หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
พลังแห่งความเมตตาอันยิ่งใหญ่

โดย วรากรณ์ สามโกเศศ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มติชนรายวัน วันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10302

การทำความดีเป็นโรคติดต่อชนิดหนึ่ง เมื่อเห็นคนอื่นทำความดีก็อดที่จะเลียนแบบไม่ได้ เพราะลึกๆ ลงไปในใจของมนุษย์แล้ว อยากทำความดีด้วยกันทั้งนั้น อย่างไรก็ดี ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมไม่มีให้เห็นกันบ่อยนัก จนกระทั่งผมได้ไปเยี่ยมศึกษากรณีของ "มูลนิธิพุทธฉือจี้" ที่ไต้หวันเมื่อไม่นานมานี้

ผมได้มีโอกาสไปร่วมเยี่ยมศึกษามูลนิธิพุทธฉือจี้กับผู้บริหารระดับสูงของเครือข่ายองค์กรแพทย์และสุขภาพแห่งประเทศไทย โดยมีศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี เป็นผู้นำคณะเยี่ยมศึกษา ผมรู้สึกเต็มตื้นในการเห็นสิ่งดีงาม ที่มนุษย์กระทำให้แก่กันจนขอนำมาเล่าต่อ

มูลนิธิฉือจี้มีอายุ 40 ปี เป็นสำนักพุทธนิกายมหายานที่ใหญ่และทรงพลังที่สุดของไต้หวัน (มีมากกว่า 10 สำนักใหญ่ด้วยกัน) ผู้นำซึ่งเรียกว่าธรรมาจารย์เป็นภิกษุณี อายุ 69 ปี มีชื่อว่าท่านธรรมาจารย์เจิ้งเหยียน บวชเป็นภิกษุณีตั้งแต่อายุ 23 ปี เคยได้รับรางวัลแม็กไซไซจากงานที่ทำนี้เมื่อประมาณ 10 ปีมาแล้ว

มูลนิธิพุทธฉือจี้ทำงาน 8 ประการในปัจจุบันด้วยกัน คือ (1) งานการกุศล (2) งานการแพทย์ (มีโรงพยาบาล 6 แห่ง) (3) งานการศึกษา (มีโรงเรียนอนุบาลถึงมหาวิทยาลัย ที่ผลิตแพทย์และบัณฑิตทางสังคมศาสตร์) (4) งานด้านมนุษยธรรม (5) งานบรรเทาทุกข์สากล (6) ธนาคารไขกระดูก (7) การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (8) อาสาสมัครชุมชน

มูลนิธิมีธนาคารไขกระดูกที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย มีผู้บริจาคนับแสนคน เคยมอบไขกระดูกให้แก่ผู้ป่วยไทย ด้วยโรคเกี่ยวกับเลือดมาแล้วถึง 20 รายอย่างเงียบๆ งานทั้งหมดของมูลนิธิกระทำอยู่บนพื้นฐานของการอาสาสมัคร ไม่มีคนใดได้รับเงินค่าจ้าง อาสาสมัครนับหมื่นคนต้องเป็นผู้จ่ายเงินเองทั้งสิ้น

ธรรมาจารย์เจิ้งเหยียน เป็นผู้ได้รับความเคารพอย่างสูงจากชาวไต้หวัน ในแต่ละปีมีผู้บริจาคเงินรวมกันกว่า 5 ล้านคน รวมเป็นเงินนับหมื่นนับแสนล้านเหรียญไต้หวัน ด้วยศรัทธาอย่างแรงกล้าว่าทุกเหรียญทุกเซ็นต์ ถูกนำไปใช้เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์อย่างแท้จริง

สำหรับตัวธรรมาจารย์เจิ้งเหยียนนั้นพักอาศัยอยู่ที่สมณารามจิ้งซือ ซึ่งอยู่ที่เมือง ฮวาเหลียน (ประมาณ 500 กิโลเมตรจากไทเป) กับภิกษุณีและผู้ฝึกฝนในศาสนากว่า 200 คน ทุกคนต้องทำงานหนักปลูกผัก แปรรูปอาหาร ประกอบอาหาร โดยเริ่มงานตั้งแต่ตีสี่เศษเพื่อสวดมนต์เช้า คติของที่นี่ก็คือ no work, no meals ซึ่งหมายถึงว่าทุกคนต้องทำงานเพื่ออาหาร สมณารามอยู่ได้ด้วยการหารายได้พึ่งตนเองโดยไม่ใช้เงินจากการบริจาคของประชาชนแต่อย่างใดทั้งสิ้น

ทุกคนในสมณารามอยู่กินด้วยอาหารมังสวิรัติด้วยความพอเพียง กินง่าย อยู่ง่าย เบียดเบียนผู้อื่นแต่น้อย แต่ทำงานหนัก

มูลนิธิมีโรงพยาบาลบริการประชาชนถึง 6 โรง ถึงแม้แพทย์ พยาบาลจะได้รับเงินเดือน แต่อาสาสมัครจำนวนมากที่ดูแลจิตวิญญาณของผู้ป่วย ให้กำลังใจและช่วยเหลือคนไข้อยู่ตลอดเวลาไม่ได้รับค่าจ้างแต่อย่างใด

สิ่งที่น่าประหลาดใจก็คืออาสาสมัครเหล่านี้หน้าตามีความสุขมาก ยิ้มแย้มแจ่มใส ต้อนรับผู้มาเยือนด้วยความจริงใจ เมื่อถามก็ได้รับคำตอบว่า "การทำความดีทำให้คนอื่นพ้นทุกข์ และทำให้ตัวเองเป็นคนดี และได้ผลบุญแห่งความดีนั้นไปด้วย การทำความดีคือการทำบุญ เกิดชาติหน้าก็จะอยู่ในภพที่ดียิ่งขึ้นๆ ไปอีก"

มูลนิธิมีสถานีโทรทัศน์ชื่อต้าอ้าย ส่งสัญญาณไปยัง 38 ประเทศทุกวัน เนื้อหาเป็นเรื่องการส่งเสริมการทำความดี กตัญญูกตเวทีต่อพ่อแม่และผู้มีพระคุณโดยโน้มน้าวให้เลียนแบบผ่านการเล่าเรื่องของอาสาสมัคร เพลงและละคร ในปีที่แล้วสถานีโทรทัศน์ต้าอ้ายได้รับเลือกให้เป็นสถานีโทรทัศน์ที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของคนไต้หวันมากที่สุด

ข้อสังเกตอันหนึ่งก็คือ มูลนิธิมีระบบการจัดการ ไม่ว่าในเรื่องการบริหารงานทั่วไป การระดมเงินบริจาค การบริหารบุคลากร การตลาด ฯลฯ ที่เป็นเยี่ยม ในทุกสถานที่ที่ไปเยี่ยมชมสะอาด มีรสนิยม มีการจัดการที่ดี มีภาพประชาสัมพันธ์งานที่ทำ และปลุกเร้าให้คนทำความดี ตลอดจนมีพระพุทธรูปให้กราบไหว้เสมอ (CEO ของมูลนิธิคือคุณ Steve Huang ผู้บริหารมือเยี่ยมที่เคยทำงานในสหรัฐอเมริกาหลายสิบปี)

รายได้สำคัญส่วนหนึ่งมาจากการขายขยะที่จัดแบ่งประเภทย่อยโดยอาสาสมัครเพื่อการรีไซเคิล นอกจากนี้สำนักพุทธฉือจี้ยังมีโรงเรียนอนุบาล ประถม มัธยม จนไปถึงระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งผลิตทั้งแพทย์ และสาขาอื่น รวมมีนักศึกษาถึงกว่า 2,000 คนอีกด้วย

แพทย์ที่มหาวิทยาลัยฉือจี้ผลิตจะถูกฝึกหัดให้มีความเป็นมนุษย์ที่อ่อนน้อมถ่อมตนกับคนไข้อย่างสูง มีความละเมียดละไมในการดำเนินชีวิต (ฝึกฝนเขียนพู่กัน ชงชา) เพราะเชื่อว่าแพทย์ที่ดีต้องมีความเมตตาปรานี มีจิตใจที่อ่อนโยน และมีความเป็นมนุษย์สูงยิ่ง

คุณหมอประเวศ หัวหน้าคณะได้กล่าวผ่านการถ่ายทอดสดของโทรทัศน์ต้าอ้าย พร้อมกับท่านธรรมาจารย์เจิ้งเหยียน ที่ออกอากาศทุกเช้าว่า "...สำนักฉือจี้สร้างกระบวนการมนุษยธรรมที่ยิ่งใหญ่ เป็น The Light of Taiwan ที่กระจายแสงสว่างสู่โลกที่มืดมิดด้วยอารยธรรมวัตถุนิยม บริโภคนิยม... สร้างระบบ Humanized Healthcare ที่มีคนจำนวนมากปรารถนาจะทำขึ้นสำเร็จ ...ฉือจี้เป็นตัวอย่างของการพยายามสร้างหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์ ที่พวกเราสมควรศึกษา เพื่อที่ว่าพวกเราจักได้จุดไฟดวงเล็กในหัวใจของพวกเราและเชื่อมโยงกับดวงอื่นๆ จนกลายเป็น "แสงเลเซอร์ทางมนุษยธรรม" เพื่อฉายไปในโลกที่เห็นแก่ตัว เพื่อเยียวยาโลก..."

การหลอมรวมจิตอาสาของอาสาสมัครฉือจี้มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ท่านธรรมาจารย์เจิ้งเหยียน ผู้ปฏิบัติตนเป็นตัวอย่างที่งดงาม ให้สานุศิษย์ได้เห็นเป็นแบบอย่าง พร้อมกับสร้างระบบการจัดการที่เป็นเลิศ สร้างระบบสื่อสารเชื่อมโยงถึงกัน เพื่อเสริมสร้างกำลังใจให้เกิดความมุ่งมั่นเสียสละอย่างสม่ำเสมอ และกลายเป็นพลังศีลธรรมในสังคม ให้ผู้คนติดเชื้อไปทั่ว

คุณหมออำพล จินดาวัฒนะ ผู้อำนวยการสำนักปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ (สปรส.) ได้เขียนไว้ในบทความของนิตยสาร "หมอชาวบ้าน" เมื่อเร็วๆ นี้ว่า "ฉือจี้มองว่าคนทุกคนมีเมล็ดพันธุ์แห่งความดีอยู่ในตัว มีธาตุของความรักความเมตตาอยู่ทุกคน ทุกคนจึงควรฝึกฝนจิตให้รู้จักรักและขอบคุณสรรพสิ่งรอบตัว ชาวฉือจี้จึงนิยมฝึกฝนขอบคุณผู้อื่นอย่างจริงใจและนอบน้อม แม้ไปช่วยเหลือใครๆ ก็ยังขอบคุณผู้ที่ให้ช่วยเหลือ การรู้จักขอบคุณ (กั่นเอิน) ถือเป็นการฝึกที่จะรักและเคารพในผู้อื่น เป็นการพัฒนาจิตของตนอย่างสม่ำเสมอ ด้วยความเชื่อด้วยการฝึกเช่นนี้ทำให้ชาวฉือจี้เป็นคนมีจิตใจดี มองคนในแง่บวก มองสรรพสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความเข้าใจและมีความสุข"

ขอจบลงด้วยข้อสังเกตว่า เหตุใดจึงมีการสื่อสารในเรื่องการทำความดีด้วยการเล่าเรื่องโดยอาศัยข้อเขียนของคุณหมอวิจารณ์ พานิช ที่เขียนเกี่ยวกับการไปเยี่ยมศึกษาครั้งนี้ใน gotoknow.org ดังต่อไปนี้

"...ผู้ร่วมเดินทางไปด้วย หมอโกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ นักมานุษยวิทยาเอกของประเทศตั้งข้อสังเกตว่าการถ่ายทอดคุณค่า ความเชื่อในศาสนา หรือการเรียนรู้ด้าน จิตวิญญาณ ต้องทำโดยการเล่าเรื่อง ไม่ใช่การให้ข้อมูลความรู้เชิงนามธรรม (abstract) เป็นข้อๆ ผมได้ความรู้จากหมอโกมาตรว่า การเรียนรู้เชิงนามธรรมที่ผ่านการตีความแล้วไม่เพียงพอ ต้องมีการเรียนรู้เชิงรูปธรรมจากเรื่องเล่าที่มีชีวิต มีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง มีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง..."

เราโชคดีมีคนสร้างเชื้อ "ทำความดี" อย่างเป็นรูปธรรมขึ้นในโลกให้มนุษย์อีกจำนวนมากได้ติดเชื้อป่วยไข้โดยโรคนี้

หน้า 6