หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ความอยู่รอดของระบอบทักษิณ

โลกทรรศน์ อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์ มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1344

ระบอบทักษิณกำลังพิสูจน์ให้เห็นถึงความอ่อนแออยู่ในตัวเองนานแล้ว รัฐบาลเสียงข้างมาก 377 เสียง แต่ประกาศยุบสภา ถึงเลือกตั้งโดยพรรคเดียว มี ส.ส. ทั้งสภาเป็นของพรรคเดียว นายกรัฐมนตรีก็ตัดสินใจประกาศเว้นวรรคทางการเมือง สิ่งเหล่านี้บอกถึงความอ่อนแอของระบอบทักษิณอยู่ในตัวเองอยู่แล้ว

ยิ่งดูความพยายามรักษาอำนาจ เราจะยิ่งมองเห็นความอ่อนแอที่ว่านั้น

 

ความเสื่อมถอยของอำนาจ

จริงอยู่ระบอบทักษิณได้ขยายโครงข่ายของตนไปมากหลังการเถลิงอำนาจในปี 2544 ระบอบทักษิณ ได้ควบรวมพรรคการเมืองหลายพรรคเอาไว้ด้วยกัน รวบรวมกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ ภายใต้การนำของกลุ่มธุรกิจโทรคมนาคม ขยายอำนาจทางการเมืองผ่านกลไกกองทัพ ตำรวจและการเมืองท้องถิ่นภายใต้ระบบผู้ว่าซีอีโอ

แน่นอน ความนิยมและแรงสนับสนุนจากนโยบายทักษิโณมิกส่งผลต่อความนิยมของนายกฯ ทักษิณและไทยรักไทยพรรคทั้งจากชนชั้นกลางและโดยเฉพาะจากระดับรากหญ้า

แต่เพียงต้นปี 2547 อำนาจของระบอบทักษิณก็เริ่มเสื่อมถอย นโยบายการปราบปรามยาเสพติด การละเมิดสิทธิมนุษยชน และการปิดกั้นสื่อเริ่มต้นทำลายความน่าเชื่อถือของนโยบายและคะแนนนิยมในบุคลิกภาพผู้นำของนายกฯ ทักษิณลงมากในกลุ่มปัญญาชน และชนชั้นกลาง แต่สิ่งที่บั่นทอนความน่าเชื่อถือของคนชั้นกลาง ต่อระบอบทักษิณมากที่สุดคือ

พฤติกรรมผลประโยชน์ทับซ้อนของระบอบทักษิณ

ก่อนหน้านั้น รากหญ้าในชนบทเริ่มไม่แน่ใจในความสำเร็จทางนโยบายของระบอบทักษิณเมื่อปัญหาภาคใต้รุนแรงขึ้น และดูเหมือนว่านายกรัฐมนตรีซีอีโอ ซึ่งไม่มีความเข้าใจในเรื่องความแตกต่างทางวัฒนธรรม จะเร่งกระพือความรุนแรงในภาคใต้ จนทำให้รากหญ้าที่ได้รับข้อมูลข่าวสารหวาดกลัวและเห็นภัยคุกคามจากระบอบทักษิณมากขึ้นทุกที

ความรุนแรงในภาคใต้เป็นรูปธรรมความไม่พอใจของรากหญ้าในชนบทซึ่งในที่สุดถูกตอกย้ำด้วยความพ่ายแพ้ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของพรรคไทยรักไทยในการเลือกตั้งกุมภาพันธ์ 2548

ในระหว่างนั้น กลยุทธ์ทางการตลาดนานาชนิดยังคงผลิตออกมาไม่ขาดสาย ทัวร์นกขมิ้น การประชุม ครม.สัญจรพร้อมกับการทุ่มงบฯ พัฒนาจังหวัด การรณรงค์หาเสียงด้วยการนำเสนอโครงการแก้จน "อาจสามารถโมเดล" พร้อมๆ กับการปิดกั้นข่าวสารยังคงทำให้ระบอบทักษิณมั่นใจในฐานเสียงและคะแนนนิยมของตนอยู่

การเลือกตั้งเมื่อกุมภาพันธ์ 2548 ซึ่งพรรคไทยรักไทยได้รับคะแนนเสียงอย่างถล่มทลาย ยังคงทำให้แกนนำของพรรคไทยรักไทย เชื่อมั่นในคะแนนนิยมของพรรคอยู่ ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้ว เสียงจำนวนมหาศาลนั้นมาจากการซื้อเสียง อำนาจรัฐ และความพิกลพิการ ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง

ด้วยเหตุนี้เอง มกราคม 2549 การขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จึงเป็นฝางเส้นสุดท้ายที่ยึดโยงระบอบทักษิณเอาไว้ ในเวลาเดียวกัน การขายหุ้นนั้นบอกถึงความเสื่อมถอยทางอำนาจถึง 2 ด้านพร้อมๆ กัน

ด้านที่หนึ่ง ถ้าระบอบทักษิณยังมีความมั่นคงสถาพรอยู่ เหตุใดนายกฯ ทักษิณ จึงตัดสินใจขายทรัพย์สินของครอบครัวทั้งหมด เพื่อเลือกเก็บเงินสดเอาไว้ในที่ปลอดภัย

ด้านที่สอง การขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น กลับไปกระตุ้นความไม่พอใจของคนจำนวนมาก รวมทั้งคนชั้นสูง และคนชั้นกลาง ซึ่งไม่เคยเคลื่อนไหวทางการเมืองมาก่อน

เมื่อเป็นดังนั้น การยุบสภาทั้งๆ ที่มีเสียงข้างมาก การจัดม็อบชนม็อบ การใช้อำนาจรัฐจัดการกลุ่มพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ตลอดจนการเดินหน้าจัดการให้มีการเลือกตั้งใหม่

เป็นเพียงความพยายามรักษาอำนาจของระบอบทักษิณเอาไว้ให้นานที่สุดเท่านั้นเอง

 

การเลือกตั้ง 2 เมษายนและการเว้นวรรคทางการเมือง

ระหว่างที่ดันทุรังจัดให้มีการเลือกตั้ง 2 เมษายน เป็นช่วงเวลาที่แสดงให้เห็นความไม่แน่นอนทางการเมือง ของระบอบทักษิณ อย่างเห็นได้ชัด เพราะเหตุผลที่แท้จริงการเลือกตั้ง 2 เมษายนคือ การฟอกตัวเองจากการขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น แก่บริษัทเทมาเส็กของรัฐบาลสิงคโปร์

นายกฯ ทักษิณหลีกเลี่ยงการพูดถึงเหตุผลการยุบสภาและคำถามของสังคมกับสาธารณะอยู่ตลอดเวลา ไม่กล้าแม้กระทั่งการพบปะพูดคุยกับแกนนำพรรคการเมืองฝ่ายค้าน แต่เลือกที่จะพูดทางเดียวทางสถานีโทรทัศน์ และการออกหาเสียงในต่างจังหวัด

ครั้นเมื่อมีการเลือกตั้งก็ประกาศว่าได้รับเสียงข้างมาก แต่นายกฯ ก็ประกาศเว้นวรรคทางการเมือง หลังจากการประกาศชัยชนะเพียงชั่วข้ามคืน

แน่นอน การเว้นวรรคทางการเมือง เป็นความพยายามรักษาอำนาจของตนเอาไว้ เพื่อไม่ให้มีการตรวจสอบทรัพย์สินของตน และครอบครัว นอกจากนี้ การเว้นวรรคทางการเมืองแต่ยังคงดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคไทยรักไทยเอาไว้ เป็นการป้องกันความแตกแยกในพรรคไทยรักไทย

นอกจากนี้ การเดินทางไปต่างประเทศโดยอ้างว่าจิบกาแฟกับเพื่อน ก็เป็นความพยายามรักษาภาพพจน์ของนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคไทยรักไทยเอาไว้

แต่ในอีกด้านหนึ่งก็บ่งชี้ถึงความอ่อนแอของระบอบทักษิณ ระบอบทักษิณนอกจากจะเสื่อมอำนาจลงเรื่อยๆ จากความล้มเหลวต่อการใช้การเลือกตั้ง 2 เมษายน เพื่อฟอกตัวเองจากการขายหุ้นบริษัทครอบครัว เหนือสิ่งอื่นใด องค์กรเพื่อการเลือกตั้งถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของระบอบทักษิณกลายเป็นเป้าหมายหนึ่งที่พลังต่างๆ ในสังคมไทยรื้อโค่นกลไกอันนั้น

การเลือกตั้งที่ดันทุรังและคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ถูกพลังต่างๆ ในสังคมไทยตีแผ่ความไม่ชอบธรรมทางการเมือง นอกจากจะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทยแล้ว ความไม่ชอบธรรมทางการเมืองของการเลือกตั้ง เป็นความน่าสะพรึงกลัวของระบอบทักษิณครั้งสำคัญเลยทีเดียว

เมื่อขาดกลไกการเลือกตั้งที่พรรคมั่นใจ ระบอบทักษิณก็แทบจะล่มสลายด้วยเหตุผลหลายประการ เช่น

- แกนนำสำคัญเริ่มถามหาความชัดเจนถึงอนาคตทางการเมืองของ ดร.ทักษิณ ถ้าขาด ดร.ทักษิณ ใครจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของพรรคและการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

- เมื่อขาด ดร.ทักษิณ พรรคไทยรักไทย จะรณรงค์อะไรต่อรากหญ้าในชนบทและคนชั้นกลางในเมือง นโยบายประชานิยม และนโยบาย Dual Track ที่คุยกันนักอาจจะเป็นแค่ลมปากที่ขาดพลังเพราะไม่ได้ถูกพ่นมาจากปากของ ดร.ทักษิณ

- กลุ่มการเมืองต่างๆ ในพรรคเริ่มแยกตัวไปอยู่พรรคการเมืองอื่น และแสดงบทบาทสำคัญในการต่อรองดังเช่นในอดีต

อาจจะกล่าวได้ว่า ระบอบทักษิณในช่วงอนาคตอันใกล้เกือบจะหมดพลังไปเลย ระบอบทักษิณทั้งในแง่ ผู้นำ เงินและกลุ่มพลังการเมืองที่เคยยึดโยงอยู่กับ ดร.ทักษิณ ค่อยๆ แยกสลายเพราะแรงกดดันทางการเมืองที่มีผลต่อกลไก และกติกาใหม่ของการเลือกตั้ง

ระบอบทักษิณอาจจะถูกมองในทางตรงข้ามก็ได้ว่า ระบอบทักษิณยังแผ่ซ่านอยู่ในส่วนต่างๆ ของสังคมไทย ผมคิดว่าสิ่งนี้ก็อาจจะจริง แต่เนื่องจากความเสื่อมถอยลงของระบอบทักษิณเองนับตั้งแต่ต้นปี 2547 และการก่อตัวของพลังต่อต้านต่างๆ ในสังคมไทย ความไม่ชอบธรรมทางการเมืองของการเลือกตั้ง 2 เมษายน และบทบาทของคณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของระบอบทักษิณ

เป็นจุดเปลี่ยนแห่งความเสื่อมอำนาจอย่างเป็นระบบและมีความหมายมาก

หากว่า ดร.ทักษิณจะหาญกล้ากลับเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง ความหาญกล้านี้จะเป็นตัวเร่งแห่งจุดจบที่น่าสมเพชทีเดียว

หน้า 16