หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
โลกระนาบ ประวัติศาสตร์ย่อ แห่งศตวรรษที่ 21

คอลัมน์ โลกระนาบ ประวัติศาสตร์ย่อ แห่งศตวรรษที่ 21 โดย รอฮีม ปรามาท ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3793 (2993)

"คุณวิเศษประการหนึ่งของหนังสือที่ยิ่งใหญ่ คือการทำให้เราได้มองเห็นสิ่งต่างๆ ในมุมมองใหม่ๆ ที่เราไม่เคยคิด ไม่เคยรู้มาก่อน หรือเคยเข้าใจอย่างผิดๆ ในข้อนี้ ท่านฟรีดแมนประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์เป็นอย่างดี"

นี่คือถ้อยคำยกย่องจาก โจเซฟ อี. สติกกลิตซ์ นักเศรษฐศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ (ได้รับรางวัลโนเบล จากผลงานการสร้างหลักการทางเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยข้อมูล) ซึ่งเขียนลงใน The New York Times ในปี 2548 เป็นข้อเขียนวิจารณ์หนังสือ The World Is Flat : A Brief History of the Twenty-first Century ซึ่งติดอันดับ หนังสือขายดีที่สุดตลอดปี 2548 และยังคงติดอันดับหนังสือขายดีต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

The World Is Flat เขียนโดยโทมัส แอล. ฟรีดแมน ซึ่งเป็นนักหนังสือพิมพ์ชั้นแนวหน้า เคยได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ถึง 3 ครั้ง โด่งดังจากผลงานเขียนเรื่อง The Lexus and the Olive Tree, From Beirut to Jerusalem และ Longitudes and Attitudes

ในหนังสือเล่มนี้ ฟรีดแมนได้พาเราสำรวจถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน ความก้าวหน้าด้วยความเร็วสูงทั้งด้านเทคโนโลยี และการสื่อสาร ทำให้มวลมนุษย์ทั่วโลกมีความใกล้ชิดกันอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติ ศาสตร์ ทำให้จีนและอินเดีย เดินหน้าสู่ความมั่งคั่งอย่างรวดเร็ว บรรดาประเทศต่างๆ กำลังเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ และต้องเดินหน้าให้เร็วยิ่งขึ้น แม้เพียงเพื่อรักษาตำแหน่งเดิมไว้ให้ได้ก็ตาม

The World Is Flat คือประวัติศาสตร์แห่งยุคปัจจุบัน อธิบายอย่างถึงแก่นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอันเป็นผลมาจากโลกาภิวัตน์ ช่วยไขปริศนาที่ว่า ทำไมและอย่างไร โลกที่เคยกลมและโค้งงอ จึงกลับกลายเป็นโลกที่แบนราบเป็นระนาบเดียวกัน ผู้อ่านจะได้มองเห็นและมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงปรากฏการณ์อันแปลกพิสดารต่างๆ ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม ที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า ในวิถีชีวิตประจำวัน

ด้วยความช่ำชองในการวิเคราะห์อธิบายนโยบายต่างประเทศและประเด็นด้านเศรษฐ ศาสตร์อันซับซ้อน ฟรีดแมนได้อธิบายว่า ณ จุดเริ่มต้นของศตวรรษที่ 21 โลกเปลี่ยนแปลงสู่สภาวะแบนราบได้อย่างไร และส่งผลอย่างไรต่อนานาประเทศ ธุรกิจต่างๆ สังคม และปัจเจกบุคคล รัฐบาลและสังคมจะเปลี่ยนแปลงและรับมือได้อย่างไร The World Is Flat เป็นหนังสืออธิบายสถานการณ์โลกาภิวัตน์เล่มล่าสุด เขียนขึ้นโดยผู้สังเกตการณ์ วิเคราะห์และรายงานเหตุการณ์ชั้นแนวหน้าคนหนึ่งของโลก ชี้ให้เห็นทั้งความก้าวหน้า ความสำเร็จ และจุดอ่อน ความล้มเหลวที่เกิดขึ้นบนโลกในยุคสมัยแห่งโลกาภิวัตน์

สำหรับในภาคภาษาไทยซึ่งจะนำเสนอใน "ประชาชาติธุรกิจ" ตั้งแต่ฉบับหน้าเป็นต้นไป ใช้ชื่อว่า "โลกระนาบ ประวัติศาสตร์ย่อแห่งศตวรรษที่ 21" แปลจากฉบับปรับปรุงใหม่และขยายเนื้อหา ซึ่งฟรีดแมนปรับปรุงเพิ่มเติมจากข้อมูลล่าสุด และออกวางจำหน่ายในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา เนื้อหาหลักๆ แบ่งเป็นห้าส่วนได้แก่ โลกเกิดสภาวะระนาบได้อย่างไร สหรัฐกับโลกระนาบ ประเทศกำลังพัฒนากับโลกระนาบ ธุรกิจต่างๆ กับโลกระนาบ ภูมิรัฐ ศาสตร์กับโลกระนาบ และบทสรุป

ในฉบับปรับปรุงเพิ่มเติมเนื้อหาที่เพิ่มเข้ามาได้แก่

-เหตุผลที่ว่า ทำไมโลกที่อยู่ในสภาวะระนาบในปัจจุบัน จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ดุจเดียวกับการก่อตัวของชาติ-รัฐ (nation-state) การปฏิวัติอุตสาหกรรม และการประดิษฐ์สื่อสิ่งพิมพ์

-อธิบายถึงการอัพโหลด (upload) ถ่ายโอนข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ไปสู่แหล่งเป้าหมาย ในฐานะที่เป็นพลังอำนาจหนึ่ง ที่ทำให้โลกระนาบ ไม่ว่าจะเป็น บล็อก (Blog) ซอฟต์แวร์ แบบโอเพ่น-ซอร์ซ (open-source software) หรือศูนย์เปิดรวบรวมองค์ความรู้นานาชนิดอย่าง Wikipedia และการส่งผ่านข้อมูล มัลติมีเดีย แบบ podcasting ล้วนทำให้ปัจเจกบุคคล สามารถถ่ายทอดประสบการณ์ ผลงาน และความคิดเห็น ให้โลกได้รับทราบ

-โครงสร้างของชนชั้นกลางรุ่นใหม่ สถานะและตำแหน่งในโลกระนาบ ลักษณะงานของคนชั้นกลางรุ่นใหม่ รวมถึงปัจจัย และคุณสมบัติที่จะนำพาไปสู่ความสำเร็จในชีวิต

-สิ่งที่บรรดาผู้ปกครองและครูบาอาจารย์ จะต้องสั่งสอน ปลูกฝัง บ่มเพาะแก่เด็กๆ เพื่อให้พวกเขาเจริญเติบโตขึ้นด้วยปัญญารู้เท่าทัน และยืนหยัดอยู่ได้บนโลกระนาบ

-ทำไมรัฐบาลทั่วโลกควรให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์ "โลกเขียว (geo-green)" เพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ก่อนที่จะสายเกินไป

-แม้โลกาภิวัตน์ จะผสานโลกให้เป็นหนึ่งเดียวกัน แต่ในบางด้านก็ส่งเสริมให้ชุมชนในระดับท้องถิ่นมีความเข้มแข็ง สามารถยืนหยัด สร้างและรักษาอัตลักษณ์ของตนเองเอาไว้

ติดตามอ่าน "โลกระนาบ ประวัติศาสตร์ย่อแห่งศตวรรษที่ 21" ได้ตั้งแต่ฉบับหน้าเป็นต้นไป

ผู้เขียน Thomas L. Friedman ชนะรางวัลพูลิตเซอร์ 3 ครั้ง จากผลงานใน The New York Time ผลงานหนังสือ 3 เล่มก่อนหน้านี้ติดอันดับหนังสือขายดีทุกเล่ม หนังสือ From Beirut to Jerusalem ได้รับรางวัล National Book Award สาขา nonfiction ในปี 2548 The World Is Flat ได้รับรางวัล Financial Times and Goldman Sachs Business Book of the Year Award ฟรีดแมนได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งใน America"s Best Leaders โดย U.S. News & World Report

ผู้แปล รอฮีม ปรามาท หนึ่งในนักเขียน/นักแปล ที่ผู้อ่านถามถึง และรอคอยผลงานมากที่สุด กล่าวกันว่าผลงานของเขา ล้ำ และโดนทุกเล่ม และยังคงขายดีต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งประวัติย่อของกาลเวลา นาโนเทคโนโลยี นวัตกรรมจิ๋วปฏิวัติโลก ก้าวพ้น กรอบไอน์สไตน์ จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ อาณาจักรล่องหน ฯลฯ บางคนเปรยว่า ไม่รู้ว่าสมองของเขาทำด้วยอะไร สามารถเขียนและแปลเรื่องที่ยากยิ่ง ให้เข้าใจได้ง่าย และอ่านสนุก ผลงานที่กำลังจะทยอยออกสู่ตลาดได้แก่

-ลีโอนาร์โด ดาวินชี วิถีแห่งอัจฉริยะ (Leonardo Davinci : The Flight of the Mind)

-โครงสร้างแห่งจักรวาล (The Fabric of the Cosmos)

-สงครามอนาคต และนวัตกรรมทางการทหาร เล่มที่ 2 (Future War and Fighting Machine # 2)

-Grid Computing : the Savvy Manager"s Guide

หน้า 6


พลัง 10 ประการ ที่ทำให้โลกระนาบ (1)

คอลัมน์ โลกระนาบ  โดย รอฮีม ปรามาท  ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3794 (2994)

"โลกกำลังแบนราบลงด้วยปัจจัยทางการเมือง นวัตกรรม และธุรกิจ 10 ประการที่สอดประสานกันสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง นับจากนั้นเป็นต้นมาไม่มีใครได้หยุดพักอย่างแท้จริง และคงจะไม่มีวันได้พักอีกต่อไป เนื้อหาในบทนี้ว่าด้วยพลัง 10 ประการที่ทำให้โลกแบนราบ รวมทั้งรูปแบบและเครื่องมือต่างๆ อันหลากหลายในการเชื่อมโยงติดต่อกัน ซึ่งเป็นผลมาจากสภาวะระนาบ"

พลังระนาบที่ 1

1 1 / 9 / 8 9

ยุคแห่งการสร้างสรรค์ครั้งใหม่ : เมื่อกำแพงพังทลายลง และหน้าต่างเปิดขึ้น

ครั้งแรกที่ผมเห็นกำแพงเบอร์ลิน มันได้แตกเป็นช่องทางอยู่บ้างแล้ว เมื่อเดือนธันวาคม 2533 ผมได้เดินทางไปยังกรุงเบอร์ลิน ร่วมกับผู้สื่อข่าวที่ติดตามรายงานภารกิจของ นายเจมส์ เอ

เบเกอร์ ที่ 3 รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐ กำแพงเบอร์ลินได้เริ่มถูกทุบออกประมาณหนึ่งปีก่อนหน้านี้ ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2532 ซึ่งดูจะเป็นความพ้องโดยบังเอิญทางด้านตัวเลข เพราะกำแพงเบอร์ลินพังทลายลงใน 11/9 ตัวกำแพงที่เห็น แม้จะถูกทำลายลงบางส่วน แต่ยังคงเป็นร่องรอยบาดแผลที่น่าชังพาดผ่านกลางกรุงเบอร์ลิน

เป็นครั้งแรกที่ท่านรัฐมนตรีเบเกอร์เดินทางมาดูอนุสรณ์การล่มสลายของลัทธิคอมมิวนิสต์ตามแนวโซเวียต ผมยืนอยู่ในกลุ่มผู้สื่อข่าวจำนวนหนึ่งที่อยู่ข้างๆ ท่าน เบเกอร์เขียนถึงความทรงจำในช่วงนี้ไว้ในหนังสือชื่อ The Politics of Diplomacy "เป็นวันที่ท้องฟ้ามืดครึ้ม บรรยากาศขมุกขมัวเต็มไปด้วยหมอก ข้าพเจ้าอยู่ในเสื้อคลุมกันฝน รู้สึกตัวเองเป็นเหมือนสายลับในนวนิยายยุคสงครามเย็นของ จอห์น เลอ คาร์เร่ แต่เมื่อข้าพเจ้ามองผ่านรอยแตกที่กำแพง (บริเวณใกล้รัฐสภาไรชสทัก) และพบกับบรรยากาศอันน่าหดหู่ของฝั่งเบอร์ลินตะวันออก ข้าพเจ้าก็ได้ตระหนักถึงหัวใจของชายและหญิงชาวเยอรมันตะวันออก ผู้ต่อสู้ด้วยสันติวิธีอย่างไม่ย่อท้อ เพื่อให้สามารถตัดสินใจกำหนดวิถีชีวิตของตนเอง นี่คือการปฏิวัติของประชาชนอย่างแท้จริง"

หลังจากเบเกอร์มองผ่านกำแพงไปยังฝั่งเบอร์ลินตะวันออกอยู่ชั่วครู่ ท่านก็ออกเดิน กลุ่มผู้สื่อข่าวจึงได้โอกาสมองผ่านช่องดังกล่าวบ้าง ผมซื้อเศษก้อนอิฐจากกำแพงสองสามก้อน เพื่อเป็นของฝากให้กับลูกสาว ผมยังจดจำความรู้สึกในตอนนั้นได้ ภาพของกำแพงปูนที่ดูประหลาด เป็นความอัปลักษณ์ที่พาดผ่านมหานครใหญ่ ด้วยวัตถุประสงค์เพียงเพื่อจำกัดไม่ให้ประชาชนอีกฝั่งหนึ่งได้มีโอกาสสัมผัสกับเสรีภาพ หรือแม้แต่แค่มองเห็น

การพังทลายของกำแพงเบอร์ลิน เมื่อ 11/9/89 เป็นจุดเริ่มต้นของพลังการปลดปล่อย ซึ่งในที่สุดแล้วนำไปสู่การปลดปล่อยประชาชนทั้งหมดที่ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของมหาอาณาจักรโซเวียต และอันที่จริงเป็นปรากฏการณ์ที่นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงต่างๆ อีกมากมาย ดุลแห่งอำนาจทั่วโลกเปลี่ยนแปลงไปสู่การเกื้อหนุนต่อแนวทางประชาธิปไตย การตัดสินใจด้วยความเห็นพ้องต้องกัน ตลาดเสรี ถอยห่างจากการเกื้อหนุนต่อการปกครองด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จ และการควบคุมกิจกรรมและวางแผนเศรษฐกิจจากส่วนกลาง

ในยุคสงครามเย็นเป็นการต่อสู้กันระหว่างระบบเศรษฐกิจสองขั้วตรงข้าม คือทุนนิยมกับคอมมิวนิสต์ เมื่อกำแพงพังทลายลง เหลืออยู่เพียงระบบเดียวเท่านั้นที่ทุกคนต้องยอมรับและดำเนินตาม นับจากนั้นเป็นต้นมา เศรษฐกิจดำเนินไปตามพื้นฐานที่เป็นจริงมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งต้นจากล่างขึ้นสู่บน กำหนดด้วยแรงจูงใจ ผลประโยชน์ และความต้องการของประชาชน มากกว่าการควบคุมจากส่วนกลาง แบบบนลงล่าง โดยหมู่คณะหรือกลุ่มคนเพียงไม่กี่คนที่เป็นฝ่ายบริหารประเทศ

สองปีต่อมา ไม่มีพลังอำนาจของสหภาพโซเวียตที่แฝงเร้นอยู่อีกต่อไป ไม่มีการสนับสนุนต่อรัฐบาลเผด็จการในเอเชีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา และละตินอเมริกา ถ้าหากการปกครองไม่เป็นประชาธิปไตย หรือสังคมไม่พัฒนาสู่ความเป็นประชาธิปไตย ถ้าหากยังคงยึดมั่นอยู่กับการควบคุมและวางแผนอย่างเบ็ดเสร็จจากส่วนกลาง ระบบเศรษฐกิจที่มีกฎเกณฑ์ควบคุมมากมาย กล่าวได้ว่า ประเทศนั้นกำลังเดินอยู่บนเส้นทางประวัติศาสตร์ผิดด้าน

อย่างไรก็ตาม สำหรับคนบางคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนรุ่นเก่า อาจไม่ชื่นชมกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ระบบคอมมิวนิสต์ทำให้ประชาชนทุกคนจนเท่าเทียมกันหมด ไม่มีระบบใดในโลกที่ทำได้เช่นนี้ ส่วนระบบทุนนิยมทำให้ประชาชนร่ำรวยไม่เท่าเทียมกัน

สำหรับคนที่คุ้นเคยกับการดำเนินชีวิตอย่างราบเรียบ จำกัดจำเขี่ย จนถึงขั้นขาดแคลน แต่มีความมั่นคงในวิถีแบบสังคมนิยม เพราะมีหลักประกันทั้งด้านการงาน ที่อยู่อาศัย การศึกษา และเงินบำนาญเลี้ยงชีพ อาจมองว่าการพังทลายของกำแพงเบอร์ลินเป็นสร้างให้เกิดความยุ่งยากต่อวิถีการดำรงชีวิตของพวกเขา แต่สำหรับผู้คนอีกจำนวนมาก

นี่คือการปลดปล่อยออกจากสถานที่คุมขัง คืออิสรภาพและเสรีภาพอันหอมหวานสดใส มีชีวิตชีวา และมีอนาคต การพังทลายของกำแพงเบอร์ลินส่งผลออกไปอย่างกว้างขวางนอกกรุงเบอร์ลิน และทำให้โลกแบนราบลง

เพื่อให้มองเห็นและเข้าใจถึงพลังอำนาจอันกว้างขวางในการทำให้โลกแบนราบ ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการพังทลายของกำแพงเบอร์ลิน ทางที่ดีที่สุด ควรพูดคุยกับคนอื่นๆ ที่ไม่ใช่ ชาวเยอรมัน หรือชาวรัสเซีย ผมได้พบกับทารัน ดาส ซึ่งเป็นประธานของสมาพันธ์อุตสาหกรรมอินเดียในช่วงที่กำแพงพังทลาย เขามองเห็นถึงพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงที่ส่งมายังอินเดียเป็นระลอก "ในเวลานั้นอินเดียมีการควบคุมอย่างเข้มงวด มีกฎเกณฑ์ข้อบังคับมากมาย รวมทั้งขั้นตอนและระเบียบปฏิบัติของราชการ ในยุคที่เนห์รูขึ้นบริหารประเทศ (ภายหลังเป็นอาณานิคมของอังกฤษ) ท่านมีประเทศที่มีขนาดใหญ่มากที่ต้อง บริหารจัดการ โดยที่ไม่เคยไม่ประสบการณ์ในการบริหารประเทศมาก่อน สหรัฐก็กำลังสาละวนกับยุโรป ญี่ปุ่น และแผนมาแชล ดังนั้นท่านจึงมองไปทางเหนือ เลยข้ามเทือกเขาหิมาลัยออกไป และส่งทีมเศรษฐกิจไปยังกรุงมอสโก"

"พวกเขาเดินทางกลับมาเล่าว่า ประเทศนี้ (สหภาพโซเวียต) น่าทึ่งจริงๆ พวกเขาจัดสรรปันส่วนทรัพยากร ออกใบอนุญาต มีคณะกรรมาธิการกำหนดนโยบาย ทำหน้าที่ตัดสินใจทุกๆ เรื่อง ประเทศก็เดินหน้าไปตามกรอบที่กำหนดไว้ แล้วอินเดียก็รับเอาแบบแผนเช่นนั้นมาโดยลืมไปว่าเรามีภาคธุรกิจเอกชนอยู่ด้วย...

ดังนั้น ภาคธุรกิจเอกชนจึงตกอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์อันเข้มงวดตลอดมา ถึงปี 2534 ภาคธุรกิจก็ยังคงอยู่รอด แต่อยู่ในสภาวะถูกจำกัดกรอบ และถูกตั้งข้อระแวงสงสัย แต่บรรดาธุรกิจต่างๆ ก็ยังสามารถทำกำไรได้ ในทางตรงกันข้าม ประเทศเกือบจะล้มละลาย โครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดของประเทศอยู่ภายใต้การดำเนินการของภาครัฐตั้งแต่ปี พ.ศ.2490 ถึง 2534 เราไม่สามารถชำระหนี้ที่มีอยู่ได้ ใช่ เราอาจจะชนะสงครามกับปากีสถานหลายครั้ง แต่นั่นไม่ได้สร้างความเชื่อมั่นแต่ อย่างใด"

ในปี 2534 เงินตราต่างประเทศสกุลแข็งของอินเดียกำลังจะหมด มานโมฮัน ซิงห์ รัฐมนตรีคลังในเวลานั้น (ปัจจุบันเป็นนายกรัฐมนตรี) ตัดสินใจว่า อินเดียควรเปิดเสรีระบบเศรษฐกิจ ดาสกล่าวว่า "ตอนนั้นเองที่กำแพงเบอร์ลินของเราพังทลายลง มันเหมือนกับปล่อยเสือออกจากกรง รัฐบาลยกเลิกการควบคุมการค้าเดิม เราเคยมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ที่ร้อยละ 3 เสมอมา เดินหน้าไปอย่างช้าๆ ระมัดระวังแบบอนุรักษนิยม หรือที่เรียกกันว่า อัตราการขยายตัวแบบฮินดู

แต่แล้วก็เกิดความคิดที่ว่า ถ้าเราต้องการสิ่งที่ดีกว่า ทำไมเราไม่มองไปที่สหรัฐบ้าง 3 ปีต่อมา (ภายหลังจากปี 2534) อินเดียมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 7 ลาก่อนความยากจน ทุกวันนี้ นักธุรกิจชาวอินเดีย สามารถติดอันดับบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกของนิตยสารฟอร์บส... ตลอดเวลาที่เราใช้ระบบสังคมนิยม และการควบคุมที่เข้มงวด เงินตราต่างประเทศของอินเดียลดลงจนถึงขั้นเหลือเพียง 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

แต่ปัจจุบันเรามี 118,000 ล้านดอลลาร์ ภายในเวลา 10 ปี เราสามารถก้าวผ่านจากความความเชื่อมั่นในตัวเองและสงบเสงี่ยม จนเกือบล่มสลาย ไปสู่ความทะเยอทะยาน และอนาคตที่โชติช่วง

หน้า 6


พลัง 10 ประการ ที่ทำให้โลกระนาบ (2)

คอลัมน์ โลกระนาบ  โดย รอฮีม ปรามาท  ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3795 (2995)

ยุคแห่งการสร้างสรรค์ครั้งใหม่ : เมื่อกำแพงพังทลายลง และหน้าต่างเปิดขึ้น (ต่อ)

การพังทลายลงของกำแพงเบอร์ลินไม่เพียงทำให้เส้นทางสู่ระบบทุนนิยมตลาดเสรีแบนราบลงเป็นระนาบเดียวกัน และปลดปล่อยพลังมหาศาลของประชาชนนับพันล้านคนที่ถูกสกัดกั้น ทั้งในอินเดีย บราซิล จีน และอดีตสหภาพโซเวียต แต่ยังทำให้มนุษย์มองโลกแตกต่างออกไปจากอดีต มองเห็นโลกที่เป็นปึกแผ่นหนึ่งเดียวไร้กำแพงกั้นขวาง เพราะที่ผ่านมากำแพงเบอร์ลินไม่เพียงแต่เป็นอุปสรรคปิดกั้นการเดินทาง แต่ยังปิดกั้นสายตาของเรา ไม่ให้มองโลกทั้งโลกเป็นตลาดหนึ่งเดียว เป็นระบบนิเวศน์หนึ่งเดียวที่มีความเกี่ยวโยงกันทั้งโลก และทั่วทั้งโลกเป็นประชาคมเดียวกัน

ก่อนหน้าปี 2532 เราอาจเคยได้ยินคำว่า นโยบายของฝ่ายตะวันตก และนโยบายของฝั่งตะวันออก ยากยิ่งที่จะมีใครกล่าวถึง "นโยบายของโลก" อมาร์ตยา เซน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลชาวอินเดีย ปัจจุบันสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เคยกล่าวกับผมว่า "กำแพงเบอร์ลินไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของการปิดกั้นเสรีภาพของชาวเยอรมันตะวันออก แต่ยังเป็นอุปสรรคในการมองอนาคตของโลกในภาพรวม ตอนที่กำแพงเบอร์ลินยังคงอยู่ เราไม่อาจคิดถึงโลกในภาพรวมที่เป็นหนึ่งเดียวกันได้"

"นิทานสันสกฤตโบราณแฝงคติเตือนใจเรื่องหนึ่งเล่าว่า กาลครั้งหนึ่ง มีกบตัวหนึ่ง เกิดอยู่ในสระแห่งหนึ่ง มันดำรงชีวิตอยู่แต่ในสระนั้นชั่วชีวิตของมัน โลกทัศน์ ประสบการณ์ และความคิดของมันจึงจำกัดอยู่แค่สระน้ำเล็กๆ แห่งนั้น" เขาระบุว่า "ก่อนหน้าที่กำแพงเบอร์ลินจะพังทลายลง มีมนุษย์บนโลกจำนวนมากที่เปรียบเหมือนกบในสระน้อย แต่เมื่อกำแพงพังทลายลง มนุษย์ก็เป็นเหมือนกบที่ออกจากสระ ได้พบเห็นโลกที่แท้จริง ได้เห็นสระแห่งอื่นๆ และได้ติดต่อกับกบตัวอื่นๆ อีกมากมาย...สำหรับผมแล้ว การพังทลายลงของกำแพงมีความสำคัญในแง่ที่ทำให้มนุษย์สามารถติดต่อสื่อสาร แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประสบการณ์กันอย่างกว้างขวาง เราสามารถเรียนรู้องค์ความรู้ต่างๆ จากผู้อื่นได้ โดยไม่มีพรมแดนขวางกัน"

ภายหลัง 11/9 โลกน่าอยู่ขึ้นกว่าแต่ก่อน เสรีภาพที่ก่อกำเนิด ณ ที่แห่งหนึ่ง ส่งเชื้อปลุกกระตุ้นให้เกิดเสรีภาพ ณ ที่อีกแห่งหนึ่ง กระบวนการเหล่านี้ทำให้สังคมอันหลากหลายเกิดภาวะระนาบเดียวกัน ทำให้ผู้ที่อยู่ข้างล่างแข็งแรงขึ้น และทำให้ผู้ที่อยู่ข้างบนอ่อนแอลง เซนชี้ว่า "ตัวอย่างหนึ่งได้แก่ เสรีภาพของสตรี ส่งเสริมให้สตรีรู้หนังสือมากขึ้น ช่วยลดอัตราการตั้งครรภ์ และการเสียชีวิตของทารก เพิ่มโอกาสในการจ้างงาน ทำให้สตรีมีบทบาททางการเมืองมากขึ้น"

สุดท้ายการพังทลายลงของกำแพงเบอร์ลิน ไม่เพียงเปิดทางให้ผู้คนจำนวนมากสามารถเข้าถึงแหล่งความรู้ต่างๆ อันหลากหลาย แต่ยังแผ้วทางให้มีการยอมรับมาตรฐานสากล มาตรฐานที่ว่า เศรษฐกิจควรดำเนินไปอย่างไร ระบบบัญชีควรทำอย่างไร ธนาคารควรดำเนินการอย่างไร กรรมวิธีใดจึงจะเหมาะสมต่อการผลิต PC และรายงานทางเศรษฐกิจควรเขียนขึ้นอย่างไร ซึ่งจะกล่าวถึงประเด็นเหล่านี้ในรายละเอียดต่อไป

มาตรฐานที่เป็นสากลเหล่านี้ สร้างให้เกิดสนามแข่งขันที่แบนราบเป็นระนาบเดียวกัน หรืออาจกล่าวอีกอย่างหนึ่งได้ว่า การพังทลายลงของกำแพงเกื้อหนุนให้หลักการกระบวนการดำเนินการที่ดีที่สุดถูกถ่ายทอดออกไปได้อย่างอิสระกว้างขวาง

เมื่อมาตรฐานทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีเกิดขึ้นและเริ่มปรากฏตัวในระดับโลก ภายหลังปราศจากกำแพง การยอมรับให้เป็นมาตรฐานร่วมกันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เฉพาะในยุโรป การปราศจากกำแพง เปิดทางให้สหภาพยุโรปขยายจำนวนสมาชิกจาก 15 ประเทศ เป็น 25 ประเทศ และเมื่อผสานกับการใช้เงินตราสกุล "ยูโร" ร่วมกัน ดินแดนที่เคยถูกแบ่งแยกและปิดกั้นด้วยม่านเหล็กก็ก่อกำเนิดเป็นเขตเศรษฐกิจที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

ขณะที่ผลลัพธ์ในทางบวกอันเกิดขึ้นจากการพังทลายของกำแพงปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน แต่สาเหตุที่ทำให้กำแพงล่มลงยังไม่ทราบแน่ชัด แต่ไม่น่าที่จะมีสาเหตุเดียว ฝูงปลวกได้กัดกินรากฐานของสหภาพโซเวียตมาเป็นเวลายาวนานแล้ว ระบบอ่อนแอลงจากความขัดแย้งภายในและการขาดประสิทธิภาพ

ด้านหนึ่งการที่ประธานาธิบดีเรแกนสะสมกำลังทหารและอาวุธในยุโรปบีบบังคับให้รัฐบาลเครมลิน ต้องระดมผลิตหัวรบนิวเคลียร์ จนตัวเองล้มละลายทางเศรษฐกิจ อีกด้านหนึ่ง มิกฮาอิล กอร์บาชอฟ พยายามที่จะปฏิรูปในสิ่งที่ไม่อาจปฏิรูปได้ ในที่สุดก็นำพาระบอบคอมมิวนิสต์ไปสู่จุดจบ

ปัจจัยที่เป็นสาเหตุที่สำคัญที่สุด น่าจะได้แก่การปฏิวัติด้านข้อมูลข่าวสารที่เริ่มต้นขึ้นในช่วงต้นถึงกลางทศวรรษ 1980 ระบอบที่รวบอำนาจแบบเบ็ดเสร็จต้องพึ่งพาการผูกขาดควบคุมข้อมูลข่าวสาร และกำลังทหาร แต่ในช่วงเวลาดังกล่าวมีการเคลื่อนไหล ของข้อมูลข่าวสารผ่านม่านเหล็กอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นด้วยเครื่องโทรสาร โทรศัพท์ และในที่สุดก็เป็นคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล

ในปี 2520 สตีฟ จ็อบส์ และสตีฟ วอซเนียค ได้บุกเบิกเปิดตัวโฮมคอมพิวเตอร์ ที่ชื่อแอปเปิล II ตามมาด้วย PC เครื่องแรกจากไอบีเอ็ม วางตลาดในปี 2524 ระบบปฏิบัติการวินโดวส์เวอร์ชั่นแรก วางจำหน่ายในปี 2528 และเวอร์ชั่นที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดได้แก่ เวอร์ชั่น 3.0 ซึ่งทำให้ PC ของไอบีเอ็มสามารถใช้งานได้ง่ายขึ้น ออกมาในวันที่ 22 พฤษภาคม 2533 เพียง 6 เดือนหลังจากกำแพงเบอร์ลินถูกทลาย

ขณะที่การพังทลายของกำแพงช่วยลดอุปสรรคขวางกั้นทางด้านกายภาพ และภูมิรัฐศาสตร์ การก่อกำเนิดของ PC และระบบปฏิบัติการวินโดวส์ก็ช่วยขจัดอุปสรรคสำคัญยิ่งใหญ่อีกประการหนึ่ง ได้แก่ ข้อจำกัดในด้านปริมาณข้อมูลข่าวสารที่บุคคลหนึ่งจะสามารถรวบรวม สร้าง ดำเนินกรรมวิธี และเผยแพร่

หน้า 16


พลัง 10 ประการ ที่ทำให้โลกระนาบ (3)

คอลัมน์ โลกระนาบ โดย รอฮีม ปรามาท ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3796 (2996)

PC ที่ทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ วินโดวส์ ทำให้ปัจเจกบุคคลนับล้านๆ สามารถสร้างเนื้อหาข้อมูล (content) ของตนเองในรูปแบบดิจิทัลเป็นครั้งแรก โดยที่เนื้อหาเหล่านี้สามารถส่งผ่านและเผยแพร่ไปได้กว้างไกล" เครก เจ. มันดี้ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคของไมโครซอฟท์กล่าว การปฏิวัติเทคโนโลยีโดยการประสานพลังกันระหว่าง แอปเปิล-ไอบีเอ็ม-วินโดวส์ ทำให้เนื้อหาข้อมูลทุกรูปแบบสามารถนำเสนอในรูปของดิจิทัล ทั้งถ้อยคำ ดนตรี ตัวเลขสัญลักษณ์ แผนที่ รูปภาพ จนถึงเสียงและวีดิทัศน์ มันดี้ระบุว่า "ผู้คนจำนวนมากสามารถสร้างเนื้อหาดิจิทัลได้อย่างสะดวกง่ายดายและเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าแต่ก่อนมาก ไม่ว่าจะอยู่ที่โต๊ะทำงาน ในครัว ห้องนอน หรือใต้ถุนบ้าน แทนที่จะต้องเข้าไปใช้เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ ซึ่งใช้ในเชิงธุรกิจเท่านั้น" สามัญชนโดยทั่วไปสามารถใช้ประโยชน์จากระบบคอมพิวเตอร์โดยไม่จำเป็นต้องเป็นโปรแกรมเมอร์

พลังระนาบที่หนึ่งนี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการทำให้โลกแบนราบ การพังทลายของกำแพงเบอร์ลิน ประสานกับการปรากฏตัวของ PC และระบบปฏิบัติการวินโดวส์คือจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนกระบวนการโลกระนาบ อันที่จริงมนุษย์ได้สร้างเนื้อหาข้อมูลของตนเองมาเป็นเวลายาวนานแล้ว ตั้งแต่ภาพวาดบนผนังถ้ำในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ผ่านเครื่องพิมพ์ของ กูเตนเบิร์กจนถึงเครื่องพิมพ์ดีด แต่ PC และเครื่องแอปเปิลที่ใช้วินโดวส์ทำให้ผู้คนเขียนเนื้อหาของตนลง "ในรูปแบบดิจิทัล" ตรงจุดนี้มีความสำคัญมากเพราะรูปแบบดิจิทัลเชิงตัวเลขในรูปของบิต (bit) และไบต์ (byte) ในระบบคอมพิวเตอร์ทำให้ผู้คนสามารถสร้าง ดัดแปลงแก้ไข เพิ่มเติมเนื้อหาข้อมูลได้บนหน้าจอแสดงผล อันเป็นกรรมวิธีที่มีคุณประโยชน์มหาศาล

เมื่อผนวกกับความก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้งในเทคโนโลยีด้านโทรคมนาคม ทำให้มนุษย์สามารถเผยแพร่เนื้อหาดิจิทัล ในช่องทางใหม่ๆ ผ่านผู้คนเป็นจำนวนมากยิ่งขึ้น ถ้าอยากเห็นภาพให้ชัดเจนขึ้นลองคิดถึงผลผลิตของคนที่มีปากกากับกระดาษ กับผลผลิตของคนที่ใช้เครื่องพิมพ์ดีด แล้วเปรียบเทียบกับสิ่งที่คนใช้คอมพิวเตอร์สามารถทำได้

ในยุคแรกๆ บิล เกตส์ ได้ตั้งคำขวัญประจำองค์กรของไมโครซอฟท์ไว้อันหนึ่งว่า เป้าหมายของบริษัทคือการมอบ "IAYF (information at your fingertips-การสร้างสรรค์ข้อมูลด้วยปลายนิ้วสัมผัส)" แก่ทุกๆ คนตามที่ผมได้กล่าวไปแล้วก่อนหน้านี้ว่า ยุคโลกาภิวัตน์ 3.0 นี้คือยุคโลกาภิวัตน์ของปัจเจกบุคคล และที่เป็นเช่นนี้ได้ส่วนใหญ่ก็ด้วย PC ของไอบีเอ็มที่ใช้วินโดวส์และบรรดาลูกหลานที่ "โคลน (clone)" เลียนแบบคอมพิวเตอร์เหล่านี้ทำให้บุคคลมีพลังอำนาจในการสร้าง กำหนด และแพร่กระจายข้อมูลด้วยปลายนิ้ว

มันดี้เล่าว่า "ผู้คนต่างมองเห็นขุมทรัพย์อยู่ตรงนี้ ต่างก็พยายามใช้ประโยชน์จากมัน ยิ่งวินโดวส์แพร่หลายเป็นระบบปฏิบัติการหลักมากขึ้น บรรดานักเขียนโปรแกรม ก็ยิ่งพากันสร้างโปรแกรมประยุกต์ สำหรับวงการธุรกิจ เพื่อให้คอมพิวเตอร์มีศักยภาพในการทำภารกิจใหม่ๆ และหลากหลายมากยิ่งขึ้น อันนำไปสู่การดำเนินธุรกิจที่ก้าวหน้าและมีประสิทธิภาพสูงขึ้น คนนับสิบๆ ล้านคนทั่วโลกก้าวสู่อาชีพโปรแกรมเมอร์เพื่อทำให้ PC สามารถทำในสิ่งที่พวกเขาต้องการได้ในภาษาของตนเอง ในที่สุดวินโดวส์ก็ได้รับการแปลถ่ายทอดให้ใช้ได้ถึง 38 ภาษา (และยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ) ผู้คนทั่วโลกสามารถใช้ PC ได้ในภาษาของตนเอง"

ในช่วงเวลานี้เองภายนอกวงการวิทยาศาสตร์เริ่มมีการค้นพบว่า ถ้าหากซื้อ PC 1 เครื่องกับโมเด็มเชื่อมโยงโทรศัพท์ จะสามารถเชื่อมต่อ PC เข้ากับสายโทรศัพท์ และส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (E-mail) ผ่านธุรกิจให้บริการอินเทอร์เน็ต เช่น CompuServe และ America Online มันดี้กล่าวว่า "การแพร่กระจายของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล โทรสาร วินโดวส์ และโมเด็มที่เชื่อมโยงเข้ากับเครือข่ายโทรศัพท์ทั่วโลก เริ่มประสานพลังกันในช่วงปลายทศวรรษ 1980 ถึงต้นทศวรรษ 1990 อันเป็นรากฐานที่นำมาซึ่งการปฏิวัติด้านข้อมูลข่าวสารในระดับโลก"

หัวใจสำคัญคือการหลอมรวมองค์ประกอบเหล่านี้เข้าด้วยกัน เป็นระบบหนึ่งเดียวที่สามารถใช้งานร่วมกัน เป็นมาตรฐานเดียวกัน เริ่มจากระบบคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรฐานเดียวกันได้แก่ PC จากไอบีเอ็ม เครื่องมือประสานที่เป็นสื่อกลางระหว่างผู้ใช้ กับเครื่องคอมพิวเตอร์เช่น โปรแกรมประมวลคำ (word processing) โปรแกรมตารางจัดการ (spreadsheets) ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกันในวินโดวส์ มาตรฐานด้านการสื่อสารอันได้แก่ โมเด็มเชื่อมโยงโทรศัพท์ กับเครือข่ายโทรศัพท์ที่เชื่อมโยงโลก เมื่อองค์ประกอบพื้นฐานต่างๆ ครบและพร้อม โปรแกรมประมวลคำ และโปรแกรมตารางจัดการที่โดดเด่น ก็ช่วยกันขับเคลื่อนข้อมูลข่าวสารออกไปอย่างกว้างขวางและยาวไกล

ไม่มีอะไรจะหยุดยั้งการนำเสนอของเนื้อหาข้อมูลในรูปแบบดิจิทัลได้ ผู้คนมากขึ้นเรื่อยๆ เชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ที่ใช้วินโดวส์เข้ากับเครือข่ายสื่อสารทั่วโลก และยิ่งแพร่กระจายรวดเร็วขึ้นหลังจากการล่มสลายของกำแพงเบอร์ลินในปี 2532 (และจีน อินเดียเริ่มเปิดประเทศก้าวสู่ระบบเศรษฐกิจโลก) ถ้อยคำ ดนตรี รูปภาพ ข้อมูล วีดิทัศน์ สามารถส่งผ่านแลกเปลี่ยนกันได้ในระดับโลกในรูปแบบดิจิทัล

การจำกัดทางการเมืองต่อปัจเจกบุคคลล่มสลายลงไปพร้อมกับกำแพงเบอร์ลิน (แม้จะยังคงมีการใช้อำนาจบีบบังคับ และกำลังกดขี่ปรากฏอยู่ในบางพื้นที่) ข้อจำกัดในการปฏิบัติก็สูญหายไปจากการปรากฏตัวของ PC และเครื่องแอปเปิลที่ใช้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์เชื่อมโยงโมเด็ม

ปรากฏการณ์ทั้ง 2 ประสานกันทำให้ปัจเจกบุคคลสามารถสัมผัสกับความหลากหลายและกว้างไกลในโลกแห่งระนาบ หลากหลายเพราะมนุษย์สามารถสร้างเนื้อหาในรูปแบบต่างๆ และรูปแบบใหม่ๆ ได้มากมาย กว้างไกล เพราะมนุษย์สามารถแลกเปลี่ยนเนื้อหากับเพื่อนมนุษย์ได้เป็นจำนวนมาก ทุกหนแห่ง

มันดี้กล่าวว่า "โครงสร้างพื้นฐานในยุคต้นๆ เหล่านี้ยังมีข้อจำกัดอยู่มาก และโครงสร้างพื้นฐานบางอย่างก็ยังไม่ปรากฏตัว" ยังไม่มีอินเทอร์เน็ตแบบที่เรารู้จักกันในทุกวันนี้ โปรโตคอลมหัศจรรย์ที่สามารถเชื่อมโยงทุกคนและทุกอย่างยังไม่เกิด ในช่วงเวลานั้นเครือข่ายการเชื่อมโยง หรือที่เรียกว่า เน็ตเวิร์ก มีเพียงโปรโตคอลพื้นฐานสำหรับการแลกเปลี่ยนแฟ้มข้อมูล และอีเมล์ ผู้ใช้บริการของ AOL สามารถสื่อสารกับผู้ใช้บริการของ CompuServe ผ่านทางคอมพิวเตอร์ได้ แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายและไม่อาจไว้วางใจระบบได้ โปรแกรม เมอร์อาจสร้างโปรแกรมที่ทำให้คอมพิวเตอร์สื่อสาร และทำงานร่วมกันได้เป็นระบบ แต่โดยทั่วไปแล้วระบบเหล่านี้จำกัดอยู่แต่เฉพาะเครือข่ายของคอมพิวเตอร์ ในบริษัทเพียงบริษัทเดียว ผลลัพธ์ก็คือ ผลงานสร้างสรรค์และข้อมูลจำนวนมากถูกเก็บสะสมอยู่ในคอมพิวเตอร์ และมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะแลกเปลี่ยนหรือส่งผ่านไปยังคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆ

หน้า 50


พลัง 10 ประการ ที่ทำให้โลกระนาบ (4)

คอลัมน์ โลกระนาบ โดย รอฮีม ปรามาท ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3797 (2997)

ช่วงเวลาจาก 11/9 พ.ศ.2532 ถึงกลางทศวรรษตั้งแต่ต้นปี 2533 นับเป็นยุคแห่งความก้าวหน้าในการเพิ่มศักยภาพของมนุษย์ ถ้าหากมองย้อนกลับไปอาจกล่าวได้ว่าเป็นยุคที่ "ฉันและเครื่องมือของฉัน สามารถสื่อสารกันได้ดียิ่งขึ้นและเร็วขึ้น ดังนั้นฉันจึงทำภารกิจได้มากขึ้น" และเป็นยุคที่ "ฉันและเครื่องมือของฉัน สามารถสื่อสารกับเพื่อนร่วมงานและคนอื่นๆ ในที่ทำงานได้ดียิ่งขึ้นและรวดเร็วขึ้น ดังนั้นพวกเราจึงสามารถสร้างผลงานได้มากยิ่งขึ้น"

ตามที่ผมได้กล่าวไปแล้ว ด้วยการเชื่อมต่อในลักษณะเช่นนี้ช่วยตอกตะปูปิดฝาโลงระบอบคอมมิวนิสต์ เนื่องเพราะเครื่องมือที่สามารถยกระดับของพลังในการผลิตของฝ่ายตะวันตก (PC โทรสาร โมเด็ม) ได้ทำให้การสื่อสารในแนวราบระหว่างบุคคลต่อบุคคลในฝั่งตะวันออกพัฒนาก้าวหน้าไปมาก ถึงแม้ว่าจะยังเป็นเครื่องมือที่หายากจนในที่สุดได้นำไปสู่การล่มสลายของระบอบคอมมิวนิสต์

ในยุคใหม่ที่น่าตื่นตาตื่นใจนี้ยังมีความแปลกแยกบางอย่างปรากฏอยู่ แม้ว่าในช่วงเวลานั้นแทบไม่มีใครสังเกตเห็น ไม่เพียงชาวอเมริกันและชาวยุโรปที่ร่วมเฉลิมฉลองกับประชาชนของสหภาพโซเวียต เมื่อกำแพงเบอร์ลินได้พังทลายลง และประกาศว่าเป็นเพราะพวกตน แต่ยังมีบุคคลอื่นที่ยกแก้วฉลอง เป็นแก้วซึ่งไม่ได้บรรจุแชมเปญ แต่เป็นกาแฟเตอร์กีสรสเข้ม นามของเขาคือ โอซามา บิน ลาเดน และเขามีเรื่องเล่าที่แตกต่างออกไป

ตามทรรศนะของเขาสหภาพโซเวียตล่มสลายลงด้วยน้ำมือของกลุ่มนักรบจิฮัดในอัฟกานิสถาน ซึ่งเขาเป็นสมาชิกร่วมอยู่ด้วย กองกำลังเหล่านี้ (ด้วยการช่วยเหลือสนับสนุนบางด้านกำลังทหารของสหรัฐและปากีสถาน) ที่บีบให้กองทัพแดง ต้องถอนตัวออกจากอัฟกานิสถาน และเมื่อภารกิจเสร็จสมบูรณ์สหภาพโซเวียต ถอนกำลังทหารกลุ่มสุดท้าย ออกจากอัฟกานิสถานวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2532 และ 9 เดือนก่อนหน้าการพังทลายของกำแพงเบอร์ลิน บิน ลาเดน ก็พบว่าบ้านเกิดเมืองนอนของเขาก็มีกองกำลังของมหาอำนาจเข้ามาตั้งมั่นอยู่เป็นจำนวนมากด้วยเช่นกัน นั้นคือกำลังทหารของสหรัฐในซาอุดีอาระเบีย ประเทศอันมีเมืองศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาอิสลามถึงสองเมือง เขาไม่ชอบสถานการณ์เช่นนี้เลย

ดังนั้น ในขณะที่ฝ่ายตะวันตกและฝ่ายตะวันออกเริงระบำกันบนซากปรักหักพังของกำแพง ลิ้มรสชาติอันมหัศจรรย์ของแอปเปิล และเปิดวินโดวส์ขึ้นใช้งาน ต่างเชื่อมั่นว่าไม่มีอุดมการณ์อื่นใดที่จะเป็นคู่แข่งของระบบทุนนิยมตลาดเสรี แต่บิน ลาเดน กำลังเล็งปืนไปที่สหรัฐ ทั้งบิน ลาเดน และ โรนัลด์ เรแกน มองสหภาพโซเวียตเป็น "จักรวรรดิปีศาจ"

แต่บิน ลาเดน ก็มองว่าสหรัฐคือปีศาจตนหนึ่งด้วยเช่นกัน เขามีอุดมการณ์ทางเลือกนอกเหนือไปจากระบบทุนนิยมตลาดเสรีนั้น คือ รัฐอิสลาม อันที่จริงเมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลาย เขาไม่คิดว่าเป็นชัยชนะ แต่เป็นการสร้างความกล้าหาญและกำลังใจ เขาไม่ได้หลงใหลในพื้นที่เวทีที่กว้างขวางใหญ่โต เขารู้สึกรังเกียจด้วยซ้ำ และที่สำคัญเขาไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว

บางคนอาจคิดว่า โรนัลด์ เรแกน เป็นผู้ทลายกำแพงด้วยการทำให้สหภาพโซเวียตล้มละลายทางเศรษฐกิจ จากการแข่งขันกันสะสมอาวุธ บางคนอาจคิดว่าไอบีเอ็ม สตีฟ จ็อบส์ และ บิล เกตส์ คือผู้ทำลายกำแพงด้วยการทำให้ปัจเจกบุคคลสามารถดาวน์โหลดอนาคต

แต่อีกฟากหนึ่งของโลกในดินแดนมุสลิมหลายคนคิดว่า บิน ลาเดน และสหายของเขาคือผู้ทลายมหาอาณาจักรโซเวียต และกำแพงเบอร์ลิน ด้วยความยึดมั่นศรัทธาในศาสนา และคนจำนวนหลายล้านได้รับแรงบันดาลใจให้อัพโหลดอดีต

กล่าวโดยย่อก็คือ ขณะที่ผู้คนกำลังเฉลิมฉลองวาระ 11/9 เมล็ดพันธุ์แห่งประวัติศาสตร์อันระทึกในวาระ 9/11 ก็ได้ถูกหว่านโรยลงดังจะกล่าวถึงรายละเอียดในภายหลัง ในตอนนี้เรามาดูการแบนราบของโลกกันต่อไป

พลังระนาบที่ 2

8/9/95

ยุคแห่งการเชื่อมต่อครั้งใหม่ : เมื่อเว็บแพร่หลายและเน็ตสเคปกลายเป็นมหาชน

ช่วงกลางทศวรรษตั้งแต่ต้นปี 2533 เป็นยุคเฟื่องฟูของ PC-วินโดวส์ เป็นเรื่องน่าพิศวงที่ภายในเวลาไม่นานนักผู้คนทั่วโลก ก็สามารถสร้างเนื้อหาข้อมูลในรูปแบบดิจิทัลได้อย่างกว้างขวาง แต่นี่ยังไม่ใช่ความสำเร็จสูงสุด ยังขาดระบบเชื่อมต่อที่จะทำให้สามารถส่งเนื้อหาข้อมูลดิจิทัลไปได้อย่างกว้างขวางด้วยต้นทุนที่ต่ำ เพื่อคนอื่นๆ จะสามารถใช้เนื้อหาข้อมูลเหล่านั้นหรือใช้ทำงานร่วมกันได้

ในช่วงกลางทศวรรษตั้งแต่ต้นปี 2533 เครื่องมือระนาบอันน่าพิศวง 3 อย่างได้ถือกำเนิดได้แก่ อินเทอร์เน็ต (internet) อันเป็นเครื่องมือในการเชื่อมต่อในระดับโลกที่มีค่าใช้จ่ายน้อย และสิ่งที่ตามมาก็คือ เวิรลด์ไวด์เว็บ (world wide web) ประหนึ่งอาณาจักรมหัศจรรย์ที่บุคคลถ่ายโอนเนื้อหาดิจิทัลไปบรรจุไว้เพื่อให้คนอื่นๆ สามารถเข้าถึงได้ และสุดท้ายคือ เว็บบราวเซอร์ (web browser) โปรแกรมซึ่งทำให้ผู้คนเข้าถึงข้อมูลหรือเว็บเพจ (web page) ที่เก็บอยู่ภายในเว็บไซต์ (web site) โดยแสดงผลที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ด้วยวิธีการใช้งานที่ง่ายดาย ทำให้ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว นี่คือการปฏิวัติระบบเชื่อมต่อที่เป็นพลังสำคัญยิ่งในการทำให้โลกระนาบ

เวิรลด์ไวด์เว็บเป็นระบบในการสร้าง จัดเก็บ และเชื่อมโยงข้อมูล เพื่อให้สามารถท่องไปในโลกแห่งอินเทอร์เน็ต สร้างและพัฒนาขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญคอมพิวเตอร์ชาวอังกฤษ ทิม เบอร์เนอร์ส-ลี (Tim Berners-Lee) ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการทำให้โลกแบนราบ

ขณะที่เขาเป็นที่ปรึกษาของ CERN (องค์การเพื่อการวิจัยด้านนิวเคลียร์แห่งยุโรป) ได้สร้างระบบเวิรลด์ไวด์เว็บ และโพสต์เว็บไซต์แรกขึ้นในปี 2534 เป็นความพยายามที่จะสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อให้นักวิทยาศาสตร์ สามารถศึกษาแลกเปลี่ยนงานวิจัยกันได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น

โทรศัพท์และโมเด็มเป็นเครือข่ายเชื่อมโยงทางกายภาพของคอมพิวเตอร์ทั่วโลก แต่มันไม่ได้เชื่อมโยงเราเข้าสู่อินเทอร์เน็ต ยังขาดเครื่องมือบางอย่างที่ทำให้เราสามารถท่องไปในโลกแห่งอินเทอร์เน็ตได้ ในเวลานั้นมีระบบรับ-ส่งอีเมล์ และเครือข่ายที่เชื่อมโยงติดต่อกันได้ผ่านทางอินเทอร์เน็ต แต่การส่งผ่านแลกเปลี่ยนข้อมูลยังใช้เทคนิคขั้นต้น เพราะยังไม่มีเว็บไซต์ เว็บเพจ และเว็บบราวเซอร์ ในการปลุกให้ข้อมูลในคอมพิวเตอร์มีชีวิต และที่แย่ที่สุดคือยังไม่มีหนทางในการท่องสำรวจหรือค้นหาข้อมูลเหล่านี้

การสร้างเวิรลด์ไวด์เว็บขึ้นเป็นครั้งแรก นับเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญที่ทำให้อินเทอร์เน็ตมีชีวิต และกลายเป็นเครื่องมือในการเชื่อมต่อ และประสานพลัง ไม่ใช่เครื่องมือที่ใช้ได้แต่เพียงผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์เท่านั้น

แม้ว่าผู้คนมักใช้คำว่า "เวิรลด์ไวด์เว็บ" และคำว่า "อินเทอร์เน็ต" ในความหมายที่เหมือนกัน แต่อันที่จริงมันไม่เหมือนกัน เบอร์เนอร์ส-ลี เขียนอธิบายไว้ในเว็บไซต์ของเขาว่า "อินเทอร์เน็ต (net) เป็นเครือข่ายของเครือข่ายโดยพื้นฐานแล้ว ประกอบด้วยคอมพิวเตอร์และสายโทรศัพท์เชื่อมต่อ สิ่งที่ วินต์ เซิร์ฟ กับ บ็อบ คาห์น (Vint Cerf/Bob Kahn ผู้สร้างอินเทอร์เน็ต) ทำคือการสร้างเครือข่ายเชื่อมต่อที่สามารถส่งผ่านกลุ่มข้อมูล (packet) ได้จำนวนหนึ่ง

นี่คือคุณประโยชน์ของอินเทอร์เน็ต การส่งข้อมูลจำนวนหนึ่งไปยังที่แห่งใดแห่งหนึ่งบนโลกภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที ก่อนหน้านี้มีโปรแกรมจำนวนมากที่ใช้บนอินเทอร์เน็ต ตัวอย่างเช่น จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ใช้กันยาว นานก่อนที่ผมจะประดิษฐ์ระบบข้อความหลายมิติ ไฮเปอร์เท็กซต์ (Hypertext) และเรียกว่า "เวิรลด์ไวด์เว็บ"

หน้า 50


พลัง 10 ประการ ที่ทำให้โลกระนาบ (5)

คอลัมน์ โลกระนาบ โดย รอฮีม ปรามาท ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 05 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3798 (2998)

เวิรลด์ ไวด์ เว็บ คืออะไร โลกไซเบอร์อันน่าทึ่งซึ่งเป็นเหมือนเอกภพคู่ขนานเป็นฉันใด เบอร์เนอร์ส-ลี อธิบายว่า "เว็บ คือ อาณาจักรแห่งข้อมูลข่าวสาร ในเน็ตคุณจะพบกับคอมพิวเตอร์มากมาย ส่วนในเว็บคุณจะพบเอกสาร เสียง วิดีทัศน์ ข้อมูล ในเน็ตสิ่งที่เชื่อมต่อระหว่างคอมพิวเตอร์คือสายนำสัญญาณ แต่ในเว็บสิ่งที่เชื่อมต่อคือไฮเปอร์เท็กซ์ ลิงก์ (hypertext links) เว็บดำรงอยู่ได้ด้วยโปรแกรมที่ทำหน้าที่ติดต่อสื่อสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในเน็ต เว็บจะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ ถ้าปราศจากเน็ต เว็บทำให้เน็ตมีประโยชน์มากมายหลากหลาย เพราะมนุษย์ทุกคนล้วนต้องการข้อมูลข่าวสาร (รวมทั้งองค์ความรู้และภูมิปัญญา) และเว็บทำให้มนุษย์เข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้โดยง่าย โดยไม่จำเป็นต้องเข้าใจถึงระบบการทำงานอันซับซ้อนของคอมพิวเตอร์และสายนำสัญญาณ"

เว็บไซต์แรกที่ เบอร์เนอร์ส-ลี สร้างขึ้น (เป็นเว็บไซต์แรกของโลก) ได้แก่ http://info.cern.ch เริ่มปรากฏตัวในวันที่ 6 สิงหาคม 2534 โดยมีเนื้อหาอธิบายถึง การทำงานของ เวิรลด์ ไวด์ เว็บ จะหาโปรแกรมบราวเซอร์ได้ที่ไหน และการจัดตั้ง เว็บเซิร์ฟเวอร์ (web server) นิตยสารไทม์ ฉบับประจำวันที่ 14 มิถุนายน 2542 ยกย่องให้เบอร์เนอร์ส-ลี เป็นหนึ่งในบุคคลร้อยคนที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในศตวรรษที่ 20 โดยกล่าวสดุดีถึงนวัตกรรมของเขาโดยย่อดังนี้

โทมัส เอดิสัน ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ประดิษฐ์หลอดไฟ แต่เขาก็มีลูกมือช่วยทำงานในห้องทดลองนับสิบคน วิลเลี่ยม ชอคลี่ย์ ได้รับการขนานนามว่าเป็นบิดาแห่งทรานซิสเตอร์ แต่ผู้ที่สร้างจริงๆ แล้วคือนักวิทยาศาสตร์ผู้ช่วยการวิจัยสองท่าน ส่วนอินเทอร์เน็ต โปรโตคอล การสลับกลุ่มข้อมูล (packet switching) อาจกล่าวได้ว่า ถูกสร้างขึ้นโดยกลุ่มบุคคลที่เป็นคณะกรรมการ แต่เวิรลด์ ไวด์ เว็บ เป็นผลงานของเบอร์เนอร์ส-ลี เพียงผู้เดียว

เขาเป็นผู้สร้างและต่อสู้เพื่อให้ เวิรลด์ ไวด์ เว็บเป็นแหล่งข้อมูลเปิดกว้าง ไม่มีการอ้างกรรมสิทธิ์ หรือจดทะเบียนระบบ และไม่เสียค่าใช้จ่าย เขาทำให้ระบบรหัส HTML (hypertext markup language) ซึ่งเรียนรู้ได้ง่าย ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง และกลายเป็นภาษาสากลของเว็บ เป็นกรรมวิธีที่ผู้สร้างเนื้อหาในเว็บสร้างเอกสาร ใส่เส้นสีใต้ข้อความเพื่อทำลิงก์ข้อความ หรือใส่รูป หรือเนื้อหาชนิดอื่นๆ เขาได้ออกแบบแบบแผนการกำหนดที่อยู่ ทำให้แต่ละเว็บมีตำแหน่งเฉพาะของตัว หรือที่เรียกว่า URL (universal resource locator) เขาได้สร้างข้อกำหนดมาตรฐานในการเชื่อมโยงถ่ายโอนแฟ้มข้อมูล และการสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์ใน อินเทอร์เน็ต เขาตั้งชื่อกฎชุดนี้ว่า "HTTP (Hyper Text Transfer Protocol)"

และในวันที่ 7 เบอร์เนอร์ส-ลี ก็ได้สร้าง โปรแกรมเว็บบราวเซอร์โปรแกรมแรกของโลกขึ้น เพื่อให้ผู้ใช้ทุกแห่งหนสามารถเข้าถึงผลงานการสร้างสรรค์ของเขาได้จากหน้าจอคอมพิวเตอร์ ปี 2534 เมื่อเวิรลด์ ไวด์ เว็บ ปรากฏตัวขึ้นครั้งแรก พลันโลกไซเบอร์ซึ่งเคยสงบเงียบ เป็นระเบียบ ก็เข้าสู่ยุคของความสับสน อลหม่าน และยุ่งเหยิง นับจากนั้นเป็นต้นมา อินเทอร์เน็ตและเว็บก็เป็นหนึ่งเดียวกัน และเติบโตขึ้นเคียงคู่กันในอัตราทวีคูณ ภายใน 5 ปี จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทวีจำนวนขึ้นจาก 6 แสนคน เป็น 40 ล้านคน ในช่วงเวลาหนึ่งจำนวนผู้ใช้เพิ่มขึ้นถึงเท่าตัวทุกๆ 53 วัน

นวัตกรรมที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าผลงานของ เบอร์เนอร์ส-ลี ช่วยให้อินเทอร์เน็ต และเว็บแพร่หลายได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ทั้งในแง่ของการเป็นเครื่องมือในการติดต่อและเชิงพาณิชย์ ได้แก่ การสร้าง โปรแกรม บราวเซอร์เชิงพาณิชย์ที่ใช้ง่ายและติดตั้งสะดวก

หลังจากการสร้างสรรค์ของ เบอร์เนอร์ส-ลี นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญหลายรายได้พากันสร้างบราวเซอร์หลายรูปแบบ เพื่อใช้ในการท่องเว็บในยุคต้นๆ นี้ แต่โปรแกรมบราวเซอร์เชิงพาณิชย์โปรแกรมแรกที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง สร้างขึ้นโดยบริษัทเล็กๆ ที่เมาเทนวิว รัฐแคลิฟอร์เนีย ชื่อว่า เน็ตสเคป

เน็ตสเคปเข้าสู่สถานะบริษัทมหาชนในตลาดซื้อขายหลักทรัพย์ในวันที่ 9 สิงหาคม 2538 นับจากนั้นโลกก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

จอห์น ดูเออร์ นักลงทุนระดับตำนาน เจ้าของบริษัท Kleiner Perkins Caulfield & Byers ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนเน็ตสเคป กล่าวว่า "การเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ของเน็ตสเคป คือเสียงแตรสัญญาณปลุกให้โลกตื่นขึ้นสู่ยุคแห่งอินเทอร์เน็ต ก่อนหน้านี้ อินเทอร์เน็ตเป็นเพียงประชาคมของผู้เชี่ยวชาญและผู้คลั่งไคล้คอมพิวเตอร์เพียงไม่กี่คน"

เน็ตสเคปคือพลังระนาบที่ยิ่งใหญ่ ด้วยเหตุผล หลายประการ แรกทีเดียวบราวเซอร์เน็ตสเคปไม่เพียงแต่ปลุกอินเทอร์เน็ตให้มีชีวิต แต่ยังทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ตั้งแต่เด็กอายุ 5 ขวบ จนถึงผู้สูงอายุวัย 95 ปี ยิ่งอินเทอร์เน็ตมีชีวิตชีวา มีสีสันมากขึ้น ผู้คนจำนวนมาก หลากหลายระดับ ก็ยิ่งเข้าสู่เว็บเพื่อทำสิ่งต่างๆ มากขึ้น และยิ่งทำให้เกิดความต้องการเครื่องคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ และเครือข่ายโทรคมนาคม ที่จะสามารถแปลงถ้อยคำ ข้อมูล และภาพ เป็นข้อมูลดิจิทัลได้อย่างสะดวกง่ายดาย และส่งผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตไปยังคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆ

ความต้องการเหล่านี้มีปัจจัยหนุนส่งอีกแรง ด้วยการเปิดตัวของ Windows 95 ซึ่งวางจำหน่ายหลังจากเน็ตสเคปเข้าสู่ตลาดหุ้น 15 วัน ไม่นานนัก Windows 95 ก็กลายเป็นระบบปฏิบัติการที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดทั่วโลก และสิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาจากรุ่นก่อนๆ ได้ ระบบสนับสนุนการใช้งาน อินเทอร์เน็ตที่บรรจุไว้ภายในโปรแกรม นั่นหมายความว่า นับจากนี้ไม่เพียงแต่โปรแกรมบราวเซอร์เท่านั้นที่มองเห็น และเข้าถึงอินเทอร์เน็ต แต่ทุกแอปพลิเคชั่น ทุกโปรแกรมของ PC จะสามารถมองเห็นและมีปฏิสัมพันธ์กับอินเทอร์เน็ต

เมื่อมองย้อนกลับไป สิ่งที่ทำให้เน็ตสเคปเฟื่องฟูอย่างรวดเร็ว ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์นับล้านเครื่องที่มีอยู่แล้วในยุคนั้น โดยที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นจำนวนมากได้ติดตั้งโมเด็มไว้แล้ว สิ่งเหล่านี้คือบันไดให้เน็ตสเคปเดินก้าวย่างขึ้นไป เน็ตสเคปสร้างคิลเลอร์ แอปพลิเคชั่นตัวใหม่คือโปรแกรมบราวเซอร์ให้กับ PC เหล่านี้ ทำให้คอมพิวเตอร์ และระบบเชื่อมต่อ เป็นประโยชน์ต่อผู้คนนับล้านๆ คนมากยิ่งขึ้น

สถานการณ์เช่นนี้นำไปสู่การจุดกระแสความต้องการทำทุกสิ่งให้เป็นดิจิทัล และความเฟื่องฟูอย่างรวดเร็วของธุรกิจอินเทอร์เน็ต เพราะบรรดานักธุรกิจ นักลงทุนต่างได้ข้อสรุปว่า ถ้าทุกสิ่งทุกอย่างสามารถแปลงให้เป็นข้อมูลเชิงดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลข่าวสาร คำสั่งซื้อขาย รายการบัญชี ข้อมูลเชิงธุรกิจการค้า หนังสือ เพลง รูปภาพ ความบันเทิงหลากรูปแบบ และสามารถส่งผ่าน หรือซื้อขายผ่านทางอินเทอร์เน็ต จะทำให้อุปสงค์ด้านสินค้าและบริการบนพื้นฐานของอินเทอร์เน็ต มีปริมาณไม่มีที่สิ้นสุด

ด้วยการเล็งผลเลิศเช่นนี้ นำไปสู่ภาวะฟองสบู่ของหุ้นประเภทดอต-คอม (dot-com) และการทุ่มลงทุนจำนวนมหาศาล ในเคเบิลใยแก้วนำแสง เพื่อนำพาข้อมูลดิจิทัลทุกชนิด และด้วยพัฒนาการเช่นนี้ ทำให้ทั่วทั้งโลกถูกเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน เป็นระนาบเดียวกัน โดยที่ไม่มีใครคาดคิดหรือวางแผนล่วงหน้า ทำให้เมืองบังกาลอร์ในอินเดียอยู่ใกล้ชิดกับบอสตัน อีกฟากมหาสมุทร อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ต่อไปเราจะมองย้อนดูถึงพัฒนาการในแต่ละขั้นตอน

เมื่อผมเข้าพบ จิม บาร์คสเดล อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของเน็ตสเคป เพื่อสัมภาษณ์ข้อมูลในการเขียนหนังสือเล่มนี้ ผมอธิบายว่า ในบทต้นๆ ของหนังสือจะเล่าถึงนวัตกรรม ปรากฏการณ์ และแนวโน้ม 10 ประการที่ทำให้โลกระนาบ ปรากฏการณ์แรกได้แก่ 11/9 และผมก็ได้เล่าให้ฟังถึงความสำคัญของปรากฏการณ์ดังกล่าว แล้วผมก็ถามว่า ท่านทายได้ไหมว่าปรากฏการณ์ที่สองที่เกิดขึ้นเมื่อ 8/9 คืออะไร ผมบอกเพียงแค่นั้น บาร์คสเดลใช้เวลาแวบเดียว ตอบคำตอบสุดท้ายว่า "วันที่ เน็ตสเคปกลายเป็นบริษัทมหาชน"

หน้า 50


พลัง 10 ประการ ที่ทำให้โลกระนาบ (6)

คอลัมน์ โลกระนาบ  โดย รอฮีม ปรามาท  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 08 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3799 (2999)

บาร์คสเดล คือนักธุรกิจผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งในสหรัฐ เขาช่วยพัฒนาระบบติดตามค้นหา (tracking and tracing system) พัสดุของ Federal Express จากนั้นก็ย้ายไปอยู่กับ McCaw Cellular บริหารจนกลายเป็นบริษัทโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐ และในการควบกิจการกับ AT&T ในปี 2537 เขาก็เป็นบุคคลที่ดูแลกระบวนการควบรวม แต่ก่อนหน้าที่การซื้อขายแลกเปลี่ยนหุ้นจะเสร็จสิ้น เขาก็ได้รับการทาบทามให้ไปดำรงตำแหน่ง CEO ของบริษัทที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นใหม่ชื่อ Mosaic Communications ของสองผู้สร้างนวัตกรรมซึ่งกลายเป็นประวัติศาสตร์ไปแล้ว ได้แก่ จิม คลาร์ก และ มาร์ก แอนเดรสเซ่น (Jim Clark/Marc Andreessen)

กลางปี 2537 คลาร์ก ผู้ก่อตั้ง Silicon Graphics ได้จับมือกับแอนเดรสเซ่น ตั้งบริษัท Mosaic ซึ่งในเวลาไม่นานนัก ได้เปลี่ยนชื่อเป็น Netscape Communications ในเวลานั้น แอนเดรสเซ่น เป็นนักคอมพิวเตอร์หนุ่ม ผู้หลักแหลม เป็นหัวหอกในการริเริ่มโครงการสร้างซอฟต์แวร์ขนาดเล็กที่ National Center for Supercomputing Applications (NCSA) โดยมีฐานอยู่ที่มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์

สร้างและพัฒนาโปรแกรมเว็บบราวเซอร์ แบบสะดวกใช้ขึ้นเป็นครั้งแรก มีชื่อว่า โมเซอิก (Mosaic) ในเวลาไม่นาน คลาร์ก และแอนเดรสเซ่นได้เล็งเห็นถึงศักยภาพในเชิงพาณิชย์ ของซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการท่องเว็บ จึงตกลงใจร่วมมือกันทำธุรกิจด้านนี้ เมื่อเน็ตสเคปเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งสองจึงหันไปขอความช่วยเหลือจากบาร์คสเดล ในการบริหารและนำบริษัทเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์

ทุกวันนี้หลายคนอาจจะลืมเลือน หรือไม่รู้จัก โปรแกรมเน็ตสเคป แต่เทคโนโลยีนี้คือ นวัตกรรมที่สำคัญที่สุดชิ้นหนึ่ง ในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ที่ห้องปฏิบัติการของ NCSA ที่มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ แอนเดรสเซ่น มีทั้ง PC สถานีงาน และเครือข่ายการเชื่อมต่อพื้นฐาน ที่สามารถเคลื่อนย้ายแฟ้มข้อมูลผ่านทางอินเทอร์เน็ต แต่มันยังไม่ดึงดูดใจมากนัก เพราะวิธีการใช้ไม่ใช่เรื่องง่าย ยังไม่มีตัวประสาน (interface) อย่างง่าย และเร้าใจ ในการเรียกและแสดงเนื้อหาข้อมูลจากเว็บไซต์ต่างๆ ดังนั้น แอนเดรสเซ่น และอีริก บิน่า ผู้ช่วยงานเต็มเวลา จึงเริ่มพัฒนาโปรแกรมบราวเซอร์ที่ใช้งานได้ง่าย มีรูปแบบการแสดงผลที่ทำงานได้กับคอมพิวเตอร์หลากหลายชนิด ผลลัพธ์ก็คือ เว็บบราวเซอร์ที่มีชื่อว่า โมเซอิก

แอนเดรสเซ่น เฝ้าตรวจสอบ รับฟังความคิดเห็น และข้อเสนอแนะจากผู้ใช้งานทุกคน เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาปรับปรุงบราวเซอร์ ให้มีประสิทธิภาพ และใช้งานง่ายตรงกับความต้องการมากที่สุด ซึ่งทำให้บราวเซอร์ของเขาได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว กล่าวสั้นๆ ก็คือ โมเซอิก ทำให้ทุกคนไม่ว่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ นักเรียนนักศึกษา คนโง่เขลาเบาปัญญา เด็กอนุบาล จนถึงคุณปู่ คุณย่า สามารถเข้าดูเว็บไซต์ได้ มาร์ก แอนเดรสเซ่น ไม่ได้สร้างอินเทอร์เน็ต หรือเวิรลด์ไวด์เว็บ แต่เขามีบทบาทสำคัญในประวัติ ศาสตร์ ในฐานะที่เป็นผู้ปลุกอินเทอร์เน็ต และเวิรลด์ไวด์เว็บให้มีสีสัน และใช้งานได้ง่ายดาย

แอนเดรสเซ่นเล่าว่า "บราวเซอร์ โมเซอิก เริ่มใช้งานครั้งแรกในปี 2536 มีผู้ใช้จำนวน 12 คน ผมรู้จักดีทุกคน" ในเวลานั้นมีเว็บไซต์อยู่ประมาณ 50 เว็บไซต์ และส่วนใหญ่มีเพียงเว็บเพจเดียว "การสร้างและพัฒนาโมเซอิก ได้รับเงินอุดหนุนจาก National Science Foundation แต่อันที่จริงเงินทุนที่ได้รับไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างโปรแกรมนี้โดยตรง คณะของเรามีภารกิจในการสร้างซอฟต์แวร์ ที่ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถใช้งานซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ที่ตั้งอยู่ในสถานที่ห่างไกล ผ่านทางการเชื่อมโยง ดังนั้น เราจึงสร้าง (บราวเซอร์ตัวแรกขึ้นเป็น) ซอฟต์แวร์ ที่ช่วยให้บรรดานักวิจัยสามารถท่องสำรวจงานวิจัยของกันและกันได้ ผมมองว่ามันเป็นวงจรสร้างผลสะท้อนกลับในเชิงบวก กล่าวคือ ยิ่งผู้คนใช้บราวเซอร์มากขึ้น ง่ายดายขึ้น คนจำนวนมากก็ยิ่งอยากเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่าย ส่งผลให้เกิดแรงจูงใจในการสร้างเนื้อหาข้อมูลต่างๆ เครื่องมือ และโปรแกรมต่างๆ มากยิ่งขึ้น เมื่อกลไกชนิดนี้เริ่มต้นขึ้น แทบจะไม่มีอะไรที่จะหยุดมันได้ เมื่อคุณสร้างและพัฒนานวัตกรรมขึ้นมา คุณไม่แน่ใจว่า จะมีใครใช้มันหรือไม่ แต่เมื่อมันถูกใช้ เราตระหนักได้ทันทีว่า ทุกคนจะต้องยอมรับและต้องการใช้มัน คำถามประการเดียวที่เหลืออยู่ก็คือ มันจะแพร่หลายไปได้เร็วแค่ไหน และจะมีอุปสรรคอะไรกั้นขวางบ้าง"

แอนเดรสเซ่นคิดถูก ทุกคนที่ลองใช้บราวเซอร์ของเขา รวมทั้งบาร์คสเดลด้วยต่างมีปฏิกิริยาตอบสนองไปในทางเดียวกันคือ น่าทึ่ง บาร์คสเดลย้อนระลึกถึงความหลังว่า "ทุกฤดูร้อน นิตยสารฟอร์จูน จะมีบทความยกย่องบริษัทยอดเยี่ยม 25 บริษัท ในปีนั้น (2537) โมเซอิกเป็นหนึ่งในนั้น ผมไม่เพียงแต่อ่านเรื่องราวของคลาร์กกับแอนเดรสเซ่น แต่ยังได้กล่าวกับภรรยาว่า ที่รัก นี่คือ ความคิดที่ยิ่งใหญ่ หลังจากนั้นไม่กี่สัปดาห์ต่อมา ผมได้รับโทรศัพท์ติดต่อทาบทาม จากนักล่าบุคลากร ผมตกลงไปนั่งคุยกับดูเออร์และจิม คลาร์ก และเริ่มทดลองใช้ บราวเซอร์ โมเซอิก เบต้า เวอร์ชั่น ยิ่งใช้มากเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งรู้สึกทึ่ง" นับตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษตั้งต้นปี 2523 ผู้คนจำนวนมากคุ้นเคยและเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้แล้ว บาร์คสเดลเล่าว่า ภายหลังจากพูดคุยกับดูเออร์และคลาร์ก เขากลับมาบ้าน เรียกบุตรทั้งสามคนมารวมกันที่คอมพิวเตอร์ แล้วถามแต่ละคนว่าต้องการค้นหาเรื่องอะไรจากอินเทอร์เน็ต โดยให้สัญญาว่าพวกเขาจะได้ในสิ่งที่ต้องการ "ผลลัพธ์ออกมาน่าประทับใจมาก" ผมจึงโทร.กลับไปที่ผู้ทาบทามและบอกว่า "ผมเป็นของคุณแล้ว"

เน็ตสเคปเป็นบราวเซอร์เชิงพาณิชย์โปรแกรมแรก สามารถทำงานได้กับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลของไอบีเอ็ม และเครื่องแอปเปิล แมคอินทอช หรือคอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการยูนิกซ์ (Unix) ออกวางจำหน่ายในเดือนธันวาคม 2537 ภายในเวลาหนึ่งปี ก็สามารถครอบครองตลาดไว้ได้ คุณสามารถดาวน์โหลดเน็ตสเคปไปใช้ได้ฟรี ถ้าหากกำลังศึกษาอยู่ หรือเป็นการใช้งานที่ไม่ได้แสวงหาประโยชน์เป็นผลกำไรหรือการค้า ถ้าเป็นบุคคลธรรมดาโดยทั่วไป สามารถใช้ได้ฟรีเช่นเดียวกัน แต่ถ้าต้องการใช้อย่างสมบูรณ์โดยมีบริการดูแลลูกค้า จะต้องจ่ายเงินซื้อโปรแกรมที่บรรจุอยู่ในแผ่นดิสก์ ถ้าหากเป็นบริษัทห้างร้าน จะสามารถทดลองใช้ได้ 90 วัน แอนเดรสเซ่นกล่าวว่า "หลักการก็คือ ถ้าคุณมีกำลังทรัพย์จะจ่ายเงินซื้อได้ ก็โปรดอุดหนุนเราด้วย แต่ถ้าไม่ซื้อ เราก็ยังให้คุณใช้ต่อไปได้" คำถามที่ตามมาก็คือ ทำไมต้องทำเช่นนี้ เหตุผลเป็นเพราะ จำนวนผู้ใช้งานที่เพิ่มขึ้น จะกระตุ้นให้เครือข่ายเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อลูกค้าที่จ่ายเงินซื้อ และมันได้ผล

"เราสร้างบราวเซอร์ เน็ตสเคป" บาร์คสเดลกล่าว "แล้วผู้คนจำนวนมากก็พากันดาวน์โหลดโปรแกรมไปทดลองใช้ 3 เดือน ผมไม่เคยพบเห็นปรากฏการณ์เช่นนี้มาก่อน สำหรับบรรดาธุรกิจขนาดใหญ่และหน่วยงานของรัฐบาล เน็ตสเคปทำให้องค์กรเหล่านี้ สามารถเชื่อต่อกันด้วยระบบเครือข่าย และเผยแพร่แลกเปลี่ยนเนื้อหาข้อมูลระหว่างกันด้วยระบบ ชี้และคลิก (point-and-click system) ที่มาร์ก แอนเดรสเซ่น ประดิษฐ์ขึ้น ทำให้มนุษย์โดยทั่วไปสามารถใช้ และได้รับประโยชน์จากอินเทอร์เน็ต ไม่จำกัดเฉพาะนักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น นี่คือการปฏิวัติอย่างแท้จริง แล้วเราก็เชื่อมั่นว่า มันจะโตขึ้น โตขึ้น และโตขึ้น"

หน้า 50


พลัง 10 ประการ ที่ทำให้โลกระนาบ (7)

คอลัมน์ โลกระนาบ โดย รอฮีม ปรามาท ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3800 (3000) 

ไม่มีอะไรจะหยุดยั้งเน็ตสเคปได้ และนี่คือเหตุผลที่ทำให้เน็ตสเคปเป็นพลังสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้โลกระนาบ ด้วยการทำให้อินเทอร์เน็ตเป็นเครือข่ายที่เชื่อมโยงอย่างกว้างขวางอย่างแท้จริง ถ้าย้อนกลับไปดูในพลังระนาบแรก การพังทลายลงของกำแพงเบอร์ลินและ PC- วินโดวส์ ช่วยทำให้โลกระนาบในระดับหนึ่ง บุคคลสามารถติดต่อสื่อสารกันด้วยอีเมล์ และการสื่อสารภายในบริษัทก็สามารถทำได้ทางอีเมล์ แต่ติดต่อได้ในวงจำกัดเท่านั้น โปรแกรมสื่อสารทางอินเทอร์เน็ตโปรแกรมแรกของ ซิสโก (Cisco) สร้างขึ้นโดยคู่สามีภรรยาแห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ที่ต้องการติดต่อกันด้วยอีเมล์

แอนเดรสเซ่นเล่าว่า "ในเวลานั้นเครือข่ายภายในองค์กรมีลักษณะเฉพาะและแยกขาดออกจากกัน แต่ละเครือข่ายมีการจัดรูปแบบการเก็บข้อมูล (format) และโปรโตคอลของตนเอง รวมทั้งมีกรรมวิธีในการสร้างเนื้อหาแตกต่างกัน ดังนั้นแต่ละเครือข่ายจึงเป็นเหมือนเกาะ ข้อมูลที่อยู่แยกออกจากกันในมหาสมุทร ไม่มีช่องทางเชื่อมต่อกัน แม้เมื่ออินเทอร์เน็ตปรากฏตัวขึ้น ก็ยังมีความห่วงใยว่า สถานการณ์จะยังคงเป็นเช่นเดิม"

โจทำงานอยู่ในแผนกบัญชีของบริษัทแห่งหนึ่ง เขาต้องการยอดขายล่าสุดในปี 2538 เขามี PC ในที่ทำงาน แต่ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของแผนกขายใช้ระบบที่แตกต่างไปจากเครือข่ายของแผนกบัญชี เหมือนกับว่าแผนกหนึ่งพูดภาษาเยอรมัน แต่อีกแผนกหนึ่งใช้ภาษาฝรั่งเศส และถ้าโจต้องการข้อมูลการจัดส่งสินค้า จากบริษัทกู๊ดเยียร์ เพื่อดูว่าส่งยางชนิดใดมาให้ เขาก็ไม่อาจทำได้ เพราะบริษัทกู๊ดเยียร์ ใช้ระบบเครือข่ายที่แตกต่างออกไปเช่นเดียวกัน ยังไม่นับตัวแทนจำหน่ายที่เมืองโตปิก้า แต่เมื่อโจกลับไปถึงบ้าน เขาพบว่าบุตรที่เรียนเกรด 7 กำลังท่องเวิรลด์ ไวด์ เว็บ เพื่อทำรายงาน โดยใช้โปรโตคอลเปิดเข้าไปดูที่ตั้งพิพิธภัณฑ์ศิลปะในฝรั่งเศส โจคงคิดว่า "นี่มันบ้าชัดๆ น่าจะมีระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่สามารถเชื่อมต่อกันได้โดยสมบูรณ์เสียที"

หลายปีก่อนหน้าที่อินเทอร์เน็ตจะกลายเป็นธุรกิจที่เฟื่องฟู เบอร์เนอร์ส-ลี วินท์ เซิร์ฟ และบ็อบ คาห์น และผู้เชี่ยวชาญคอมพิวเตอร์อีกหลายคน ได้พัฒนา "โปรโตคอลเปิดมาตรฐาน (open protocal)" เพื่อให้ระบบอีเมล์ และเครือข่ายคอมพิวเตอร์ต่างๆ สามารถเชื่อมต่อเข้าด้วยกันได้โดยไม่มีอุปสรรค โปรโตคอลคณิตศาสตร์เหล่านี้ ทำให้อุปกรณ์ดิจิทัลสามารถพูดติดต่อกันได้ เป็นเหมือนช่องทางมหัศจรรย์ ซึ่งทำให้เครือข่ายคอมพิวเตอร์หลากหลายระบบ ติดต่อสื่อสารกันได้ โปรโตคอลเหล่านี้ได้แก่ (ปัจจุบันก็ยังมีการใช้กันอยู่ไม่มากก็น้อย) FTP, HTTP, HTML, SSL, SMTP, POP และ TCP/IP

ไม่ว่าเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ทำงาน ที่บ้าน หรือโทรศัพท์เคลื่อนที่ อุปกรณ์ดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์เคลื่อนที่ใดๆ โปรโตคอลเหล่านี้สามารถสร้างระบบการส่งผ่านข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตและเวิรลด์ ไวด์ เว็บ ได้อย่างมีเสถียรภาพ โปรโตคอลแต่ละตัวทำหน้าที่แตกต่างกัน TCP/IP (transmission control protocol / internet protocol) เป็นกฎเกณฑ์มาตรฐานควบคุมการส่งผ่านข้อมูล เป็นเส้นทางพื้นฐานของอินเทอร์เน็ต TCP กำหนดว่าข้อมูลจะถูกส่งผ่านอย่างไร ส่วน IP กำหนดว่าจะแบ่งข้อมูลเป็นกลุ่มอย่างไร FTP (file transfer protocol) ใช้ในการเคลื่อนย้ายแฟ้มข้อมูล SMTP (simple mail transfer protocol) และ POP ใช้ในการเคลื่อนย้ายข้อความในอีเมล์ ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ทำให้สามารถเขียนและอ่านอีเมล์ที่มาจากระบบที่แตกต่างกันได้ HTML ได้กล่าวไปแล้วว่า ทำหน้าที่ช่วยในการสร้างเว็บเพจ และ HTTP (hypertext transfer protocol) ทำให้เข้าถึงเอกสาร HTML ที่อยู่ในเวิรลด์ ไวด์ เว็บ สุดท้ายเมื่อผู้คนเริ่มใช้เว็บเพจในเชิงพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ จึงได้มีการสร้าง SSL (secure sockets layer) ขึ้นเพื่อรักษาความปลอดภัยการค้าและธุรกรรมทางเว็บ

เมื่อการท่องอินเทอร์เน็ตขยายตัวเติบโตขึ้นมาก เน็ตสเคป ต้องการหลักประกันว่า ไมโครซอฟท์ ซึ่งครอบครองส่วนแบ่งการตลาด ด้านระบบปฏิบัติการโดยส่วนใหญ่ในขณะนั้น จะไม่สามารถผลักดันให้โปรโตคอลเหล่านี้จากสถานะเปิด ไปสู่การครอบครองกรรมสิทธิ์ที่มีเพียงเซิร์ฟเวอร์ของไมโครซอฟท์เท่านั้น ที่ใช้งานได้ แอนเดรสเซ่นกล่าวว่า "เน็ตสเคปไม่ได้สร้างเพียงบราวเซอร์ แต่ยังสร้างผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์ที่สนับสนุนการทำงานของมาตรฐานเปิดเหล่านี้ เพื่อให้ผู้คนสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ ไม่ว่าจะใช้ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ เคลย์ แมคอินทอช หรือ PC เน็ตสเคปทำให้ทุกคนต้องการมาตรฐานเปิด สำหรับการทำทุกอย่างในคอมพิวเตอร์ทุกระบบ

เมื่อเราได้สร้างวิธีการในการท่องอินเทอร์เน็ตอย่างกว้างขวาง ผู้คนต่างต้องการวิธีการมาตรฐานที่เป็นสากล ในการเข้าถึงสิ่งที่อยู่ในอินเทอร์เน็ต ดังนั้นคนที่ต้องการมาตรฐานเปิดจึงเดินมาหาเน็ตสเคป ที่ซึ่งเรามีบริการสนับสนุนให้พวกเขา หรือพวกเขาอาจเข้าไปในอาณาจักรเปิด open-source เพื่อให้ได้มาตรฐานแบบเดียวกัน โดยไม่ต้องจ่ายเงินซื้อ แต่ในกรณีนี้จะไม่ได้รับบริการสนับสนุนอื่นๆ จากเรา หรือพวกเขาอาจจะไปหาพ่อค้าแล้วบอกว่า "ผมจะไม่ซื้อสินค้าของคุณอีกต่อไป ผมจะไม่เข้าไปในคอกกั้นของคุณอีกแล้ว ยกเว้นคุณเชื่อมต่อเข้ากับอินเทอร์เน็ต ด้วยโปรโตคอลเปิดเหล่านี้"

เน็ตสเคปผลักดันมาตรฐานเปิดเหล่านี้ผ่านทางการขายบราวเซอร์ของตน และก็ได้รับกระแสตอบรับจากสาธารณชนเป็นอย่างดี บริษัทซัน (Sun) เริ่มเดินรอยตามกับเซิร์ฟเวอร์ของตัว และไมโครซอฟท์ก็ทำเช่นเดียวกันในวินโดวส์ 95 และเล็งเห็นถึงความสำคัญยิ่งยวดของโปรแกรมบราวเซอร์ จึงได้ใส่บราวเซอร์ของตัวที่มีชื่อเรียกว่า Internet Explorer ผนวกติดลงในโปรแกรมวินโดวส์

ต่างฝ่ายต่างตระหนักว่า ผู้คนต้องการให้บริษัทที่เกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ตร่วมมือกันสร้างเครือข่ายเพียงหนึ่งเดียว ที่เชื่อมต่อกันได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน พวกเขาอยากเห็นแต่ละบริษัทแข่งขันกันในด้านโปรแกรม ที่ทำให้ลูกค้า สามารถทำสิ่งต่างๆ ได้อย่างหลากหลายในอินเทอร์เน็ต แต่ไม่ใช่แข่งขันกันในวิธีการ ที่จะเข้าสู่อินเทอร์เน็ตตั้งแต่แรกเริ่ม

ผลลัพธ์ก็คือภายหลังจากทำสงคราม "รูปแบบ" ประปรายระหว่างบริษัทยักษ์ใหญ่ ในช่วงปลายทศวรรษตั้งแต่ต้นปี 2533 โลกแห่งอินเทอร์เน็ตก็ผสานกันเข้าเป็นหนึ่งเดียว ไม่นานนักทุกคนก็สามารถเชื่อมต่อระหว่างกันได้ ไม่ว่าจะใช้คอมพิวเตอร์รูปแบบใด และผลลัพธ์ก็คือทุกคนทุกฝ่ายต่างได้รับคุณูปการจากการผสานเป็นหนึ่งเดียวกัน มากกว่าการพยายามจำกัดตัวเองให้อยู่ในกรอบเครือข่ายเล็กๆ เพื่อการแข่งขัน โดยมุ่งหวังว่าตนเองจะได้รับชัยชนะเหนือผู้อื่น การผสานเป็นหนึ่งเดียวกันนี้เป็นพลังระนาบที่ยิ่งใหญ่ เพราะทำให้ผู้คนจำนวนมากเชื่อมต่อกับคนอื่นๆ ได้อย่างใกล้ชิด อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

หน้า 42


พลัง 10 ประการ ที่ทำให้โลกระนาบ (8)

คอลัมน์ โลกระนาบ  โดย รอฮีม ปรามาท  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3801 (3001)

ในช่วงเวลานั้น มีความคลางแคลงเกิดขึ้นไม่ขาดสาย หลายคนไม่เชื่อว่าเทคโนโลยีชนิดใหม่นี้จะได้รับการยอมรับ เพราะมันซับซ้อนมากเกินไป แอนเดรสเซ่น ระลึกความหลังว่า "คุณจะต้องมี PC และอุปกรณ์โมเด็มเชื่อมต่อโทรศัพท์ หลายคนแย้งว่า คงใช้เวลายาวนานกว่าที่ผู้คนจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีชนิดใหม่ (แต่) ผู้คนก็ยอมรับเทคโนโลยีชนิดนี้อย่างรวดเร็ว 10 ปีผ่านไป มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตกว่า 800 ล้านคนทั่วโลก ที่เป็นเช่นนี้เพราะผู้คนจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างรวดเร็ว ถ้าหากมีเหตุผลดีพอ และเหตุผลตรงจุดนี้คือแรงปรารถนา ที่จะติดต่อ เชื่อมต่อกับบุคคลอื่น"

แอนเดรสเซ่นเล่าว่า "เมื่อคุณสร้างช่องทางใหม่ๆ ในการติดต่อสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ผู้คนจะต้องการเจาะผ่านอุปสรรคขวางกั้นทางเทคนิค ไม่ว่ามันจะเป็นอะไร พวกเขาจะเรียนรู้ภาษาใหม่ๆ ถ้าสามารถเชื่อมต่อกับคนอื่นได้แล้ว แต่ไม่สามารถติดต่อสื่อสารกัน คงเป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้ และนี่คือสิ่งที่เน็ตสเคปช่วยทลายกำแพงขวางกั้น"

โจเอล คอว์ลีย์ รองประธานฝ่ายวางแผนกลยุทธ์ของไอบีเอ็ม กล่าวว่า "เน็ตสเคปสร้างมาตรฐานในการส่งผ่านข้อมูล และการแสดงผลที่หน้าจอซึ่งใช้งานได้ง่ายและน่าประทับใจ ใครๆ ก็สามารถใช้งานและต่อยอดสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ได้จากเน็ตสเคป จึงแพร่หลายและได้รับความนิยมรวดเร็วทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นเด็กน้อยจนถึงบริษัทขนาดใหญ่ ต่างก็สามารถใช้งานเน็ตสเคปได้"

ฤดูร้อนปี 2535 บาร์คสเดลและเพื่อนร่วมงานที่เน็ตสเคป ออกโรดโชว์ร่วมกับที่ปรึกษาด้านการลงทุนจาก มอร์แกน สแตนเลย์ เพื่อโน้มน้าวชักชวนให้บรรดานักลงทุนทั่วสหรัฐซื้อหุ้นของเน็ตสเคปทันทีที่เข้าสู่ตลาดซื้อขาย บาร์คสเดลเล่าว่า "ตอนที่เราออกเดินสาย มอร์แกน สแตนเลย์ คาดคะเนว่า หุ้นของเน็ตสเคปจะทำราคาสูงถึงประมาณ 14 ดอลลาร์ แต่ภายหลังจากเราเริ่มออกโรดโชว์ ความต้องการหุ้นของเรามีสูงมากอย่างรวดเร็ว พวกเขาจึงตัดสินใจที่จะเปิดตลาดด้วยราคาที่สูงเป็น 2 เท่า คือ 28 ดอลลาร์

บ่ายวันสุดท้ายก่อนหน้าที่จะกำหนดราคาที่แน่นอน พวกเราอยู่ในแมรีแลนด์ซึ่งเป็นจุดหมายแห่งสุดท้าย เราเดินทางด้วยรถลิมูซีนสีดำเป็นขบวนคาราวาน มองดูราวกับขบวนแก๊งมาเฟีย เราต้องการติดต่ออย่างใกล้ชิดตลอดเวลากับมอร์แกน สแตนเลย์ (สำนักงานใหญ่) แต่ตอนนั้นเราอยู่ที่ไหนสักแห่งที่โทรศัพท์เคลื่อนที่ใช้ติดต่อไม่ได้ ดังนั้นขบวนคาราวานจึงต้องเคลื่อนที่เพื่อหาสัญญาณ ในที่สุดเราก็ติดต่อได้ พวกเขาบอกว่า กำลังจะตั้งราคาเสนอขายไว้ที่ 31 ดอลลาร์ ผมตอบว่า ไม่ ให้ยืนราคาไว้ที่ 28 ดอลลาร์ เพราะผมต้องการให้ผู้คนจดจำหุ้นของเน็ตสเคป ว่าเป็นหุ้นระดับราคา 20 ดอลลาร์ ไม่ใช่หุ้นระดับ 30 ดอลลาร์ เผื่อไว้ในกรณีที่หุ้นอาจมีการซื้อขายไม่มากนัก เช้าวันรุ่งขึ้นผมติดตามสถานการณ์ทางโทรศัพท์โดยตลอด หุ้นของเน็ตสเคปทำราคาสูงสุดถึง 71 ดอลลาร์ และปิดตลาดที่ 56 ดอลลาร์ เป็น 2 เท่าของราคาที่ผมตั้งไว้"

แต่แล้วในที่สุดเน็ตสเคปก็ตกเป็นเหยื่อของแรงกดดันในการแข่งขันทางธุรกิจจากไมโครซอฟท์ (ศาลตัดสินว่า การกระทำของไมโครซอฟท์ละเมิดกฎหมายป้องกันการผูกขาด) ไมโครซอฟท์ตัดสินใจใส่โปรแกรมบราวเซอร์ของตัวซึ่งมีชื่อว่า อินเทอร์เน็ต เอ็กซŒพลอเรอร์ (Internet Explorer) เป็นส่วนหนึ่งในระบบปฏิบัติการวินโดวส์ซึ่งครอบครองตลาดอยู่ เมื่อบวกกับศักยภาพที่สูงกว่าเน็ตสเคปในการทุ่มเทการลงทุนและทรัพยากรให้กับการพัฒนาเว็บบราวเซอร์ และบวกกับการที่เน็ตสเคปเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้สูญเสียการยึดกุมมุ่งมั่นในการแข่งขันพัฒนาตัวสินค้า ส่งผลให้เน็ตสเคปสูญเสียส่วนแบ่งตลาดอย่างต่อเนื่อง ท้ายที่สุดเน็ตสเคปก็ถูกขายให้กับ AOL ในราคา 1 หมื่นล้านดอลลาร์ หลังจากนั้นก็ไม่โดดเด่นในตลาดมากนัก แม้ว่าในเชิงธุรกิจแล้ว เน็ตสเคปอาจเป็นเหมือนดาวรุ่งพุ่งแรง แต่ก็กลับกลายเป็นดาวตกในที่สุด แต่อันที่จริงเน็ตสเคปเป็นดาวประเภทไหนกันแน่ และทิ้งร่องรอยอะไรไว้ให้ศึกษากันบ้าง

บาร์คสเดลกล่าวว่า "เราทำกำไรตั้งแต่แรกเริ่ม เน็ตสเคปไม่ใช่ธุรกิจประเภทดอตคอม เราไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในฟองสบู่ที่เฟื่องฟู ของธุรกิจดอตคอม แต่เราเป็นผู้สร้างให้เกิดภาวะฟองสบู่ของธุรกิจดอตคอม"

แล้วฟองสบู่ที่ว่านั้นเป็นฉันใด

"การที่เน็ตสเคปกลายเป็นบริษัทมหาชนนั้น กระตุ้นให้เกิดปรากฏการณ์หลายอย่าง" บาร์คสเดลกล่าว "มันไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีชนิดใหม่สำหรับทุกคน แต่บรรดานักธุรกิจและผู้คนธรรมดาโดยทั่วไป ต่างก็รู้สึกทึ่งในจำนวนเงินก้อนโตที่สามารถได้มาอย่างรวดเร็ว ผู้คนต่างมองเห็นเด็กๆ ใช้งานและสามารถสร้างรายได้จากมัน พวกเขาก็พากันคิดว่า ถ้าเด็กๆ ยังทำได้ ฉันก็ต้องทำได้" แต่ความโลภอาจนำไปสู่หายนะได้ในที่สุด ผู้คนต่างพากันคิดว่า จะทำเงินได้มากมายโดยไม่ต้องทำงานหนัก นำไปสู่ภาวะการลงทุนมากเกินควร ไม่ว่าโครงการนั้นจะมีจุดอ่อนหรือโง่เขลาสักเพียงใด ต่างก็ได้รับเงินสนับสนุน

แล้วอะไรที่ทำให้บรรดานักลงทุนเชื่อมั่นว่า อุปสงค์ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตและสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ตจะไม่มีที่สิ้นสุด คำตอบสั้นๆ ก็คือ ดิจิทาภิวัตน์ (digitization) เมื่อการปฏิวัติอันก่อกำเนิดจาก PC-วินโดวส์ แสดงให้ทุกคนเห็นถึงคุณวิเศษของการแปลงข้อมูลนานาชนิดให้อยู่ในรูปดิจิทัล และสามารถดำเนินการใดๆ ได้ด้วยคอมพิวเตอร์และโปรแกรมประมวลคำ และเมื่อบราวเซอร์ได้ทำให้อินเทอร์เน็ตมีชีวิต และทำให้เว็บเพจโลดแล่น ร้องเพลง เต้นระบำ ได้บนหน้าจอแสดงผล ทุกคนต่างต้องการแปลงทุกสิ่งทุกอย่างลงเป็นดิจิทัล เพื่อให้สามารถส่งผ่านไปให้กับบุคคลอื่นๆ ได้ทางช่องทางอินเทอร์เน็ต

และนี่คือการเริ่มต้นการปฏิวัติครั้งใหม่เพื่อการแปลงสู่ดิจิทัล อันเป็นกระบวนการมหัศจรรย์ที่ซึ่งถ้อยคำ ดนตรี ข้อมูล ฟิล์ม แฟ้ม และภาพ ถูกแปลงเป็นบิตและไบต์ ที่ประกอบด้วย 0 และ 1 สามารถดัดแปลง แก้ไข หรือจัดทำใดๆ ได้บนหน้าจอแสดงผล จัดเก็บในไมโครโปรเซสเซอร์ และส่งผ่านสายส่งสัญญาณใยแก้วนำแสง หรือระบบสื่อสารผ่านดาวเทียม เดิมทีเราต้องเดินทางไปที่ทำการไปรษณีย์เพื่อส่งจดหมาย แต่เมื่ออินเทอร์เน็ตมีชีวิต ผู้คนต่างก็ต้องการเขียนจดหมายในรูปดิจิทัล เพื่อให้สามารถส่งไปได้ทางอีเมล์

การถ่ายภาพเคยเป็นกระบวนการที่ยุ่งยากซับซ้อน เกี่ยวข้องกับฟิล์ม กระบวนการล้างอัดที่น่าเบื่อหน่าย และต้องจัดส่งทางไปรษณีย์ไปยังสถานที่ห่างไกล ซึ่งต้องใช้เวลาเดินทาง แต่อินเทอร์เน็ตทำให้สามารถส่งภาพไปได้ทั่วโลก ภายในเวลาอึดใจ ไม่ว่าจะใส่ลงในอีเมล์ หรือแนบเป็นแฟ้มข้อมูลติดไปกับอีเมล์ ฟิล์มเคลือบปรอทไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป ผู้คนสามารถถ่ายภาพในแบบดิจิทัล ซึ่งสามารถอัพโหลดส่งเข้าในอินเทอร์เน็ตได้ทันที (และไม่จำเป็นต้องใช้กล้องเพียงอย่างเดียว เพราะโทรศัพท์เคลื่อนที่ก็สามารถใช้ถ่ายภาพได้)

เดิมผู้คนอาจต้องเดินทางไปยังร้านหนังสือขนาดใหญ่ เช่น Barnes & Noble เพื่อค้นหาและซื้อหนังสือที่ต้องการ แต่ด้วยอินเทอร์เน็ต เราสามารถสำรวจค้นหา และซื้อหนังสือได้จาก Amazon.com แต่ก่อนถ้าจะทำงานวิจัย ต้องเดินทางไปยังหอสมุด ถ่ายเอกสารหรือใช้ตำรับตำรากองโต แต่ปัจจุบันสามารถทำวิจัยด้วยการค้นหาข้อมูลจาก Google หรือ Yahoo ในอดีตหากต้องการฟังเพลงของ Simon and Garfunkel ต้องซื้ออัลบั้มแผ่นเสียง ต่อมากลายเป็นแผ่นซีดีที่บรรจุเพลงในรูปดิจิทัล แต่เมื่ออินเทอร์เน็ตมีชีวิต เสียงเพลงและดนตรีในรูปดิจิทัลมีความคล่องตัวยืดหยุ่นมากขึ้น สามารถเคลื่อนที่เคลื่อนย้ายได้อย่างสะดวกง่ายดาย สามารถดาวน์โหลดผ่านอินเทอร์เน็ต แล้วใส่ลงในเครื่องเล่น iPod ขนาดจิ๋ว

เมื่อบรรดานักลงทุนมองเห็นถึงกระแสดิจิทาภิวัตน์ การหลั่งไหลเข้าสู่รูปแบบดิจิทัลของทุกสิ่งทุกอย่าง พวกเขาก็บอกกับตัวเองว่า "ถ้าทุกคนต้องการแปลงทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นดิจิทัล เป็นข้อมูลบิต และส่งผ่านอินเทอร์เน็ต อุปสงค์ในด้านบริษัทให้บริการเว็บไซต์ และสายส่งสัญญาณใยแก้วนำแสง เพื่อรองรับข้อมูลดิจิทัลเหล่านี้ทั่วโลก จะมากมายไม่มีที่สิ้นสุด เราไม่มีทางขาดทุน ถ้าลงทุนในสิ่งเหล่านี้"

แล้วฟองสบู่ก็เริ่มก่อตัวขึ้น

หน้า 46


พลัง 10 ประการ ที่ทำให้โลกระนาบ (9)

คอลัมน์ โลกระนาบ โดย รอฮีม ปรามาท ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3802 (3002)

การลงทุนมากเกินควร อาจไม่ใช่สิ่งเลวร้ายเสมอไป ถ้าหากท้ายที่สุดแล้ว มีการปรับตัวเกิดขึ้นอย่างเหมาะสม ผมยังจดจำการแถลงข่าวของ บิล เกตส์ ประธานบริษัทไมโครซอฟท์ ซึ่งจัดขึ้นระหว่าง การประชุมว่าด้วยเศรษฐโลก (World Economic Forum) ที่เมืองดาวอส ในปี 2542 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ฟองสบู่เทคโนโลยีกำลังเฟื่องฟูถึงขีดสุด ในช่วงเวลานั้น เกตส์ถูกระดมคำถามซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า "คุณเกตส์หุ้นอินเทอร์เน็ต เป็นหุ้นฟองสบู่ใช่หรือไม่ คงต้องเป็นหุ้นฟองสบู่แน่ๆ ในที่สุดแล้วมันจะเป็นฟองสบู่" ด้วยความไม่พอใจ ในที่สุด เกตส์ก็ตอบว่า "ฟังนะ ท่านทั้งหลาย หุ้นเหล่านั้นเป็นฟองสบู่แน่นอน แต่พวกคุณทั้งหมดกำลังหลงประเด็น ฟองสบู่เหล่านั้นดึงดูดเงินทุนจำนวนมากเข้ามาในอุตสาหกรรมอินเทอร์เน็ต มันขับเคลื่อนให้เกิดการสร้างและพัฒนานวัตกรรมต่างๆ อย่างรวดเร็ว และยิ่งเร็วขึ้นเรื่อยๆ" เกตส์เปรียบเทียบภาวะเฟื่องฟูของธุรกิจอินเทอร์เน็ตกับยุคของการตื่นทองในอดีต ท้ายที่สุดแล้ว ยอดขายกางเกงลีวายส์ อุปกรณ์เครื่องขุด พลั่วและเสียม กับห้องพักในโรงแรม ทำเงินสูงกว่าทองที่ขุดเจอเสียอีก

เกตส์พูดถูก ภาวะความเฟื่องฟูและฟองสบู่อาจจะเป็นอันตรายต่อเศรษฐกิจ จุดจบอาจทำให้ผู้คนจำนวนมากสูญเสียทรัพย์สินเงินทอง และบริษัทหลายรายล้มละลาย แต่อีกด้านหนึ่ง มันก็ช่วยเร่งขับเคลื่อนการพัฒนานวัตกรรมต่างๆ ให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และคุณประโยชน์ของสิ่งเหล่านี้ในระยะยาวแล้ว กลับกลายเป็นผลดีต่อส่วนรวมในภาพกว้าง ตัวอย่างเช่น การสร้างเครือข่ายเส้นทางรถไฟ และการพัฒนารถยนต์

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับความเฟื่องฟูของหุ้น อินเทอร์เน็ต กระตุ้นให้เกิดการลงทุนมหาศาลในบริษัทเคเบิลใยแก้วนำแสง ซึ่งมีโครงการวางเคเบิลใยแก้วนำแสงทั้งบนพื้นดิน และใต้ท้องทะเล ผลักดันให้ต้นทุนด้านการใช้โทรศัพท์ และการส่งผ่านข้อมูลทั่วโลกลดลงอย่างมาก

การติดตั้งระบบใยแก้วนำแสงเชิงพาณิชย์ครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 2520 หลังจากใยแก้วค่อยๆ เริ่มเข้าแทนที่สายทองแดง ในสายส่งสัญญาณโทรศัพท์ เพราะใยแก้วสามารถนำพาข้อมูลและเสียงในรูปดิจิทัลไปได้ไกลกว่า เร็วกว่า และด้วยปริมาณที่มากกว่า ตามข้อมูลจาก Howstuffworks.com ใยแก้วนำแสงทำจากเส้นใยแก้วบริสุทธิ์ แต่ละเส้นบางเท่าเส้นผม นำมาพันรวมเข้าด้วยกันเป็นกลุ่มเรียกว่า เคเบิลนำแสง ใช้ในการส่งกลุ่มข้อมูลดิจิทัลไปในระยะทางไกลๆ เนื่องจากเส้นใยแก้วมีความบางกว่าเส้นทองแดงมาก ดังนั้นในขนาดเคเบิลที่เท่ากัน จึงบรรจุเส้นใยแก้วได้มากกว่าเส้นทองแดง ทำให้สามารถส่งผ่านข้อมูลหรือเสียงได้มากกว่า และด้วยราคาที่ถูกกว่า

คุณประโยชน์ที่สำคัญที่สุดของใยแก้วนำแสงก็คือ ความสามารถในการนำพาสัญญาณในช่วงความถี่สูงมากๆ ไปได้เป็นระยะทางไกลๆ สายทองแดงสามารถนำพาสัญญาณความถี่สูงมากได้เช่นกัน แต่เป็นระยะทางเพียงไม่กี่ฟุต ถ้าไกลกว่านั้น คุณภาพของสัญญาณจะลดต่ำลงเนื่องจากการถูกรบกวน ส่วนใยแก้วนำแสงสามารถนำพาสัญญาณความถี่สูงมากไปได้เป็นระยะทางหลายสิบไมล์ โดยคุณภาพสัญญาณไม่ลดลงมากนัก

ARC Electronics บริษัทผู้ผลิตเคเบิลใยแก้วนำแสง อธิบายถึงวิธีการทำงานไว้ในเว็บไซต์ของตัวว่า ข้อมูลหรือเสียงที่แปลงเป็นสัญญาณแสง จะถูกส่งผ่านไปตามเส้นใยแก้ว แทนที่การส่งสัญญาณไฟฟ้าผ่านเส้นทองแดง

ที่ด้านหนึ่งของระบบใยแก้วนำแสง จะติดตั้งเครื่องถ่ายทอดสัญญาณ (transmitter) ซึ่งรับรหัสสัญญาณไฟฟ้า ที่แปลงมาจากคำพูดหรือข้อมูลต่างๆ แล้วที่ส่งมาตามสายทองแดงในโทรศัพท์ หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่บ้านหรือที่ทำงาน เครื่องถ่ายทอดสัญญาณ จะดำเนินกรรมวิธี แปลงรหัสดิจิทัลในรูปของไฟฟ้าที่ได้รับทั้งหมดเป็นรหัสสัญญาณแสง โดยมีไดโอดปล่อยแสง (light-emitting diode -LED) หรือไดโอดยิงเลเซอร์(an injection-laser diode -ILD) เป็นตัวสร้างสัญญาณแสง แล้วส่งผ่านเคเบิลใยแก้วนำแสง เคเบิลทำหน้าเป็นตัวนำสัญญาณแสง จากปลายด้านหนึ่งของระบบใยแก้วนำแสงไปยังปลายอีกด้าหนึ่ง ซึ่งจะติดตั้งเครื่องรับสัญญาณแสงความไวสูง รับสัญญาณแสงแล้วแปลงกลับเป็นสัญญาณไฟฟ้าดิจิทัลในรูปของ 0 และ 1 ตามแบบเดิม ซึ่งจะไปปรากฏบนหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นอีเมล์ หรือในโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นเสียง เคเบิลใยแก้วนำแสงยังเป็นช่องทางการสื่อสารที่มีความปลอดภัยสูง เพราะเป็นเรื่องยากที่จะดักรับสัญญาณ

ฟองสบู่ในธุรกิจใยแก้วนำแสงเกิดขึ้นจากการสอดรับกันระหว่างความเฟื่องฟูของธุรกิจดอตคอม กับกฎหมายโทรคมนาคมปี 2539 กฎหมายฉบับนี้อนุญาตให้บริษัทบริการโทรศัพท์ภายในท้องถิ่น และโทรศัพท์ทางไกล ร่วมมือกันในเชิงธุรกิจ และทำให้บริษัทเกิดใหม่เหล่านี้สามารถแข่งขันกับยักษ์ใหญ่อย่าง Baby Bells และ AT&T ในการให้บริการโทรศัพท์ และโครงสร้างพื้นฐานทางการสื่อสาร เมื่อบริษัทเกิดใหม่เหล่านี้ ให้บริการโทรศัพท์ภายในท้องถิ่น โทรศัพท์ทางไกล โทรศัพท์ข้ามประเทศ บริการอินเทอร์เน็ตและการส่งผ่านข้อมูลต่างๆ แต่ละบริษัทจึงต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานของตนเอง ประจวบกับอินเทอร์เน็ตกำลังเฟื่องฟู ทุกคนคาดคะเนว่า ความต้องการช่องทางการจราจรเพื่อนำพาข้อมูลอินเทอร์เน็ต จะขยายเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าทุกๆ 3 เดือนและนำไปสู่การขยายตัวอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

แต่สถานการณ์เช่นนี้ดำเนินไปได้เพียงสองปี กฎของความน่าจะเป็นก็แสดงผล การขยายตัวเป็นสองเท่าเริ่มช้าลงเรื่อยๆ บรรดาบริษัทโทรคมนาคม ไม่ได้ให้ความสำคัญกับความไม่สอดคล้องกันระหว่างอุปสงค์กับสภาพความเป็นจริง ตลาดตกอยู่ภายใต้กระแสอันเร่าร้อนของอินเทอร์เน็ต แต่ละบริษัทมุ่งที่จะเพิ่มศักยภาพในการให้บริการให้สูงขึ้น สูงขึ้นเรื่อยๆ และความเฟื่องฟูของตลาดหุ้น ก็ดูราวกับกำลังมีงานเลี้ยงฉลองรื่นเริงอะไรสักอย่าง ที่แจกเงินให้กับทุกๆ คน

ทุกฝ่ายล้วนมองแนวโน้มอนาคตในด้านบวกในทุกด้าน และบริษัทเกิดใหม่ที่ทำธุรกิจด้านโทรคมนาคมทุกบริษัท ล้วนได้เงินทุนสนับสนุนก้อนโต ในช่วงเวลาประมาณ 5 ถึง 6 ปี บริษัทโทรคมนาคมลงทุนไปในการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงโลก เข้าด้วยกัน เป็นเงินประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แทบจะไม่มีใครเลยที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับแนวโน้มของอุปสงค์ที่แท้จริง

หน้า 46


พลัง 10 ประการ ที่ทำให้โลกระนาบ (10)

คอลัมน์ โลกระนาบ  โดย รอฮีม ปรามาท  ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3803 (3003)

ในยุคแห่งความเฟื่องฟู Global Crossing เป็นบริษัทหนึ่งที่ได้รับการว่าจ้างจากบรรดาบริษัทโทรคมนาคม ให้วางสายเคเบิลใยแก้วนำแสงทั่วโลก global crossing ก่อตั้งในปี 2540 โดยแกรี่ วินนิก (Gary Winnick) และเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ในปีถัดมา โรเบิร์ต แอนนันเซียต้า (Robert Annunziata) ซึ่งดำรงตำแหน่ง CEO เพียงปีเดียว ได้รับสัญญาว่าจ้างซึ่งกล่าวกันว่า (ในสายตาของผู้ถือหุ้น) เลวร้ายที่สุดในสหรัฐ ในบรรดาเงื่อนไข ผลประโยชน์ต่างๆ ที่ระบุไว้ในสัญญา ยังรวมถึงตั๋วเครื่องบินไป-กลับชั้นหนึ่งสำหรับมารดาของเขา เพื่อเดินทางมาเยี่ยมเยียนเขาทุกเดือน และโบนัสเป็นสิทธิในการซื้อหุ้นจำนวนสองล้านหุ้นในราคาที่ต่ำกว่าตลาดถึง 10 ดอลลาร์ต่อหุ้น แต่ยังมีบางบริษัทที่ทำสัญญาว่าจ้างบ้าคลั่งหนักกว่านี้อีก

เฮนรี่ สแคชต์ (Henry Schacht) นักธุรกิจอุตสาหกรรมผู้ช่ำชอง ปัจจุบันอยู่กับบริษัทการลงทุน Warburg Pincus ได้เข้ามาอยู่กับ Lucent เพื่อช่วยบริหารในช่วงแห่งความบ้าคลั่งนี้ เขาเล่าถึงบรรยากาศในช่วงนั้นว่า "การลดกฎเกณฑ์ ที่ควบคุมธุรกิจโทรคมนาคม ในปี 2539 เป็นจุดเปลี่ยนที่มีความสำคัญมาก เพราะอนุญาตให้ผู้ให้บริการในท้องถิ่น สร้างโครงสร้างพื้นฐานของตนเอง เพื่อการแข่งขันระหว่างกัน และแข่งขันกับบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Baby Bells บรรดาบริษัทเกิดใหม่เหล่านั้น เดินไปหาบริษัทอย่าง Global Crossing ว่าจ้างให้วางเครือข่ายใยแก้วนำแสง เพื่อให้สามารถแข่งขันกับ AT&T และ MCI โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่องทางการสื่อสารข้ามประเทศ ทุกคนคิดว่านี่คือโลกยุคใหม่ และการเติบโตจะไม่มีวันหยุด แต่ละบริษัทต่างได้รับเงินทุนสนับสนุนก้อนโต และสามารถใช้ได้อย่างอิสระ ขณะที่ทุกคนคิดว่าช่องทางการสื่อสารรูปแบบใหม่นี้จะขยายตัวออกไปไม่มีที่สิ้นสุด ดังนั้น แต่ละบริษัทจึงถือคติที่ว่า ถ้าหากเราสามารถวางเคเบิลใยแก้วได้ก่อน เราก็จะครองส่วนแบ่งตลาดได้มากกว่าคู่แข่ง ทุกฝ่ายคาดว่าตลาดจะเติบโตเป็นแนวตั้ง เป็นเส้นตรงขึ้นไปเลยทีเดียว แต่ละบริษัท คิดว่าตนจะสามารถครอบครองส่วนแบ่งในตลาดได้ ตามเป้าหมาย ดังนั้นทุกคนจึงวางโครงการและแผนงานต่างๆ ไว้อย่างเต็มกำลัง โดยคาดว่าจะประสบความสำเร็จตามนั้น"

แต่สถานการณ์กลับกลายเป็นว่า ขณะที่กิจกรรมระหว่างธุรกิจต่อธุรกิจ และการพัฒนาระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-commerce) ดำเนินไปตามเป้าหมาย รวมทั้งเว็บไซต์จำนวนมากได้รับความนิยมอย่างไม่คาดคิด ไม่ว่าจะเป็น eBay, Amazon และ Google

แต่ทั้งหมดนี้ก็ใช้ทรัพยากรช่องทางการสื่อสารที่สร้างขึ้นเป็นส่วนเพียงน้อยนิดจากศักยภาพที่มีอยู่ทั้งหมด และเมื่อฟองสบู่แตก เคเบิลใยแก้วนำแสงที่วางเครือข่ายไว้จึงมากมายเกินความจำเป็น อัตราค่าโทรศัพท์ทางไกลลดลงจากนาทีละ 2 ดอลลาร์ เหลือนาทีละ 10 เซนต์ และการส่งข้อมูลแทบจะไม่ต้องเสียค่าบริการเลย ไมก์ แมคคิว (Mike McCue) ประธานฝ่ายปฏิบัติการของ Tellme Networks ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตระบบสั่งการทำงานด้วยเสียง ให้สัมภาษณ์กับ CNET News.com ในเดือนมิถุนายน 2544 ว่า "บริษัทต่างๆ วางเครือข่ายใยแก้วนำแสงมากเกินความต้องการ ผลลัพธ์ที่ตามมาคือการปรับตัวอย่างรุนแรง และจะนำไปสู่การทำสงครามราคาครั้งมโหฬาร หายนะกำลังจะมาเยือน"

หายนะมาเยือนบริษัทจำนวนมาก รวมถึงนักลงทุนด้วย (Global Crossing ถูกฟ้องล้มละลายในเดือนมกราคม 2545 โดยมีภาระหนี้สิน 1 หมื่น 2 พัน 4 ร้อยดอลลาร์) แต่กลับกลายเป็นผลประโยชน์มหาศาลต่อผู้บริโภค ดุจเดียวกับการสร้างระบบถนนทางหลวงไฮเวย์ในช่วงทศวรรษตั้งต้นปี 2493 ที่ทำให้ทั่วประเทศสหรัฐกลายเป็นระนาบเดียวกัน ทลายกำแพงขวางกั้นและความแตกต่างระหว่างภูมิภาค บริษัทต่างๆ สามารถย้ายฐานการผลิต ไปยังพื้นที่ที่มีอัตราค่าจ้างแรงงานต่ำได้อย่างสะดวกง่ายดาย เช่น พื้นที่ภาคใต้ เพราะการเคลื่อนย้ายคน และสินค้าเป็นระยะทางไกลๆ ทำได้สะดวกขึ้น การวางเครือข่ายไฮเวย์ใยแก้วนำแสงในระดับโลกก็เป็นเช่นเดียวกัน ทำให้โลกแบนราบลงเป็นระนาบเดียวกัน ทลายความแตกต่างระหว่างภูมิภาค สร้างเครือข่ายการค้าระดับโลกที่เป็นหนึ่งเดียวกัน และทำให้เป็นเรื่องง่ายที่จะเคลื่อนย้ายแรงงานดิจิทัล ทั้งงานบริการและงานที่ต้องใช้องค์ความรู้ ไปยังประเทศที่มีต้นทุนต่ำ

(ควรกล่าวไว้ในที่นี้ว่า ไฮเวย์ไยแก้วนำแสงในสหรัฐไม่ได้เชื่อมโยงเข้าถึงตัวบ้านทุกหลัง แต่จะสิ้นสุดที่ระยะห่างประมาณหนึ่งไมล์ แม้ว่าบริษัทโทรคมนาคมเกิดใหม่มีการวางเคเบิลใยแก้วนำแสงระยะไกลระหว่างสหรัฐกับอินเดียเป็นจำนวนมาก แต่ในส่วนของท้องถิ่นในสหรัฐเองแล้ว บริษัทเหล่านี้แทบไม่ได้สร้างเครือข่ายที่เข้าถึงตัวบ้านอย่างแท้จริงเลย เนื่องจากการผ่อนคลายกฎเกณฑ์ในปี 2539 ไม่ได้สร้างให้เกิดการแข่งขันในเครือข่ายระดับท้องถิ่นอย่างแท้จริง ระหว่างบริษัทเคเบิลใยแก้วนำแสงกับบริษัทให้บริการโทรศัพท์ในท้องถิ่น แต่ถ้าเป็นอาคารสำนักงานธุรกิจ มีสายบรอดแบนด์เชื่อมต่อเข้าถึงอยู่แล้ว ซึ่งติดตั้งโดยบริษัทที่มีอยู่เดิม ดังนั้น ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ค่าบริการ สำหรับธุรกิจต่างๆ จึงมีราคาต่ำลงมาก ชาวอินเดียที่บังคาลอร์ สามารถออนไลน์ติดต่อธุรกิจกับบริษัทเหล่านี้ได้ โดยเสียค่าใช้จ่ายไม่มากนัก แต่สำหรับครัวเรือนอเมริกันโดยทั่วไปแล้ว ยังไม่มีการแข่งขันในระดับท้องถิ่น ที่ทำให้ราคาค่าบริการลดต่ำลงอย่างแท้จริง การแข่งขันในลักษณะนี้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้)

อย่างไรก็ตาม การลงทุนมากเกินความต้องการในด้านการวางเคเบิลใยแก้วนำแสง ยังมีข้อดีและส่งผลดีมหาศาลมาถึงปัจจุบัน เนื่องเพราะธรรมชาติของเคเบิลใยแก้วนำแสงเอง ซึ่งเป็นทรัพย์สินถาวรไม่เหมือนกับการลงทุนในธุรกิจอินเทอร์เน็ตด้านอื่นๆ เมื่อได้วางเคเบิลใยแก้วนำแสงลงไปแล้ว แม้จะพบว่ามันมีศักยภาพสูงเกินความต้องการ ก็ไม่มีใครต้องการขุดมันขึ้นมาทำลาย ดังนั้น เมื่อบรรดาบริษัทโทรคมนาคมล้มละลาย ธนาคารที่เข้าไปดูแลจัดการภาระหนี้สิน จึงขายเครือข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสง ให้กับบริษัทใหม่ในอัตรา 10 เซนต์ ต่อราคาเดิม 1 ดอลลาร์ หลายบริษัทพากันเข้าซื้อโดยไม่ลังเล เพราะมองเห็นว่าสามารถทำกำไรได้จากการใช้งานต่อไป

แต่การทำงานของเคเบิลใยแก้วนำแสงในขณะนั้น ยังมีข้อจำกัดบางประการ กล่าวคือ ถึงแม้ว่าสายเคเบิลจะประกอบด้วย ใยแก้วนำแสงหลายเส้น และใยแก้วแต่ละเส้นนำพาข้อมูลได้หลายเทอราบิตต่อหนึ่งวินาที แต่สวิตช์ที่ควบคุมการทำงาน คือ เครื่องถ่ายทอดสัญญาณและเครื่องรับสัญญาณ ที่ปลายแต่ละด้านของเครือข่าย ยังไม่สามารถใช้งานใยแก้วนำแสง ได้อย่างเต็มศักยภาพ แต่นับจากนั้นเป็นต้นมา ได้มีการพัฒนาปรับปรุงสวิตช์เหล่านี้อย่างต่อเนื่อง การส่งข้อมูลและเสียงผ่านใยแก้วนำแสงแต่ละเส้น จึงสามารถทำได้ในปริมาณที่มากขึ้นเรื่อยๆ

ผลลัพธ์ก็คือ ทั่วโลกสามารถส่งข้อมูลและเสียงได้สะดวกขึ้นและมีราคาถูกลงทุกปี เทียบได้กับเมื่อแรกสร้างระบบทางหลวง อนุญาตให้ผู้ขับรถยนต์ใช้อัตราความเร็วสูงสุดที่ 50 ไมล์ต่อชั่วโมง ต่อมาค่อยๆ เพิ่มขึ้นเป็น 60, 70 และ 80 ไมล์ตามลำดับ จนถึง 150 ไมล์ต่อชั่วโมงในที่สุด โดยที่การจราจรไม่แออัดหรือมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอุบัติเหตุ เพียงแต่ระบบเครือข่ายไฮเวย์ชนิดใหม่นี้ไม่ได้ครอบคลุมเพียงประเทศเดียว แต่เป็นไฮเวย์นานาชาติ

"นวัตกรรมทุกชิ้นมักเป็นรากฐานนำพาไปสู่การสร้างนวัตกรรมชิ้นใหม่เสมอ "แอนเดรสเซ่น ผู้ก้าวพ้นจากเน็ตสเคป ไปสร้างบริษัทที่ทำธุรกิจไฮเทคแห่งใหม่ชื่อว่า Opsware Inc. กล่าว" ทุกวันนี้สิ่งที่ประทับใจผมมากที่สุดคือ ความเป็นจริงที่ว่า เด็กอายุ 14 ปี ไม่ว่าจะในโรมาเนีย บังคาลอร์ อดีตสหภาพโซเวียต หรือเวียดนาม ต่างมีข้อมูล เครื่องมือ และซอฟต์แวร์ ที่ทำให้สามารถเข้าถึง และใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้ต่างๆ อันหลากหลายได้ตามที่พวกเขาต้องการ สิ่งนี้ทำให้ผมเชื่อมั่นว่าเว็บไซต์แน็ปสเตอร์ (Napster) แห่งใหม่ ที่เปิดกว้างเสรีและเป็นประโยชน์ต่อทุกคน จะต้องเกิดขึ้นอีกในอนาคต ความก้าวหน้าที่น่าประทับใจเกิดขึ้นในหลายๆ แขนง เช่น ปัจจุบันองค์ความรู้ทางชีววิทยา พึ่งพาใช้ประโยชน์จากระบบคอมพิวเตอร์มากขึ้นเรื่อยๆ และใช้งานห้องทดลองน้อยลงทุกที เราสามารถเข้าถึงข้อมูล รายละเอียดทางพันธุกรรม (genomic) ได้ทางอินเทอร์เน็ต เมื่อถึงระดับหนึ่ง คุณจะสามารถออกแบบวัคซีนได้ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก"

หน้า 50


พลัง 10 ประการ ที่ทำให้โลกระนาบ (11)

คอลัมน์ โลกระนาบ โดย รอฮีม ปรามาท ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3804 (3004)

ผมคิดว่าสิ่งที่แอนเดรสเซ่นกล่าวถึง คือ คุณวิเศษของโลกระนาบ และยุคแห่งโลกาภิวัตน์ 3.0 ซึ่งขับเคลื่อนด้วยปัจเจกบุคคลและกลุ่มคน ที่มีพื้นฐานภูมิหลังแตกต่างหลากหลายมากกว่านักวิทยาศาสตร์ 12 คน ที่ช่วยกันสร้างสรรค์โลกใหม่ของแอนเดรสเซ่น ในตอนที่เขาทดลองโปรแกรมโมเซอิก บัดนี้โมเสกมนุษย์ที่แท้จริงได้เกิดขึ้นแล้ว เป็นชิ้นส่วนโมเสกจากทั่วโลกที่ประกอบกันเข้าเป็นหนึ่งเดียวอย่างงดงาม จากฝั่งซ้ายและฝั่งขวา จากตะวันตกและตะวันออก จากเหนือและใต้ เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมยุคใหม่

ไม่กี่วันหลังจากผมได้พูดคุยกับแอนเดรสเซ่น หนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ไทม์ ฉบับวันที่ 15 กรกฎาคม 2547 ได้ลงข่าวพาดหัวที่หน้าหนึ่งว่า "สหรัฐอนุญาตให้นำเข้ายารักษาโรคมะเร็ง 3 ชนิดจากคิวบา" เนื้อข่าวต่อมามีดังนี้ "รัฐบาลกลางได้อนุญาตให้บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพในแคลิฟอร์เนียจดทะเบียนยาทดลองรักษาโรคมะเร็ง 3 ชนิดจากคิวบา ซึ่งนับเป็นการผ่อนคลายนโยบายจำกัดการค้ากับคิวบา" ผู้บริหารของบริษัท CancerVex ซึ่งเป็นผู้นำเข้ายาดังกล่าวกล่าวว่า "นับเป็นครั้งแรกที่บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพอเมริกันได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนตัวยาจากคิวบา นักธุรกิจในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพและนักวิทยาศาสตร์หลายราย มองความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีชีวภาพของคิวบาด้วยความประหลาดใจ...ได้มีการใช้เงินมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ในการสร้างสถาบันวิจัยและค้นคว้าทดลองทางภาคตะวันตกของประเทศ ดำเนินการโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวคิวบา ซึ่งหลายรายได้รับการศึกษาในยุโรป"

สรุปทวนอีกครั้งได้ว่า พลังของแอปเปิล-พีซี-วินโดวส์ ทำให้โลกแบนราบลงด้วยการที่มนุษย์มีปฏิสัมพันธ์กับคอมพิวเตอร์ และเครือข่ายเล็กๆ ภายในบริษัท ต่อจากนั้นก็เป็น อินเทอร์เน็ต-อีเมล์-บราวเซอร์ ซึ่งทำให้โลกแบนราบลงอีก ด้วยการที่มนุษย์สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ในทุกแห่งหนโดยผ่านทางเครื่องคอมพิวเตอร์ นี่คือคุณประโยชน์ของอีเมล์ และมนุษย์กับคอมพิวเตอร์สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับเว็บไซต์ต่างๆ ในอินเทอร์เน็ต อันเป็นคุณประโยชน์ของเว็บบราวเซอร์ กล่าวโดยย่อก็คือ พลังระนาบแอปเปิล-พีซี-วินโดวส์ นำมาซึ่งพลังระนาบในส่วนของเน็ตสเคป บราวเซอร์ และ อีเมล์ และพลังระนาบทั้งสองส่วนผสานกันทำให้ผู้คนจำนวนมากสามารถสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก ในทุกหนแห่งบนพื้นพิภพอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

แต่ความหฤหรรษ์เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น พลังเหล่านี้เป็นรากฐานสำคัญอันนำมาซึ่งพลังที่ทำให้โลกระนาบในขั้นตอนต่อไป

พลังระนาบที่ 3

ซอฟต์แวร์ที่ลื่นไหล

ไอเม็ต สก็อตต์ ไฮเท่น (Imet Scott Hyten) ซีอีโอของ Wild Brain สตูดิโอแอนิเมชั่นล้ำสมัย ตั้งอยู่ในซานฟรานซิสโก ทำธุรกิจผลิตภาพยนตร์และการ์ตูนให้กับดิสนีย์ และบริษัทภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่หลายราย ผมได้มีโอกาสพบกับเขาที่ซิลิคอน แวลลีย์ ในฤดูหนาวปี 2547 เนื่องจากจอห์น ดูเออร์ นักธุรกิจการลงทุนผู้มีชื่อเสียง ได้เชื้อเชิญผมให้ทดสอบแนวคิดหลักในหนังสือเล่มนี้กับบริษัทบางแห่งที่เขาหนุนหลังอยู่ ไฮเท่นกับผมดูจะเข้ากันได้ดี เพราะหลังจากได้ทราบถึงแนวคิด เหตุผลของผมแล้ว เขาก็เขียนอีเมล์มาถึงผมว่า "ในยุคของแม็กเจลแลน นักสำรวจบุกเบิกผู้ยิ่งใหญ่ แม้การเดินทางของท่านจะช่วยยืนยันว่าโลกกลม แต่ยังมีนักบวช นักภูมิศาสตร์ และนักปราชญ์จำนวนมากที่ยืนยันว่าโลกแบน ผมก็เชื่อว่าโลกแบนราบ และขอขอบคุณที่เห็นด้วยกับผม"

นี่แหละ คนที่ผมค้นหา

เมื่อผมขอให้เขาอธิบาย ไฮเท่นเล่าให้ฟังถึงกระบวนการในการผลิตภาพยนตร์แอนิเมชั่นในยุคปัจจุบัน ผ่านทางเครือข่ายอุปทานการผลิต (supply chain) ระดับโลก ผมเข้าใจได้ทันทีว่าทำไมเขาถึงได้ข้อสรุปว่าโลกแบนราบเป็นระนาบเดียวกัน เขากล่าวว่า "ที่ไวลด์ เบรน เราสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ขึ้นจากความว่างเปล่า เราได้เรียนรู้ที่จะใช้ประโยชน์จากโลกระนาบ เราไม่แข็งขืน หรือต้านทาน แต่เราเรียนรู้และใช้ประโยชน์"

ไฮเท่นเชิญให้ผมไปดูส่วนการผลิตการ์ตูน เพื่อเป็นข้อพิสูจน์ยืนยันว่าโลกระนาบ ตอนที่ผมไปเยี่ยม พวกเขากำลังผลิตภาพยนตร์การ์ตูนชุดสำหรับช่องดิสนีย์ ชื่อ วีรบุรุษแห่งเมืองฮิกกลีย์ (Higglytown Heroes) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากบุคคลธรรมดาที่เผชิญหน้าอย่างท้าทายและกล้าหาญกับเหตุการณ์ 9/11 ไฮเท่นเล่าว่า "ฮิกกลีย์เป็นเมืองเล็กๆ ตามแบบฉบับเมืองในยุคทศวรรษ ตั้งต้นปี 2493 เหมือนเมืองพลีเซนต์วิลล์ในมลรัฐนิวยอร์ก แต่เรากระจายกรรมวิธีการผลิตเมืองแห่งนี้ออกไปทั่วโลก ทั้งในแง่ของเนื้อหา และภาพที่ปรากฏ แกนหลักของภาพยนตร์ชุดเรื่องนี้ก็คือ ทุกคน คนธรรมดาทุกคน ที่อาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ ล้วนเป็นวีรบุรุษ ไม่ว่าจะเป็นครู ชาวบ้าน จนถึงคนส่งพิซซ่า"

ภาพยนตร์การ์ตูนอเมริกันเรื่องนี้สร้างขึ้นโดยเครือข่ายการผลิตที่โยงใยในระดับโลก ไฮเท่นอธิบายว่า "งานสร้างและบันทึกภาพยนตร์กระทำอยู่ใกล้ๆ ตัวศิลปินที่เกี่ยวข้องในนิวยอร์ก และลอสแองเจลิส การออกแบบและกำกับฯทำในซานฟรานซิสโก สำหรับช่างเขียนมีเครือข่ายที่เชื่อมต่อจากบ้านของพวกเขา (ที่ฟลอริดา ลอนดอน นิวยอร์ก ชิคาโก ลอสแองเจลิส และซานฟรานซิสโก) การลำดับภาพเคลื่อนไหวของตัวการ์ตูนทำในบังคาลอร์ โดยมีฝ่ายลำดับเรื่องอยู่ในซานฟรานซิสโก ในการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้เรามีทีมงานสร้าง 8 ทีมอยู่ในบังคาลอร์ ทำงานประสานกับช่างเขียนอีก 8 คน ด้วยกลไกที่มีประสิทธิภาพทำให้เราสามารถประสานศิลปินกว่า 50 คนทั่วโลก เพื่อการสร้างภาพยนตร์การ์ตูนชุด 26 ตอน

เครือข่ายปฏิสัมพันธ์ที่รวมเอากรรมวิธีในการบันทึก/วาด/ลำดับภาพเคลื่อนไหวเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้เราสามารถสร้างภาพยนตร์แต่ละตอนได้ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งวัน โดยรวมการถ่ายทำและการปรับปรุงแก้ไขไม่จำกัดครั้ง เราบันทึกภาพยนตร์สัปดาห์ละสองตอน แต่ละตอนเป็นเรื่องราวของตัวแสดงเอกแต่ละตัว เช่น เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเราบันทึกตอนที่ว่าด้วย แอน เฮชเช่ กับสโมคกี้ย์ โรบินสัน กล่าวในทางเทคนิคแล้ว เราดำเนินกรรมวิธีทั้งหมดนี้ผ่านทางอินเทอร์เน็ต

เราใช้ระบบเครือข่ายแบบ VPN [virtual private network] ติดตั้งลงในคอมพิวเตอร์ที่สำนักงาน และในอุปกรณ์ที่เรากันเรียกว่า "ลูกฟุตบอล" ของช่างเขียนภาพ ซึ่งเป็นเครื่องโน้ตบุ๊กที่สามารถเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายเฉพาะที่ ที่เรียกว่าอีเทอร์เน็ต (Ethernet) หรือระบบเชื่อมต่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ตไร้สายที่อยู่ใน "สนาม" VPN ทำให้เราสามารถใช้แลกเปลี่ยน ส่งผ่านข้อมูล เนื้อหาบทภาพยนตร์ การออกแบบ การผลิตภาพ หรือเสียง ในแต่ละตอน โดยได้รับรู้ไปพร้อมๆ กัน ไม่ว่าทีมงานสร้างจะอยู่ที่ไหนบนโลก แค่เพียงแต่ล็อกอินเข้าไปในเครือข่ายการผลิต

จะเห็นว่ากรรมวิธีในการผลิตก็คือ เราส่งลูกฟุตบอลไปให้ทีมงานสร้างแต่ละคน สมาชิกในทีมงานสร้าง ไม่ว่าจะอยู่ที่บ้าน ที่ออฟฟิศ โรงแรมที่พักต่างๆ หรือร้านกาแฟสตาร์บัคส์ใกล้บ้าน (ที่ให้บริการเครือข่ายอิน เทอร์เน็ตไร้สาย) เมื่อเชื่อมต่อเข้ากับอินเทอร์เน็ต แล้วสวมชุดเฮดโฟน ลดสัญญาณรบกวนของ Bose จะสามารถดู ฟัง อ่าน แสดงความคิดเห็น และปรับปรุงในผลงานที่ได้รับรู้ ดังนั้นในช่วงระยะเวลา 11 สัปดาห์ตามกำหนดการผลิต ทีมงานสามารถเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรับ-ส่งข้อมูล ตรวจสอบติดตามความคืบหน้าของงานผลิต ไม่ว่าดวงอาทิตย์จะอยู่ ณ ตำแหน่งใด ในทางเทคนิคแล้ว คุณจะใช้ลูกฟุตบอลที่เราแจกให้ในการผลิตร่วมเท่านั้น แต่คุณยังสามารถให้เครื่องโน้ตบุ๊กโดยทั่วไปในการทำงานหรือแก้ไขผลงานจากข้อมูลต่างๆ ที่ได้รับ"

หน้า 50


พลัง 10 ประการ ที่ทำให้โลกระนาบ 12

คอลัมน์ โลกระนาบ  โดย รอฮีม ปรามาท  ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3805 (3005)

ไฮเท่นได้ออกจากไวลด์ เบรนไปแล้ว แต่ผมรู้สึกยินดีมากที่ได้มีโอกาสพบเขาในวันนั้น เพราะบริษัทนี้เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึง นวัตกรรมในยุคใหม่ และพลังระนาบที่สานต่อมากจากการพังทลาย ของกำแพงเบอร์ลิน วินโดว์ และเน็ตสเคป

การพังทลายของกำแพงเบอร์ลิน เป็นเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ ที่ทั่วโลกรับรู้ ส่วนการที่เน็ตสเคป กลายเป็นบริษัทมหาชนก็เป็นข่าวครึกโครมไม่แพ้กัน แต่การปรากฏตัว และพลังประสานของซอฟต์แวร์ที่ลื่นไหล เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่สะดุดตา เป็นเหมือนการปฏิวัติเงียบ โดยที่ผู้คนโดยส่วนใหญ่แทบจะมองไม่เห็น พลังระนาบชนิดนี้ก่อตัวขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางถึงปลายทศวรรษตั้งต้นปี 2533 และส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างลึกซึ้ง เช่นเดียวกับพลังระนาบสองประการแรก ทำให้คนจำนวนมากในสถานที่ต่างๆ กัน สามารถร่วมกัน ออกแบบ แสดง จัดการ ข้อมูลทางธุรกิจ ซึ่งในอดีตต้องแยกกันทำด้วยการขีดเขียนด้วยมือ ผลลัพธ์ก็คือ ภารกิจการงานทั้งหลาย สามารถดำเนินไปอย่างต่อเนื่องไหลลื่น ทั้งภายในบริษัทและระหว่างบริษัทต่างๆ แม้จะอยู่ห่างไกลกันคนละทวีป และมีความรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ต้องใช้นวัตกรรมทางด้านซอฟต์แวร์ชนิดใหม่ๆ เป็นจำนวนมาก ซึ่งพัฒนาต่อยอดมาจากนวัตกรรมรุ่นก่อนหน้า โดยมีพัฒนาการดังนี้

หลังจากกำแพงเบอร์ลินพังทลายลง ต่อจากนั้น พีซีและบราวเซอร์ของเน็ตสเคป ก็ช่วยทำให้ผู้คนจำนวนมาก สามารถติดต่อสื่อสารกับคนอื่นๆ ได้อย่างใกล้ชิดและรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ไม่นานนักผู้คนที่ติดต่อกันทางช่องทางนี้ ก็ต้องการอะไรที่มากกว่า การท่องเวิลด์ไวด์เว็บ ส่งอี-เมล์ ข้อความ ภาพ และเพลง ผ่านอินเทอร์เน็ต พวกเขาต้องการ กำหนด ออกแบบ สร้าง ซื้อขาย ตรวจสอบรายการสินค้าในคลัง เสียภาษี หรือตรวจภาพเอกซเรย์ของผู้ป่วยที่อยู่ห่างออกไปครึ่งโลก และการทำภารกิจเหล่านี้จะต้องสามารถทำได้ในทุกแห่งหน ไม่ว่าจะใช้คอมพิวเตอร์แบบใด

ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่อันดับแรก ที่ช่วยให้การทำงานมีความลื่นไหลคล่องตัว ได้แก่ การประสานพลังกันระหว่างพีซี กับอีเมล์ ลองย้อนไปดูขั้นตอนการทำงานก่อนหน้ายุคคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต ฝ่ายขายรับออร์เดอร์ทางโทรศัพท์ บันทึกลงแผ่นกระดาษ แล้วเดินไปฝ่ายจัดส่งสินค้า จากนั้นฝ่ายจัดส่งสินค้าก็เดินถือกระดาษรายการสินค้า ไปยังฝ่ายออกใบเสร็จเก็บเงิน เพื่อจัดทำใบส่งสินค้าแก่ลูกค้า

พลังระนาบสองประการแรก ทำให้กระบวนการทำงานเกิดการปฏิวัติแบบก้าวกระโดดครั้งใหญ่ ฝ่ายขายรับออร์เดอร์ทางโทรศัพท์ หรือทางอินเทอร์เน็ต แล้วส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ส่งอีเมล์ไปยังฝ่ายจัดส่งสินค้า เพื่อส่งสินค้าไปให้กับลูกค้า ในเวลาเดียวกันระบบคอมพิวเตอร์ ก็ออกใบรายการส่งสินค้าโดยอัตโนมัติ พีซีและระบบปฏิบัติการวินโดวส์ ทำให้ทุกคนในบริษัทสามารถสร้าง จัดทำข้อมูลดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็น ถ้อยคำ ตัวเลข ภาพ ด้วยปลายนิ้ว ซึ่งนับเป็นการก้าวกระโดดครั้งใหญ่จากเดิมที่ใช้เครื่องพิมพ์ดีด และกระดาษจำนวนมาก และถ้าทั้งออฟฟิศใช้ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และระบบอี-เมล์ แบบเดียวกัน การติดต่อสื่อสาร และกระบวนการทำงานจะยิ่งลื่นไหลคล่องตัว สามารถส่งข้อมูลดิจิทัลจากฝ่ายหนึ่งไปยังอีกฝ่ายหนึ่ง ทั่วทั้งบริษัทโดยไม่มีอุปสรรคขวางกั้น

แต่ปัญหาก็คือ ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษตั้งต้นปี 2523 และต้นทศวรรษตั้งต้นปี 2533 ภายในบริษัทต่างๆ โดยส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้ ฮารด์แวร์ และซอฟต์แวร์ชนิดเดียวกันทั่วทั้งบริษัท แต่ละบริษัทมักค่อยๆ ติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์ทีละส่วนๆ หรือไม่ก็ใช้ซอฟต์แวร์ระบบหนึ่งกับฝ่ายบัญชี อีกระบบหนึ่งกับฝ่ายคลังสินค้า และอีกระบบหนึ่งกับการรับส่ง อี-เมล์ ดังนั้น ฝ่ายขายจึงอาจใช้โปรแกรมของไมโครซอฟท์ ขณะที่ฝ่ายคลังสินค้าใช้ Novell หรือ IBM

ผลก็คือ ภายในบริษัทไม่สามารถติดต่อสื่อสารหรือแบ่งปันแลกเปลี่ยนข้อมูลดิจิทัลระหว่างกันได้ ไม่สามารถประสานการทำงานร่วมกันได้ทางระบบคอมพิวเตอร์ หรือถ้าทำได้ก็ไม่ใช่เรื่องที่สะดวกง่ายดาย ดังนั้น แม้ว่าภายในแต่ละฝ่าย อาจทำงานได้อย่างสะดวกคล่องตัว แต่การทำงานของแต่ละฝ่ายก็ยังคงจำกัดอยู่ภายในกำแพงของตัว การติดต่อข้ามฝ่ายยังคงต้องใช้วิธีการเดินไปหา ฝ่ายขายยังคงต้องนำเอกสารไปให้กับฝ่ายคลังสินค้า หรือฝ่ายบัญชี

กระบวนการทำงานในเชิงดิจิทัล จึงยังไม่ลื่นไหลเท่าที่ควรจะเป็น การประสานงาน ร่วมกันทำงานในทางดิจิทัลยังไม่เกิด เรามักจะลืมเลือนไปว่า อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ถือกำเนิดขึ้นในลักษณะที่เป็นเหมือนกับ ระบบดับเพลิงอันเลวร้าย ภายในเมืองใหญ่ ถ้าพื้นที่ในแต่ละเขตมีระบบหัวท่อประปาดับเพลิงที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง การดับไฟจะทำได้ดีเฉพาะในเขตพื้นที่เล็กๆ เฉพาะตัวเท่านั้น แต่ถ้าเกิดไฟไหม้อย่างรุนแรงเป็นวงกว้าง รถดับเพลิงหรือหัวฉีดน้ำจากเขตใกล้เคียงจะไม่สามารถช่วยในการดับไฟได้ เพราะไม่สามารถเชื่อมต่อหัวฉีดน้ำเข้ากับท่อประปาดับเพลิงในเขตนั้นๆ ได้

ดังนั้น แม้ว่าเราจะประสบความสำเร็จครั้งใหญ่สามารถสร้างมาตรฐานเดียวกัน ในการแปลง ถ้อยคำ เพลง ภาพ และข้อมูลต่างๆ เป็นดิจิทัล ในระบบคอมพิวเตอร์ และส่งผ่านข้อมูลเหล่านี้ทางอินเทอร์เน็ต แต่ถ้าหากต้องการให้กระบวนการทำงาน ภายในระบบนิเวศดิจิทัล ลื่นไหลคล่องตัว ไร้กำแพงขวางกั้นอย่างแท้จริง เรายังต้องการนวัตกรรมอีกสองสิ่ง นั้นคือ ช่องทางมหัศจรรย์ที่เป็นโปรโตคอลหรือภาษาที่ทำให้อีเมล์ และโปรแกรมประยุกต์ทุกชนิด ทุกรูปแบบ สามารถเชื่อมต่อสื่อสารกันได้ทั้งภายในและภายนอกบริษัท ไม่ว่าจะใช้คอมพิวเตอร์หรือซอฟต์แวร์แบบใด และเราต้องการโปรแกรมเมอร์ก้าวหน้า ที่สามารถสร้างซอฟต์แวร์ชนิดใหม่ ที่ช่วยให้เราใช้ประโยชน์จากศักยภาพ ของคอมพิวเตอร์ได้สูงสุด ไม่ว่าจะเป็นการสร้าง ถ้อยคำ ข้อมูล เพลง และภาพ

อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ เริ่มต้นด้วยการสร้างและส่งเสริมโปรโตคอลที่มีชื่อเรียกว่า SMTP (simple mail transfer protocol) ซึ่งช่วยให้การแลกเปลี่ยนข้อความอีเมล์ จากคอมพิวเตอร์ที่มีระบบแตกต่างกัน สามารถทำได้ และทั่วโลกก็ได้มีระบบไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสามารถนำส่งจดหมายไปได้ทุกหนแห่งอย่างรวดเร็ว ประหยัด ไม่ว่าฝนจะตก หิมะจะลง หรือเกิดพายุลูกเห็บ แต่ถ้าต้องการให้บริษัทเกิดสภาวะระนาบอย่างแท้จริง แค่เพียงอีเมล์ ยังไม่เพียงพอ ฝ่ายต่างๆ ภายในบริษัท ฝ่ายขาย ฝ่ายการตลาด ฝ่ายผลิต ฝ่ายคลังสินค้า ฝ่ายการเงิน จะต้องสามารถประสานการทำงานร่วมกันได้ ไม่ว่าแต่ละฝ่ายจะใช้คอมพิวเตอร์หรือซอฟต์แวร์ชนิดใด และไม่ว่าข้อมูลที่ต้องทำงานร่วมกันนั้นอยู่ในรูปแบบใด

หน้า 50


พลัง 10 ประการ ที่ทำให้โลกระนาบ 13

คอลัมน์ โลกระนาบ โดย รอฮีม ปรามาท ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 03 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3806 (3006)

ระหว่างทศวรรษตั้งต้นปี 2523 ถึงต้นทศวรรษตั้งต้นปี 2533 ซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ได้มีพัฒนาการเกิดขึ้นอย่างหลากหลาย และพูดภาษาที่แตกต่างกัน ในการประสานพลังเหล่านี้เข้าด้วยกันต้องการนวัตกรรมชิ้นใหม่ อันเป็นเส้นทางอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถเชื่อมต่อได้กับฮาร์ดแวร์นานาชนิด และตัวรถที่สามารถขนส่งเอกสารหรือข้อมูล ในลักษณะที่ซอฟต์แวร์ต่างๆ สามารถอ่านได้ เส้นทางนี้ก็คือ มาตรฐานโปรโตคอลตามที่ได้กล่าวไปแล้ว คือภาษาของอินเทอร์เน็ตและเวิลด์ไวด์เว็บ

HTML เป็นภาษาสากลที่ทำให้ทุกคนสามารถออกแบบ สร้างเอกสารและข้อมูล ในลักษณะที่สามารถส่งผ่าน และอ่านได้บนเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกชนิด HTTP เป็นภาษาคอมพิวเตอร์ ซึ่งอธิบายถึงวิธีการที่คุณใส่เนื้อหาต่างๆ ลงในเส้นทางอินเทอร์เน็ต วิธีการสร้างให้เป็นรถที่วิ่งบนเส้นทางซึ่งเดินทางไปได้ทุกหนแห่ง และ TCP/IP เป็นเส้นทางที่รถวิ่ง เป็นระบบขนส่งที่นำพาข้อมูลจากเว็บเพจต่างๆ เดินทางไปตามช่องทางอินเทอร์เน็ต จากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง สู่คอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่ง และเว็บไซต์สู่เว็บไซต์ (stepforth.com เว็บไซต์ด้านเทคโนโลยี ได้อธิบายถึง TCP/ IP ไว้ว่า "เป็นวิธีการในการแบ่งข้อมูลปริมาณมากออกเป็นกลุ่มข้อมูลเล็กๆ และนำพากลุ่มข้อมูลเหล่านี้จากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่งผ่านทางเครือข่าย แล้วรวบรวมสร้างขึ้นเป็นเอกสารสำเนาในลักษณะที่เหมือนกับต้นฉบับดั้งเดิม")

เครก มันดี้ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคของไมโครซอฟท์ อธิบายว่า "โปรโตคอลเหล่านี้ ทำให้ผู้คนแลกเปลี่ยนเนื้อหาต่างๆ ได้อย่างหลากหลายไม่จำกัดเฉพาะเอกสารที่สร้างด้วยโปรแกรมเวิร์ดโปรเซสซิ่ง และอีเมล์ ทุกคนสามารถสร้างเอกสาร ได้นานาชนิด ตั้งแต่หน้าหนึ่งของ Amazon.com จนถึง การจัดรูปแบบเพื่อจ่ายเงินผ่านทางบัตรเครดิต และส่งผ่านจากเครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่ง โดยไม่มีความแตกต่างกันระหว่างเนื้อหาดั้งเดิมของผู้ส่ง กับเนื้อหาที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าผู้รับ" โปรโตคอลเหล่านี้ทำให้กระบวนการทำงานเริ่มต้นไหลลื่นอย่างแท้จริง นับตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษตั้งต้นปี 2533

ไวลด์ เบรน ต้องการซอฟต์แวร์ที่ช่วยให้กระบวนการทำงานลื่นไหลคล่องตัว เพื่อประสานการทำงาน ของทีมงานผลิตสร้างภาพยนตร์แอนิเมชั่น ซึ่งกระจายอยู่ทั่วโลก โบอิ้งต้องการซอฟต์แวร์ที่ลื่นไหลเช่นกัน เพื่อให้โรงงานผลิตหลายแห่งในสหรัฐ จัดส่งชิ้นส่วนซ่อมบำรุงเครื่องบินให้กับสายการบินต่างๆ ที่เป็นลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว ผ่านทางระบบการสั่งชิ้นส่วนทางคอมพิวเตอร์ และผู้ออกแบบสามารถทำงานร่วมกับวิศวกรการบินทั่วโลก ไม่ว่าจะอยู่ในรัสเซีย อินเดีย หรือญี่ปุ่น บรรดาแพทย์ก็ต้องการซอฟต์แวร์เหล่านี้ด้วยเช่นกัน เพื่อให้ภาพเอกซเรย์ที่ถ่ายในเมืองแบงกอร์ รัฐเมน สหรัฐอเมริกา สามารถอ่านได้ที่โรงพยาบาลในบังคาลอร์ ประเทศอินเดีย โดยนายแพทย์ที่รัฐเมนไม่ต้องกังวลว่า โรงพยาบาลที่บังคาลอร์จะใช้คอมพิวเตอร์ระบบใด

บรรดาบิดามารดาก็ต้องการโปรแกรมที่มีความคล่องตัวเหล่านี้ เพื่อให้ ซอฟต์แวร์ระบบธนาคารอิเล็กทรอนิกส์ ซอฟต์แวร์ระบบโบรก เกอร์ ระบบอีเมล์ของที่ทำงาน และซอฟต์แวร์สเปรดชีต สามารถนำมาใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กที่บ้าน สามารถทำงานที่ค้างคาอยู่ได้จากที่บ้าน สามารถติดต่อประสานงาน กับสำนักงานได้อย่างใกล้ชิด หรือแม้แต่อุปกรณ์เคลื่อนที่ของ blackberry และเมื่ออุปกรณ์ของทุกคนสามารถเชื่อมต่อเข้าด้วยกันได้

กระบวนการทำงานไม่เพียงแต่ลื่นไหลคล่องตัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แต่ยังขจัดความซ้ำซ้อน ช่วยลดขั้นตอนการทำงาน และขยายขอบเขตเครือข่ายการทำงานออกไปถึง 4 มุมโลกอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

มันดี้กล่าวว่า "จากนั้นผู้คนก็เริ่มมองว่า ถ้าหากต้องการให้ระบบการทำงานทุกอย่างเป็นอัตโนมัติเต็มรูปแบบจริงๆ ไม่เพียงแต่คนสามารถสื่อสารติดต่อกับคนได้อย่างคล่องตัวเท่านั้น ต้องทำให้จักรกลติดต่อสื่อสารกับจักรกลได้เองด้วย จักรกลจะต้องติดต่อสื่อสารกับจักรกลเครื่องอื่นๆ ได้ทุกเรื่อง โดยไม่จำเป็นต้องมีคนเข้ามาเกี่ยวข้อง หรือผ่านการอนุมัติของบริษัท" และนี่คือความสำเร็จขั้นต่อไป

ในทางเทคนิคแล้ว ความก้าวหน้าในส่วนนี้ได้แก่ การพัฒนาภาษาชนิดใหม่ในการสร้างข้อมูล ชื่อว่า XML (extensible markup language) และโปรโตคอลที่ใช้ในการขนส่งเรียกว่า SOAP (simple object access protocol) นวัตกรรมทั้งสอง ประสานกันทำงาน ทำให้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สองโปรแกรม สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูล และเอกสารที่บรรจุเนื้อหาได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นบันทึกรายการใบเสร็จ ธุรกรรมทางการเงินบันทึกทางการแพทย์ เพลง ภาพ บันทึกบัญชีธนาคาร เว็บเพจ โฆษณา บทคัดย่อหนังสือ เอกสารเวิร์ด หรือรายการสินค้า

ไมโครซอฟท์ ไอบีเอ็ม และบริษัทต่างๆ หลายบริษัทยอมรับและสนับสนุนการพัฒนา XML และ SOAP จนได้รับความนิยมและกลายเป็นมาตรฐานหนึ่งในอินเทอร์เน็ต แล้วกระบวนการทำงานที่ลื่นไหลก็ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ผู้คนสามารถเขียนโปรแกรมอินวอยซ์ที่มีลักษณะเฉพาะด้วยตนเอง โดยใช้ XML และ SOAP และมั่นใจว่า คอมพิวเตอร์จะส่งอินวอยซ์นั้นไปยังคอมพิวเตอร์ต่างๆ โดยไม่มีคนหรือบริษัทเข้ามาเกี่ยวข้อง มันดี้กล่าวว่า "ผลลัพธ์ก็คือ โลกอุตสาหกรรมยุคใหม่ ที่มีเครือข่ายแรงงานระดับโลก ประกอบด้วยทรัพยากรที่เป็นบุคคลและคอมพิวเตอร์"

สรุปก็คือ ในช่วงทศวรรษตั้งต้นปี 2523 ผู้คนเริ่มต้นใช้พีซีในการสร้างสรรค์เนื้อหาข้อมูลต่างๆ ในรูปแบบดิจิทัล และพิมพ์ลงบนกระดาษ จากนั้นก็นำไปแลกเปลี่ยน แบ่งปันกับคนอื่นๆ ด้วยการส่งด้วยมือ จดหมาย แล้วพัฒนาเป็นจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ต่อมาสามารถสร้างเนื้อหาข้อมูลลงในคอมพิวเตอร์ แล้วส่งผ่านถึงกันทางอินเทอร์เน็ต โดยการสร้างมาตรฐานโปรโตคอลต่างๆ การประสานการทำงานเริ่มลื่นไหลคล่องตัว

และในที่สุด ทุกวันนี้เราเดินหน้ามาถึงจุดที่กระบวนการทำงาน สามารถดำเนินไปด้วยการปล่อยให้คอมพิวเตอร์ติดต่อสื่อสารกับคอมพิวเตอร์ผ่านทางอินเทอร์เน็ตได้โดยไม่มีคนเกี่ยวข้อง โดยใช้นวัตกรรมโปรโตคอลรุ่นใหม่

สุดยอดมาตรฐาน(standards on top of standards)

แล้วเรากำลังจะเดินหน้าไปยังจุดใด ความยิ่งใหญ่ของ HTML, HTTP, TCP/IP, XML, และ SOAP อยู่ที่ว่า เมื่อได้รับการยอมรับเป็นมาตรฐานสากลแล้ว ทำให้ผู้คน และทุกสิ่งทุกอย่างสามารถเชื่อมต่อ แลกเปลี่ยน ประสานกันได้อย่างรวดเร็ว และเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ บรรดาบริษัทซอฟต์แวร์ก็ยุติการแข่งขันกันสร้างมาตรฐาน หัวท่อประปาดับเพลิง แล้วหันไปมุ่งเน้นปรับปรุงศักยภาพของท่อส่ง และรถดับเพลิง เพื่อให้ส่งผ่านน้ำได้ในปริมาณที่มากขึ้น เมื่อมาตรฐานได้รับการยอมรับ ผู้คนก็หันไปมุ่งพัฒนาคุณภาพของสิ่งที่ตนทำ แทนที่จะแข่งขันกันในการแสวงหาวิธีการทำ

หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เมื่อทุกคนสามารถเชื่อมต่อกันได้อย่างสะดวกง่ายได้ผ่านกลไกที่เป็นมาตรฐานสากล พวกเขาก็หันไปมุ่งพัฒนามูลค่าเพิ่มที่แท้จริง ซึ่งผลลัพธ์กลายเป็นซอฟต์แวร์ที่มีศักยภาพสูงและเป็นประโยชน์ในการส่งเสริม การประสานการทำงาน การสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ และการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ แทนที่จะติดยึดอยู่กับการแข่งขัน ที่เป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้าที่แท้จริงของส่วนรวม ซึ่งเป็นการแข่งขันเพื่อช่วงชิงความเป็นผู้นำและความเป็นใหญ่ส่วนตัว เป็นการถ่วงหรือสกัดกั้นความเจริญก้าวหน้า อันอาจนำไปสู่ความพ่ายแพ้ของทุกฝ่ายในที่สุด

หน้า 50


พลัง 10 ประการ ที่ทำให้โลกระนาบ 14

คอลัมน์ โลกระนาบ โดย รอฮีม ปรามาท ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 06 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3807 (3007)

ในระหว่างนั้นได้เกิดมาตรฐานใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมากมาย กระบวนการทำงานมีความคล่องตัวมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะมาตรฐานไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ช่องทางการสื่อสาร แต่รวมถึงสิ่งที่ส่งไปในช่องทางนั้นด้วย อันได้แก่ มาตรฐานรูปแบบของเอกสารและกระบวนการทางธุรกิจ

บัดนี้ เราไม่เพียงสร้างเอกสารและซอฟต์แวร์ในแบบที่เป็นมาตรฐานสากลเท่านั้น อาทิ เอกสารเวิร์ด หรือเว็บเพจ ซึ่งทุกคนสามารถอ่านได้จากหน้าจอคอมพิวเตอร์ของตน ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์แบบใด แต่เรายังสร้างมาตรฐานให้กับกระบวนการทางธุรกิจที่เอกสารเหล่านั้นเป็นตัวนำเสนอ โจเอล คอว์ลี่ย์ แห่ง ไอบีเอ็มอธิบายว่า

"ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณต้องการทำจำนอง หรือซื้อขายบ้านและที่ดิน คุณต้องทำตามขั้นตอนกระบวนการนับสิบอย่าง และมีข้อมูลจำนวนมากไหลเข้าบริษัทหรือสถาบันต่างๆ หลายแห่ง ธนาคารแห่งหนึ่งอาจเป็นผู้ดูแลอนุมัติสินเชื่อ ตรวจสอบเครดิต กำหนดอัตราดอกเบี้ย และดูแลด้านธุรกรรมการซื้อขาย แต่หลังจากนั้น วงเงินกู้อาจถูกขายไปให้กับธนาคารอื่นเป็นผู้จ่ายและรับชำระคืน"

เมื่อธุรกรรมทางด้านอสังหาริมทรัพย์เกิดมาตรฐานเดียวกัน โบรกเกอร์จะสามารถให้ความสำคัญกับความต้องการ ของผู้ซื้อได้มากขึ้น แทนที่จะเสียเวลาไปกับการวิ่งไล่ตามเอกสารต่างๆ เราได้เห็นมาตรฐานเกิดขึ้นแล้วในกระบวนการหลายๆ อย่าง อาทิ การจัดทำบัญชีเงินเดือน การจ่ายเงินในพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ การประเมินความเสี่ยง หรือแม้แต่การส่งผ่านและแก้ไขภาพและเพลงในทางดิจิทัล ตัวอย่างเช่น มาตรฐาน JPEG และที่สำคัญที่สุดได้แก่ รูปแบบการเชื่อมต่อของเครือข่ายการผลิตและจัดหา (supply chain)

ตัวอย่างได้แก่ เว็บไซต์ซื้อขายประมูลสินค้า eBay ที่ซึ่งทุกคนที่เข้าไปสามารถเป็นผู้ซื้อหรือผู้ขายได้ ไม่ว่าจะใช้เครื่องคอมพิวเตอร์แบบใด หรือใช้บราวเวอร์ตัวใด แต่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาด eBay ได้รับความนิยมอย่างสูง ได้แก่ การนำ PayPal มาใช้เป็นระบบมาตรฐานซึ่งทำให้ผู้ซื้อสามารถจ่ายเงินให้กับผู้ขายได้อย่างสะดวก PayPal เป็นระบบส่งผ่านเงินที่ถูกคิดค้นขึ้นในปี 2541 เพื่อรองรับธุรกรรมระหว่างลูกค้าต่อลูกค้า (C2C-customer-to-customer)

ตามข้อมูลจาก ecommerce guide.com ด้วยระบบ PayPal ทุกคนที่มีรหัสไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-mail address) สามารถส่งเงินไปให้กับคนอื่นๆ ที่มีรหัสไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์เช่นกันได้ ไม่ว่าผู้รับจะมีบัญชีของ PayPal หรือไม่ก็ตาม และ PayPal ไม่สนใจว่ามีการซื้อขายเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ถ้าใครสักคนจะจัดงานปาร์ตี้ให้กับคนคนหนึ่งในบริษัท และต้องการเงินช่วยเหลือจากคนอื่นๆ ในบริษัทก็สามารถใช้ระบบ PayPal ได้เช่นกัน

ผู้ที่เป็นโต้โผจัดงานสามารถส่งข้อความแจ้งเตือนของ PayPal ให้กับผู้ร่วมงานทุกคนผ่านทางอีเมล์ โดยมีเนื้อหาระบุถึงวิธีการจ่ายเงินไว้อย่างชัดเจน

ecommerce-guide.com ระบุว่า ระบบ PayPal มีวิธีการรับเงินจากผู้ซื้อ 3 วิธี ได้แก่ เก็บเงินจากบัตรเครดิตของผู้ซื้อ หักจากบัญชีเช็ค หรือหักจากบัญชีของ PayPal ที่เปิดด้วยเช็ค ผู้ขายหรือผู้รับเงินสามารถใช้เงินที่ได้รับซื้อสินค้าในระบบออนไลน์ หรือรับเงินจากระบบ PayPal ในรูปของเช็ค หรือให้ PayPal นำเงินที่ได้รับเข้าบัญชีเช็คโดยตรง การเปิดบัญชีกับ PayPal ก็ทำได้ง่ายดาย ในฐานะผู้ซื้อ สิ่งที่ต้องทำก็คือ ให้ชื่ออีเมล์แอดเดรส ข้อมูลบัตรเครดิต และสถานที่ส่งใบเสร็จรับเงิน

ระบบธนาคารและอีคอมเมิร์ซ มาตรฐานออนไลน์เหล่านี้ ทำให้ตลาดซื้อขายสินค้าในอินเทอร์เน็ต กลายเป็นระนาบเดียวกันอย่างรวดเร็ว เม็ก วิตแมน (Meg Whitman) ซีอีโอของ eBay กล่าวว่า "ถ้าไม่มี PayPal ในปี 2542 ถ้าต้องการซื้อขายสินค้าใน eBay หนทางเดียวที่ทำได้คือ การจ่ายเงินด้วยเช็คหรือธนาณัติ อันเป็นระบบที่อิงอยู่กับกระดาษ ไม่มีช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ในการส่ง หรือรับเงิน และผู้ซื้อหรือผู้ขายก็อาจเป็นรายย่อยที่ไม่มีคุณสมบัติเพียงพอ สำหรับการเปิดบัญชีรับเงินจากบัตรเครดิต ระบบ PayPal ทำให้บุคคลธรรมดาสามารถรับบัตรเครดิตเพื่อชำระค่าสินค้าได้ ผู้ซื้อสามารถซื้อสินค้าจากบุคคลธรรมดาโดยจ่ายเงินด้วยบัตรเครดิต ด้วยวิธีการเช่นนี้ ทำให้ตลาดขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวาง และการซื้อขายมีความคล่องตัว"

ในที่สุด eBay ก็เข้าซื้อ PayPal ไม่ใช่ด้วยคำแนะนำของธนาคารที่ปรึกษาการลงทุนในวอลล์สตรีต แต่เป็นคำแนะนำจากผู้ใช้บริการของ eBay วิตแมนเล่าว่า "เราตื่นขึ้นมาวันหนึ่ง และพบว่า ร้อยละ 20 ของผู้ที่ใช้บริการ eBay ยอมรับระบบ PayPal ตอนแรกเราพยายามต่อสู้ด้วยการสร้างระบบของตัวเองขึ้นมา ชื่อว่า Billpoint แต่ในที่สุด ในเดือนกรกฎาคม ปี 2545 เรารวมตัวกันอยู่ที่ห้องประชุม eBay Live ชุมชนออนไลน์กำลังบอกกับเราว่า ยุติการต่อสู้ได้ไหม พวกเขาต้องการมาตรฐานหนึ่งเดียว และพวกเขาได้เลือกแล้ว นั่นคือ PayPal พวกเขารู้ว่า eBay ต้องการให้มาตรฐานนี้เป็นของตัว แต่มันไม่ใช่ และในขณะนั้นเอง ที่เราได้ตระหนักว่า เราต้องซื้อบริษัทนี้ เพราะมันคือมาตรฐาน และมันไม่ใช่ของเรา การซื้อครั้งนั้นนับเป็นการซื้อที่คุ้มค่ามากที่สุด"

พัฒนาการขั้นตอนต่อไปของกระบวนการทำงานที่ลื่นไหล ตัวอย่างได้แก่ ในการนัดหมายกับทันตแพทย์ จะมีระบบมาตรฐานในการนัดหมายเพื่อตรวจรักษาไม่ว่ากับทันตแพทย์คนใด ขั้นแรกคือ สั่งคอมพิวเตอร์ด้วยเสียงพูดให้นัดหมายทันตแพทย์ จากนั้นคอมพิวเตอร์จะแปลงเสียงพูดลงเป็นคำสั่งดิจิทัล แล้วตรวจสอบปฏิทินตารางงานของคุณเทียบกับตารางเวลาว่างของทันตแพทย์ แล้วจึงเสนอกำหนดนัด 3 ตัวเลือก คุณก็คลิกเลือกไปที่วันเวลาที่ต้องการ หนึ่งสัปดาห์ก่อนหน้ากำหนดนัดหมาย คอมพิวเตอร์ของทันตแพทย์ จะส่งอีเมล์แจ้งเตือนกำหนดนัดมาที่คอมพิวเตอร์ของคุณ และคืนก่อนหน้ากำหนดนัด คุณก็จะได้รับโทรศัพท์จากคอมพิวเตอร์แจ้งเตือนด้วยระบบเสียง

ถ้าต้องการให้กระบวนการทำงานมีพัฒนาการก้าวหน้าไปเช่นนี้ รวมทั้งการพัฒนาด้านคุณภาพในการสร้างผลผลิต คอว์ลี่ย์ ฝ่ายวางแผนกลยุทธ์ของไอบีเอ็มกล่าวว่า "เราต้องการระบบที่เป็นมาตรฐานสากลเพิ่มมากขึ้น ระบบมาตรฐานที่จะทำให้ผู้ประกอบการทำธุรกิจด้วยกลไกและกระบวนการที่เหมือนกัน ยิ่งเราเชื่อมต่อกับทุกๆ คนด้วยมาตรฐานการสื่อสารแบบเดียวกัน เช่น XML อันนำมาซึ่งกระบวนการทางธุรกิจที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ยิ่งเป็นเรื่องง่ายที่เราจะตัดลดขั้นตอนที่ยุ่งยาก และส่งเนื้องานไปให้ฝ่ายผลิตซึ่งอยู่ที่ใดบนโลกก็ได้

และยิ่งมีกระบวนการผลิตที่ดีขึ้น และระบบนิเวศทางดิจิทัลมีการประสานพลังกันอย่างมีคุณภาพสูงขึ้น เร็วขึ้น และมีราคาถูกลง บรรดาพนักงานก็ยิ่งสามารถมุ่งเน้นกับความประณีต การสร้างมูลค่าเพิ่ม และการสร้างนวัตกรรมทางด้านสินค้าหรือการบริการ ซึ่งจะเป็นสิ่งที่สร้างเอกลักษณ์ความแตกต่างกันในแต่ละบริษัท มาตรฐานสากลไม่ได้เป็นตัวหยุดยั้งนวัตกรรม แต่มันเป็นการขจัดสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ เปลือกกระพี้ สิ่งที่ฟุ่มเฟือยซ้ำซ้อนออกไป เพื่อให้สามารถมุ่งเน้นกิจกรรมไปที่แก่นสำคัญและสิ่งที่มีคุณค่าอย่างแท้จริง"

หน้า 50


พลัง 10 ประการ ที่ทำให้โลกระนาบ (15)

คอลัมน์ โลกระนาบ โดย รออีม ปรามาท ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3808 (3008)

สุดยอดมาตรฐาน

ล่าสุดพัฒนาการของกระบวนการทำงานที่ลื่นไหลคล่องตัว กำลังก้าวสู่ขั้นตอนต่อไป ปัจจุบันเราได้สร้างกระบวนการที่เป็นมาตรฐานสากลเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ มนุษย์และจักรกลสามารถทำงานร่วมกัน สื่อสารกัน และแบ่งปันแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้อย่างสะดวกง่ายดาย และยังมีมาตรฐานในการทำธุรกรรมบางอย่าง เช่น การจำนองและการจ่ายเงินผ่านบัตรเครดิต การปฏิวัติในขั้นตอนต่อไปกำลังจะเกิดขึ้นจากกระบวนการรหัสชนิดใหม่ที่มีชื่อว่า AJAX (asynchronousJavaScript and XML)

AJAX ช่วยให้เราสามารถเข้าถึงเครื่องมือทางธุรกิจที่อิงอยู่กับเว็บไซต์ ซึ่งมีความสลับซับซ้อนและมีฐานข้อมูลที่มีปริมาณมาก โดยสามารถนำมาใช้ในกระบวนการทำงานภายในบริษัท ทั้งบริษัทผ่านทางระบบออนไลน์ โดยเสียค่าใช้จ่ายต่ำ ไม่ว่าจะเป็นระบบคลังสินค้า การติดต่อกับลูกค้า การรับสมัครพนักงาน การบริหารโครงการ การพัฒนาตัวสินค้า การวางแผนงาน จัดทำงบประมาณ และการบริหารงานบุคคล

ในเว็บไซต์บริการธุรกิจลักษณะเช่นนี้ คุณสามารถใช้เครื่องมือต่างๆ ในการจัดการ ดำเนินการทางธุรกิจ ผ่านทางระบบออนไลน์ รวมทั้งการจัดเก็บข้อมูลทางธุรกิจทั้งหมดลงในเว็บ โดยไม่ต้องเก็บลงในคอมพิวเตอร์ของบริษัท บริการในลักษณะนี้ จะเข้าแทนที่ซอฟต์แวร์ทางธุรกิจประเภทต่างๆ ได้ทั้งหมด โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องซื้อซอฟต์แวร์จำนวนมากมาใช้งาน โหลด อัพเดต อัพเกรด หรือปรับการทำงานเข้ากับระบบอื่นๆ

นี่เป็นการก้าวกระโดดครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่งของกระบวนการทำงานที่ลื่นไหล เรย์ ออสซี่ (Ray Ozzie) หัวหน้าฝ่ายเทคนิคอีกคนหนึ่งของไมโครซอฟท์เรียกมันว่า "ปรากฏการณ์ครั้งใหม่ในอินเทอร์เน็ต" ปัจจุบันมีเว็บไซต์ให้บริการด้านการจัดการและดำเนินธุรกิจเกิดขึ้นมากมาย ตัวอย่างเช่น Salesforce.com เว็บไซต์เหล่านี้มีแหล่งบริการโปรแกรมดำเนินการทางธุรกิจผ่านทางเว็บเป็นจำนวนมาก โดยผู้ใช้บริการจ่ายค่าบริการในราคาต่ำ เพียงแต่เชื่อมต่อเข้ากับระบบออนไลน์ก็สามารถใช้งานโปรแกรมเหล่านี้ในการจัดการทางธุรกิจได้อย่างสะดวกง่ายดาย ระบบการทำงานเป็นเหมือนกับโปรแกรมโดยทั่วๆ ไป โดยมีโปรแกรมมากมายที่สามารถรับมือกับภารกิจต่างๆ อันหลากหลายภายในแต่ละบริษัท

ความแตกต่างประการสำคัญก็คือ เครื่องมือในการจัดการเหล่านี้ รวมทั้งข้อมูลต่างๆ หรือแม้แต่รูปภาพ ไม่จำเป็นต้องเก็บไว้ในคอม พิวเตอร์ของบริษัท แต่มันจะถูกเก็บไว้ที่ฐานข้อมูลของ Salesforce.com และเนื่องจากเครื่องมือเหล่านี้ให้บริการผ่านทางอินเทอร์เน็ต และเขียนด้วยรหัสรูปแบบมาตรฐานที่ใช้ในเว็บ ทุกคนที่เชื่อมต่อกับระบบอินเทอร์เน็ตจึงสามารถใช้บริการได้อย่างสะดวกง่ายดาย และสามารถใช้ได้กับธุรกิจทุกประเภท กลไกสำคัญของพัฒนาการในขั้นตอนนี้ได้แก่ AJAX ซึ่งเป็นเทคนิคที่ทำให้โปรแกรมจัดการทางธุรกิจที่มีความสลับซับซ้อน บรรจุลงในเว็บเพจ และใช้เพียงบราวเซอร์พื้นฐาน ก็สามารถเข้าไปใช้งานได้อย่างสะดวกและคล่องตัว เหมือนกับการเข้าไปในเว็บไซต์ Amazon.com

AJAX ทำให้คุณสามารถทำทุกอย่างผ่านทางอินเทอร์เน็ต ทั้งโปรแกรมประมวลคำ ข้อมูล และกระบวนการต่างๆ ทางธุรกิจ เหมือนกับการใช้งานโปรแกรมทั่วๆ ไปที่บรรจุลงในพีซี อัตราค่าบริการของ Salesforce.com อยู่ที่ 65 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือนต่อผู้ใช้แต่ละคน (สำหรับบริษัทที่มีผู้ใช้งาน 1 ถึง 5 คน คิดค่าบริการ 17 ดอลลาร์ต่อเดือนต่อผู้ใช้แต่ละคน) หมายความว่า แทนที่คุณจะซื้อโปรแกรมธุรกิจต่างๆ ด้วยราคาสูง คุณเพียงแต่เช่าใช้งานด้วยราคาต่ำ โดยผู้ให้บริการเป็นผู้รับผิดชอบในการอัพเกรดและบำรุงรักษา

เคน จัสเตอร์ (Ken Juster) รองประธานฝ่ายนโยบาย กลยุทธ์ และกฎหมายของ Sales force.com กล่าวว่า "เราสามารถอัพเกรดบริการได้วันต่อวัน และจากการที่บริการเหล่านี้สร้างขึ้นด้วยมาตรฐานและส่งผ่านทางเว็บ ดังนั้นการอัพเกรดจึงทำได้อย่างรวดเร็ว โดยผู้ใช้บริการทั่วโลกสามารถเข้าใช้งานได้ทันที เราไม่เพียงพยายามช่วยให้ข้อมูลต่างๆ มีความลื่นไหล แต่ยังพยายามแสวงหา และแลกเปลี่ยนแนวทาง กระบวนการดำเนินธุรกิจที่ดีที่สุด ทั้งภายในบริษัทและระหว่างบริษัท"

เมื่อบริษัทใช้เครื่องมือในการจัดการ ดำเนินธุรกิจของ Salesforce.com ผ่านระบบออนไลน์ เพื่อช่วยให้กระบวนการทำงานของบริษัทลื่นไหลคล่องตัว ผลลัพธ์ที่ได้ส่วนหนึ่งอาจเป็นแนวทางที่ดีที่สุด อันเกิดขึ้นจากประสบการณ์ในการติดต่อกับลูกค้า โดยปรับเปลี่ยนแนวทางกระบวนการให้เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละราย บริษัทที่ใช้บริการยังสามารถเสนอแนวทาง กระบวนการที่คิดค้นขึ้นได้กลับไปให้ Salesforce.com เพื่อแบ่งปันให้กับบริษัทอื่นๆ โดยไม่คิดราคา หรืออาจคิดราคาสำหรับนวัตกรรมทางกระบวนการธุรกิจที่สร้างขึ้นใหม่ ด้วยกรรมวิธีเช่นนี้ Salesforce.com จึงเป็นเหมือนสื่อกลาง ที่ลูกค้านอกจากจะใช้บริการแล้ว ยังสามารถปรับปรุงเพิ่มเติมฐานของทรัพยากร ในการให้บริการทางธุรกิจ  หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ลูกค้าเป็นส่วนหนึ่งของทีมวิจัยและพัฒนา รวมทั้งทีมขาย

มาร์ก เบนนิออฟฟ์ (Marc Benioff) ซีอีโอของ Salesforce.com ให้สัมภาษณ์แก่ internetnews.com เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2548 ว่า "อันที่จริงเราไม่สามารถสร้างหรือปรับปรุงโปรแกรม และกระบวนการทางธุรกิจได้รวดเร็ว และง่ายดายเท่ากับลูกค้าปรับปรุงด้วยตนเอง"

แหล่งโปรแกรมการจัดการและการดำเนินการทางธุรกิจของ Salesforce.com มีขนาดใหญ่มาก สามารถให้บริการได้ ตั้งแต่บริษัทที่ดำเนินการโดยคนเพียงคนเดียวจนถึงบริษัทขนาดใหญ่อย่าง ไอบีเอ็ม จัสเตอร์เล่าว่า "ลูกค้าที่น่ายกย่องรายหนึ่งได้แก่ บริษัทเล็กๆ ขนาด 30 คน ซึ่งตั้งอยู่ในนครเซี่ยงไฮ้ ชื่อ Protime Consulting เจ้าของได้แก่ จัสติน ลู (Justin Lu) บริษัทของเขาทำหน้าที่ช่วยบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Sony, Hyatt และ Este"e Lauder ซึ่งมีสาขาจำหน่ายสินค้าอยู่ในจีน ในการทำอีมาร์เก็ตติ้งและเว็บไซต์ ปัจจุบันทำรายได้มากกว่า 1 ล้านดอลลาร์ต่อปี" ลูกล่าวว่า "ผมทำงานแทบทุกอย่างผ่านทางเว็บไซต์ โดยใช้บริการของ Salesforce.com บริษัทของผมเติบโตอย่างรวดเร็วมาก โดยมุ่งเน้นกิจกรรมไปที่การสร้างรายได้เพิ่มและรักษาต้นทุนของระบบให้อยู่ในระดับต่ำ ด้วยการใช้บริการของเว็บไซต์ที่ให้บริการทางธุรกิจ"

ตัวอย่าง ได้แก่ ลูใช้ระบบ online e-mail marketing ของ Salesforce.com ในการส่ง อีเมล์เป็นจำนวนมาก และใช้ระบบ sales force automation system จัดการข้อมูลก่อนการขายทั้งหมด ใช้ระบบ customer relationship management เพื่อสร้างฐานข้อมูลด้านลูกค้าสัมพันธ์ เขาใช้ศักยภาพของ 3 โปรแกรมนี้ในการสร้างบริษัทขึ้นมาด้วยเงินจำนวนไม่มากนัก

เขาเริ่มต้นด้วยการขายวิตามินสังเคราะห์จากธรรมชาติ (organic vitamins) ผ่านทางเว็บธุรกิจ โดยจ่ายเงินค่าธรรมเนียมให้กับ Yahoo ! ทุกเดือน เพื่อที่ว่าเมื่อใดก็ตามที่มีคนค้นหาคำว่า "organic vitamins" ในเว็บไซต์ของยาฮู โฆษณาสินค้าของเขาจะปรากฏขึ้นมาทันที จากนั้นเขาก็ใช้บริการของ Salesforce.com เป็นฐานในการดำเนินธุรกิจ ในที่สุดเขาก็ตั้งโรงงานผลิตวิตามินสังเคราะห์จากธรรมชาติเป็นของตนเอง นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของกลยุทธ์ทางธุรกิจ เป็นการสร้างธุรกิจขึ้นอย่างรวดเร็วในยุคแห่งโลกระนาบ ด้วยการทำงานจากที่บ้าน สนับสนุนด้วยพลังในการค้นหาข้อมูลของ Yahoo ! และศักยภาพในการดำเนินธุรกิจของ Salesforce จากการลงทุนด้วยเงินจำนวนไม่มากนัก ปัจจุบันเขากลายเป็นคู่แข่งสำคัญของบรรดาเครือข่ายร้านขายยายักษ์ใหญ่

เว็บไซต์ให้บริการด้านการจัดการและดำเนินธุรกิจ ทำให้นักธุรกิจเล็กๆ อย่าง จัสติน ลู สามารถเข้าถึงและใช้งานเครื่องมือทางธุรกิจที่มีศักยภาพสูง ซึ่งเดิมทีมีเพียงบริษัทยักษ์ใหญ่เท่านั้นที่ครอบครอง

หน้า 50


พลัง 10 ประการ ที่ทำให้โลกระนาบ (16)

คอลัมน์ โลกระนาบ  โดย รอฮีม ปรามาท  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3809 (3009)

เว็บไซต์ให้บริการโปรแกรมด้านการจัดการและดำเนินธุรกิจ ทำให้นักธุรกิจเล็กๆ อย่าง จัสติน ลู สามารถเข้าถึงและใช้งานเครื่องมือทางธุรกิจที่มีศักยภาพสูง ซึ่งเดิมทีมีเพียงบริษัทยักษ์ใหญ่เท่านั้นที่ครอบครอง นอกจากนี้ยังเป็นการปูทางสำหรับการปฏิวัติดุลแห่งอำนาจในหมู่ผู้สร้างแอปพลิเคชั่น ทางด้านธุรกิจ พัฒนาการก้าวต่อไปของเว็บไซต์ประเภทนี้ น่าจะเป็นไปในแนวทางของตลาดเปิดกว้างสำหรับบริการโปรแกรมทางธุรกิจที่มีลักษณะเหมือนเว็บไซต์ eBay กล่าวคือ นักพัฒนาโปรแกรมและผู้ประกอบการรายย่อย ไม่ว่าจะอยู่ในเซี่ยงไฮ้ บังคาลอร์ หรือซิลิคอน แวลลี่ย์ จะสามารถเขียน/สร้างแอปพลิเคชั่น ใส่ลงในเว็บไซต์ เช่น Salesforce.com ทำการตลาด และให้บริการในระดับโลก โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนด้วยเงินก้อนโต เหมือนกับธุรกิจซอฟต์แวร์ในปัจจุบัน

เบนนิออฟฟ์ ซีอีโอของ Salesforce.com ระบุในบันทึกที่มีถึงทีมงานของเขาเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2548 ว่า "นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเว็บไซต์บริการโปรแกรมทางธุรกิจ อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์กำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนแปลงสำคัญที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา อาจเทียบได้กับการปรากฏตัวของพีซีเลยทีเดียว บริษัทที่ดำเนินธุรกิจผ่านอินเทอร์เน็ตรุ่นใหม่ๆ กำลังแสดงให้เห็นว่า การให้บริการโปรแกรมผ่านระบบออนไลน์ กำลังเข้ามาแทนที่อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แบบดั้งเดิม ทั้งในด้านผู้บริโภคทั่วไป และภาคธุรกิจ ไมโครซอฟท์ต้องการให้ผู้คนซื้อซอฟต์แวร์เพิ่มมากขึ้น แต่เราต้องการเห็นจุดจบของการซื้อซอฟต์แวร์"

ไมโครซอฟท์ไม่ได้นิ่งดูดาย นิวยอร์ก ไทมส์ ฉบับวันที่ 9 พฤศจิกายน 2548 รายงานว่า เรย์ ออสซี่ หัวหน้าฝ่ายเทคนิค ได้เขียนบันทึกภายในเตือนผู้บริหารระดับสูงของไมโครซอฟท์ว่า บริษัทควรเร่งปรับเปลี่ยนกลยุทธ์พื้นฐานในการดำเนินธุรกิจ มิฉะนั้นจะต้องเผชิญกับสภาวะความเสียเปรียบในการแข่งขันกับบรรดาบริษัทที่ให้บริการโปรแกรมทางธุรกิจ ไม่กี่วันต่อมา ไมโครซอฟท์ประกาศว่า จะเสนอบริการใหม่สองรูปแบบ ได้แก่ Windows Live และ Office Live ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วก็คือ เว็บไซต์ที่ให้บริการโปรแกรมซึ่งได้รับความนิยมสูงของไมโครซอฟท์นั่นเอง ไม่กี่สัปดาห์ต่อมา กูเกิ้ล (Google) ประกาศว่า จะให้บริการดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ต่างๆ ได้ฟรี โดยซอฟต์แวร์เหล่านี้ไม่ได้เป็นของไมโครซอฟท์ เพียงเท่านี้ตลาดก็เริ่มระอุ

แน่นอนว่า บรรดาเว็บไซต์ให้บริการโปรแกรมทางธุรกิจกำลังท้าทายต่อไมโครซอฟท์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ทุกคนจะตัดขาดเลิกใช้ซอฟต์แวร์จากไมโครซอฟท์ในทันที เป็นความจริงที่ว่าเรากำลังก้าวจากโลกที่บรรดาบริษัทต่างๆ ล้วนมีระบบของตนเองเป็นอิสระแยกออกจากกัน สู่โลกที่ธุรกิจต่างเชื่อมโยงเป็นเครือข่าย และอยู่ในระบบที่ต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน สู่โลกระนาบที่บริษัทรุ่นใหม่ ไม่ว่าใหญ่หรือเล็ก สามารถเข้าร่วมในระบบเครือข่ายระดับโลก เพียงแต่ใช้เข้าไปในเว็บไซต์ให้บริการโปรแกรมทางธุรกิจ แล้วเช่าหรือใช้บริการโปรแกรมต่างๆ ตามแต่จะต้องการ นี่คือบริษัทในโลกยุคใหม่ เป็นบริษัทในโลกดิจิทัล ที่กำลังท้าทายต่อรูปแบบเดิมๆ ธุรกิจไม่ว่า ขนาดกลาง หรือเล็ก จะสามารถเข้าถึงเครื่องมือที่ช่วยให้กระบวนการทำงานลื่นไหล เครื่องมือที่มีศักยภาพสูง ซึ่งเมื่อไม่กี่ปีก่อนมีเพียงบริษัทยักษ์ใหญ่เท่านั้นที่สามารถครอบครองและใช้งานได้

แต่สิ่งหนึ่งที่พึงระลึกไว้ก็คือ ไม่ใช่แค่เพียงบริษัทเดียวมีเครื่องมือมาตรฐานที่ช่วยให้กระบวนการทำงานลื่นไหลคล่องตัว แต่ทุกบริษัทล้วนสามารถครอบครองและใช้งานเครื่องอันทรงพลังเหล่านี้ได้ ดังนั้นสิ่งที่ต้องแข่งขันกันก็คือการสร้างตัวสินค้าหรือบริการให้โดดเด่นเหนือกว่าคู่แข่ง

และในการทำเช่นนี้ จำต้องพัฒนาแนวทางเฉพาะตัวในการนำเทคโนโลยีสารสนเทศผสานเข้ากับแก่นหรือจุดยืนทางด้านธุรกิจ ไม่ว่าจะคืออะไรก็ตาม

อาจจะเป็นเรื่องดีที่สามารถบริหารงานลูกค้าสัมพันธ์ผ่านทางเว็บ โดยเสียค่าใช้จ่ายต่ำ อาจจะเรื่องวิเศษที่มีเครื่องมือที่ช่วยให้กระบวนการทำงานคล่องตัวและมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล โดยไม่ต้องจ่ายเงินก้อนโต แต่สิ่งสำคัญอันดับแรก คือการแสวงหาลูกค้าให้ได้ แสวงหาศักยภาพอันโดดเด่น ในการแข่งกันของตัวเองให้เจอ นั่นหมายความว่า คุณต้องมีวิสัยทัศน์ มีสายตาที่แหลมคม มีความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงและสร้างสรรค์ และแน่นอนคุณต้องมีระบบ เครื่องมือ หรือซอฟต์แวร์ ที่จะช่วยให้สามารถผลิตสินค้าหรือบริการของตนเองให้โดดเด่นเหนือใคร

ขีดความสามารถในการแข่งขัน จะต้องสร้างขึ้นในทุกอณูของบริษัท และจะต้องปรับปรุงพัฒนาอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็น การวิเคราะห์แยกแยะวิธีการทำงาน กระบวน การผลิต หรือซอฟต์แวร์ แอปพลิเคชั่น คุณไม่สามารถดึงเอาสิ่งที่ต้องการให้ออกมาพร้อมสำเร็จรูปจากลิ้นชัก หรือออกมาจากเว็บ หรือถ้าคุณทำได้ คู่แข่งของคุณก็ต้องทำได้เช่นกัน

นอกจากนี้ พัฒนาการของกระบวนการทำงานที่ลื่นไหลเหล่านี้ จากโปรโตคอลในการติดต่อสื่อสาร จนถึงมาตรฐานกระบวนการทางธุรกิจ ซึ่งสามารถเช่าใช้ผ่านทางเว็บไซต์ กำลังจะนำไปสู่การทดลองและสร้างนวัต กรรมใหม่ๆ ท่ามกลางกระแสอันเชี่ยวกราก ผลผลิตและบริการรูปแบบใหม่ๆ กำลังก่อตัวขึ้น เช่นเดียวกับความต้องการซอฟต์แวร์ที่ยืดหยุ่น และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่ช่วยขับเคลื่อนนวัตกรรมใหม่ๆ และเมื่อหมอกควันกับฝุ่นผงจางลง หลักคิดเกี่ยวกับกระบวนการทำงานในยุคใหม่ วิธีการที่ช่วยให้การทำงานเกิดความคล่องตัว หรือแม้แต่การจัดตั้งบริษัท อาจเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง

"กระบวนการทำงานที่ลื่นไหลปฏิวัติอุตสาหกรรมบริการ เหมือนกับที่เฮนรี่ ฟอร์ด เคยปฏิวัติกระบวนการผลิตในโรงงาน" เจอรี่ ราโอ (Jerry Rao) ผู้ประกอบการในอินเดียที่ทำงานด้านบัญชีให้กับธุรกิจในสหรัฐกล่าว "เราแยกภารกิจและกระบวนการทำงานขั้นตอนต่างๆ ออกจากกัน (แต่มีมาตรฐานเดียวกัน) แล้วส่งภารกิจแต่ละอย่างไปกับให้ผู้ที่ทำภารกิจนั้นได้ดีที่สุด และเนื่องจากเราทำงานในสภาพแวดล้อมดิจิทัล ผู้ที่ทำงานแต่ละอย่างจึงไม่จำเป็นต้องอยู่ใกล้ชิดกันในทางกายภาพ จากนั้นสำนักงานส่วนกลาง (หรือศูนย์กลางที่รับผิดชอบ ซึ่งอาจอยู่ที่ใดก็ได้) จะทำหน้าที่รวบรวมปะติดปะต่องานที่ทำเสร็จแต่อย่างเข้าด้วยกัน กระบวนการเช่นนี้ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่เล็กน้อย แต่ถือเป็นการปฏิวัติครั้งใหญ่เลยทีเดียว ทำให้เจ้านายหรือหัวหน้างานอยู่อีกที่หนึ่ง และลูกน้องหรือเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานสามารถทำงานอยู่อีกที่หนึ่ง หรือที่แห่งใดก็ได้

ซอฟต์แวร์ที่ลื่นไหลเหล่านี้ ทำให้คุณสามารถสร้างสำนักงานที่มีเครือข่าย โยงใยครอบคลุมทั่วโลกขึ้นได้ในอาณาจักรของระบบดิจิทัลออนไลน์ ไม่มีข้อจำกัดด้านขอบเขตทางกายภาพของสำนักงาน หรือแม้แต่พรมแดนประเทศ คุณสามารถเข้าถึงหรือใช้บริการของมันสมองชั้นยอด ที่นั่งทำงานอยู่อีกซีกโลกหนึ่ง และกำหนดให้ส่งงานได้ตรงตามความต้องการ ตรงตามเวลาจริง ทันทีทันใดที่งานนั้นเสร็จสมบูรณ์ นั่นหมายความว่า 24 ชั่วโมงในหนึ่งวัน /7 วันในหนึ่งสัปดาห์/ 365 วันในหนึ่งปี เราต่างสามารถทำงานในวันเวลาใดก็ได้ โดยจำเป็นไม่ต้องคำนึงถึงขีดจำกัดด้านวันเวลา และกระบวนการเหล่านี้เกิดขึ้นได้ในชั่วพริบตา นี่คือการปฏิวัติโลกยุคใหม่ที่เกิดขึ้นในช่วงสองถึงสามปีที่ผ่านมา"

หน้า 50


พลัง 10 ประการ ที่ทำให้โลกระนาบ (17)

คอลัมน์ โลกระนาบ โดย รอฮีม ปรามาท ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3810(3010)

พลังระนาบที่ 4

อัพโหลด (upload - การถ่ายโอนข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายไปยังคอมพิวเตอร์แม่ข่าย) พลังของชุมชนดิจิทัลออนไลน์

อลัน โคเฮน (Alan Cohen) ยังคงจดจำได้ถึงครั้งแรกที่เขาได้ยินคำว่า "อาปาเช่ (Apache)" ในวัยผู้ใหญ่ ไม่ใช่จากภาพยนตร์คาวบอยห้ำหั่นกับอินเดียนแดง แต่เป็นในช่วงทศวรรษตั้งต้นปี 2533 ขณะที่ตลาดดอตคอมกำลังเฟื่องฟู

เขาดำรงตำแหน่งผู้จัดการอาวุโสของ ไอบีเอ็ม ช่วยดูแลธุรกิจด้านอีคอมเมิร์ซ ที่เพิ่งเริ่มต้นดำเนินการ

"ผมมีทีมงานพร้อม และเงินลงทุน 8 ล้านดอลลาร์" โคเฮนระลึกความหลัง "เรากำลังขับเคี่ยวด้านอีคอมเมิร์ซ ซึ่งมีเดิมพันสูง กับไมโครซอฟท์ เน็ตสเคป ออราเคิล ซัน และยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย ไอบีเอ็มมีทีมขายขนาดใหญ่ รับผิดชอบการขายซอฟต์แวร์ผ่านทาง อีคอมเมิร์ซ

วันหนึ่ง ผมถามผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาซึ่งทำงานอยู่ในสังกัดผมว่า เจฟฟ์ ช่วยเล่าให้ฟังถึงกระบวนการพัฒนาระบบอีคอมเมิร์ซ เริ่มจากเว็บเซิร์ฟเวอร์ (web server - เครื่องคอมพิวเตอร์ที่บรรจุเว็บเพจ และเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตเครื่องคอมพิวเตอร์ในเครือข่าย จะเรียกดูเว็บเพจได้จากเครื่องบริการเว็บนี้) ใช้โปรแกรมอะไรเป็นพื้นฐาน เขาตอบว่า มันทำงานด้วยอาปาเช่ ผมนึกถึงจอห์น เวย์น แต่ก็ถามว่า อาปาเช่คืออะไร เขาตอบว่า เป็นโปรแกรมแชร์แวร์ (shareware - ซอฟต์แวร์ที่เปิดให้คัดลอกทดลองใช้ได้ฟรี แต่อาจขอรับบริจาคตามความสมัครใจ หากผู้ใช้ต้องการบริการสนับสนุนและอัพเดต) สำหรับเว็บเซิร์ฟเวอร์ เป็นโปรแกรมที่นำไปใช้ได้โดยไม่ต้องซื้อ สร้างขึ้นโดยกลุ่มผู้เชี่ยวชาญคอมพิวเตอร์ที่ทำงานออนไลน์ แบบโอเพ่นซอร์ซ ผ่านทางแชตรูม (chat room - พื้นที่หรือบริการในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ซึ่งผู้ที่เชื่อมต่อสามารถส่งผ่าน แลกเปลี่ยนข้อความและข้อมูลได้ทันทีทันใดตรงตามเวลาจริง) ผู้ที่ต้องการใช้สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีจากเว็บไซต์ที่ให้บริการ

ผมจึงถามว่า แล้วใครจะเป็นผู้ปรับปรุงแก้ไข หรือช่วยเหลือ ถ้าหากมีการทำงานที่ผิดปกติ เขาตอบว่า ผมไม่ทราบ แต่มันก็ใช้งาน ได้ดี และนี่แหละที่ผมรู้จักกับอาปาเช่เป็นครั้งแรก"

"คงจำกันได้ ในเวลานั้นไมโครซอฟท์ ไอบีเอ็ม ออราเคิล และเน็ตสเคป ต่างพยายามสร้างโปรแกรมเว็บเซิร์ฟเวอร์ในเชิงพาณิชย์ พวกนี้เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งนั้น

แต่จู่ๆ ลูกน้องของผม ก็บอกกับผมว่า เราควรให้โปรแกรมเว็บเซิร์ฟเวอร์ของเราฟรีทางอินเทอร์เน็ต ดูเหมือนว่าบรรดาผู้บริหารบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหลายต่างทุ่มเทวางกลยุทธ์ วางแผนอย่างคร่ำเคร่ง ระมัดระวัง แต่ผู้ที่ พลิกสถานการณ์กลับเป็นคนกลุ่มเล็กๆ ในระบบออนไลน์ ผมถามต่อไปว่า แล้วใคร เป็นคนดูแลโปรแกรมอาปาเช่"

ถูกต้อง ผู้กุมอำนาจที่แท้จริงคือคนกลุ่มเล็กๆ ในเมล์รูม คนเหล่านี้คือผู้ตัดสินว่าจะใช้ซอฟต์แวร์อะไร และคุณก็ต้องใช้ตามนั้น เพราะปัจจุบันชุมชนของผู้เชี่ยวชาญอิสระ ด้านคอมพิวเตอร์เหล่านี้กำลังร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในการออกแบบซอฟต์แวร์ใหม่ๆ แล้วอัพโหลดให้โลกได้ใช้โดยไม่ต้องซื้อหา เรียก ได้ว่าเป็น "ซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นโดยชุมชนดิจิทัลออนไลน์"

และด้วยสภาพแวดล้อมของโลกระนาบ ชุมชนเหล่านี้ยิ่งทวีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาสร้างและนำเสนอข่าวสาร ตลอดจนความคิดเห็นของตนเองผ่านสิ่งที่เรียกว่าเว็บบล็อก หรือบล็อก (webblogs blogs) โดยไม่จำเป็นต้องมีคนกลางหรือสื่อ เช่น หนังสือพิมพ์ และปัจจุบัน ชุมชนเหล่านี้ยังกำลังสร้างแหล่งข้อมูลความรู้เสรีขึ้นมาใหม่ ในลักษณะของเอนไซโคลพีเดีย หรือสารานุกรม แล้วอัพโหลดให้โลกได้รับรู้ใช้งาน โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสารานุกรมที่เป็นเล่มหนังสือแบบเดิมๆ หรือแม้แต่สารานุกรมดิจิทัล อย่าง Encarta สารานุกรมเสรีออนไลน์นี้ มีชื่อว่า Wikipedia

นอกจากนี้ บรรดานักบุกเบิกในชุมชน ออนไลน์เหล่านี้กำลังนำเสนอผลงานของตนเอง ทั้งด้านเพลง วีดิทัศน์ กวีนิพนธ์ ทรรศนะและคำวิจารณ์ ไปทั่วโลกเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดย ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาร้านค้าหรือผู้ให้บริการเนื้อหา (content provider) ในรูปแบบเดิมๆ การส่งผ่านข้อมูลแบบมัลติมีเดียเหล่านี้ เรียก ว่า podcasting ทางด้านขาประจำของ Amazon.com ก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพา ทรรศนะหรือบทวิจารณ์หนังสืออันทรงอิทธิพลของ The New York Review of Books และ The New York Times Book Review

พวกเขาสามารถเขียนและอ่านคำแนะนำวิจารณ์หนังสือ ซึ่งอาจจะเป็นบทวิจารณ์ที่น่าสนใจ และเป็นทรรศนะที่สำคัญ และเป็นประโยชน์ในระดับโลกได้โดยง่าย ผมเกรงว่า ในไม่ช้าอะเมซอน คงจะรับงานเขียนจากนักเขียนทั่วไป แล้วผลิตขายในรูปแบบหนังสือดิจิทัลออนไลน์ ส่วนสมาชิกของ eBay ได้สร้างชุมชนตลาดการค้าขายออนไลน์ขึ้นแล้ว รวมทั้งมีระบบตรวจสอบและประเมินความน่าเชื่อถือ ไว้วางใจของผู้ซื้อและผู้ขายโดยให้ระดับ เป็นจำนวนดาว

ฝ่ายผู้ก่อการร้าย เช่น สมาชิกของกลุ่มอัล-เคดา ก็ขยายกิจกรรมในการอัพโหลด รายงานข่าวของตนเอง ถ้อยแถลง คำขู่ โดยไม่ต้องรอให้บีบีซี หรือซีบีเอส มาสัมภาษณ์สนทนา พวกเขาสามารถส่งข้อความประกาศ ข่าวสาร ส่งตรงสู่คอมพิวเตอร์ของประชาชน โดยผ่านบริการของ AOL หรือ MSN

นี่คือรูปแบบต่างๆ ของการอัพโหลด พัฒนาการต้นกำเนิดของโลกระนาบ ไม่เพียงแต่ทำให้ผู้คนจำนวนมาก สามารถสร้างสรรค์เนื้อหาข้อมูลของตนเอง และแบ่งปันแลกเปลี่ยนข้อมูลเหล่านั้น แต่ยังทำให้สามารถอัพโหลดเนื้อหาข้อมูล ทั้งในส่วนที่ผลิตขึ้นเองโดยเอกเทศ หรือเป็นผลงานร่วมของชุมชน ที่พัฒนาความร่วมมือกันขึ้นมาเผยแพร่ออกไปทั่วโลก โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาลำดับขั้นตอน องค์กร หรือสถาบันในรูปแบบเก่าๆ

อำนาจใหม่ที่เพิ่งค้นพบของปัจเจกบุคคลและชุมชน ในการส่งผลงานและความคิดเห็นของตนเข้าสู่ระบบออนไลน์ ส่งกระจายออกไป และเผยแพร่อย่างกว้างขวาง ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้ทำในเชิงพาณิชย์ เป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบพื้นฐาน ของกระแสในการสร้างสรรค์ นวัต กรรม พลังขับเคลื่อนทางการเมือง การรวบรวมและกระจายข่าวสาร เป็นพลังที่สร้างขึ้นมาจากระดับฐานล่าง ที่โยงใยครอบคลุมไปทั่วโลกอย่างใกล้ชิดหรือมีส่วนร่วมกับปรากฏการณ์มากที่สุด ไม่ใช่เป็นการสร้างหรือสั่งการจากระดับเบื้องบน ปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นทั้งภายในและภายนอกบริษัท และสถาบันรูปแบบดั้งเดิม ไม่มีข้อสงสัยใดๆ เทคโนโลยีการอัพโหลด นำมาซึ่งการปฏิวัติครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ของรูปแบบการแลกเปลี่ยน ความร่วมมือ และการประสานพลังกันของมวลมนุษยชาติ ในยุคแห่งโลกระนาบ

นับจากนี้ไปเราไม่เพียงแต่เป็นผู้บริโภคในฐานะปัจเจก แต่ยังสามารถมีบทบาทในฐานะเป็นผู้ผลิตเพิ่มมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

ในตอนต่อไป ผมจะมุ่งเน้นไปที่การอัพโหลดข้อมูลสามรูปแบบที่มีบทบาทสำคัญ มีพัฒนาการอย่างรวดเร็ว และได้รับความ นิยมอย่างกว้างขวาง ได้แก่ ขบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์โดยชุมชนดิจิทัลออน์ไลน์ สารานุกรมเสรีวิกิพีเดีย และเว็บบล็อก/ พอดคาสต์

หน้า 50


พลัง 10 ประการ ที่ทำให้โลกระนาบ (18)

คอลัมน์ โลกระนาบ โดย รอฮีม ปรามาท  ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3811 (3011)

ผมได้แนวคิดที่จะบรรจุ "การอัพ โหลด" (ตามความหมายที่ได้กล่าวมานี้) เป็นพลังระนาบที่ 4 จากเรียงความกระตุ้นความคิดชื่อ "We Are the Web," เขียนโดย เควิน เคลลี่ (Kevin Kelly) ผู้ร่วมก่อตั้งนิตยสาร Wired เขียนเมื่อเดือนสิงหาคม 2548 เคลลี่ระบุว่า "ยุคหลังจากเน็ตสเคป อิน เทอร์เน็ตยิ่งขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวาง แต่การจราจรภายในสายเคเบิลและสายโทรศัพท์อยู่ในสภาวะอสมมาตร หรือไม่เท่าเทียมกัน กล่าวคือ อัตราการดาวน์โหลดมีสูงเกินกว่าอัตราการอัพโหลดมาก คติในยุคนั้นยึดถือว่าผู้คนสามัญโดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องอัพโหลด พวกเขาเป็นเพียงผู้บริโภค ไม่ใช่ผู้ผลิต มาบัดนี้สถานการณ์พลิกผันไปอย่างรวดเร็ว ตัวอย่างหนึ่งของอินเทอร์เน็ตยุคใหม่ได้แก่ BitTorrent (เป็นเว็บไซต์ที่อนุญาตให้ยูสเซอร์อัพโหลดเพลงที่ตนมี และสามารถดาวน์โหลดเพลงที่คนอื่นมี)...

โครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารที่มีอยู่กำลังย่างก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ในโลกของอินเทอร์เน็ตผู้คนกำลังเริ่มเปลี่ยนสถานะจากผู้รับเป็นผู้มีส่วนร่วม และ นี่คือทิศทางที่เรากำลังก้าว ไปในช่วงสิบปีข้างหน้า" เคลลี่ชี้ว่า "วันหนึ่งในอนาคต ทุกคนจะสามารถสร้างสรรค์ผลงานของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการแต่งเพลง เขียนหนังสือ ผลิตวิดีทัศน์ สร้างเว็บบล็อก และเขียนโปรแกรม เผยแพร่ออกไปในวงกว้าง...จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าการไหลเวียนของข้อมูลมีความสมมาตร และมีแนวโน้มที่จะเกื้อหนุนต่อการสร้างสรรค์ผลงานต่างๆ ของผู้คนเป็นจำนวนมาก จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อผู้คนอัพโหลดข้อมูลมากกว่าการดาวน์โหลด"

นานมาแล้วที่เราอยู่ภายใต้สถานการณ์ที่การผลิตสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่มีคุณค่าคงทนหรือมีความสลับซับซ้อนสูง ต้องใช้กลุ่มคนในองค์กรหรือสถาบันที่มีการทำงานประสานกัน มีการจัดสายการบังคับบัญชาหรือการบริหารที่แน่นอน การทำงานเป็นไปในลักษณะจากบนลงสู่ล่าง เพื่อให้ภารกิจสำเร็จลุล่วง และนำออกเสนอต่อชาวโลก แต่ด้วยศักยภาพที่ยิ่งใหญ่ชนิดใหม่ในการอัพโหลดข้อมูล ซึ่งเป็นผลมาจากสภาวะโลกระนาบ ปัจจุบัน เราสามารถผลิตสิ่งที่มีความสลับซับซ้อน ทั้งด้วยตัวเองโดยลำพัง และในฐานะของสมาชิกคนหนึ่งในชุมชนที่ร่วมมือกัน ผ่านระบบออนไลน์ โดยลำดับชั้นและขั้นตอนการทำงานลดน้อยลงมาก รวมทั้งเสียค่าใช้จ่ายน้อยลงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ในที่นี้ผมจะมุ่งเน้นอธิบายถึงการอัพโหลดข้อมูลในสามรูปแบบที่มีบทบาทสำคัญ มีพัฒนาการอย่างรวดเร็ว และได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง ได้แก่ ขบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์โดยชุมชนดิจิทัลออน์ไลน์ สารานุกรมเสรีวิกิพีเดีย และเว็บบล็อก/พอดคาส

ซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นโดยชุมชนดิจิทัลออนไลน์

ขบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์โดยชุมชนดิจิทัลออนไลน์ หรือที่เรียกกันว่า ชุมชน "โอเพ่นซอร์ซ (opensource)" ก่อกำเนิดมาจากการที่บริษัท หรือขบวนการเฉพาะกิจ ซึ่งเผยแพร่รหัสต้นฉบับ (source code-คำสั่งต้นทาง ที่ทำให้ซอฟต์แวร์ทำงานต่างๆ) ทางเครือข่ายออนไลน์ โดยอนุญาตให้ทุกคนสามารถดาวน์โหลดไปใช้งานได้ตามความต้องการ และสามารถมีส่วนร่วมในการปรับปรุงพัฒนาโปรแกรมตามความต้องการเฉพาะราย ชุมชนหรือขบวนการเหล่านี้ เป็นเหมือนห้องแชต ที่มีวิศวกรอิสระร่วมมือกันในการสร้างซอฟต์แวร์ ที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนารหัสต้นฉบับ เพื่อให้กระบวนการทำงานดีขึ้น และใช้ประโยชน์จากโปรแกรมดังกล่าว ตราบเท่าที่ดำเนินไป ตามเงื่อนไขของชุมชนโอเพ่นซอร์ซนั้นๆ

แม้ว่าชุมชนเหล่านี้ดูจะมีการดำเนินการในรูปแบบเดียวกัน แต่ก็สามารถแบ่งออกได้เป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ ด้วยปัจจัยที่สำคัญยิ่ง กลุ่มที่หนึ่งขอเรียกว่า "ชุมชนทรัพย์สินร่วมทางปัญญา (intellectual commons community)" มีหลักเกณฑ์พื้นฐานระบุว่า ทุกคนในชุมชนสามารถใช้รหัสต้นฉบับนี้เป็นรากฐานของผลิตภัณฑ์ในเชิงพาณิชย์ แต่ต้องระบุถึงกลุ่มดั้งเดิม ที่เป็นผู้สร้างโปรแกรมนี้ขึ้นมา ดังนั้นไม่ว่าซอฟต์แวร์จะถูกปรับปรุงพัฒนาเปลี่ยนรูปไปเพียงใด ผู้พัฒนาปรับปรุงจะต้องให้เครดิตแก่ชุมชนแรก ที่สร้างโปรแกรมนี้ขึ้นมาทุกครั้ง อีกกลุ่มหนึ่งขอเรียกว่า "ชุมชนซอฟต์แวร์สาธารณะ (free software community)" กลุ่มนี้แย้งว่า ถ้าคุณสร้างผลิตภัณฑ์ลูก ซึ่งมีรากฐานมาจากรหัสที่ชุมชนพัฒนาซอฟต์แวร์ฟรีสร้างขึ้นมา คุณควรส่งนวัตกรรมของคุณ กลับคืนมาให้ชุมชนสาธารณะด้วย นั่นหมายความว่า คุณจะต้องเผยแพร่ให้ทุกคนใช้ได้ฟรี ไม่สามารถนำไปขายได้

ก่อนหน้านี้ผมไม่ได้สนใจต่อขบวนการโอเพ่นซอร์ซมากนัก แต่เมื่อศึกษาอย่างจริงจัง ผมได้พบกับอาณาจักรอันน่าทึ่งของพวกเขา เป็นชุมชนหรือขบวนการที่สร้างตัวขึ้นมาทางระบบดิจิทัลออนไลน์ ประกอบไปด้วยอาสาสมัครหลากหลายวิชาชีพ หลายวัย ชุมชนพัฒนาซอฟต์แวร์ดิจิทัลออนไลน์กลุ่มแรก ยึดแนวทางทรัพย์สินร่วมทางปัญญา ก่อกำเนิดมาจากประชาคมทางด้านวิชาการ และวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีชุมชนแห่งความร่วมมือกันในแวดวงวิชาการอยู่ก่อนหน้าแล้ว โดยบรรดานักวิทยาศาสตร์ติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลความคิดเห็นระหว่างกันผ่านทางเครือข่ายส่วนตัวที่สร้างขึ้นเอง (ในเวลาต่อมาได้พัฒนาเป็นอิน เทอร์เน็ต) เป็นการระดมสมองเพื่อขบคิดแก้ไขโจทย์ทางด้านวิทยาศาสตร์ หรือคณิตศาสตร์ที่สำคัญ และยากยิ่ง อาปาเช่ โปรแกรมเว็บเซิร์ฟเวอร์ที่โด่งดัง ก็ถือกำเนิดมาจากรูปแบบโอเพ่นซอร์ซตามแนวทางนี้

ผมได้สอบถาม ไมค์ อาร์กูเอลโล่ สถาปนิกระบบไอที ซึ่งเป็นเพื่อนของผมว่า ทำไมผู้คนจึงเลือกใช้แนวทางนี้ เขาตอบว่า "คนในวงการไอทีมักเป็นคนที่ปราดเปรื่อง และพวกเขาต้องการให้คนอื่นได้ตระหนักถึงความสามารถของตนเอง" มาร์ก แอนเดรสเซ่น ผู้ให้กำเนิดโปรแกรมเว็บบราวเซอร์ ที่ชื่อโมเซอิก เห็นด้วย "ขบวนการโอเพ่นซอร์ซ ก็เป็นเหมือนกับการบุกเบิกเพื่อสร้างผลงานในแวดวงวิชาการและวิทยาศาสตร์ บางครั้งผู้คนก็ทุ่มเทให้กับการค้นคว้า การแสวงหาองค์ความรู้ใหม่ๆ และรางวัลตอบแทนที่พวกเขาพึงพอใจคือชื่อเสียงและการยกย่อง แล้วผลที่ตามมาก็คือคุณอาจสร้างธุรกิจขึ้นมาจากองค์ความรู้เหล่านั้น แต่บางครั้งก็เป็นเหมือนการสร้างองค์ความรู้ในโลก ให้เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น และขบวนการโอเพ่นซอร์ซมีบทบาทความสำคัญ เป็นเหมือนด่านทดสอบประเมินผล ว่าคุณจะได้รับการยอมรับในวงการหรือไม่ จุดบกพร่องหรือช่องโหว่ด้านความปลอดภัย และการพัฒนาต่างๆ ล้วนเป็นบททดสอบผลงานของคุณ" ใครบางคนอาจพึงพอใจที่ได้ท้าทายยักษ์ใหญ่อย่างไมโครซอฟท์ หรือไอบีเอ็ม โดยพยายามพิสูจน์ให้เห็นว่าเขาสามารถสร้างสิ่งที่ดีกว่า และให้ผู้คนนำไปใช้งานได้ฟรี และถึงแม้จะเป็นเพียงแค่ความพยายาม เขาก็อาจมีชื่อเสียงขึ้นมาได้

ในการเรียนรู้ให้ลึกซึ้งเกี่ยวกับการพัฒนาซอฟต์แวร์โดยชุมชนทรัพย์สินร่วมทางปัญญา ผมต้องค้นหาบรรดาผู้เชี่ยวชาญทั้งชาย และหญิง ที่มีบทบาทสำคัญ ในที่สุดผมก็ได้พบหนึ่งในผู้บุกเบิก ไบรอัน เบห์เลนดอร์ฟ (Brian Behlendorf) ถ้าเปรียบเว็บเซิร์ฟเวอร์ โอเพ่นซอร์ซอย่างอาปาเช่เป็นเผ่าอินเดียนแดง เบห์เลนดอร์ฟก็เป็นเหมือนผู้อาวุโสในเผ่านั้น ผมพบกับเขาที่สำนักงานทันสมัย ใกล้ท่าอากาศยานซานฟรานซิสโก ปัจจุบันเขาเป็นผู้ก่อตั้งและหัวหน้าฝ่ายเทคนิคของ CollabNet บริษัทที่มุ่งเน้นในการสร้างซอฟต์แวร์ให้กับบริษัทที่ต้องการใช้แนวทางโอเพ่นซอร์ซในการสร้างสรรค์นวัตกรรม ผมเริ่มต้นด้วยคำถามพื้นฐานสองข้อ คุณมาจากไหน และคุณสามารถสร้างชุมชนโอเพ่นซอร์ซออนไลน์ ที่สามารถขับเคี่ยวกับยักษ์ใหญ่อย่างไอบีเอ็มได้อย่างไร

หน้า 50


ประวัติศาสตร์ย่อแห่งศตวรรษที่ 21

คอลัมน์ โลกระนาบ โดย รอฮีม ปรามาท rowhim@yahoo.com ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3812 (3012)

พ่อแม่ของผมพบกันที่โรงงานของไอบีเอ็มในตอนใต้ของแคลิฟอร์เนีย และผมเติบโตขึ้นมาในเมืองลาแคนาดา ทางตอนเหนือของเมืองพาซาดีน่า" เบห์เลนดอล์ฟ หวนระลึกความหลัง "โรงเรียนของรัฐ ถือเป็นสถาบันที่มีการแข่งขันสูง พ่อแม่ของเด็กที่เข้าเรียนที่นี่ จำนวนมากทำงานที่ศูนย์ปฏิบัติการเครื่องยนต์ไอพ่นซึ่งควบคุมโดย Caltech (สถาบันเทคโนโลยีแห่งแคลิฟอร์เนีย) ดังนั้น ในวัยเด็กผมจึงได้มีโอกาสเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และคอมพิวเตอร์ ในสถานที่ที่ส่งเสริมอย่างจริงจัง แม้ที่บ้านก็มีอุปกรณ์เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์อยู่เสมอ เราใช้บัตรเจาะรู (punch card) ที่ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์เมนเฟรมของไอบีเอ็ม ในการจดรายการสิ่งของที่ต้องซื้อ

ในชั้นประถมศึกษา ผมก็ได้เริ่มเขียนโปรแกรมพื้นฐานแล้ว ต่อมาในระดับมัธยม ผมก็เริ่มหลงใหลในวิทยาการคอมพิวเตอร์ ...ผมจบการศึกษาระดับมัธยมในปี 2534 แต่ในปี 2532 ซึ่งเป็นยุคต้นๆ ของอินเทอร์เน็ต เพื่อนผมคนหนึ่งได้ให้โปรแกรมชื่อ "Fractint" ซึ่งดาวน์โหลดใส่ลงในแผ่นฟลอปปี้ ดิสก์ นี่ไม่ได้เป็นการลักลอบก๊อบปี้ทำสำเนา แต่มันเป็นฟรีแวร์ (freeware-โปรแกรมที่อนุญาตให้คัดลอกไปใช้ได้ฟรี) ที่สร้างขึ้นโดยกลุ่มโปรแกรมเมอร์ เป็นโปรแกรมในการวาดรูป fractal (ภาพลายเส้นเรขาคณิตสลับซับซ้อนที่มีความสวยงาม เป็นการผสมผสานกันระหว่างศิลปะกับคณิตศาสตร์)

เมื่อผมเปิดโปรแกรม ที่จอภาพปรากฏรายชื่อ อีเมล์แอดเดรสของนักวิทยาศาสตร์และ นักคณิตศาสตร์ที่มีส่วนในการสร้าง และพัฒนาโปรแกรมนี้ และยังมีซอร์ซโค้ดปรากฏอยู่ในโปรแกรมด้วย นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้สัมผัสกับแนวคิดเกี่ยวกับโอเพ่นซอร์ซ โปรแกรมที่คุณสามารถดาวน์โหลดไปใช้งานได้ฟรี แถมยังให้รหัสต้นฉบับมาด้วย นี่คือผลงานของกลุ่มคนอันหลากหลาย ที่ร่วมมือกัน ณ จุดนี้เองที่ผมเริ่มมองเห็นกระบวนการเขียนโปรแกรม ที่แตกต่างออกไปจากรูปแบบเดิมๆ ผมเริ่มคิดถึงกระบวนการทางสังคมที่มีพลวัตในการเขียนโปรแกรม ตรงกันข้ามกับภาพเดิมๆ ที่ นักพัฒนาซอฟต์แวร์มืออาชีพ นั่งคร่ำเคร่งอยู่ กับเครื่องเมนเฟรม ป้อนข้อมูล สร้างโปรแกรมและนำออกขายในตลาด ซึ่งสำหรับผมแล้ว มันเหมือนกับการนั่งทำบัญชีแบบก้าวหน้า ไม่ใช่เรื่องที่ท้าทายอะไร"

ภายหลังจากสำเร็จการศึกษาในปี 2534 เบห์เลนดอล์ฟ เดินทางไปยังเมืองเบิร์กลีย์ เพื่อศึกษาต่อทางด้านฟิสิกส์ แต่ไม่นานเขาก็รู้สึกกระอักกระอ่วน เนื่องจากพบความแตกต่างระหว่างหลักการที่เรียนรู้ในชั้นเรียน กับสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจซึ่งเกิดขึ้นในอินเทอร์เน็ต

"ในเวลานั้น เมื่อเข้าศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย ทุกคนจะได้รับอีเมล์แอดเดรส ผมเริ่มใช้อีเมล์ในการพูดคุยกับเพื่อนนักศึกษา และได้เข้าไปในกระดานสนทนา (discussion board) ซึ่งในเวลานั้นส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับเพลง" เบห์เลนดอล์ฟกล่าว "ในปี 2535 ผมก็เริ่มใช้ internet mailing list (กลุ่มสนทนาติดต่อที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกัน) โดยมุ่งเน้นไปที่เรื่องราวเกี่ยวกับดนตรี ในเขตเบย์ แอเรีย กระดานสนทนาได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว แล้วเราก็ขยายขอบเขตหัวข้อการโพสต์ข้อความให้กว้างขวางขึ้น รวมไปถึงการแสดงดนตรีและดีเจ. ในปี 2536 อินเทอร์เน็ตยังคงมีแค่ mailing list อีเมล์ และ FTP site (แหล่งเก็บแฟ้มข้อมูลต่างๆ ) ผมจึงรวบรวมแฟ้มดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ และพยายามศึกษาหาทางใส่แฟ้มเหล่านี้เข้าไปในอินเทอร์เน็ต และสามารถแจกจ่ายให้ผู้ฟังได้ในวงกว้าง

ตอนนั้นเอง ที่ผมได้ยินเรื่องราวของ โมเซอิก (เว็บบราวเซอร์ที่พัฒนาขึ้นโดยมาร์ก แอนเดรสเซ่) และผมได้งานพิเศษในห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ ของคณะบริหารธุรกิจ ผมใช้เวลาว่างในการศึกษาการทำงานของโมเซอิก และเทคโนโลยีเว็บแบบต่างๆ ซึ่งนำไปสู่การติดต่อผ่านกระดานสนทนากับผู้คนจำนวนมากที่เป็นผู้สร้างเว็บบราวเซอร์ และเว็บเซิร์ฟเวอร์รุ่นแรก (เว็บเซิร์ฟเวอร์ เป็นโปรแกรมที่ทำให้คอมพิวเตอร์ที่บ้านหรือที่ทำงาน เป็นแหล่งเก็บเว็บไซต์และให้บริการในเวิรลด์ไวด์เว็บ ตัวอย่างเช่น Amazon.com ได้ดูแลเว็บไซต์ด้วยโปรแกรมอาปาเช่มาเป็นเวลายาวนานแล้ว เมื่อเว็บบราวเซอร์ของคุณเข้าไปที่ www.amazon.com ซอฟต์แวร์แรกที่เว็บบราวเซอร์จะต้องติดต่อได้แก่ อาปาเช่ บราวเซอร์จะร้องขอเว็บเพจของอะเมซอนต่ออาปาเช่ และ อาปาเช่จะส่งเนื้อหาเว็บเพจของอะเมซอนกลับมาให้บราวเซอร์ การท่องเว็บ แท้ที่จริงแล้ว ก็คือการที่เว็บบราวเซอร์มีปฏิสัมพันธ์กับ โปรแกรมเว็บเซิร์ฟเวอร์ต่างๆ)"

เบห์เลนดอล์ฟเล่าถึงความหลังต่อไปว่า ผมได้สัมผัสกับการอภิปรายและหารือกันระหว่าง ทิม เบอร์เนอร์ส-ลี กับมาร์ก แอนเดรสเซ่น ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับระบบการทำงานของเว็บไซต์ และการพัฒนา เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง ผมรู้สึกตื่นเต้นมาก มันคือการปฏิวัติอย่างแท้จริงและทั่วถ้วน และผมไม่ต้องการปริญญาเอก ไม่ต้องการเกียรติประวัติใดๆ แต่สิ่งที่ผมค้นพบคือ การประสานกัน เดินเคียงคู่กันระหว่างมิวสิค กรุ๊ป ของผมกับ ผลงานของนักวิทยาศาสตร์เหล่านี้ ซึ่งเป็นผู้สร้างสรรค์ซอฟต์แวร์เกี่ยวกับเว็บรุ่นแรกๆ ผมติดตามการอภิปรายเหล่านั้นอยู่ระยะหนึ่ง แล้วจึงเล่าให้เพื่อนฟัง เขาเป็นพนักงานรุ่นแรกของนิตยสาร Wired เขาบอกผมว่า ทางนิตยสาร Wired ต้องการให้ผมสร้างเว็บไซต์ให้กับนิตยสาร ผมจึงได้งานทำด้วยอัตราค่าจ้าง ชั่วโมงละ 10 ดอลลาร์ ทำหน้าที่สร้างเว็บไซต์และระบบอีเมล์ เว็บไซต์ที่ผมสร้างขึ้นชื่อ hotwired เป็นทางนิตยสารต้องการให้ hotwired มีระบบการลงทะเบียนด้วยรหัสผ่าน (password) ซึ่งเป็นแนวคิดที่ถกเถียงกันมากในเวลานั้น แอนดรูว์ เลียวนาร์ด ผู้เขียนประวัติความเป็นมาของอาปาเช่ให้กับ Salon.com ในปี 2540 เล่าว่า "ในเวลานั้น เว็บมาสเตอร์โดยส่วนใหญ่ (webmaster-ผู้สร้าง จัดการและดูแลเว็บไซต์) ใช้โปรแกรมเว็บเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งพัฒนาโดย National Center for Supercomputing Applications ที่มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ (เป็นสถานที่ให้กำเนิดโปรแกรมเว็บบราวเซอร์รุ่นแรกที่ชื่อโมเซอิกด้วยเช่นกัน) แต่เว็บเซิร์ฟเวอร์ของ NCSA ไม่สามารถทำงานตรวจสอบพิสูจน์รหัสผ่านในระดับที่ hotwired ต้องการ แต่โชคยังดี เพราะเว็บเซิร์ฟเวอร์ของ NCSA ถูกบรรจุอยู่ในโดเมนสาธารณะ นั่นหมายความว่าทุกคนสามารถ เข้าถึงรหัสต้นฉบับได้อย่างอิสระ ดังนั้น เบห์เลนดอล์ฟจึงสวมบทบาทแฮกเกอร์ฝ่ายธรรมะ เขาเขียนรหัสบางส่วนขึ้นมาใหม่ เป็น คำสั่งเพิ่มเติม (patch) ใส่ลงไปในโปรแกรมเว็บเซิร์ฟเวอร์ของ NCSA ซึ่งช่วยให้ทำงานได้ตามที่เขาต้องการ"

เลียวนาร์ดเล่าต่อไปว่า "ในเวลานั้น เขาเป็นโปรแกรมเมอร์ผู้ปราดเปรื่องเพียงคนเดียวที่เข้าไปรื้อค้นรหัสต้นฉบับของ NCSA และเมื่อเว็บไซต์จำนวนมากปรากฏตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว เว็บมาสเตอร์รายอื่นๆ จึงเริ่มพบว่า ตนต้องสร้างกลไกเครื่องมือที่สามารถทำงานได้ตามต้องการขึ้นมาเอง แล้วรหัสต้นฉบับอันดั้งเดิมก็ถูกทิ้งให้เป็นเหมือนผงฝุ่น เพราะร็อบ แม็กคูล (Rob McCool) นักศึกษาของมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ ซึ่งเป็นโปรแกรมเมอร์ผู้สร้างมัน ขึ้นมา ได้ถูกดึงตัวไป (พร้อมกับมาร์ก แอนเดรสเซ่น และอิริก บิน่า ผู้เขียนโปรแกรม ลีนุกซ์) อยู่กับบริษัทเล็กๆ ที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก ในซิลิคอน แวลลี่ย์ ที่ชื่อ เน็ตสเคป ระหว่างนั้นเว็บยังคงขยายตัวอย่างไม่หยุดยั้ง และสร้างปัญหาใหม่ๆ ที่โปรแกรมเว็บเซิร์ฟเวอร์จะต้องเผชิญ" ดังนั้น patch แบบต่างๆ จึงผุดขึ้นมาราวดอกเห็ด ช่วยอุดช่องโหว่ ขจัดรูรั่วและช่องว่างต่างๆ ของเว็บเซิร์ฟเวอร์รุ่นบุกเบิก

หน้า 50


พลังระนาบที่ 4 (20) อัพโหลด พลังของชุมชนดิจิทัลออนไลน์

คอลัมน์ โลกระนาบประวัติศาสตร์แห่งศตวรรตที่ 21 โดย รอฮีม ปรามาท rowhim@yahoo.com ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3813 (3013)

บรรดา patch ต่างๆ ที่ถูกสร้าง ขึ้นล้วนตอบสนองต่อความต้องการใช้งานของผู้ใช้ฉพาะราย สร้างให้เกิดเว็บเซิร์ฟเวอร์รุ่นใหม่ๆ ในรูปแบบโอเพ่นซอร์ซ แต่ผู้ใช้แต่ละรายต่างก็มีเวอร์ชั่นที่ เป็น ของตนเอง โดยแต่งเติม patch ของตนเข้าไปในส่วนต่างๆ ของโปรแกรม และห้องปฏิบัติการของ NCSA ก็ไม่สามารถรวบรวม คำสั่งเพิ่มเติมเหล่านี้บรรจุลงไว้ในโปรแกรมได้ทั้งหมด

เบห์เลนดอล์ฟเล่าว่า "ในเวลานั้นผมแทบจะยุติการศึกษาในมหาวิทยาลัย ผมสนุกมากกับการสร้างและดูแล เว็บไซต์ให้กับนิตยสาร Wired และได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากกว่าที่เรียนรู้จากมหาวิทยาลัย ในเวลาต่อมาคนของ NCSA ไม่ตอบอีเมล์ของเรา เราส่ง patch ไปเพื่อให้เข้าสู่ระบบ แต่เขาไม่ตอบกลับ กลุ่มทำงานเล็กๆ ของเราจึงเริ่มหารือกัน ถ้า NCSA ไม่ยอมรับ patch ของเรา จะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต พวกเรามีความสุขกับงานนี้แต่เราก็รู้สึกกังวลที่ไม่มีผลสะท้อนกลับมาจาก NCSA และ patch ของเราไม่ถูกนำบรรจุลงในโปรแกรม ดังนั้นผมจึงเริ่มติดต่อกับคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมการสร้าง patch เช่นเดียวกัน โดยส่วนใหญ่เป็นคณะทำงานสร้างมาตรฐานในอินเทอร์เน็ต (Internet Engineering Task Force) ซึ่งกำลังดำเนินการสร้างมาตรฐานชุดแรกในการติดต่อกันระหว่างอุปกรณ์จักรกลกับโปรแกรมประยุกต์ใน อินเทอร์เน็ต แล้วเราก็ได้ข้อสรุปว่า ทำไมไม่ กำหนดอนาคตด้วยมือของเราเอง โดยการ สร้างเว็บเซิร์ฟเวอร์ในเวอร์ชั่นของเราเอง ที่บรรจุ patch ทั้งหมดที่เราสร้างขึ้น"

เบห์เลนดอล์ฟระลึกความหลังว่า "พวกเราจึงค้นหาเงื่อนไขด้านลิขสิทธิ์ของ NCSA และ พบว่าระบุเพียงว่าผู้ที่ปรับปรุงรหัสต้นฉบับต้องให้เครดิตแก่ผู้สร้าง และต้องไม่ตำหนิผู้สร้าง ถ้าหากมีข้อบกพร่อง ดังนั้นเราจึงเริ่มต้นสร้างเว็บเซิร์ฟเวอร์ในเวอร์ชั่นของเราเอง โดยบรรจุคำสั่งเพิ่มเติมทั้งหมดที่เราสร้างขึ้น พวกเราไม่ได้ทำงานพัฒนาโปรแกรมเว็บเซิร์ฟเวอร์แบบเต็มเวลา แต่ก็คิดกันว่า ถ้าจัดแบ่งเวลาให้ดี และสร้างระบบทำงานให้เปิดกว้าง เราจะสามารถสร้างโปรแกรมแบบโอเพ่นซอร์ซที่ดีกว่าโปรแกรมที่ต้องซื้อมาใช้ได้ และอันที่จริงในเวลานั้นก็ยังไม่มีโปรแกรมเว็บเซิร์ฟเวอร์ในเชิงพาณิชย์เลยด้วยซ้ำ เน็ตสเคปยังไม่ได้เปิดตัวโปรแกรมเว็บเซิร์ฟเวอร์ของตน และนี่คือจุดเริ่มต้นของโครงการอาปาเช่"

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2542 พวกเขาเสร็จสิ้นการเขียนโปรแกรมดั้งเดิมของ NCSA ขึ้นมาใหม่ และเรียกชื่อโครงการอย่างเป็นทางการว่า "อาปาเช่"

"ผมเลือกชื่อนี้เพราะมีความหมายที่ดีในแง่ของประวัติศาสตร์ เป็นความหมายที่เกี่ยวข้องกับความหวงแหนแผ่นดินเกิด" เบห์เลนดอล์ฟ กล่าว "เผ่าอาปาเช่เป็นอินเดียนแดงเผ่าสุดท้ายที่ยอมจำนนต่อรัฐบาลสหรัฐ และในตอนนั้น เราก็กำลังวิตกกันว่า บรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่จะก้าวเข้ามานำ-อารยธรรม-เข้ามาในดินแดนที่วิศวกรอินเทอร์เน็ตรุ่นแรกๆ ได้สร้างไว้ สำหรับผมแล้วคำว่า อาปาเช่ เป็นคำที่สื่อความหมายได้อย่างลุ่มลึก ส่วนคนอื่นก็เห็นด้วย และบ้างก็ชอบเพราะมันเป็นคำที่พ้องเสียงกับคำว่า patch ซึ่งส่อนัยว่า APAtCHy คือการรวมเอา patch ทั้งหมดของเราเข้าไว้ด้วยกัน"

เบห์เลนดอล์ฟและบรรดาสหายโอเพ่นซอร์ซ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่เคยพบปะกันโดยตรง รู้จักกันผ่านทางอีเมล์ และทางห้องแชตโอเพ่นซอร์ซเท่านั้น ได้ร่วมกันสร้างโรงงานผลิตซอฟต์แวร์ออนไลน์เสมือนจริงจากระดับฐานล่าง โดย ไม่มีใครเป็นเจ้าของและไม่มีใครเป็นผู้สั่งการกำกับดูแล "เรามีโครงการผลิตซอฟต์แวร์ แต่การร่วมมือกันทำงานและทิศทางการทำงาน ขึ้นอยู่กับคนที่ต้องการมีส่วนร่วมและลงมือ เขียนรหัส"

ผมถามเบห์เลนดอล์ฟว่า กระบวนการทำงานที่แท้จริงเป็นอย่างไรกันแน่ คงไม่ใช่ว่ามีคนอยู่กลุ่มหนึ่ง แล้วต่างคนต่างโยนรหัสคำสั่งที่ตนสร้างขึ้นเข้ามาในโปรแกรม โดยไม่มีการควบคุมตรวจสอบใดๆ

"กระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์โดยส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับแหล่งเก็บรหัสต้นฉบับ (source code repository) ซึ่งจัดการโดยเครื่องมือ เช่น concurrent versions system" เบห์เลนดอล์ฟอธิบาย "ดังนั้นในกระบวนการทำงานจึงต้องอาศัยโปรแกรม CVS ซึ่งช่วยให้สามารถเชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์ที่บรรจุรหัสต้นฉบับและ ดึงสำเนาของรหัสต้นฉบับมาใช้ได้ ผมจะสามารถทำงานและปรับปรุงรหัสต้นฉบับได้ ถ้าผมคิดว่า patch ที่ผมสร้างขึ้นสามารถเป็นประโยชน์กับคนอื่นๆ ผมก็จะใช้โปรแกรมที่มีชื่อว่า patch สร้างแฟ้มข้อมูลขึ้นมาใหม่เรียกว่า patch file ซึ่งรวบรวมการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงทั้งหมดที่ผมทำ แล้วผมก็ส่งแฟ้มข้อมูลดังกล่าวให้กับคนอื่นๆ คนเหล่านั้นจะสามารถนำไปใช้กับสำเนารหัสต้นฉบับที่ตนมีอยู่ และดูว่าเกิดผลอย่างไรบ้าง

ถ้าผมมีสิทธิพิเศษในการเข้าถึงเซิร์ฟเวอร์ ในระดับที่สามารถปรับปรุงรหัสต้นฉบับในเซิร์ฟเวอร์ได้ (ซึ่งจำกัดระดับการเข้าถึง อนุญาตเฉพาะคณะกรรมการที่ทำหน้าที่ดูแล) ผมก็จะนำ patch ของผมใส่ลงในแหล่งเก็บ รหัสต้นฉบับ และมันก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของรหัสต้นฉบับ เซิร์ฟเวอร์ CVS จะตรวจตรา/บันทึกความเคลื่อนไหวทุกอย่างที่เกิดขึ้น และดูว่าใครส่งอะไรเข้ามา คุณอาจมีสิทธิเข้าถึงในระดับที่อ่าน ได้ แต่ไม่สามารถแก้ไข/ เปลี่ยนแปลงใดๆ ถ้ามีคนที่มีการเข้าถึงในระดับที่แก้ไข/เปลี่ยนแปลงได้ ลงมือแก้ไขเปลี่ยนแปลงรหัสต้นฉบับ โปรแกรมจะจัดส่ง patch ดังกล่าวไปให้กับผู้ร่วมพัฒนาทุกคนทางอีเมล์ นี่คือระบบดูแลตรวจสอบการทำงานแบบคณะกรรมการ ถ้าหากพบสิ่งผิดปกติหรือข้อบกพร่อง ก็จะมีการแก้ไขในทันที"

คำถามที่ตามมาก็คือ แล้วชุมชนออนไลน์รูปแบบนี้ จะใช้อะไรเป็นเครื่องตัดสินระดับการเข้าถึงและประเมินว่าใครเป็นสมาชิกที่ไว้วางใจได้ เบห์เลนดอล์ฟตอบว่า "สำหรับอาปาเช่แล้ว เราเริ่มต้นจากคน 8 คน ซึ่งเชื่อถือและไว้วางใจซึ่งกันและกัน เมื่อมีสมาชิกใหม่แสดงตัวเข้ามาร่วมวงหารือ และเสนอ patch file ในวงหารือ หลังจากการตรวจสอบวิพากษ์วิจารณ์ ถ้าสมาชิกเดิมเห็นชอบ เขาก็จะได้รับความเชื่อถือ ด้วยกรรมวิธีเช่นนี้ สมาชิกร่วมพัฒนาซอฟต์แวร์ของเราได้เพิ่มขึ้นจาก 8 เป็นมากกว่า 1 พันคน เราเป็นโครงการโอเพ่นซอร์ซ โครงการแรกที่ได้รับความสนใจจากประชาคมทางธุรกิจ และได้รับการสนับสนุนจากไอบีเอ็ม" เลียวนาร์ด ผู้เขียนประวัติความเป็นมาของอาปาเช่เล่าว่า

"เนื่องจากโปรแกรมอาปาเช่มีประสิทธิภาพสูง สามารถทำให้เซิร์ฟเวอร์เครื่องเดียวบรรจุเว็บไซต์ได้นับพันนับหมื่น ให้บริการข้อมูลนานาชนิดไม่ว่าจะเป็นเพลง เนื้อหาเรื่องราวต่างๆ จนถึงภาพลามกอนาจาร ทำให้กลายเป็นผู้นำในตลาดผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตอย่างรวดเร็ว" ไอบีเอ็มพยายามที่จะขายเว็บเซิร์ฟเวอร์ที่ตัวเองสร้างขึ้นมา ได้แก่ GO แต่ก็ได้ส่วนแบ่งตลาด ไปเพียงเล็กน้อย อาปาเช่ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า เป็นเทคโนโลยีที่ดีกว่าและฟรี ดังนั้นในที่สุด ไอบีเอ็มจึงตัดสินใจว่า ถ้าหากไม่สามารถเอาชนะอาปาเช่ได้ ทางที่ดีควรจะเข้าร่วม นั่นหมายความว่า บริษัทคอมพิวเตอร์ ที่ใหญ่ที่สุดในโลกตัดสินใจว่าวิศวกรของตน ไม่สามารถเอาชนะเหนือขบวนการโอเพ่นซอร์ซของนักคอมพิวเตอร์ไร้สังกัดได้ บริษัทจึงละทิ้งเทคโนโลยีที่ตนเอง สร้างและพัฒนาขึ้นมา แล้วหันไปร่วมมือกับ กลุ่มนักคอมพิวเตอร์อิสระ

หน้า 50


อ่านต่อตอนที่ 21  ขึ้นไป