หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
การสร้างรัฐธรรมนูญในจิตใจของชาวไทย

โดย วิชัย ตันศิริ มติชนรายวัน วันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10295

หากมองโลกในแง่ดี ก็ไม่ควรจะเบื่อหน่ายต่อการที่สังคมไทย จะต้องมาปรับแก้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยกัน ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ผู้เขียนเคยเกี่ยวข้องอยู่บ้างกับรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2517 ในฐานะผู้ช่วยเผยแพร่ และเคยเขียนหนังสือรัฐธรรมนูญเปรียบเทียบไทย และเทศ เพื่อวิเคราะห์วิจารณ์รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2534 (ฉบับ รสช.) และยังได้วาดมโนภาพสำหรับรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2540 ไว้ในหนังสือปฏิรูปการเมือง (พ.ศ.2539) ก็ไม่คิดว่าจะต้องเขียนหนังสืออีกเล่มหนึ่ง เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข พ.ศ.2549

สังคมไทยวนเวียนอยู่ในวังน้ำวนของการร่างรัฐธรรมนูญซ้ำแล้วซ้ำเล่า ประหนึ่งเป็นเด็กที่ปัญญาอ่อน ที่ต้องเรียนซ้ำชั้น ตลอดเวลา 75 ปี นับตั้งแต่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร (พ.ศ.2475) ชื่อ รัฐธรรมนูญฉบับถาวร กลายเป็นลางร้าย เพราะนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับใดเป็นฉบับถาวรแม้แต่ฉบับเดียว

แม้กระทั่งฉบับ ส.ส.ร. ซึ่งถือว่าเป็นฉบับที่ประชาชนมีส่วนร่วม ก็ยังจะต้องนำมาปรับรื้อในเร็วๆ นี้

แตกต่างจากรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา ที่ร่างครั้งเดียวเมื่อ 200 กว่าปีมาแล้ว ยังสามารถใช้ได้มาจนถึงทุกวันนี้ และรัฐธรรมนูญอังกฤษ ซึ่งไม่เคยมีการร่างกันอย่างเป็นกิจลักษณะ แต่งอกเงยหรือวิวัฒนาการไปตามขั้นตอนประวัติศาสตร์ของการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

รัฐธรรมนูญนั้น ที่แท้จริงคือ ปทัสถาน ของสังคมการเมือง หรือหลักการที่ควบคุมการดำเนินงานทางการเมือง หรือวิถีชีวิตทางการเมืองของแต่ละสังคม รัฐธรรมนูญจะมีลักษณะกระเดียดไปทางลัทธิเสรีนิยม หรือสังคมนิยม หรือกษัตรินิยม ก็ขึ้นอยู่กับ วัฒนธรรมการเมืองของสังคมนั้นๆ

แต่ไม่ว่าจะมีแนวโน้มไปในลัทธิใด แก่นแท้ของรัฐธรรมนูญก็คือ การมีหลักการที่เป็นปทัสถานร่วมกันของสังคม สมาชิกของสังคมต้องยึดถือหลักการดังกล่าวนี้เป็นกติกาขั้นพื้นฐานของสังคมนั้นๆ

และกติกานี้แยกตัวเองออกจากหลักจริยธรรมมิได้ หากแยกออกจากหลักจริยธรรมเมื่อใด กติกาดังกล่าวก็จะกลายเป็นกฎของหมู่โจร มิใช่กฎของสังคมอารยะ

ทุกวันนี้มีการพูดกันมากถึงการยึดกติกา โดยไม่คำนึงถึงจริยธรรม (ความถูกผิดทางศีลธรรม) ของกติกานั้นๆ เช่น การยุบสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้มีการเลือกตั้ง โดยไม่คำนึงถึงหลักการของรัฐธรรมนูญ โดยแท้จริงหลักการของการยุบสภานั้น จะต้องมีเหตุอันควรตามแนวทางที่เชื่อถือกันมาแต่อดีต เช่น เกิดปัญหา ในสภาผู้แทนราษฎร แต่การยุบสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเลือกตั้งวันที่ 2 เมษายน 2549 ไม่ยึดถือหลักการนี้ เมื่อเกิดการประท้วงการเลือกตั้งอย่างขนานใหญ่ทั่วประเทศ กลับกล่าวหาผู้ประท้วงว่าไม่ยึดกติกา นับว่าเป็นการบิดเบือนความหมายของ "กติกา" อย่างยิ่ง

กติกา ในความหมายของกฎพื้นฐานทางการเมือง จึงรวมเรื่องของ จริยธรรมทางการเมือง ไว้เป็นส่วนสำคัญ แต่สังคมไทยไขว้เขวมาเป็นเวลาแรมเดือน และมองกติกาว่าแยกส่วนออกจากหลักจริยธรรมและศีลธรรม

สังคมไทยจึงเกิดวิปริตและจะมีสภาพวิปริตไปอีกนานแสนนาน หากไม่มีการทำความเข้าใจที่ถูกต้อง เกี่ยวกับความหมายของกติการัฐธรรมนูญ

รัฐธรรมนูญของแต่ละสังคมการเมืองนั้น แนบแน่นอยู่กับวัฒนธรรมการเมืองของสังคมนั้น หากร่างรัฐธรรมนูญที่ขัดแย้ง หรือไม่สอดคล้องกับวัฒนธรรมการเมืองของสังคมนั้นๆ รัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นก็จะดำรงอยู่ไม่ได้นาน ดังร่างรัฐธรรมนูญไทย 16 ฉบับที่ผ่านมา ฉะนั้น หากมองในแนวกว้างและลึก รัฐธรรมนูญของแต่ละสังคมจึงประกอบด้วย

1.วัฒนธรรมการเมืองของสังคม

2.ตัวบทกฎหมายที่กำหนดขึ้น ทั้งที่เป็นกฎหมายหลักที่เรียกว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญ และกฎหมายรองที่เป็นองค์ประกอบ

3.คำวินิจฉัยของศาล (รวมศาลรัฐธรรมนูญ) ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการบังคับใช้กฎหมายตามข้อ 2

สังคมไทยมีปัญหามาก เพราะรัฐธรรมนูญตามแนวคิดของนักวิชาการ ผู้มีอุดมการณ์แบบเสรีนิยมตะวันตก ก็จะมีหลักแนวคิดแบบหนึ่ง แต่ชาวไทยส่วนใหญ่มีวัฒนธรรมการเมืองอีกลักษณะหนึ่ง เช่น ยึดในระบบอุปถัมภ์ ขณะที่อุดมการณ์ของสังคมใหม่ยึดโยงกับระบบความเสมอภาคของการประพฤติปฏิบัติ

ทั้งนี้ มิได้หมายความว่าคนอังกฤษ คนอเมริกัน คนฝรั่งเศส ไม่มีระบบ "ฝาก" หรือระบบ เพื่อนพ้อง และเครือญาติ เพียงแต่สังคมตะวันตกจำกัดระบบอุปถัมภ์ไว้ในระดับหนึ่ง และจะละเว้นในระดับซึ่งกฎหมายห้ามไว้อย่างชัดเจน หรือที่จารีตประเพณีทางการปกครองห้ามไว้

เช่น ในสังคมอังกฤษ เราจะไม่เห็นการเลือกตั้งที่ทั้งตระกูลได้ครองตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะคนอังกฤษจะเกลียดชังหรือต่อต้านการยึดครองอำนาจของคนใดคนหนึ่ง หรือตระกูลใดตระกูลหนึ่ง

แต่สังคมไทยขั้นรากหญ้า ไม่เห็นปัญหาเช่นนั้น จึงเกิดปรากฏการณ์ สภาเครือญาติ

ในการเลือกตั้งวุฒิสภา เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2549 ผู้ที่มีอุดมการณ์เทิดทูนการเมืองภาคประชาชนลองจินตนาการว่า ถ้าการเมืองภาคประชาชนเกิดขึ้นจริงทั่วประเทศ (โดยไม่มีปัญญาชนเป็นผู้นำ เหมือนในเมืองหลวง) อะไรจะเกิดขึ้น

ฉะนั้นเวลาพูดถึง "มติมหาชน" (Public opinion) จึงต้องขยายความเสมอภาคด้วยคำว่า "Enlightened public opinion" (มติมหาชนที่มีภูมิธรรมความรู้)

ประเด็นหลักที่ต้องการนำเสนอก็คือ การจะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันโดยไม่คำนึงถึง "วัฒนธรรมทางการเมือง" จึงเป็นเรื่องที่เริ่มต้นคิดก็ผิดแล้ว

ฉะนั้น หากจะวางแผนที่ให้รัฐธรรมนูญตามอุดมการณ์ของท่านปัญญาชนปัจจุบันบรรลุผลสำเร็จจะต้องวางแผนอย่างไร เป็นเรื่องที่ต้องช่วยกันคิด และใช้ความอดทน

เมื่อนายลี กวน ยู เริ่มเข้าสู่อำนาจในสิงคโปร์ ทราบว่า ให้ความสำคัญกับการพัฒนาการศึกษาของชาวสิงคโปร์ใน 10 ปีแรก โดยยังไม่ต้องคิดถึงเศรษฐกิจมากนัก

สังคมไทยก็น่าจะต้องทุ่มเททางการศึกษา และการพัฒนาวัฒนธรรมทางการเมืองสัก 10 ปี ก่อนจะโลดโผนโจนทะยาน ไปตามเส้นทางของเสือตัวที่ห้าทางเศรษฐกิจ

การวางกฎเหล็กของ "วินัยทางการเมือง" ให้ชาวไทยฝึกฝนสัก 10 ปี อาจจะได้ผลคุ้มค่าเพราะสังคมไทย ไม่เคยต้องผ่านขั้นตอนของการต่อสู้เพื่อสิทธิ เสรีภาพ เหมือนเพื่อนบ้านของเรา ไม่รู้รสชาติของการเป็นทาส หรือเป็นเมืองขึ้นลัทธิจักรวรรดินิยม ไม่เคยต้องผจญกับกฎเหล็กของลัทธิคอมมิวนิสต์ และการเรียกร้องให้ทุกคนเสียสละจนลืมสวัสดิการของครอบครัวตนเอง

สังคมไทยเป็นสังคมที่โครงสร้างทางจริยธรรมหลวมจนจะกลายเป็นสังคมที่อะไรก็ได้ คนโกงมามากมาย ก็ยังเดินบนถนนอย่างมีเกียรติ ผู้นำทางการเมืองจึงต้องมองการณ์ไกล ฉลาดหลักแหลม และเสียสละ

ผู้นำทางการเมือง หมายถึงทุกๆ ระดับ ก็จะต้องเข้าใจว่าไม่เพียงวัฒนธรรมทางการเมือง ที่จะต้องปรับให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ก็จะต้องปรับรื้อให้ชาวไทยมีฐานะทางเศรษฐกิจใกล้เคียงกัน

อย่างน้อย ปรับส่วนบนให้ลดเพดานลงมา และปรับส่วนล่างให้สูงขึ้น ช่องว่างของรายได้ต้องไม่ห่างไกลกันนัก

ลองดูประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นตัวอย่างของการใช้ระบบภาษี เพื่อป้องกันมิให้เกิดความมั่งคั่งกระจุกตัว หรือญี่ปุ่น ที่สงวนทรัพยากรธรรมชาติไว้ได้เพราะระบบการปกครอง-ระบบกฎหมาย ที่ไม่เปิดเสรีทุกๆ เรื่องในช่วง 10 ปีข้างหน้า การเพิ่มจีดีพี (รายได้ประชาชาติ) จึงมิใช่เป้าหมายสำคัญที่สุด แต่การกระจายรายได้ การสร้างอาชีพให้แก่ประชาชน การพัฒนาเทคโนโลยีของเราเอง และการปฏิรูปการเกษตร คือเป้าหมายที่สำคัญที่สุด

เหตุผลที่ต้องปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจก็เพราะว่า สถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคมที่ใกล้เคียงกันจะส่งเสริมให้ประชาชน มีทัศนคติ และปทัสถานการประพฤติปฏิบัติใกล้เคียงกัน

และกลุ่มชนชั้นล่างทางเศรษฐกิจจะได้ไม่เป็นเยื่อของกลุ่มบุคคลชนชั้นนายทุน ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

โดยสรุป ในการสร้างรัฐธรรมนูญจะต้องคำนึงถึงการปรับวัฒนธรรมทางการเมือง และการปรับโครงสร้างทางกฎหมาย (รัฐธรรมนูญ) คณะปฏิรูปจึงต้องประกอบด้วยผู้มีความรู้และปัญญาทั้งสามมิติ จะคิดเฉพาะนักกฎหมาย หรือนักรัฐศาสตร์มิได้ แต่ต้องรวมถึงนักการศึกษานักเศรษฐศาสตร์ และผู้มีประสบการณ์ทางการเมืองและการบริหารและกลุ่มศาสนา ฯลฯ

และที่สำคัญควรมีบุคคลผู้ยึดถือทางสายกลาง ไม่สุดโต่งทางใดทางหนึ่ง มีวิสัยทัศน์ แต่ไม่เพ้อฝัน มองการณ์ไกล แต่รู้จักริเริ่มในสิ่งที่เป็นไปได้

และขอเสียทีเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญแบบลงรายละเอียด ถึงขนาดจะรับประทานข้าว ยังต้องบอกว่าจะเริ่มด้วย มือไหน

เลิกบังคับ คุณวุฒิทางการศึกษา ของผู้สมัคร ส.ส.ได้แล้ว

เลิกบังคับการสังกัดพรรคได้แล้ว

และอาจจะต้องเลิกคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่ต้องเป็นผู้แทนราษฎรเสมอไป ซึ่งหมายความว่าปกติ นายกรัฐมนตรีจะต้องมาจากการเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

แต่เปิดช่องทางให้มีนายกรัฐมนตรีจากนอกรัฐสภาได้ ในกรณีพิเศษ

หน้า 6