หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
บทเรียนอาร์เจนตินา ประเทศย่อยยับเมื่อแปรรูปรัฐวิสาหกิจ

ภูมิคุ้มกันคอร์รัปชัน : กมล กมลตระกูล ศูนย์วิจัยธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2549

รัฐมนตรีคลัง ดร.ทนง พิทยะ กล่าวว่า นโยบายการแปรรูปจะต้องเดินหน้าต่อไปด้วยข้ออ้างคลาสสิก ที่หลอกลวงประชาชนด้วยเหตุผลข้ออ้างต่างๆ คือ

หนึ่ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการและให้บริการ

สอง เพื่อให้เกิดการแข่งขันเสรี

สาม เพื่อไม่ให้เกิดการผูกขาด และส่งเสริมการลงทุน

สี่ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส

ห้า เพื่อระดมทุนจากภาคเอกชน หรือต่างประเทศ

หก เพื่อลดภาระของรัฐในการให้เงินอุดหนุน ลดขาดดุลงบประมาณ

ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในทุกประเทศที่มีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจในด้านสาธารณูปโภค และสาธารณูปการ คือ ความย่อยยับของประชาชน และประเทศ มีแต่กลุ่มทุน และฝ่ายบริหารระดับสูงที่ได้รับประโยชน์ และทิ้งปัญหาให้รัฐบาลชุดต่อมา เผชิญกับการชุมนุมประท้วง หรือก่อการจลาจลเพราะได้รับความเดือดร้อน จากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ดังเช่น บทเรียนที่เกิดขึ้นกับอาร์เจนตินา

สิ่งที่คู่กันมาอย่างแยกกันไม่ออกเหมือนกับฝาแฝดสยามในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ คือ อภิมหาคอร์รัปชันเบ็ดเสร็จ เพราะรัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่จะมีทรัพย์สินมหาศาล ทั้งที่เป็นสิ่งก่อสร้างถาวรวัตถุ ที่ดิน เครื่องจักร สัมปทานผูกขาด อภิสิทธิ์จากรัฐ ลูกค้าทั่วประเทศ ดังนั้นการคอร์รัปชันจึงมักจะเริ่มต้นที่

1. การว่าจ้างที่ปรึกษาต่างประเทศ โดยข้ออ้างว่าเพื่อความโปร่งใส และต้องการ know how โดยเฉพาะจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศ ที่มักจะเรียกค่าเป็นที่ปรึกษา หรือ ค่าบริการในการประเมินราคาทรัพย์สิน และประเมินโอกาสของการทำกำไร ในราคาสูงลิบลิ่ว เช่น 1% บางกรณีคิดเป็น 3%, 5%, 10% ของมูลค่าทั้งหมด

2. การตีราคาทรัพย์สินมักจะตีราคาให้ต่ำกว่าความเป็นจริงหลายสิบเท่า เพื่อว่ากลุ่มทุนที่จะเข้ามาซื้อจะได้กำไรทันที แต่มักจะอ้างว่าถ้าตั้งราคาสูงก็ไม่เป็นที่จูงใจให้มีผู้ต้องการมาซื้อ

3. หนี้สินของรัฐวิสาหกิจจะถูกโอนไปให้รัฐรับภาระต่อ ซึ่งจะไปทับถมเป็นภาระกับการจัดสรรงบประมาณมาใช้ ทำให้ต้องตัดงบประมาณด้านที่สำคัญอื่นๆ เช่น การศึกษา การรักษาพยาบาลมาใช้หนี้แทน ในหลายกรณี เงินที่รัฐได้จากการขายนั้นมีน้อยกว่าภาระหนี้สินเสียอีก

4. รัฐขาดภาษีรายได้ เพราะผู้ที่มาประมูล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทต่างชาติ จะได้รับการยกเว้นภาษีรายได้ และภาษีอื่นๆ หรือคิดค่าสัมปทานในราคาถูก เป็นเวลาหลายปี หรือตลอดอายุสัมปทาน โดยอ้างว่าจะได้ไม่ไปปัดภาระให้ผู้บริโภค

5. รัฐต้องรับภาระการเงินแบกอุ้มเอกชนต่อ เพราะเมื่อเอกชนบริหารมักมุ่งเอากำไรสูงสุด จึงไม่ลงทุนเพิ่ม ขอขึ้นราคาค่าบริการ หรือขายทรัพย์สินออกไปทำกำไร ลดจำนวนพนักงาน ทำให้บริการไม่ได้เต็มที่ ไม่ซ่อมบำรุงรักษาอุปกรณ์ เมื่อประชาชนประท้วง ก็อ้างว่าขาดทุน ไม่มีเงินมาปรับปรุง ในที่สุดรัฐก็ต้องนำงบประมาณมาอุดหนุน เพื่อไม่ให้เสียคะแนนเสียง หรือเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการจลาจล

6. การขายรัฐวิสาหกิจไม่โปร่งใส มักจะขายในราคาถูก ผู้บริหาร พนักงานบางส่วนที่คัดค้าน หรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง และมีอำนาจตัดสินใจขายจึงมักจะได้รับข้อเสนอเป็นหุ้น หรือผลประโยชน์ตอบแทน

กรณีของอาร์เจนตินา ในไตรมาสสุดท้ายของปี 1999 และกลางปี 2000 ซึ่งอยู่ในห้วงของวิกฤติเศรษฐกิจ กิจการไฟฟ้า โทรคมนาคม ประปา และโรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งเพิ่งแปรรูปไปไม่นานกลับได้กำไรมหาศาล และเจ้าของกิจการเหล่านี้ล้วนเป็นกลุ่มทุนต่างชาติ

เช่นกัน ปตท.มีกำไรมหาศาลใน 3 ปีที่ผ่านมา บริษัทน้ำมัน 7 บริษัท ประกอบด้วยโรงกลั่นในเครือ ปตท.4 บริษัท คือ สตาร์ ระยอง ไทยออยล์ บางจาก บริษัทน้ำมัน ESSO , RPC , TPI และบริษัท ปตท. มีกำไรรวมจาก 22,099 ล้านบาท ในปี 2545 มาเป็น 56,686 ล้านบาท ในปี 2546 และจาก 120,989 ล้านบาท ในปี 2547 มาเป็น 202,020 ล้านบาท เมื่อสิ้นปี 2548

ข้ออ้างที่ว่าการแปรรูปรัฐวิสาหกิจของอาร์เจนตินาก็เพื่อให้ได้เงินมาแก้ปัญหาขาดดุลงบประมาณ และลดหนี้สินต่างประเทศ แต่ผลกลับออกมาเป็นตรงกันข้าม

การแปรรูปกิจการพลังงาน ไฟฟ้า และอุตสาหกรรมหนักรวม 15 แห่ง ตั้งแต่ปี 1990-1999 ในรัฐบาลเมเนม รัฐบาลได้รับเงินสด จากการแปรรูป ราว 18,479 ล้านดอลลาร์ แต่ต้องแบกหนี้ระยะยาวของกิจการเหล่านี้ ที่โอนมาให้รัฐบาลก่อนขายเป็นจำนวน 16, 297 ล้านดอลลาร์ หักลบแล้วรัฐบาลได้รับเงินจริงเพียง 2,182 ล้านดอลลาร์

เท่ากับว่าได้ยกกิจการของรัฐซึ่งประชาชนทั้งประเทศเป็นเจ้าของไปให้ทุนกลุ่มต่างชาติ และกลุ่มทุนใหญ่ โดยที่นักการเมือง ญาติพี่น้อง และผู้บริหารระดับสูงต่างได้รับเงินเข้ากระเป๋าไปฝากไว้ในต่างประเทศกัน คนละจำนวนมากมาย แล้วปล่อยให้ประชาชนต้องมารับกรรมจากการบริการที่แย่ลง แต่มีราคาแพงขึ้น

การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ รัฐบาลได้เงิน 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่ว่าขาดดุลงบประมาณตั้งแต่ปี 1995-1999 เฉลี่ยปีละ 6 พันล้านดอลลาร์ และหนี้ต่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าจากปี 1989 เป็น 1.2 แสนล้านดอลลาร์ในปี 1999

นโยบายเสรีนิยมใหม่เต็มรูปแบบ ตาม "ฉันทามติวอชิงตัน" หรือ Washington Consensus ของประธานาธิบดีเมเนม อันได้แก่ ยกเลิกควบคุมการไหลเข้าออกของเงินทุน โดยให้เงินร้อนไหลเข้าออกได้เสรี ยกเว้นเก็บภาษีรายได้ของบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุน เพื่อจูงใจให้นำเงินเข้ามาลงทุน ลดภาษีอากรสินค้าเข้า ซึ่งทำลายอุตสาหกรรมในประเทศ ทำให้คนตกงาน ทำให้เงินตราไหลออกนอกประเทศ เงินสำรองคงคลังลดลง ทำให้ดุลชำระเงินติดลบ เลิกคุ้มครองคนงานเพื่อเอาใจบริษัทข้ามชาติ เช่น

ปล่อยให้มีการจ้างเหมา จ้างชั่วคราว และปล่อยให้มีการกดค่าแรงอย่างเสรีเพื่อเอาใจบริษัทข้ามชาติ การตัดงบประมาณสวัสดิการ ยกเลิกระบบบำเหน็จบำนาญทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน การตัดลดงบประมาณ การลดจำนวนข้าราชการ และการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ

นโยบายดังกล่าวได้นำความย่อยยับมาสู่ประชาชน และประเทศอย่างไม่อาจประเมินค่า เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่ตามมา หลังจากเมเนมหมดอำนาจได้ส่งลูกมายังรัฐบาลต่อมา ซึ่งมีการเปลี่ยนตัวประธานาธิบดี 5 คน ใน 1 เดือนให้หลัง มีการประกาศลดค่าเงิน รัฐบาลไม่มีเงินชำระหนี้ต่างประเทศ ไอเอ็มเอฟเข้ามาตั้งเงื่อนไขหฤโหด ให้ตั้งงบประมาณสมดุล ทำให้แศรษฐกิจหดตัว คนตกงาน ธุรกิจล้มละลาย และเกิดจลาจลทั่วประเทศ

สิ่งที่เกิดขึ้นในอาร์เจนตินาเป็นบทเรียนที่ประเทศไทยต้องไม่เดินตาม