หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
นโยบายการเงิน ของสหรัฐจะไปทางไหน

คอลัมน์ คนเดินตรอก  โดย วีรพงษ์ รามางกูร  ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3792 (2992)

เมื่อเร็วๆ นี้ ดร.เบน เบอร์นานเก ประธานธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกา ได้ให้สัญญาณดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐอเมริกา อาจจะไม่เพิ่มขึ้นต่อไปอีกแล้ว ทางธนาคารกลางของสหรัฐจะขอดูสถานการณ์ไปก่อนสักระยะหนึ่งจึงจะตัดสินใจ

การให้สัญญาณดังกล่าวเป็นการให้สัญญาณครั้งแรกหลังจากที่ทางธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกา ประกาศขึ้นดอกเบี้ยมาตลอดถึง 16 ครั้งในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา ที่น่าสนใจก็คือ สหรัฐจะขอดูสถานการณ์อีกระยะหนึ่งก่อน จึงจะตัดสินใจ การกล่าวเช่นนั้นทำให้เกิดความไม่แน่นอนขึ้นทันที ว่าต่อไปนโยบายการเงินของสหรัฐอเมริกาจะหันเหไปทางใด

สถานการณ์ของโลกและสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐ น่าจะถึงจุดหักเหที่จะต้องตัดสินใจในเรื่องนโยบายการเงิน และนโยบายการคลังให้ดี มิฉะนั้นเศรษฐกิจของอเมริกาและเศรษฐกิจของโลกจะเป็นเหมือนสมัยที่นาย เรแกนเป็นประธานาธิบดี และนายพอล โวกเกอร์ เป็นประธานธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกา

ในสมัยนั้นอัตราเงินเฟ้อในสหรัฐอเมริกาถีบตัวสูงขึ้นมาก การขาดดุลการ ค้าและขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของอเมริกา ก็ขยายตัวใหญ่ขึ้น เพราะกระทรวงการคลังสหรัฐดำเนินนโยบายขาดดุลอย่างมโหฬารตามนโยบายเรแกนโนมิก ที่จะขยายกำลังทางทหาร และนโยบายการเป็นมหาอำนาจในด้านอวกาศ ตามโครงการสตาร์วอร์ หรือการทำสงครามทางอวกาศ

ทางธนาคารกลางของสหรัฐก็ปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นไปเรื่อยๆ จนสูงเป็นประวัติการณ์คือกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ต่อปี เพื่อลดความกดดันในเรื่องเงินเฟ้ออันเกิดขึ้นจากวิกฤตการณ์น้ำมันครั้งที่สอง

การขึ้นอัตราดอกเบี้ยจนสูงเป็นประวัติการณ์ไม่ได้ทำให้เงินเฟ้อลดลง เพราะเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันที่ถีบตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ต้นทุนสินค้าต่างๆ แพงขึ้น เมื่อสหรัฐขึ้นอัตราดอกเบี้ยสูงอย่างนั้น เงินดอลลาร์ก็ไหลกลับสหรัฐ ทำให้ค่าเงินสหรัฐแข็งขึ้น เมื่อเทียบกับค่าเงินสกุลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นฟรังก์สวิต ปอนด์สเตอร์ลิง มาร์กเยอรมัน เยนญี่ปุ่น รวมทั้งราคาทองคำด้วย

สถานการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดสถานการณ์ที่เรียก "ภาวะชะงักงันแต่เงินเฟ้อ" หรือที่ฝรั่งเขาเรียกว่า "stagflation" อาการเช่นนี้ลุกลามไปยังประเทศอื่นๆ รวมทั้งประเทศไทยเราด้วย เพราะเมื่อเศรษฐกิจอเมริกาชะลอตัว ราคาสินค้าอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าทางด้านเกษตร แร่ธาตุ และวัตถุดิบต่างๆ ยกเว้นน้ำมันก็มีราคาสูงขึ้น ค่าเงินของประเทศต่างๆ ก็ยิ่งลดลงเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ ยกเว้นแต่เงินของประเทศที่ตรึงค่าเงินไว้กับเงินดอลลาร์สหรัฐ เช่น ประเทศไทย เป็นต้น ยกเว้นประเทศญี่ปุ่นที่เปลี่ยนปัญหาให้เป็นโอกาสได้สำเร็จเพียงประเทศเดียว

ขณะนี้ปัญหาทางเศรษฐกิจที่อเมริกาเผชิญอยู่จึงมีส่วนคล้ายกับสถานการณ์ตอนนั้นแต่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ยังพอมีเวลาแก้ไข และป้องกันได้ กล่าวคือ อัตราเงินเฟ้อเริ่มขยับสูงขึ้น เพราะราคาน้ำมัน ราคาพลังงานทดแทนอื่น รวมทั้งราคาวัตถุดิบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเหล็ก โลหะอื่นๆ ยางพารา น้ำตาล และราคาของธัญพืชอื่นล้วนมีราคาสูงขึ้นหมด คล้ายๆ กับอาการทางเศรษฐกิจของวิกฤตการณ์น้ำมันครั้งที่หนึ่ง

ในขณะเดียวกันอัตราการว่างงานของสหรัฐก็ยังอยู่ในจุดที่ต่ำที่สุดเหมือนกัน เพราะเศรษฐกิจกำลังขยายตัวได้ดี นโยบายการคลังก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะสามารถลดการขาดดุลลงได้ ผลก็คือดุลการค้า และดุลบัญชีเดินสะพัดของสหรัฐ ก็ขาดดุลอย่างมโหฬารด้วย

เมื่อประธานธนาคารกลางหยุดให้สัญญาณว่าอัตราดอกเบี้ยจะหยุดขึ้นได้แล้ว สัญญาณดังกล่าวน่าจะแปลว่า เศรษฐกิจของสหรัฐถึงจุดสูงสุดแล้ว นักเก็งกำไรทางการเงินก็คาดการณ์ว่าผลตอบแทนทางการเงินในตลาดทุน ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้น และตลาดตราสารหนี้คงจะลดลงในอนาคต เงินดอลลาร์จึงไหลออกมาลงทุนในภูมิภาคในทวีปเอเชีย ตั้งแต่อินเดีย จีน เกาหลีใต้ ไปถึงญี่ปุ่น รวมทั้งประเทศในย่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งไทยเราด้วย ผลก็คือค่าเงินสกุลต่างๆ ทั้งในยุโรปและเอเชียพากันแข็งขึ้นหมด ยกเว้นแต่ค่าเงินของประเทศที่ "ตรึง" ค่าเงินไว้กับเงินดอลลาร์หรือกับตะกร้าเงิน เช่น เงินหยวนของจีน หรือเงินดอลลาร์ฮ่องกง เป็นต้น

การที่ค่าเงินดอลลาร์อ่อนลงมีส่วนช่วยพยุงไม่ให้เศรษฐกิจอเมริกาชะลอตัวลงเร็วเกินไป เพราะน่าจะช่วยให้อเมริกา ส่งออกได้มากขึ้น และลดการนำเข้าลงได้บ้าง แต่ก็จะทำให้เกิดความกดดันทางด้านเงินเฟ้อมากขึ้นด้วย ถ้าอัตราเงินเฟ้อในสหรัฐ เกิดขึ้นเพราะผลจากค่าเงินลดลง มีอัตราสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อของโลก โอกาสที่การส่งออกของสหรัฐจะเพิ่มขึ้นก็จะไม่มี หรือไม่เกิดผลอะไรเลยก็ได้ และโอกาสที่การนำเข้าสินค้าและบริการจะลดลงก็อาจจะไม่มี ผลก็คือไม่มีผลทางด้านการขาดดุลการค้า และการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเลยก็ได้

ในขณะเดียวกันอัตราเงินเฟ้ออันเป็นผลมาจากราคาพลังงานเพิ่มขึ้น น่าจะเป็นแรงกดดันทำให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ลดลงอยู่แล้ว ถ้าการบริโภคลดลง การลงทุนในสหรัฐก็น่าจะลดลงไปด้วย เงินดอลลาร์ก็จะยิ่งไหลออกจากสหรัฐ เพื่อมาหาที่ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ค่าเงินดอลลาร์ก็จะยิ่งลดค่าลงเมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่น

เรื่องที่ธนาคารกลางของสหรัฐจะต้องพิจารณาทางเลือกของเป้าหมายของนโยบายการเงินของอเมริกาก็คงจะไม่พ้นเรื่องต่างๆ ดังนี้คือ

หนึ่ง อัตราการว่างงาน ทำอย่างไรจึงจะรักษาไว้ให้อยู่ในระดับต่ำที่สุด ซึ่งมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิด กับการขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยส่วนรวม และคงจะเชื่อมโยงกับความมั่นใจของผู้บริโภค และความมั่นใจของผู้ลงทุน

สอง อัตราเงินเฟ้อซึ่งกำลังก่อตัวเพิ่มขึ้น อันเป็นผลจากราคาน้ำมันและพลังงาน และถ้าหากเงินเฟ้อยังคงสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ก็จะมีผลต่อการบริโภค การลงทุน จะเป็นผลต่อเนื่องทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงได้

สาม ปัญหาการขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลมาตลอด และขาดดุลมากขึ้น การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมากขึ้น ก็เท่ากับสหรัฐอเมริกาเป็นลูกหนี้ของต่างประเทศมากขึ้น ที่ขาดดุลทั้ง 2 อย่างมากขึ้น ก็เพราะคนอเมริกันผลิตสินค้า และบริการน้อยกว่าที่ตัวใช้สินค้าและบริการ ดังนั้นคนอเมริกันโดยส่วนรวมแล้ว มีหนี้สินต่อครัวเรือนสูงขึ้นอยู่ตลอดเวลา

เมื่อมาถึงจุดนี้จึงเป็นจุดที่อเมริกาคงจะต้องชั่งน้ำหนัก หาทางประคองไม่ให้เศรษฐกิจชะลอตัวมากเกินไป ไม่ให้อัตราเงินเฟ้อสูงเกินไป และหาทางไม่ให้ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลมากเกินไป

คราวนี้ลองมาสำรวจดูบ้างว่า ธนาคารกลางสหรัฐมีเครื่องมืออะไรบ้าง ที่จะทำให้บรรลุจุดมุ่งหมายทั้งสาม ซึ่งตามหลักวิชาเศรษฐศาสตร์ จำนวนเครื่องมือในทางนโยบาย จะต้องมีเท่ากับหรือมากกว่าเป้าหมาย หรือปัญหาที่จะแก้ไข

อันแรกนโยบายการขาดดุลงบประมาณ ซึ่งอยู่นอกอำนาจของธนาคารกลางเป็นเรื่องของกระทรวงการคลัง แล้วก็เป็นเรื่องยากที่จะแนะนำให้รัฐบาลอเมริกันลดการขาดดุลงบประมาณลง ด้วยเหตุผลทางการเมืองทั้งใน และนอกประเทศ

อันที่สองอัตราแลกเปลี่ยน นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนแม้จะเชื่อมโยงกับอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ เมื่อเทียบกับอันตราแลกเปลี่ยนของประเทศอื่น แต่ก็เป็นเครื่องมือที่สหรัฐทำอะไรได้ไม่ถนัดนัก เพราะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้ถือสินทรัพย์ที่เป็นเงินดอลลาร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งธนาคารกลางของประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จีน ญี่ปุ่น ยุโรป รวมทั้งเงินดอลลาร์ที่อยู่ในมือของกองทุนเพื่อเก็งกำไรซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก ธนาคารกลางสหรัฐคงจะทำอะไรได้ไม่มาก

อันที่สามก็คืออัตราดอกเบี้ย ที่ธนาคารกลางสามารถใช้เป็นเครื่องมือที่สามารถทำได้อย่างมีผลต่อตลาด และเป็นเครื่องมือเดียวที่ธนาคารกลางของสหรัฐจะใช้ได้

สถานการณ์ที่ราคาน้ำมันกับพลังงานอื่นและสินค้าอื่นๆ มีราคาสูงขึ้น อัตราเงินเฟ้อถีบตัวสูงขึ้น ในขณะเดียวกันเศรษฐกิจซึ่งได้รับผลจากปัญหาเงินเฟ้อก็จะเริ่มชะลอตัว ดังนั้น ดร.เบอร์นานเก คงจะทำอย่างที่พูดไว้ว่า สหรัฐจะขึ้นดอกเบี้ยอีกเพียงครั้งเดียวเป็นครั้งที่ 16 เป็นร้อยละ 5 สำหรับดอกเบี้ยมาตรฐานหรือนโยบายแล้วจะหยุดไว้ก่อน ซึ่งก็คงจะหมายความว่า ต่อไปนี้คงจะต้องยอมให้อัตราเงินเฟ้อในอเมริกาสูงขึ้น ในขณะเดียวกันก็ต้องป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจของอเมริกาที่จะเริ่มเป็นเศรษฐกิจขาลง

เมื่อตลาดทราบทิศทางของนโยบาย ก็เป็นเหตุให้เกิดการคาดการณ์กันทันทีว่าดอกเบี้ยคงจะอยู่ที่ 5 เปอร์เซ็นต์ไปอีกระยะหนึ่ง เงินก็เริ่มไหลออกจากอเมริกาทันที เป็นเหตุให้ค่าเงินสหรัฐเมื่อเทียบกับค่าเงินอื่นในยุโรปตกต่ำลงทันที ค่าเงินในภูมิภาคต่างๆ ก็แข็งค่าขึ้นทันที

เมื่อสถานการณ์เป็นอย่างนี้จึงเป็นการยากที่จะคาดการณ์ได้ว่า ธนาคารกลางของสหรัฐจะทนไม่ขึ้นดอกเบี้ยต่อไปได้นานเพียงใด เมื่อธนาคารกลางของสหรัฐจะต้องคอยดู 2 เรื่องคือ ไม่ให้ภาวะเงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงเกินไป และในขณะเดียวกันก็ต้องคอยระวังอย่าให้เศรษฐกิจชะลอตัวมากเกินไป โดยมีเครื่องมือเพียงอันเดียวคืออัตราดอกเบี้ย นอกจากจะเอานโยบายการคลังมาช่วยโดยการลดภาษี

ท่ามกลางความผันผวนต่างๆ ทั้งในประเทศ เช่น งบประมาณแผ่นดินในประเทศ และการใช้จ่ายในการรักษาความสงบนอกประเทศ ความผันผวน ในเรื่องราคาสินค้าที่เป็นวัตถุดิบในตลาดโลก การพยายามรักษาความสมดุลระหว่างอัตราเงินเฟ้อกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐจึงไม่ใช่เรื่องที่ง่าย

การที่สหรัฐจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งเดียวเป็นครั้งที่ 16 จาก 4.75 เปอร์เซ็นต์ เป็น 5.00 เปอร์เซ็นต์ คงจะเป็นไปไม่ได้เสียแล้ว และในขณะเดียวกันจะขึ้นพรวดๆ 15-16 ครั้งรวดก็คงจะเป็นไปไม่ได้อีกเช่นกัน

ข้างหน้านี้นโยบายการเงินของสหรัฐน่าจะเป็นไปในลักษณะ "เดินๆ หยุดๆ" หรือ "stop and go policy" กล่าวคือ ขึ้นดอกเบี้ยแล้วก็หยุดดู พอหยุดค่าเงินก็ตก เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ก็ขึ้นดอกเบี้ย พอขึ้นดอกเบี้ยก็กระทบการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การว่างงานเพิ่มขึ้น ก็ต้องหยุดขึ้นดอกเบี้ยไว้ก่อน เป็นลักษณะเช่นนี้ จนกว่าราคาน้ำมันจะลดลง ซึ่งจะเป็นเมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ

ทั้งหมดนี้ก็เท่ากับสหรัฐจะเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับเศรษฐกิจโลกอีกทีหนึ่ง แบบที่เคยเป็นมาแล้ว

หน้า 2