|
||||||||||||||
|
บริษัทน้ำมันอันตราย
คอลัมน์ เดินคนละฟาก โดย กมล กมลตระกูล ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3793 (2993) การประกาศผลกำไรในไตรมาสแรกที่มีตัวเลขสูงสุดของบริษัทเอ๊กซอนซึ่งเป็นบริษัทน้ำมัน และบริษัทมหาชนที่ใหญ่ที่สุดของโลก พร้อมๆ กับการประกาศให้เงินตอบแทนนายลี อาร์ เรมอนด์ ซีอีโอ ของบริษัทเป็นเงินมากถึง 686 ล้านเหรียญ หรือ ประมาณ 2 หมื่น 7 พันล้านบาท เงินตอบแทนนี้เป็นเงินตอบแทนสำหรับเฉพาะช่วง 12 ปีหลังของการบริหารงานของนายเรมอนด์ในระหว่างปี 1993-2005 หนังสือพิมพ์ นิวยอร์กไทมส์ ฉบับประจำวันที่ 15 เมษายน 2006 ได้คำนวณรายได้เป็นวันจะตกวันละ 144, 573 เหรียญ หรือ 5.78 ล้านบาทต่อวัน ในขณะเดียวกันรายได้ในปีสุดท้ายของซีอีโอ เรมอนด์ คิดเป็นเงินสูงถึง 400 ล้านเหรียญ หรือ 1 หมื่น 6 พันล้านบาท ผลกำไรสุทธิของบริษัทน้ำมันยักษ์ 4 แห่งในไตรมาสแรกเท่านั้น บริษัท เอ๊กซอนมีกำไร 8.4 พันล้านเหรียญ หรือ 3.36 แสนล้านบาท บริษัทเชฟรอนได้กำไรสุทธิ 4 พันล้านเหรียญ หรือ 1 แสน 6 หมื่น ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 49 บริษัทโคโนโค ฟิลลิปส์ ได้กำไรสุทธิ 3.23 พันล้านเหรียญ หรือ 1.29 แสนล้านบาท บริษัทบีพี ได้กำไร 5.69 พันล้านเหรียญ หรือ 2.27 แสนล้านบาท คิดง่ายๆ ผลกำไรสุทธิของบริษัทเหล่านี้ใน 1 ปี ก็เกือบเท่างบประมาณแผ่นดินของไทย ผลกำไรของเอ๊กซอนติดอันดับสูงสุดเป็นที่ 5 ในประวัติศาสตร์ของบริษัททั้งหลายที่เคยทำกำไรมาก่อน ส่วนผลกำไรสุทธิของไตรมาสปี 2005 เอ๊กซอนทำลายสถิติโลกโดยมีกำไรสูงถึง 10.71 พันล้านเหรียญ หรือ 4.285 แสนล้านบาทในเวลาเพียง 3 เดือน และ 36.1 พันล้านเหรียญ (1.44 ล้านๆ บาท) เมื่อรวมกันทั้งปี ปั๊มค้าปลีกของบริษัทน้ำมันเหล่านี้รู้ดีว่าผลกำไรเหล่านี้ล้วนสูบเอาจากค่าการตลาดอันน้อยนิดจากหยาดเหงื่อ เลือดเนื้อของพวกเขา และผู้บริโภคที่ไม่มีทางเลือก รายรับทั้งปีของบริษัทเอ๊กซอนเพิ่มขึ้นจาก 82.05 พันล้านเหรียญ ในปี 2004 มาเป็น 88.98 พันล้านเหรียญ ในปี 2005 ซึ่งมากกว่าจีดีพีของประเทศผู้ผลิตน้ำมันอีกหลายประเทศ เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่มีจีดีพีเพียง 74.67 พันล้านเหรียญ และคูเวตที่มีจีดีพีเพียง 55.31 พันล้านเหรียญ บริษัทเอ๊กซอนผลิตน้ำมันได้วันละ 2.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งมากกว่าที่ประเทศคูเวตผลิตเสียอีก และยังผลิตแก๊สธรรมชาติได้อีกวันละ 9.2 พันล้านคิวบิกฟิต นักวิเคราะห์กล่าวว่าผลกำไรของบริษัทน้ำมันและผลตอบแทนของผู้บริหารเป็นการรีดเลือดเอาจากปูจากการโก่งราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 200 เปอร์เซ็นต์ ในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังบริหารงานอย่างขาดหลักการ "บริหารธรรม ( Good governance)" ตัวอย่างเช่น กรณีที่นายเรมอนด์ ซีอีโอของบริษัทเอ๊กซอนได้รับหุ้นจำนวน 550,000 หุ้น ซึ่งเป็นหุ้นที่สงวนไว้ให้กับผู้บริหารแบบมีเงื่อนไข ผูกติดกับระยะเวลาทำงานในอนาคต ซึ่งมีมูลค่า 32 ล้านเหรียญ เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2005 แต่นายเรมอนด์ เกษียณอายุเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2005 หรือ 1 เดือนให้หลังเมื่อได้รับหุ้น ซึ่งเป็นการผิดหลักการที่กรรมการบริษัทนำหุ้นประเภทนี้มามอบให้ผู้บริหารที่กำลังจะเกษียณอายุในการทำงาน ซีอีโอของบริษัทน้ำมันอื่นๆ ก็ได้รับผลตอบแทนในสัดส่วนที่ไม่น้อยกว่ากันนัก เช่น นาย Ray R. Irani ซีอีโอของบริษัทน้ำมันขนาดเล็ก ชื่อ อ๊อกซิเดนตัล เปโตรเลียม ก็ยังผลตอบแทนมากถึง 63 ล้านเหรียญ ในปี 2005 คิดเป็น 2 เท่าของที่ได้รับในปี 2004 เมื่อรวมกับหุ้นที่ผูกติดกับผลประกอบการ และสิทธิการซื้อหุ้นนายไอรานีได้รับผลตอบแทนทั้งสิ้นมากถึง 135 ล้านเหรียญ นาย David J. O"Reilly ซีอีโอของบริษัทเชฟรอน ได้รับผลตอบแทน 37 ล้านเหรียญ บวกกับหุ้นตอบแทนอีก 34 ล้านเหรียญ ในปี 2005 Lord Browne ซีอีโอของบริษัทน้ำมันบีพี ได้รับผลตอบแทน 14.8 ล้านเหรียญ ในปี 2005 นาย Jeroen van der Veer ซีอีโอของบริษัท รอยัล ดัทช์ เชลล์ ได้รับผลตอบแทน 9 ล้านเหรียญในปี 2005 ตัวเลขที่ผู้บริหารงานบริษัทน้ำมันเหล่านี้ได้รับ คือคำตอบว่าทำไมราคาน้ำมันในตลาดโลกจึงเพิ่มขึ้นตลอดเวลาทั้งๆ ที่ปริมาณการผลิตน้ำมันในโลกก็ไม่ได้ลดลง และปริมาณการใช้ก็ไม่ได้มากขึ้นตามสัดส่วนการขึ้นราคาของน้ำมัน ผู้ประกอบการปั๊มค้าปลีกน้ำมันในประเทศไทยที่หลวมตัวไปทำสัญญาระยะยาวแล้วดิ้นไม่หลุดจะรู้ดีที่สุดว่า ค่าการตลาดของตนนั้นถูกกดให้ต่ำจนเรียกได้ว่า ต้องทำงานฟรีให้บริษัทเหล่านี้ได้กำไปเลี้ยงดูผู้บริหาร ที่นั่งอยู่ในสำนักงานใหญ่ในต่างประเทศ แม้แต่ผู้ถือหุ้นของบริษัทน้ำมันเหล่านี้ ก็ไม่ได้รับกำไรอย่างยุติธรรมเพราะเงินส่วนใหญ่จะถูกผู้บริหารระดับสูง เล่นแร่แปรธาตุเข้ากระเป๋าของตนไปเสียเป็นส่วนใหญ่ สื่อมวลชนในอเมริกาและประชาชนผู้บริโภคต่างวิพากษ์วิจารณ์และร้องเรียนมายังสภาผู้แทน ให้มีการตรวจสอบพฤติกรรมของบริษัทน้ำมันและผู้บริหารที่เอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคและผู้ถือหุ้นอย่างโหดเหี้ยม ผู้ขับขี่รถยนต์ในหลายรัฐได้เขียนป้ายประท้วงบริษัทน้ำมันเหล่านี้ว่า "พวกตะกละตะกลาม- พวกไร้สัญชาติ- พวกขุนนางแห่งการปล้นสะดม" วุฒิสมาชิก จอห์น แมกเคน ผู้เป็นประธานคณะกรรมาธิการการเงิน ได้ออกมาร่วมประณามบริษัทน้ำมันว่า "บริษัทพวกนี้เหมือนกับพวกลัทธินอกศาสนาที่ไม่สนใจมติมหาชนที่วิพากษ์วิจารณ์พวกเขา" คณะกรรมาธิการการเงินได้ทำเรื่องไปยังกรมสรรพากร เรียกหลักฐานรายงานการเงิน และรายงานการจ่ายภาษีของบริษัทน้ำมันยักษ์ทั้งหมด มาตรวจสอบตัวเลขกำไรที่สูงมากผิดปกติ รวมทั้งอัตราการจ่ายผลตอบแทนผู้บริหารก็สูงผิดปกติด้วย ในขณะเดียวกันบริษัทน้ำมันเหล่านี้ก็ไม่ได้นั่งเฉย แต่ได้ใช้เงินจำนวนมหาศาลไม่น้อยกว่า 20 ล้านเหรียญในปี 2005 ในการโฆษณาทั้งทางสถานี โทรทัศน์ วิทยุ และหนังสือพิมพ์ ในการสร้างภาพลักษณ์ว่า เป็นผู้จัดหาพลังงานมาให้ประชาชนได้ใช้อย่างไม่ติดขัด และอธิบายว่าทำไมราคาน้ำมัน และแก๊สถึงได้ไต่ขึ้นตลอดเวลาโดยไม่ลดลงเลย บริษัทน้ำมันเหล่านี้ได้หาแพะรับบาป โดยอ้างว่าความต้องการใช้น้ำมันมีมากกว่าปริมาณน้ำมันที่กลั่นได้ โดยกล่าวโทษประเทศจีนเป็นตัวการที่ใช้น้ำมันมากในการพัฒนาเศรษฐกิจ การกล่าวโทษจีนเป็นการยิงกระสุนนัดเดียวแต่ได้นกสองตัว คือเป็นการโยนความผิดจากการคอร์รัปชั่นทางนโยบายของบริษัท ในการนำผลกำไรมาแบ่งปันกันเอง ในหมู่ผู้บริหารระดับสูงเพื่อไม่ให้ต้องรับผิด แล้วโยนความผิดให้กับประเทศจีน รวมทั้งเป็นการสะกัดกั้นการพัฒนาเศรษฐกิจของจีน ซึ่งกำลังจะกลายเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดของอเมริกาไปในตัวด้วย ในปี 2005 บริษัทน้ำมันใหญ่ 10 แห่งได้ควักกระเป๋ารวมกันเป็นเงินจำนวน 30 ล้านเหรียญ ในการล็อบบี้รัฐสภาอเมริกัน ไม่ให้ยุติการอุดหนุนเงินแก่บริษัทในการค้นคว้าวิจัย และค้นหาแหล่งพลังงานใหม่ๆ เพราะว่าบริษัทน้ำมันมีกำไรมหาศาลแล้ว การอุดหนุนที่สำคัญที่สุด คือ บริษัทน้ำมันเหล่านี้ไม่ต้องจ่ายค่าภาคหลวงในการขุดน้ำมัน และแก๊สจากอ่าวเม็กซิโก ให้รัฐบาลอเมริกัน โดยถือว่าเป็นแรงจูงใจให้บริษัทน้ำมันค้นหาแหล่งพลังานใหม่ๆ วุฒิสมาชิก จอห์น คอร์นิน จากรัฐเทกซัส ให้สัมภาษณ์ น.ส.พ. นิวยอร์กไทม์ ว่า "บริษัทน้ำมันเหล่านี้ควรจะเปิดเผยตัวเลขที่แท้จริงว่า ได้ใช้เงินน้อยนิดเพียงไรในการสำรวจหาแหล่งน้ำมันใหม่ เพื่อทำให้ราคาน้ำมันถูกลง" วุฒิสมาชิก ชาร์ลส์ อี กราสลิ จากรัฐไอโอวา ได้ไปไกลกว่านั้น โดยเรียกร้องให้บริษัทน้ำมันนำผลกำไรอันมหาศาลมาอุดหนุนค่าไฟฟ้าของคนจนบ้าง วุฒิสมาชิกเสียงข้างมาก บิล เฟิร์สท์ ได้ร่างกฎหมายเสนอให้สภาคืนเงินให้ผู้ใช้น้ำมันครอบครัวละ 100 เหรียญ เพื่อชดเชยที่ต้องจ่ายค่าน้ำมันแพง อย่างไรก็ตาม บริษัทน้ำมันยักษ์ทั้ง 10 ก็ยังเป็นผู้อุดหนุนเงินรายใหญ่ของพรรคการเมืองทั้งสองพรรค ความเห็นของ ส.ส.และวุฒิสมาชิกข้างต้นก็เป็นเพียงเสียงข้างน้อย ที่ไม่อาจจะผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ที่กดดันบริษัทน้ำมันไม่ให้เอาเปรียบผู้บริโภคได้ แต่ถึงกระนั้น เมื่อเทียบกับ ส.ส. และ ส.ว.ของบ้านเรา จะหาผู้ที่ออกมาศึกษา และหาวิธีการที่จะบรรเทาความเดือดร้อน จากราคาน้ำมันแพง และหาวิธีเล่นงาน หรือควบคุมบริษัทน้ำมันยักษ์ และโรงกลั่นน้ำมันที่รวมหัวกัน "ปล้นสะดม" คนไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมายเหมือนอย่าง ส.ส. และ ส.ว. อเมริกันก็ไม่เคยเกิดขึ้นให้เห็นเลย นับเป็นเรื่องที่น่าเศร้า และน่าอับอายของบุคคลที่เสนอตัวเข้ามารับเลือกตั้ง แต่ไม่มีจิตสำนึกสาธารณะที่จะเสนอกฎหมาย ออกมาปกป้องประชาชนที่ประสบความเดือดร้อน อย่างเช่นกรณีน้ำมันราคาแพง แต่บริษัทน้ำมัน และโรงกลั่น กลับกำไรมหาศาลอย่างไม่ปกติธรรมดา โดยปล่อยให้บริษัทน้ำมัน หากินกับความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างหน้าตาเฉย ดังนี้ ใน 3 ปี ที่ผ่านมาบริษัทน้ำมัน 7 บริษัท ประกอบด้วยโรงกลั่นในเครือ ปตท.4 บริษัท คือ สตาร์, ระยอง, ไทยออยล์, บางจาก บริษัทน้ำมัน ESSO, RPC, TPI และบริษัท ปตท. มีตัวเลขกำไรรวมจาก 22,099 ล้านบาท เมื่อปี 2545 มาเป็น 56,686 ล้านบาทในปี 2546 และจาก 120,989 ล้านบาท ในปี 2547 มาเป็น 202,020 ล้านบาท เมื่อสิ้นปี 2548 ที่ผ่านมา เมื่อ ส.ส.และ ส.ว. ที่ผ่านมา และว่าที่ทั้งหลายไม่เคยคิดปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนและผู้บริโภค จึงเป็นหน้าที่ของสมาคมวิชาชีพ เช่น สภาทนายความ มูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภค สมาคมวิชาชีพอื่นๆ เช่น สมาคมพ่อค้า สมาคมผู้ส่งออก สภาอุตสาหกรรม ฯลฯ ซึ่งล้วนถูกกระทบจากราคาน้ำมันแพงทั้งสิ้น จะต้องออกมาร่วมกันกดดันเพื่อหามาตรการควบคุมผลกำไรของบริษัทน้ำมันไม่ให้ฮั้วกันค้ากำไรเกินควรอย่างที่เป็นมาในรอบ 3 ปี ที่ผ่านมาให้ได้เพื่อความอยู่รอดของระบบเศรษฐกิจไทย หน้า 2
|