ แต่เรามีแผนจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร ชุมชนในอนาคต จะมีระดับการพึ่งพาภายนอกสูงหรือไม่ เรื่องหนี้สินภาคประชาชนก็น่าเป็นห่วง จนมีผู้ใหญ่หลายท่านกลัวว่า ความยากจนจะกลับมาอีกครั้ง จากการแก้ปัญหา 4 ปีที่ผ่านมา เราไม่ได้รื้อปรับที่โครงสร้าง เราค่อยๆ แก้ปัญหาทีละจุดไป ขณะที่รากเหง้าของปัญหาใต้ภูเขาน้ำแข็งทับถมเป็นทวี ความเสี่ยงของชุมชนจากกระแสโลกาภิวัตน์ ยังไม่มีใครศึกษาอย่างเป็นจริงเป็นจัง ความอ่อนด้อย ความอ่อนแอต่อโลกยังไม่มีใครวัดออกมาอย่างเป็นเรื่องเป็นราว สิ่งที่รัฐบาลและหน่วยงานภาครัฐทำ คือ การสร้าง Safeguard (ความปลอดภัย) ให้ชุมชน แต่การลงไปแบบแยกส่วนของหน่วยงานต่างๆ นั้นจะไปทำหน้าที่ Safeguard ชุมชนออกจากกระแสโลกาภิวัตน์ได้อย่างไร แนวคิดที่อยากนำเสนอถือเป็นปรัชญาที่สำคัญ ซึ่งองค์กรสามารถนำมาใช้เป็นแนวทางปฏิบัติให้ชุมชนขยับจาก Suffer เป็น Survive (การอยู่รอด) และจาก Survive มาเป็น Sustain (ดำรงอยู่) ได้อย่างแท้จริง นั่นคือปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หน้า 20 เศรษฐกิจพอเพียงในกระแสโลกาภิวัตน์ : การเชื่อมโยงโลกาภิวัตน์กับชุมชนภิวัตน์ (2) สุวิทย์ เมษินทรีย์ มติชนรายวัน วันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10308 เราต้องไม่มองชุมชนในบริบทของชุมชนภิวัตน์ (Localization) เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองให้ครอบคลุมในบริบทของภูมิภาคภิวัตน์ (Regionalization) ด้วยและในอนาคตก็ต้องเตรียมคิดด้วยว่าชุมชนจะอยู่ในบริบทของโลกาภิวัตน์ (Globalization) ได้อย่างไร ขอให้มองแบบพหุมิติ ไม่ใช่ชุมชนภิวัตน์หรือโลกาภิวัตน์เพียงมิติเดียว ณ จุดนี้ต้องเริ่มมองว่าใน 70,000 กว่าชุมชนทั่วประเทศ บางชุมชนอาจจะยัง Localized แต่บางชุมชน เริ่มเกาะกลุ่มกันมีวิสาหกิจชุมชน เชื่อมต่อเครือข่ายกันได้ ก็มองแบบ Regionalized แต่บางชุมชนจริงๆ เชื่อมกับโลกได้แล้ว ก็เป็น Globalized ไป ทำนองเดียวกันในมิติของการพัฒนา จุดเน้นคงต้องมองความสมดุล เราจะมอง เรื่องการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ของชุมชนเพียงอย่างเดียวไม่ได้ เพราะคงต้องมองเรื่องของทุนทางสังคมและทุนมนุษย์ควบคู่ไปด้วย เพียงแต่เติมทุนทางเศรษฐกิจเข้าไปเพื่อให้ชุมชนนั้นสามารถที่จะเชื่อมต่อกับโลกภายนอกได้ ท้ายที่สุดแล้ว จุดสำคัญที่เป็นแก่นแท้ของการพัฒนา ซึ่งท่านอมาตยา เซน ที่ได้รับรางวัลโนเบลเมื่อไม่นานมานี้ ท่านพูดถึงและจี้ใจดำรัฐบาลในหลายประเทศคือเรื่องของการพัฒนาทุนมนุษย์ ทุนสังคมเกิดไม่ได้ถ้าทุนมนุษย์ไม่ดีพอ เพราะพื้นฐานอยู่ที่องค์ความรู้ อย่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงตรัสไว้ในเศรษฐกิจพอเพียง คือ องค์ความรู้ ความรอบคอบ ความเท่าทัน ทุกอย่างต้องฝังไว้ที่ตัวปัจเจกบุคคลหรือทุนมนุษย์เสียก่อน ประเด็นที่ท้าทายคือ เราจะต้องมีความรอบรู้ว่ามิติในการพัฒนานั้น ไม่เบ้ไปทางใดทางหนึ่งจนเกินไป และกุญแจสำคัญก็คือเรื่องการพัฒนาทุนมนุษย์ การพัฒนาทางสังคม เพราะฉะนั้นการพัฒนาความเข้มแข็งของชุมชน ต้องอยู่ในหลักของความสมดุล มันเป็นตามสมดุลระหว่างภายในกับภายนอก สมดุลระหว่างชุมชนกับโลก เป็นการสมดุลระหว่างมิติทางเศรษฐกิจกับมิติทางสังคม สมดุลทางวัตถุและจิตใจ เป็นสมดุลในมิติเชิงปริมาณและมิติเชิงคุณภาพเข้าด้วยกัน เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาและเป็นแนวทางปฏิบัติด้วย ในการที่จะให้ชุมชนนั้น แม้ว่ายังต้องเผชิญ หรือยังมีปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอกได้ แต่จุดหนึ่งของเศรษฐกิจพอเพียงนั้น มีพลังเกินกว่าการตอบรับ กับโลกภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่ทำให้เราคิดถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืน จุดสำคัญก็เหมือนกับเวลาเราป้อนข้าว ถ้าต้องป้อนอย่างนี้ทุกวัน ก็เท่ากับว่าเขาต้องพึ่งพาเรา แต่ถ้าเราฝึกให้เขา หาเครื่องมือในการหากินให้เขา ตรงนั้นจะยั่งยืนกว่า ในทำนองเดียวกัน ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในระดับชุมชน คือทำยังไงที่เราจะ Empower (มีอำนาจ) ภาคประชาชน ทำอย่างไรที่จะเริ่มให้ชุมชนนั้นแข็งแรง ยืนอยู่บนขาของตัวเองแทนที่เราจะป้อนข้าวป้อนน้ำอยู่ตลอดเวลา เรื่องของการ Empowerment เป็นเรื่องสำคัญ แต่ต้องยึดอยู่บนพื้นฐานของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพราะฉะนั้น ณ จุดนี้ การที่เราจะทำให้เขายืนอยู่บนขาตัวเองจริงๆ มันมีขั้นมีตอน อย่างเศรษฐกิจพอเพียงเขาบอกว่า มันต้องเริ่มจากง่ายไปสู่ยาก จากเรื่องไม่ซับซ้อนไปสู่เรื่องที่ซับซ้อนกว่า การนำพาชุมชนไปสู่ชุมชนที่ยั่งยืน เริ่มต้นจากการพึ่งพาตนเอง อาวุธสำคัญคือ องค์ความรู้ที่จะเข้าไปสู่ชุมชน ไปสู่ระดับการสร้างพัฒนาทุนมนุษย์และทุนสังคม หลังจากพึ่งพาตนเองได้ ขั้นที่ 2 คือพึ่งพากันเอง จากระดับครัวเรือนไปสู่ระดับหมู่บ้าน จากระดับหมู่บ้าน สู่เครือข่ายของหมู่บ้านต่างๆ จุดหนึ่งก็คือรวมกันเป็นกลุ่ม เป็นพลัง ณ จุดนั้นคือจุดที่เป็นภูมิคุ้มกันอย่างแท้จริง ที่จะทำให้ชุมชนนั้นเข้มแข็ง และสามารถอยู่ได้แม้ต้องเผชิญกระแสอันเชี่ยวกรากของโลกาภิวัตน์ ทำนองเดียวกัน ปรัชญานี้ไม่ได้ถูกนำมาใช้แค่ระดับชุมชน ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ใช่แค่ชุมชน แต่ยังมีภาคเอกชน ทำอย่างไรจึงจะได้พลังเอกชนเข้ามาช่วยชุมชนด้วย แต่ช่วยให้ถูกต้อง ไม่ใช่ช่วยแล้วทำให้เขาผิดเพี้ยนไปจากเดิม ต้องไม่ทำให้วิถีชีวิตเดิมที่เขาอยู่อย่างมีความสุขเปลี่ยนแปลงไป ในอีกด้านหนึ่ง ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงก็สามารถนำมาใช้กับภาคเอกชน ตั้งแต่เรื่องการทำอย่างไรให้ยืนด้วยขาของตัวเอง ไม่กู้หนี้ยืมสินจนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจแบบที่เคยประสบ ทำอย่างไรให้เกิดการผนึกกำลังตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ จนกระทั่งเกาะกลุ่มกันเป็นเครือข่าย เพราะฉะนั้นแนวคิดตะวันตกอย่างของ Professor Michael Porter ว่าด้วย Industry Cluster นั้น จริงๆ แล้วเป็นแนวคิดที่ไม่ได้ต่างไปจากสิ่งที่สังคมตะวันออกเราคิด เผลอๆ ความลึกซึ้งเขาน้อยกว่าด้วยซ้ำ พวกเราอยู่ตรงกลางที่จะนำพาชุมชนไปสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง แต่การรับเอาจากภายนอก โดยเฉพาะภาคเอกชนนั้น เราต้องทำตัวเป็นเครื่องกรองที่ดี ไม่ใช่รับมาเต็มๆ รับมาแล้วอาจจะเป็น Short Term Gain แต่ Long Term Loss คือ ดูแล้วเหมือนสร้างอาชีพให้ชุมชนระยะสั้น แต่ระยะยาวแล้วเป็นการทำลายชุมชนอย่างสิ้นเชิง หากเป็นเช่นนั้นจะอันตราย ไม่ยั่งยืน เราจะต้องทำตัวเป็นเครื่องกรองที่ฉลาดและรู้จักเลือกหยิบยืมสิ่งที่ดีที่สุดจากที่ต่างๆ ไม่ว่าจากภายในหรือภายนอกประเทศมาสู่ชุมชน เนื่องจากเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเรื่องของ "ความรู้" ในส่วนของความสามารถ มีรู้อยู่ 4 ตัวที่สำคัญ คือ **รู้ทัน คือ รู้ว่ากระแสโลกาภิวัตน์มันเป็นอย่างไร เป็นโอกาสหรือเป็นภยันตรายต่อชุมชน ชุมชนจะรับมือกับสิ่งเหล่านี้อย่างไร นี่คือรู้ทัน **รู้กาล คือ รู้เวลาที่ควรจะทำ หลายเรื่องไม่ต้องใจร้อน การพัฒนาบางเรื่องมีเงื่อนเวลาผูกอยู่ บางเรื่องไม่มีเงื่อนเวลา ในวิชาฟิสิกส์ เขาพูดถึงว่าแม้ในระดับอะตอม บางเรื่องมันเป็น Time Dependence แต่บางเรื่องเป็น Time Independence คือไม่สัมพันธ์เวลา มันมี "เวลาตามนาฬิกา" กับ "เวลาของชีวิต" ชุมชนก็มีชีวิต มีเวลาของมัน บางชุมชนอาจใช้เวลาสุกงอมนิดเดียวก็ไปแล้ว แต่บางชุมชนค่อยเป็นค่อยไป **รู้งาน คือ เราต้องรู้ว่างานของชุมชนแบบนี้ จะจัดการอย่างไร จะเล่นเศรษฐกิจคู่กับทางสังคมแค่ไหน จะเน้นวัตถุคู่กับจิตใจเพียงใด จุดเน้นของแต่ละชุมชนไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าเราต้องตัดเสื้อตัวเดียวแล้วใส่กันทั้ง 70,000 ชุมชน แต่ต้องรู้จักว่าส่วนไหนที่เป็นส่วนเหมือน และส่วนไหนที่เป็นส่วนต่างของแต่ละชุมชน **รู้คน รู้คนของเราไม่พอ เราต้องรู้คนของหน่วยงานที่เราต้องทำงานด้วย ให้เขาลึกซึ้งและเข้าใจเรื่องนี้อย่างไร จะหยิบยืมพลังเขามาใช้ มาลงทุนในชุมชนเป็น Community Investment ได้อย่างไร เพราะฉะนั้นการยึดหลักส่งเสริมความเจริญให้ค่อยเป็นค่อยไปตามลำดับ ด้วยความรอบคอบ ระมัดระวัง และประหยัดนั้นก็เพื่อป้องกันความผิดพลาดล้มเหลว และเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จได้แน่นอนสมบูรณ์ บริบูรณ์ ตรงนี้เป็นหลักคิดที่ดี ถ้าเราทำขั้นตอนนี้ได้ นี่คือขั้นที่ 1 เราจะเปลี่ยนปัญหาของภูเขาน้ำแข็งที่ซ่อนเป็นเสาหลักของชุมชน เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส ถ้าลำดับแรกเราสามารถทำให้เขามีปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอกได้ แล้วเราเติมเต็มพลังเขาผ่าน Empowerment ให้เขายืนด้วยขาของตนเองได้ โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง หน้า 20 เศรษฐกิจพอเพียงในกระแสโลกาภิวัตน์ การเชื่อมโยง โลกาภิวัตน์กับชุมชนภิวัตน์ (จบ) มติชนรายวัน วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10309 พัฒนาการขั้นที่ 2 ที่สูงขึ้น คือ ปฏิสัมพันธ์อย่างเดียวไม่พอ ชุมชนควรมีโอกาสเชื่อมกับโลกอยู่แล้ว เพียงแต่ว่า เดิมเขายืนอยู่บนขาของตัวเองไม่ได้ ไปเชื่อมมากๆ เดี๋ยวจะกลายเป็นจะถูกเชือด ประเด็นตรงนี้คือชุมชนจะอยู่ในโลกอย่างไร มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับคนอื่น มีการแลกเปลี่ยนทางด้านเศรษฐกิจกับคนอื่น และอยู่ได้ด้วยตัวของมันเอง การให้ชุมชนยืนอยู่บนขาของตัวเองได้ นี่คือรากฐานที่แท้จริง เป็นรากเหง้าที่แท้จริงของกระบวนการประชาธิปไตย ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้กระบวนการประชาธิปไตยเราไปไม่ถึงไหน มาจากระบบการศึกษา หรืออำนาจไม่ได้ตกอยู่ในมือของประชาชนอย่างแท้จริง เขาไม่ได้มีโอกาสตัดสินใจด้วยตัวเองเท่าไหร่ ยังต้องพึ่งพาส่วนกลาง เพราะฉะนั้น การที่เราเปลี่ยนจากปรัชญาของ Dependence คือ พึ่งพาเรา พึ่งพารัฐ มาสู่ Interdependence เขาก็เริ่มรู้จักรักษาสิทธิ แต่ละชุมชนมีความน่ารัก มีเสน่ห์ ควรมีโอกาสได้สัมผัสกับโลก เพราะฉะนั้น ถึงจุดหนึ่งเราควรต้องมามองว่าแต่ละชุมชน หรือเครือข่ายของชุมชนนั้น จะกลายเป็น Global Niche คือมีจุดเด่นที่จะไปเชื่อมต่อกับภายนอกได้อย่างไร Global Niche นั้นอาจจะเป็นเรื่องของ OTOP อย่างบ้านถวายที่เชียงใหม่ทุกคนในโลกรู้จัก มีอัตลักษณ์ของตัวเอง แต่ก็สอดคล้องกับรสนิยมของโลก นี่คือ Global Niche ทำยังไงที่จะให้ชุมชนเป็นชุมชนเปิด ในลักษณะที่ไม่ได้ไปพึ่งพาโลก แต่เปิดในลักษณะ Interdependence คือ ต่างคนต่างก็พึ่งพากัน มีภูมิคุ้มกันของตนเอง เมืองไทยนี่แปลก ส่วนที่มีเสน่ห์และมีศักยภาพจริงๆ มาจากราก 2 ราก คือ ความหลากหลายทางวัฒนธรรม และความหลากหลายทางชีวภาพ แต่ละชุมชนอาจจะมีน้ำหนักในส่วนนี้มากน้อยต่างกัน เรามี 5 ภาค แต่ละภาคมีภูมิปัญญาหรือรากความคิดที่แตกต่างกัน นี่เป็นรากเหง้าของภูมิปัญญาไทยของสังคมไทย ในที่สุดออกดอกออกผลมาเป็น OTOP มาเป็นเรื่องของความละเมียด เป็นเรื่องของ Craftsmanship เป็นเรื่องของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เป็นเรื่องของอาหาร การกิน ผลไม้ หรือการเป็นอยู่ที่ฝรั่งเขาชอบ คือ Dedicated Living มีความรู้สึกว่ามาอยู่แล้วสบายใจ เพราะฉะนั้น เป็นโอกาสของ Long Stay โอกาสของอะไรอีกมากมาย แต่ประเด็นเป็นเรื่องการบริหารจัดการ เราจะทำยังไงที่จะเอาพลังของ 2 ตัวนี้ ออกดอกออกผลได้ตลอดเวลา และอยู่ภายใต้แนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียงอย่างแท้จริง ตรงนี้คือสิ่งที่เราคงต้องตระหนักถึง ถ้ามองชุมชนในมุมมองง่ายๆ ชุมชนนั้นไม่ใช่ Place ไม่ใช่แค่สถานที่ๆ หลากหลายทางชีวภาพ แต่เวลาเราพูดถึงชุมชนเราพูดถึง People คือคนของชุมชนด้วย ซึ่งมีความหลายหลากทางวัฒนธรรม หน้าที่ของพวกเราคือ จะเอาความหลายหลากทางวัฒนธรรมกับความหลายหลากทางชีวภาพนั้น มาปฏิสัมพันธ์กันในทิศทางที่ก่อให้เกิดตัวสินค้า หรือบริการที่มีเสน่ห์ เนื่องมาจากอัตลักษณ์ หรือความหลายหลากที่เกิดขึ้นได้อย่างไร ที่จริงทุกชุมชนประกอบด้วย 3 P: Place, People, Product ในสัดส่วนที่แตกต่างกัน ความโดดเด่นของบางชุมชนนั้น ไม่ได้อยู่ที่ สถานที่ แต่อาจอยู่ที่ ภูมิปัญญาของเขา แต่เราจะเอาศักยภาพนี้ออกมาเป็นตัวสินค้า เพื่อจะทำให้เขามีรายได้ เขาอยู่ได้ และจริงๆ แล้วตัวสินค้าหลายตัวนั้น เราไม่ได้หวังผลเชิงพาณิชย์เพียงอย่างเดียว การที่เขาผลิตสินค้าภายใต้ภูมิปัญญาของเขาเป็นการรักษาวัฒนธรรมของเขา เพียงแต่ว่าสามารถปรับเปลี่ยนและรักษาคือ Preservation of Culture ควบคู่กับ Cultural Commercialization ไปพร้อมๆ กัน แม้กระทั่งโครงการหลวง ที่ผมได้มีโอกาสไปพูดที่โครงการหลวง โครงการหลวงเดิมก็คือ 3 P เพราะเมื่อก่อนมีปัญหา Product ของชาวเขาคือ ฝิ่นคือยาเสพติด People คือคนของเขาไม่มีอาชีพ Place เปลี่ยนตลอดเวลาเพราะทำไร่เลื่อนลอย กระทั่งทำลายสิ่งแวดล้อม แต่หลังจากนั้น 3 P ถูกเปลี่ยนโดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตระหนักเห็นปัญหานี้ ก็ทรงมาเป็น Patronage มาเป็นองค์อุปถัมภ์ ขณะเดียวกัน พระองค์ท่านดึงเอาทรัพยากรที่มีอยู่ โดยเฉพาะพวกมืออาชีพ ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ หรือนักพัฒนาต่างๆ เข้ามา เพราะฉะนั้น 2 P (Patronage และ Professional) มาเปลี่ยน 3 P เดี๋ยวนี้ Product แทนที่จะเป็นฝิ่น กลายเป็นผัก ผลไม้ ศิลปวัฒนธรรมและอื่นๆ People หรือคนของเขาเริ่มยึดอาชีพเป็นเรื่องเป็นราว Place กลายเป็นสถานที่ที่น่าอยู่น่าไปแทน โครงการหลวงน่าจะเป็นต้นแบบของการพัฒนาชุมชน เป็นการเปลี่ยนจากสิ่งที่เลวร้าย มาสู่สิ่งที่ดีที่สมบูรณ์ นั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพียงข้ามวันก็จริง แต่ว่าเกิดจากความมุ่งมั่น ตั้งใจ เข้าใจ เข้าถึงและพัฒนาอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้น ตรงนี้คือปรัชญาที่ผมคิดว่าเป็นต้นแบบ ที่พวกเราน่าจะเรียนรู้ไว้ว่าเราจะเข้าไปทำแบบเดียวกันนี้ในชุมชน ซึ่งเราจะง่ายกว่าด้วยซ้ำคือเราจับชุมชนที่ไม่มีปัญหา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทำจากชุมชนที่มีปัญหาสุดโต่ง จากหน้ามือเป็นหลังมือ สิ่งที่พวกเราจะทำผมว่าง่ายกว่ามาก เพียงแต่ว่าเราเข้าใจ เข้าถึงการพัฒนาอย่างถ่องแท้ในชุมชนที่เราเข้าไปมากน้อยแค่ไหน ดังนั้น ภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจะทำอย่างไรให้ชุมชนนั้นยังยืนหยัดอยู่กับโลกภายนอกได้ ขณะเดียวกันก็ Empower เขา ในที่สุดแล้วชุมชนนั้นสามารถที่จะยืนอยู่ในเวทีโลก สามารถที่จะมีจุดขายที่เชื่อมกับโลกผ่าน Global Niche สามารถที่จะเป็นชุมชนที่มีพลัง เพราะมีประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ไม่ใช่ประชาธิปไตยตามนิยามที่เรามี ถึงจุดนั้นเรากำลังทำชุมชนให้เป็นชุมชนของโลก กลายเป็นชุมชนหนึ่งที่ถูกกล่าวถึง ถูกตระหนักถึง ว่ายืนอยู่บนขาของตัวเอง มีจุดเด่นของตัวเอง อยากจะอยู่กับโลกก็ได้ ไม่อยากจะอยู่กับโลกก็ยืนอยู่ได้ด้วยตัวเองอย่างแท้จริง ตรงนี้คือเป้าหมายสุดท้ายที่เราอยากเป็น เพราะขณะนี้ประเด็นท้าทายเราคือ การเป็น Local Village เรายังคุ้มครองเขาอยู่ ซึ่งอีกหน่อยต้านไม่ทัน ต่อให้ไม่มีกระแสโลกาภิวัตน์ ผมคิดว่าเราก็ควรจะทำด้วยเศรษฐกิจพอเพียงด้วยซ้ำไป เพียงแต่ว่าตรงนี้เป็นเครื่องยืนยันว่าการรู้ทัน รู้กาล รู้งาน รู้คน และใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงในการขับเคลื่อน ผมเชื่อว่าเราจะทำให้ชุมชนนั้นอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี อยู่อย่างยั่งยืนในเวทีโลกได้ สอดคล้องกับพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งพระองค์ท่านตรัสไว้ว่า "ถ้าพอมีพอกิน คือพอมีพอกินของตัวเองนั้นไม่ใช่เศรษฐกิจพอเพียง การพอมีพอกินของตัวเอง โดยแยกออกจากโลกภายนอก เป็นเศรษฐกิจยุคหิน สมัยหิน สมัยหินนั้นเป็นเศรษฐกิจพอเพียงเหมือนกัน แต่ว่าค่อยๆ พัฒนาขึ้นมา ต้องมีการแลกเปลี่ยนกัน มีการช่วยกันระหว่างหมู่บ้าน ที่เราเรียกว่า พอหลังจากที่เราพึ่งพาตนเองแล้วก็พึ่งพากันเอง หรือระหว่างหมู่บ้าน ระหว่างอำเภอ ระหว่างประเทศ จะต้องมีการแลกเปลี่ยน มีการไม่พอเพียง จึงบอกว่า ถ้ามีเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเศษหนึ่งส่วนสี่ก็พอแล้ว" หน้า 20
|