|
||||||||||||||
|
ฉัตรทิพย์
นาถสุภา :
อุดมการณ์กับสังคมไทย
คนแคระบนบ่ายักษ์ แพทย์ พิจิตร มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1343 หลังจาก "ลำดับขั้นของการพัฒนาการเมือง" และ "เกวียนอพยพและดวงดารา" ในปี พ.ศ.2515 อาจารย์ฉัตรทิพย์ เป็นบรรณาธิการจัดทำหนังสือว่าด้วย "เศรษฐกิจไทย : โครงสร้าง ปัญหา และนโยบาย" ให้สมาคมเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และในปีเดียวกันนั้นเอง อาจารย์ได้เดินทางไปทำงานวิชาการที่มหาวิทยาลัยตะวันออก (University of the East) ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ โดยไปเป็นศาสตราจารย์อาคันตุกะ (visiting professor) ด้วยทุนขององค์การซีโต้ (SEATO) เมื่อพิจารณาจากผลงานทางวิชาการของอาจารย์ฉัตรทิพย์ตั้งแต่ท่านจบปริญญาเอกจนกระทั่งถึงปี พ.ศ.2515 จะเห็นได้ว่า ความคิดของท่านจะยังคงยุ่งเกี่ยวกับแนวคิดแบบเสรีนิยมโดยรวม ไม่ว่าจะเป็นงานในทางรัฐศาสตร์หรือเศรษฐศาสตร์ก็ตาม ในช่วงระหว่างปี พ.ศ.2512 จนถึง 2515 บทความที่อาจารย์ฉัตรทิพย์ผลิตออกมาก็เป็นเรื่องราวเสรีนิยมเสียส่วนใหญ่ ได้แก่ "ระบบเศรษฐกิจสังคมนิยมเสรี" ใน วารสารสังคมศาสตร์ ปีที่ 6 ฉบับที่ 2 ของคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ "เสรีนิยมในทัศนะของคนหนุ่ม" ใน สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ปีที่ 8 ฉบับที่ 2 ของสมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทยฯ "เสรีภาพ : ความคิดและข้อโต้แย้ง" ใน วารสารสังคมศาสตร์ ปีที่ 7 ฉบับที่ 3 แต่ในปี พ.ศ.2515 หนึ่งปีก่อนเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทย อาจารย์ฉัตรทิพย์เขียนบทความเรื่อง "พื้นฐานร่วมของสังคมนิยมและเสรีนิยม" ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือ "อุดมการณ์กับสังคมไทย" ของสมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย ซึ่งนอกจากจะมีบทความดังกล่าวของอาจารย์ฉัตรทิพย์แล้ว ก็ยังมีบทความของนักคิดนักวิชาการคนสำคัญในทางสังคมศาสตร์ ของประเทศไทยอีกหลายคน โดยอาจารย์ฉัตรทิพย์ทำหน้าที่เป็นผู้รวบรวมบทความดังกล่าวและจัดพิมพ์เป็นรูปเล่มขึ้นมา หนังสือ "อุดมการณ์กับสังคมไทย" เป็นผลผลิตจากการสัมมนาทางวิชาการในหัวข้อเดียวกัน ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 13-14 พฤศจิกายน พ.ศ.2514 ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีจุดประสงค์ที่จะพยายามวิเคราะห์ อุดมการณ์สังคมไทยในอดีต และปัจจุบัน และเสนอแนวทางแห่งอุดมการณ์สำหรับสังคมไทยในอนาคต น่าสังเกตว่า ปัจจุบันนี้ ทั้งนักวิชาการ นักคิดและผู้คนทั่วไปในสังคมไทย ดูจะเลิกพูดเรื่องอุดมการณ์ สำหรับสังคมไทยในอนาคตกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว! ทั้งๆ ที่เวลานี้น่าจะเป็นโอกาสที่เหมาะสมที่สุด ที่จะกลับมาพูดเรื่องอุดมการณ์ หรือทิศทางเป้าหมายสูงสุดสำหรับพัฒนาการของสังคมไทย หรือเป็นเพราะพวกเราที่เป็นคนยุคหกศูนย์ไปเชื่อหนังสือของ แดเนียล เบล ที่ชื่อว่า "อวสานแห่งอุดมการณ์ : ภาวการณ์ถดถอยอ่อนแรงของความคิดทางการเมืองในยุคห้าศูนย์" (The End of Ideology : On the Exhaustion of Political Ideas in the Fifties หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ.1960 และถูกจัดโดย the Times Literary Supplement ว่าเป็นหนึ่งในหนังสือสำคัญหนึ่งร้อยเล่ม ที่มีอิทธิพลอย่างยิ่งในครึ่งหลังของศตวรรษที่ยี่สิบ) หรือคนรุ่นใหม่หน่อยก็อาจจะไปเชื่อหนังสือของ ฟรานซิส ฟูคูยามา (Francis Fukuyama) เรื่อง "จุดจบแห่งประวัตศาสตร์" (The End of History and The Last Man : ตีพิมพ์ครั้งแรกปี ค.ศ.1992) กันไปหมด จึงไม่คิดว่าจะมีอุดมการณ์ หรือเป้าหมายอะไรให้ต้องแสวงหาขบคิดกันอีกแล้ว?! ใครที่ยังไม่รู้จัก Times Literary Supplement คงต้องขออนุญาตอธิบายสักหน่อย : Times Literary Supplement หรือเป็นที่รู้จักกันในชื่อย่อว่า TLS เป็นหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ของอังกฤษ ปรากฏสู่สายตาสาธารณชนครั้งแรกใน ปี ค.ศ.1902 ในฐานะที่เป็นส่วนเสริมให้กับหนังสือพิมพ์รายวัน Times ของอังกฤษ (ถ้านึกไม่ออก ก็ลองนึกถึง "เสาร์สวัสดี" ของหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจรายวัน) สิบสองปีต่อมา เมื่อมีแฟนคนอ่านเป็นจำนวนมาก TLS ก็แยกออกมาขายเป็นเอกเทศในปี ค.ศ.1914 กระดาษก็เหมือนกับหนังสือพิมพ์รายวันทั่วไป แต่รูปเล่มออกไปในทาง "เสาร์สวัสดี" นั่นเอง TLS เป็นหนังสือพิมพ์ที่ตีพิมพ์บทวิจารณ์หนังสือแทบทุกประเภททุกสาขาองค์ความรู้ ไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ ศิลปะ ฯลฯ ขณะเดียวกันก็มีบทความเด็ดๆ ของนักคิด นักเขียน นักวิชาการผู้มีชื่อเสียงระดับมหากาฬด้วย และก็มีวิวาทะกันในประเด็นต่างๆ ต่อเนื่องก็มี TLS มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับนักวิชาการหรือนักอ่านที่รักความรู้อย่างจริงจัง เพราะ TLS จะแนะนำหนังสือต่างๆ ทั้งใหม่และเก่าที่ตีพิมพ์ออกมาในโลกหนังสืออย่างมากมายมหาศาล ยากที่เราจะตามไปรู้ได้หมด แต่เราสามารถย่นย่อเวลาโดยการอ่านจาก TLS และก็ยังมีบทวิจารณ์ให้เสร็จสรรพว่า หนังสือแต่ละเล่มดีหรือไม่ดีอย่างไร และแถมเปรียบเทียบกับหนังสืออื่นๆ ที่เขียนในเรื่องเดียวกันให้เราได้รู้รอบด้านด้วย น่าเสียดายที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยในประเทศไทยไม่กี่แห่งที่บอกรับเป็นสมาชิก พอหาได้ที่ห้องสมุดจุฬาฯ แต่ดูเหมือนจะบอกรับเป็นบางปี บางช่วงเท่านั้น ส่วนที่ธรรมศาสตร์ หาอ่านได้ที่หอสมุดปรีดี พนมยงค์ ดูเหมือนที่ธรรมศาสตร์จะบอกรับตั้งแต่ปี ค.ศ.2000 จนถึงปัจจุบันเลย แต่ถ้าอยากอ่านฉบับก่อนหน้านั้น ที่จุฬาฯ ดูเหมือนจะบอกรับก่อน แต่ขาดๆ หายๆ ไป ขอแนะนำและรับประกันเลยว่า ถ้าผู้ที่รักความรู้ในทุกสาขาได้อ่านแล้วจะติดใจ สนใจสาขาวิชาไหน ก็ต้องลองเปิดๆ ดู เพราะแต่ละสัปดาห์เขาจะเปลี่ยนสาขาหรือประเด็นไปเรื่อยๆ ของอเมริกันก็มีหนังสือทำนองนี้ ใช้ได้เหมือนกัน คือ The New York Review of Books ลองหาอ่านดู มีประโยชน์จริงๆ! ในสมัยที่ผู้เขียนทำงานอยู่ที่อังกฤษ TLS มีบรรณาธิการชื่อ Jeremy Treglown ซึ่งทำหน้าที่ดังกล่าวเป็นเวลาสิบปีพอดิบพอดี กับช่วงเวลาที่ผู้เขียนได้ติดตามเป็นแฟนมาโดยตลอด แดเนียล เบล เป็นศาสตราจารย์ทางสังคมวิทยา ดำรงตำแหน่งเป็น Henry Ford II Professor of Social Sciences ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ส่วน ฟรานซิส ฟูคูยามา เป็นนักปรัชญาและนักเศรษฐศาสตร์การเมือง อายุน้อยกว่า แดเนียล เบล สามสิบสามปี ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง Bernard L. Schwartz Professor ในทางเศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ และเป็นผู้อำนวยการโครงการการพัฒนาระหว่างประเทศที่ Paul H. Nitze School of Advanced International Studies แห่งมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ ทั้งสองมีอิทธิพลต่อโลกอย่างยิ่ง ทั้งทางทฤษฎีและการปฏิบัติ โดยเฉพาะในประเด็นพวก "อวสาน-จุดจบ" ทั้งหลาย กล่าวได้ว่า แนวคิดประเภทกระแสนิยม "อวสาน-จุดจบ" หรือ "endism" นี้ ศาสตราจารย์เบลถือว่าเป็นคนแรกๆ ที่ทำให้แนวคิดดังกล่าวกลายเป็นกระแส โดยเฉพาะอวสานอุดมการณ์ (the End of Ideology) ส่วนศาสตราจารย์ฟูคูยามา ถือเป็นนักวิชารุ่นลูก ผู้มาปิดท้ายด้วยการสร้างกระแส "จุดจบแห่งประวัติศาสตร์" (the End of History) ซึ่งมันก็พอเป็นที่เข้าใจได้ว่า หลังจากอุดมการณ์มอดแล้ว กงล้อประวัติศาสตร์ก็คงไม่ต้องหมุนไปไหนแล้ว เพราะไม่รู้จะหมุนไปไหน? แนวคิดเรื่อง "อุดมการณ์อวสานแล้ว" ของศาสตราจารย์เบลเป็นผลงานใน ปี ค.ศ.1960 ซึ่งคาดการณ์ว่าอุดมการณ์ทางการเมือง ที่สำคัญๆ ของโลกในขณะนั้น อย่างอุดมการณ์มาร์กซิสม์จะสิ้นฤทธิ์หมดแรงไปในที่สุด เพราะสังคมในอนาคตจะเป็นสังคมที่คิดเป็นเหตุเป็นผลในทางวิทยาศาสตร์มากขึ้น อุดมการณ์ที่จำแลงแอบอ้างความเป็นวิทยาศาสตร์ แต่ไม่ได้เป็นจริงๆ (pseudo-science) ก็จะไปไม่รอด ตัว แดเนียล เบล เองก็เป็นนักวิชาการที่ประกาศตัวชัดเจนว่า ต่อต้านระบอบสตาลินของโซเวียต เมื่อเวลาผ่านไป 28 ปี ในปี ค.ศ.1988 ศาสตราจารย์แดเนียล เบล ก็กลับมาพูดถึงงาน "The End of Ideology" ของเขาอีก โดยตระเวนทั่วโลกแสดงปาฐกถาในหัวข้อเดิม แต่ต่อท้ายด้วยคำว่า "revisited" ให้รู้ว่า เป็นการกลับมาดูงานเก่าของตน นั่นคือ "The End of Ideology Revisited" โดยแสดงปาฐกถาในอังกฤษที่ London School of Economics หรือ LSE นั่นเอง ใครที่สนใจอยากรู้ว่า แดเนียล เบล เขาคิดอย่างไรกับการพยากรณ์เรื่องอุดมการณ์ทางการเมืองโลกที่เขาทำนายไว้ ก็ลองไปดูบทความที่ถอดคำปาฐกถาของเขาได้จากวารสารชื่อ "Government and Opposition" (ปีที่ 23 (Spring "88) หน้า 131-150) ขณะเดียวกัน อาจารย์เบลก็ได้เขียนส่วนดังกล่าวเพิ่มเติมลงไปในหนังสือ "The End of Ideology" แล้วเอามาตีพิมพ์ขายใหม่ในเวลาต่อมา โดยเนื้อหาของปาฐกถาดังกล่าวจะปรากฏในบทท้ายของหนังสือ หลังจาก แดเนียล เบล แสดงปาฐกถาตอกย้ำความถูกต้องในการวิเคราะห์อนาคตของอุดมการณ์มาร์กซิสม์ในปี ค.ศ.1988 ความชัดเจนดังกล่าวก็ปรากฏเป็นรูปธรรมเมื่อกำแพงเบอร์ลินทลายลงในเดือนพฤศจิกายน ปี ค.ศ.1989 หนึ่งปีให้หลังการปาฐกถาของ แดเนียล เบล และเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ก็ส่งผลให้ ฟรานซิส ฟูคูยามา รับลูก "the End of Ideology" ต่อจากเบล ผลิตผลงาน "the End of History" ออกมา ซึ่งคงต้องดูกันต่อไปว่า รูปธรรมชัดเจนของ "อวสานประวัติศาสตร์" ของฟูคูยามา จะมีหน้าตาอย่างไร? หน้า 76 ฉัตรทิพย์ นาถสุภา : อุดมการณ์กับสังคมไทย (2) คนแคระบนบ่ายักษ์ แพทย์ พิจิตร มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1344 ประมาณเกือบสองปีก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 นักวิชาการไทยจำนวนหนึ่งได้มาร่วมประชุมสนทนา ถึงทิศทางของสังคมการเมืองไทย โดยหยิบยกประเด็นเรื่อง "อุดมการณ์กับสังคมไทย" ขึ้นมาหารือกัน อันเป็นที่มาของหนังสือ "อุดมการณ์กับสังคมไทย" ที่อาจารย์ฉัตรทิพย์เป็นผู้รวบรวมข้อเขียน และบทสนทนาจากที่ประชุม ที่จัดโดยสมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย ขอย้ำซ้ำจากคราวที่แล้วว่า "น่าสังเกตว่า ปัจจุบันนี้ ทั้งนักวิชาการ นักคิดและผู้คนทั่วไปในสังคมไทย ดูจะเลิกพูดเรื่องอุดมการณ์สำหรับสังคมไทยในอนาคตกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว! ทั้งๆ ที่เวลานี้น่าจะเป็นโอกาสที่เหมาะสมที่สุด ที่จะกลับมาพูดเรื่องอุดมการณ์ หรือทิศทางเป้าหมายสูงสุดสำหรับพัฒนาการของสังคมไทย" เพราะขณะนี้ สังคมไทยมีความแตกต่าง และแตกแยกกันในทางความคิดอย่างรุนแรงและชัดเจนกว่าที่เคยผ่านมาในอดีต แต่ก็แปลกที่ไม่มีใครคิดจะหยิกยกประเด็นเรื่อง "อุดมการณ์สำหรับสังคมไทย" ขึ้นมาพูดคุยกัน ฤๅจะเป็นเพราะอิทธิพลของนักวิชาการฝรั่งฝ่ายขวาอย่าง แดเนียล เบล และ ฟรานซิส ฟูคูยามา ทำให้ความคิดเรื่องอุดมการณ์มันอวสานไป อย่างที่ได้กล่าวไปในคราวที่แล้ว การประชุมสัมมนาเรื่อง "อุดมการณ์กับสังคมไทย" เมื่อยี่สิบห้าปีที่แล้ว มีนักวิชาการเข้าร่วมสัมมนารวมทั้งสิ้น 15 ท่าน เมื่อเวลาผ่านไปจนถึงบัดนี้ หลายท่านก็ได้บรรลุถึงจุดสุดยอดเป็นใหญ่เป็นโตกันไปแล้ว บางท่านก็เสียชีวิต บางท่านก็รับใช้เผด็จการมาได้อย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเผด็จการทหารในอดีตหรือเผด็จการอำนาจนิยมนายทุนในปัจจุบัน บางท่านก็ลดบทบาทสาธารณะลง บางท่านก็ยังเข้มแข็งอยู่ บางท่านก็ชรามากและสุขภาพไม่ดี ในบรรดานักวิชาการสิบห้าท่านที่ว่านี้ หลายท่าน ผู้เขียนได้เคยเกริ่นถึงไปบ้างแล้ว ก็จะไม่แนะนำซ้ำอีก จะขอแนะนำท่านที่ไม่เคยเอ่ยถึง สิบห้านักวิชาการที่เข้าร่วมประชุมครั้งประวัติศาสตร์นี้ คือ กระมล ทองธรรมชาติ กมล สมวิเชียร กอปร กฤตยากีรณ (ปริญญาเอกฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด นักวิทยาศาสตร์คนเดียวในที่ประชุม ขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ แผนกวิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม สมัย คุณอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พ.ศ.2535) เขียน ธีระวิทย์ ชัยอนันต์ สมุทวณิช ไพจิตร หัพนานนท์ (อาจารย์ประจำแผนกวิชาเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ในขณะนั้น) ลิขิต ธีรเวคิน พงศ์เพ็ญ ศกุนตาภัย (ศาสตราจารย์ทางรัฐธรรมนูญ-สถาบันการเมือง และทฤษฎีการเมืองสมัยใหม่แห่งภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ผู้มีแนวคิดเสรีนิยมเต็มที่ และไม่เคยก้มหัวให้เผด็จการ ไม่ว่าในยุคใดสมัยใด ปัจจุบัน น่าเสียดายที่สุขภาพท่านไม่ค่อยจะดีนัก ซึ่งผู้เขียนจะได้เล่าเรื่องราวของท่านโดยละเอียดในโอกาสข้างหน้า) สุจิต บุญบงการ สุชาติ สวัสดิ์ศรี สุรพงษ์ ชัยนาม (อดีตเอกอัคราชทูตไทยประจำประเทศกรีซ เยอรมนี แอฟริกาใต้ เป็นข้าราชการกระทรวงต่างประเทศที่เป็นที่ยอมรับนับถือ เป็นนักวิชาการอิสระเชี่ยวชาญด้านแนวคิดและทฤษฎีการเมือง โดยเฉพาะแนวคิดสังคมนิยม-ซ้ายใหม่ และเป็นคนแรกที่นำแนวคิดของอันโตนิโอ กรัมซี่เข้าสู่วงวิชาการไทย เคยเขียนบทความและแต่งตำราทางทฤษฎีความคิดทางการเมืองที่มีคุณภาพหลายเล่ม ล่าสุด ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา แต่ไม่ได้ ในปีที่สุรพงษ์เข้าร่วมสัมมนา เขามีตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายหนังสือพิมพ์ของกระทรวงต่างประเทศ) เสริมศักดิ์ เทพาคำ (ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดสงขลา ในขณะนั้น) อากร ฮุนตระกูล (เพิ่งจบการศึกษาจากประเทศอังกฤษ มาหมาดๆ ในช่วง พ.ศ.2514-2515 เริ่มทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายสินเชื่อ ธนาคารเชสแมนฮัตตัน เป็นอดีตเจ้าของโรงแรมอิมพีเรียล เป็นนายทุนที่หัวก้าวหน้าคนหนึ่งชอบเปิดโรงแรมให้พวกพ้อง ได้สัมมนาวิชาการกันอย่างเต็มที่ ได้รับการขนานนามว่า "นักอุดมการณ์ขวานผ่าซาก" เคยสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯ กทม. ด้วย) และคนสุดท้ายคือ อนุช อาภาภิรม (ปัญญาชนฝ่ายซ้ายชั้นยอดคนหนึ่ง เป็นบรรณาธิการนิตยสารชัยพฤกษ์ ขณะนั้น ปัจจุบันเป็นคอลัมนิสต์ในมติชนสุดสัปดาห์) และแน่นอนว่า คนที่สิบห้าก็คือ อาจารย์ฉัตรทิยพ์ นาถสุภา นั่นเอง ประเด็นเนื้อหาของการประชุมสัมมนาที่อาจารย์ฉัตรทิพย์เขียนไว้ ทำให้ผู้อ่านในปัจจุบันทราบว่า เมื่อยี่สิบห้าปีก่อน อุดมการณ์มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะประเทศไทย (เพราะตอนนั้น ประเทศไทยตระหนัก และเจียมตัวดีว่าเป็นประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งต่างจากสมัยนี้!) ด้วยผู้ร่วมสัมมนาเห็นพ้องต้องกันว่า อุดมการณ์มีบทบาทสำคัญในการระดมกำลังมวลชนของประเทศ ให้เข้าร่วมขบวนการเพื่อเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจการเมือง ไปสู่สภาพดีเลิศที่ปรารถนา แต่ปัญหาคือ "อุดมการณ์ใดคืออุดมการณ์ที่พึงปรารถนาสำหรับสังคมไทย?" นักวิชาการทั้งสิบห้าท่านต่างก็พยายามมุ่งตอบปัญหาข้อนี้ในขณะนั้น! ข้อสรุปที่ได้คือ "อุดมการณ์สำหรับสังคมไทยอนาคตควรเป็นอุดมการณ์ ซึ่งอำนวยให้เกิดการพัฒนาเปลี่ยนแปลง โครงสร้างเศรษฐกิจ ของประเทศ ในขณะเดียวกัน ก็ต้องขจัดการเอารัดเอาเปรียบทางเศรษฐกิจ และก่อให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม พร้อมทั้งรักษาไว้ซึ่งเสรีภาพส่วนบุคคล ผู้เข้าร่วมสัมมนาหลายท่านเสนออุดมการณ์ที่มีส่วนผสมของทั้งเสรีนิยมและสังคมนิยม และที่ประชุมได้สรุปเสนอให้พิจารณาอุดมการณ์สายกลาง เช่น อุดมการณ์สังคมนิยมเสรี พร้อมกันนั้นที่ประชุมได้ปฏิเสธอุดมการณ์ศักดินาและอำนาจนิยม" จะว่าไปแล้ว แม้ว่าข้อสรุปจากการสัมมนาของนักวิชาการชั้นนำ ของสังคมไทยในขณะนั้น (หลายคนก็ยังเป็นนักวิชาการชั้นนำ ในขณะนี้ด้วย) ซึ่งเป็นเวลาถึงยี่สิบห้าปีที่แล้ว ก็ดูจะยังใช้ได้และทันสมัยอยู่ในปัจจุบันนี้ เพราะจนบัดนี้ ปัญหาของสังคมไทยก็ยังคงเป็นปัญหาเรื่องโครงสร้างเศรษฐกิจ การเอารัดเอาเปรียบก็ยังคงอยู่ และยิ่งสลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนมากกว่า ปัญหาความเป็นธรรมก็ทวีความรุนแรง เสรีภาพส่วนบุคคลก็ไม่รู้ว่าคืออะไรกันแน่แล้ว! ปัจจุบัน การมีอุดมการณ์สำหรับต่อสู้อำนาจนิยมยังเป็นสิ่งที่จำเป็น ส่วนอุดมการณ์ศักดินานั้น คงต้องตั้งคำถามคลาสสิคว่า ตกลงแล้ว สังคมไทยยังเป็นศักดินาอยู่หรือเปล่า? หรือเป็นกึ่งศักดินากึ่งทุนนิยม หรือไม่เป็นแล้ว?! ที่น่าสังเกตคือ ที่ประชุมสรุปเสนอให้พิจารณา "อุดมการณ์สายกลาง" อันได้แก่ อุดมการณ์สังคมนิยมเสรี ซึ่งเป็นแนวที่นำเสนอโดยอาจารย์ฉัตรทิพย์เอง ในบทความที่นำเสนอในที่ประชุม นั่นคือ "พื้นฐานร่วมของสังคมนิยมเสรี กับเสรีนิยม" ในที่ประชุมนั้น อาจารย์ชัยอนันต์ สมุทวณิช สรุปนัยของจุดยืนสายกลางดังกล่าวของอาจารย์ฉัตรทิพย์ไว้ว่า "สำหรับอาจารย์ฉัตรทิพย์นั้นเห็นว่า สถานการณ์เวลานี้ (พ.ศ.2514) ไม่ได้อยู่ในสภาพที่เราเรียกว่าดีเลิศ อุดมการณ์อนุรักษนิยมอันเป็นผลิตผล โดยเฉพาะของอุดมการศักดินายึดถืออำนาจนิยมทางการเมืองทางเศรษฐกิจ ก็ยึดครองที่ดิน ส่วนทางสังคม ก็มีวัฒนธรรมที่ปฏิบัติต่อมาโดยไม่มีข้อสงสัยเลยนั้น ยังไม่สามารถที่จะทำให้เราไปสู่อุดมการที่ดีในอนาคตได้ อาจารย์ฉัตรทิพย์อยากจะเสนอแนวร่วมเสรีนิยม สังคมนิยมเสรี ก็เพราะว่า อาจารย์ฉัตรทิพย์ไม่อยากที่จะให้เป็นอุดมการณ์ ที่เป็นไปในรูปขวาจัดหรือซ้ายจัด อาจารย์ฉัตรทิพย์ได้กล่าวว่า เวลานี้ ภัยของประเทศมี เพราะว่าสถานการณ์ของเราเวลานี้ อันหนึ่งเป็นขวา อีกอันจะมาเป็นซ้ายจัด เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่าไม่มีอะไรที่จะมาเป็นการประนีประนอมระหว่างสองอันนี้แล้ว ก็จะเกิดการใช้กำลังรุนแรงกันอย่างมากมาย..." จากถ้อยคำของอาจารย์ชัยอนันต์ชี้ให้เห็นว่า ในขณะนั้น อาจารย์ฉัตรทิพย์ไม่ใช่ "ซ้ายจัด" หรือ "สังคมนิยมจัด" แต่ก็ไม่ใช่ "เสรีนิยมจัด" ด้วย กล่าวได้ว่า ก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 อาจารย์ฉัตรทิพย์ไม่ได้มีพื้นฐานความคิดเป็น "ซ้าย" และก็ไม่ได้หมายความว่า อาจารย์ไม่รู้จักว่า "ซ้ายหรือสังคมนิยม" เป็นอย่างไร ผู้ที่ถูกอาจารย์ชัยอนันต์เรียกว่า "เป็นพันธมิตรหลวมๆ" กับอาจารย์ฉัตรทิพย์ในที่ประชุมนั้น คือ อาจารย์เขียน ธีระวิทย์ และ "คุณสุรพงษ์ ชัยนาม" ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้ร่วมประชุมที่มีอายุน้อยที่สุด อยู่ในราวๆ ยี่สิบสี่ปีได้ (ซึ่งก็ไม่ต่างจาก สรวิศ ชัยนาม ผู้บุตร ซึ่งเป็นอาจารย์ที่อายุน้อยที่สุดในภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ในขณะนี้!) อาจารย์ชัยอนันต์อธิบายความเป็น "แนวร่วมพันธมิตร" ทางอุดมการณ์ของคนทั้งสาม โดยเห็นว่า ทั้งสามท่านต้องการให้ "มีการอำนวยต่อการเปลี่ยนแปลงทางเกษตรให้ไปสู่อุตสาหกรรม (ซึ่งไม่ต่างจากอาจารย์กอปร กฤตยากีรณ นักฟิสิกส์คนเดียวในที่ประชุมทางสังคมศาสตร์) และจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้าง แต่โครงสร้างนี้จำเป็นจะต้องรักษาเสรีภาพนี้เอาไว้ให้ได้ อันนี้สำคัญมากของอาจารย์ฉัตรทิพย์ เพราะฉะนั้น จึงรักษาเสรีนิยมไว้บางส่วนในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐจะเข้าไปยุ่งในอีกหลายส่วนของเศรษฐกิจ อาจจะมีสหกรณ์ มีระบบบริษัทมหาชนก็ได้ อาจารย์ฉัตรทิพย์ก็บอกว่า ความคิดคล้ายๆ กับ parcipatory ของอาจารย์เขียน ซึ่งเราก็จะต้องเถียงกันในเรื่องคำจำกัดความกันต่อไป ทั้งนี้ อาจารย์ฉัตรทิพย์ย้ำว่า กระบวนการที่จะเกิดขึ้นนี้ อุดมการณ์จะต้องถูกยอมรับโดยมวลชน" แม้ว่าขณะนี้ปัญหาของสังคมไทยจะไม่ใช่เรื่อง "ซ้ายจัด-ขวาจัด" แต่เราก็มีความแบ่งแยกรุนแรงที่อาจจะ "จัด" และขยายตัวในวงกว้างกว่าในอดีต นั่นคือ "คนระดับกลางขึ้นไปในเมืองที่ปฏิเสธทักษิณ" และ "คนระดับกลางลงไป ในวงแหวนรอบนอกที่สนับสนุนทักษิณ" ขณะเดียวกัน ก็มีคนใต้โดยทั่วไป ที่ไม่สนว่าเป็นชนชั้นไหนที่ไม่เอาทักษิณและพวก ตกลงแล้ว ปัญหาในปัจจุบันเป็นปัญหาเก่าหรือปัญหาใหม่สำหรับสังคมไทย และอุดมการณ์แบบไหนที่จะมาช่วยเยียวยาและ "ถ้าเผื่อว่า ไม่มีอะไรที่จะมาเป็นการประนีประนอมระหว่างสองอันนี้แล้ว ก็จะเกิดการใช้กำลังรุนแรงกันอย่างมากมาย..." อาจารย์ฉัตรทิพย์ครับ! เรามาช่วยกันค้นหาอุดมการณ์ให้สังคมไทยกันอีกสักครั้ง ดีไหมครับ? และจะทำอย่างไรให้อุดมการณ์ หรือกระบวนการที่จะเกิดขึ้นนี้ เป็นที่ยอมรับของมวลชนได้ด้วย?! หน้า 76 ฉัตรทิพย์ นาถสุภา : อุดมการณ์กับสังคมไทย (3) คนแคระบนบ่ายักษ์ แพทย์ พิจิตร วันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1345 ในการสัมมนาทางวิชาการในเดือนพฤศจิกายน 2514 หรือเกือบสามสิบห้าปีที่แล้ว เพื่อหาคำตอบในการแก้ปัญหาสังคมการเมืองไทยโดยสร้าง "อุดมการณ์ของสังคมไทย" ขึ้นมา แม้ว่าผู้คนที่เข้าร่วมการสัมมนาครั้งนั้นจะมีความเห็นพ้องต้องกันที่ว่า อุดมการณ์ของสังคมไทยจะต้องมีลักษณะที่เป็นทางสายกลาง ไม่สุดโต่งไปทางซ้ายหรือขวาจนเกินไป และจะต้องไปเป็นอุดมการณ์ศักดินาและอำนาจนิยม และอุดมการณ์ที่ว่านี้จะต้องได้รับการยอมรับเป็นอุดมการณ์มวลชนด้วย แต่ก็มิใช่ว่าจะไม่มีข้อขัดแย้งกันเสียเลย ข้อขัดแย้งที่สำคัญข้อหนึ่งที่อาจารย์ฉัตรทิพย์สรุปไว้ในบทนำของหนังสือ "อุดมการณ์กับสังคมไทย" ก็คือ "ปัญหาที่ว่า อุดมการณ์จะต้องมุ่งเพื่อชนชั้นใดชนชั้นหนึ่งโดยเฉพาะหรือไม่?" ซึ่งต่อประเด็นดังกล่าวนี้ มีความเห็นแตกต่างกัน โดยแบ่งได้ออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเห็นว่า อุดมการณ์ควรมุ่งที่ชนชั้นซึ่งถูกเอาเปรียบไร้สิทธิ เพราะคนเหล่านี้เป็นผู้ที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงสู่สภาพสังคมใหม่ที่ดีขึ้น และฝ่ายนี้ยืนยันว่า อุดมการณ์จะมีพลังได้ก็ต่อเมื่ออุดมการณ์นั้นเป็นตัวแทนของผลประโยชน์ของชนชั้นใดชนชั้นหนึ่ง เป็นไปได้ว่า เบื้องหลังความเห็นดังกล่าว เหตุผลน่าจะเป็นเพราะอุดมการณ์ที่เหมารวมคนทุกชนชั้น ก็ดูจะสะเปะสะปะ และเป็นอะไรที่ขาดความชัดเจน และอาจจะไม่สามารถเจาะลึกเข้าไปถึงปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่า อุดมการณ์ที่สร้างขึ้นควรเป็นอุดมการแห่งชาติหรืออุดมการของสังคมโดยรวม ไม่ใช่อุดมการณ์ของชนชั้นจึงจะระดมพลังของสังคมให้เข้ากันได้ เพราะอุดมการณ์มีหน้าที่เชื่อมกลุ่มต่างๆ เข้าด้วยกัน ถึงแม้ว่าอุดมการณ์ควรมุ่งเพื่อคนกลุ่มใหญ่ในสังคมก็ไม่ควรกีดกันเป็นปฏิปักษ์ต่อสมาชิกของสังคมกลุ่มอื่นๆ จะว่าไปแล้ว ฝ่ายที่สองนี้มองหรือเข้าใจอุดมการณ์ในแบบสังคมวิทยาและรัฐศาสตร์กระแสหลัก ที่เชื่อว่า อุดมการณ์หมายถึงระบบความคิดความเชื่อเกี่ยวกับทิศทางหรือเป้าหมายของสังคมการเมืองโดยรวม มีหลักการและแบบแผนที่ชัดเจนในการที่จะบรรลุถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ และเชื่อว่า อุดมการณ์จะช่วยบูรณาการสมาชิกของสังคมเข้าด้วยกัน ทำให้สังคมมีความเข้มแข็งและสามารถพัฒนาเปลี่ยนแปลงได้ ส่วนพวกแรกที่เน้นว่า อุดมการณ์ควรจะเป็นอุดมการณ์สำหรับชนชั้นที่เสียเปรียบในสังคมนั้น ดูจะให้ความสำคัญกับการมีอยู่ของชนชั้นที่แตกต่างกัน และเชื่อว่า มีความขัดแย้งทางชนชั้นดำรงอยู่ในสังคม การพัฒนาเปลี่ยนแปลงจึงน่าจะเทน้ำหนักไปที่ผู้ด้อยโอกาสหรือผู้ที่ถูกเอารัดเอาเปรียบในสังคมเป็นสำคัญ กล่าวได้ว่า แนวความคิดของฝ่ายนี้กระเดียดออกไปทางซ้ายและมีกลิ่นอายของความคิดสังคมนิยมอยู่พอสมควร แต่กระนั้น ก็ยังยอมรับที่จะลดความรุนแรงลง เพื่อประนีประนอมที่จะพบกันครึ่งทางในทางสายกลาง ถ้าจะพิจารณานัยความหมายในทางวิชาการของ "อุดมการณ์" หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า "ideology" จะพบว่า มันมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงนัยความหมายมาโดยตลอดตั้งแต่แรกเริ่มมีการใช้คำดังกล่าวนี้ และก็ยังมีปัญหาไม่ลงตัวเกี่ยวกับการทำความเข้าใจในความหมายที่แท้จริงของมันด้วย จริงๆ แล้ว อุดมการณ์หรือ "ideology" นั้นมีความหมายทั้งในด้านบวกและลบ คนที่ใช้คำนี้เป็นครั้งแรกคือ อภิชนนักคิดหัวก้าวหน้าชาวฝรั่งเศสที่ชื่อ เดสตู เดอ เทรซี (Destutt de Tracy) ผู้มีชีวิตอยู่ระหว่าง ค.ศ.1754-1836 ในการบัญญัติคำว่า "ideologues" เทรซีตั้งใจให้หมายถึง "ศาสตร์แห่งความคิด" หรือ "science of ideas" ซึ่งมีความหมายในด้านบวก อุดมการณ์ตามความหมายนี้คือ การศึกษาถึงกำเนิดความคิดความรู้ที่ถูกต้องและมีเหตุมีผล เป็นการศึกษาหาความรู้ที่พยายามจะลบล้างอิทธิพลของระบบความรู้ความเชื่อดั้งเดิมของยุโรปสมัยนั้น อันได้แก่ ความเชื่อหรือศรัทธาในศาสนา ตลอดจนความคิดแบบอภิปรัชญาที่ไม่ได้มีรากฐานที่เป็นวิทยาศาสตร์ ดังนั้น อุดมการณ์ในแง่นี้ จึงถือได้ว่าเป็นผลที่เกิดจากกระบวนการต่อเนื่องของการพัฒนาความรู้ไปสู่การใช้เหตุผลและเป็นความรู้ที่สามารถพิสูจน์ได้ นั่นคือ การก้าวไปสู่ยุควิทยาศาสตร์นั่นเอง ซึ่งกระบวนการดังกล่าวนี้เป็นที่รู้จักกันในนามของ กระบวนการภูมิปัญญาหรือ "Enlightenment" ความมุ่งมั่นของเทรซีที่มีต่อ "ศาสตร์แห่งความคิด" หรือ "อุดมการณ์" นี้ก็คือ การหาความรู้ที่เกี่ยวกับมนุษย์และสังคมที่มีความแน่นอน มีแบบแผนที่เป็นเหตุผลชัดเจน เฉกเช่นเดียวกับความรู้ที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบเกี่ยวกับธรรมชาติ (natural sciences) กล่าวได้ว่า สำหรับเทรซีแล้ว อุดมการณ์คือส่วนหนึ่งของสัตววิทยา (zoology) เลยก็ว่าได้ ผู้ศึกษาประวัติความเป็นมาของ "อุดมการณ์" ในความหมายของเทรซี เชื่อว่า ก่อนหน้าเทรซี มีนักคิดที่พยายามจะสร้าง "ศาสตร์แห่งความคิด" หรือ "อุดมการณ์" พูดง่ายๆ ก็คือ มีนักคิดที่ถือว่าเป็นผู้แผ้วทางดังกล่าวนี้ไว้แล้ว เช่น มาคิอาเวลลีในศตวรรษที่สิบห้าและ ฟรานซิส เบคอน ในศตวรรษที่สิบเจ็ด ถ้าเอ่ยถึง ฟรานซิส เบคอน ในฐานะที่เป็นผู้บุกเบิกการหาความรู้ที่แท้จริงแน่นอนที่เป็นวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับมนุษย์และสังคม หลายคนคงไม่สงสัย เพราะเขาคือผู้ที่ยืนยันว่า ความรู้ที่แท้จริงจะต้องเป็นความรู้ที่รับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัสปกติ ซึ่งหมายความว่า อะไรที่คนคนหนึ่งรับรู้ย่อมเป็นสิ่งที่อีกคนหรือคนทั่วไปสามารถรับรู้ได้ ไม่ใช่ว่า ฉันรู้อยู่คนเดียว เพราะฉันมีญาณวิเศษ หรือติดต่อสื่อสารกับพระเจ้าได้ นอกจากนี้ สิ่งที่จะเป็นความรู้ที่ยอมรับได้ จะต้องนำไปสู่การคาดการณ์ในอนาคตได้ด้วย เช่น อะไรที่เกิดขึ้น และเราเฝ้าสังเกตจนเห็นที่มาที่ไปของมัน ความรู้ที่ได้จากการสังเกตก็จะช่วยให้เราสามารถคาดการณ์ได้ว่า ปรากฏการณ์ในทำนองเดียวกันนี้จะเกิดขึ้นอีก ถ้าอยู่ภายใต้บริบทและเงื่อนไขแบบเดียวกัน แต่สำหรับมาคิอาเวลลี หลายคนคงจะงงและสงสัยว่า มาคิอาเวลลีจะเป็นผู้แผ้วทางไปสู่ "ศาสตร์แห่งความคิด" หรือ "อุมการณ์" กับเขาได้อย่างไร เพราะเขาเป็นผู้ที่ได้รับการขนานนามจากคนทั่วไปที่ไม่ได้ศึกษาลึกซึ้งเกี่ยวกับตัวเขาว่าเป็น "เจ้าพ่อแห่งความหลอกลวง"!? ประเด็นที่นักวิชาการที่ศึกษาเรื่อง "อุดมการณ์" หยิบยกมาชี้ว่า มาคิอาเวลลีคือ นักคิดที่แผ้วทางไปสู่การหาความรู้ที่แน่นอน เกี่ยวกับมนุษย์และสังคมก็คือ ประเด็นที่มาคิอาเวลลีไม่เชื่อในการมีอยู่ของพระผู้เป็นเจ้า และไม่เชื่อในเรื่องวิญญาณ ซึ่งนับว่าเป็นความคิดที่แปลกแยกจากคนร่วมสมัยของเขาอย่างยิ่งทีเดียว อย่างไรก็ตาม แม้ว่า มาคิอาเวลลีจะไม่เชื่อในการมีอยู่ของพระผู้เป็นเจ้า แต่เขากลับยืนยันและเตือนให้คนอ่านหนังสือของเขาตระหนักถึง "การมีอยู่จริงของความเชื่อของผู้คนที่มีต่อพระผู้เป็นเจ้า" และที่สำคัญ ผู้ปกครองคนใดไม่ตระหนักถึง "พลัง" ของความเชื่อของผู้คนที่มีต่อพระผู้เป็นเจ้า ก็จะต้องพบกับความหายนะ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง มาคิอาเวลลีชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ของการใช้ "พลัง" ดังกล่าว และเตือนให้ระมัดระวังภยันตรายของพลังที่ว่านี้ด้วย ส่วนความหมายเชิงลบของ "อุดมการณ์" นั้นเกิดขึ้นตามมาหลังจากเทรซีสร้าง "ศาสตร์แห่งความคิด" ไม่นานนัก และผู้ที่กล่าวถึง "อุดมการณ์" ในแง่ลบก็มิใช่ใครอื่น อีกทั้งเป็นคนชาติเดียวกันกับเทรซีด้วย เขาผู้นั้นคือนโปเลียน ตอนแรกๆ นโปเลียนก็เห็นดีเห็นงามกับขบวนการความคิดของเทรซี เพราะ "ศาสตร์แห่งความคิด" ของเขานั้นสอดคล้องกับขบวนการปฏิวัติฝรั่งเศสในการล้มล้างความเชื่อเก่าในทางศาสนา ที่เชื่อมโยงอุปถัมภ์สัมพันธ์เป็นเนื้อเดียวกันกับสถาบันกษัตริย์ที่ครอบงำประชาชน แต่ต่อเมื่อเทรซีและสถาบันวิชาการแห่ง "ศาสตร์แห่งความคิด" ของเขา (the Institute of France) เป็นอุปสรรคขวางทางอำนาจของนโปเลียน นโปเลียนจึงกล่าวหาว่า บรรดานักคิดนักวิชาการกลุ่ม "ศาสตร์แห่งความคิด" หรือ "อุดมการณ์" นี้เป็นพวก "นักอุดมการณ์-นักอุมคติ" (ideologists) เป็นพวกเพ้อฝันล่องลอย ไม่ติดดิน เป็นพวก "หอคอยงาช้าง" ไม่รู้ไม่เข้าใจในความจริงของการเมือง แต่ชอบเอาความคิดเพ้อฝันของพวกตนมาตั้งเป็นเป้าหมาย ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง หลุดโลกและไม่นำมาซึ่งผลประโยชน์ที่แท้จริงได้ ฟังๆ ดูแล้ว ความขัดแย้งระหว่างนโปเลียนกับเทรซีและพรรคพวกนักวิชาการในศตวรรษที่สิบแปด ก็ไม่ต่างจากกรณีความขัดแย้งระหว่างผู้นำการเมืองบ้านเรา กับนักวิชาการที่ออกมาวิจารณ์ไม่เห็นด้วย กับการปฏิบัติการทางการเมืองของท่านผู้นำ นโปเลียนโจมตีเทรซีว่า คิดอะไรเพ้อเจ้อ หอคอยงาช้าง ไม่รู้ว่าเศรษฐกิจการเมืองในโลกแห่งความเป็นจริงนั้นเป็นอย่างไร และควรต้องทำอย่างไรถึงจะเหมาะสมถูกต้อง พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ก็เช่นกัน ตอบโต้นักวิชาการอย่าง อาจารย์ธีรยุทธ บุญมี และน่าจะรวมถึงนักวิชาการคนอื่นๆ ด้วยที่ไม่เห็นด้วยกับตนว่า วันๆ อยู่แต่ในห้องสมุด ไม่รู้อะไร คิดอะไรเพ้อเจ้อ ทฤษฎีจ๋า และถ้าแน่จริง ทำไมไม่ลองมาทำเองดูบ้าง ข้อโต้แย้งของคุณทักษิณได้กล่าวเป็นวาทกรรมที่ผู้คนที่สนับสนุนท่าน นำมาใช้ตอบโต้พวกนักวิชาการทุกครั้งที่นักวิชาการออกโรงมาวิจารณ์การทำงานของรัฐบาล โดยเฉพาะตัวท่านนายกฯ ด้วยฝีมือของนโปเลียน อุดมการณ์ของเทรซีในความหมายของ "ศาสตร์แห่งความคิด" หรืออีกนัยหนึ่งคือ องค์ความรู้เกี่ยวกับมนุษย์และสังคมจึงมีความหมายในแง่ลบตั้งแต่บัดนั้น และเป็นฉากหนึ่งของประวัติศาสตร์ ที่เป็นจุดเริ่มต้นของตัวแบบของการโต้แย้งระหว่างผู้นำเผด็จการที่มุ่งแต่ผลในทางปฏิบัติ กับนักคิดนักวิชาการที่พยายามค้นหาองค์ความรู้ที่แน่นอนและมีเหตุผลที่จะชี้นำสังคมไปในทางที่ถูกต้องเหมาะสม ฝ่ายหนึ่งก็ต้องการทำอะไรอย่างเร่งด่วนเพื่อความนิยมจากมหาชน อีกฝ่ายหนึ่งก็ดูจะไม่ทันใจพี่น้องประชาชนเอาเสียเลย จะทำอะไร ไปในทางไหน ก็ดูจะมีข้อติข้อระวังเสียจนไม่รู้จะทำอะไร! หน้า 76 ฉัตรทิพย์ นาถสุภา: อุดมการณ์กับสังคมไทย (4) คนแคระบนบ่ายักษ์ แพทย์ พิจิตร มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1348 "อุดมการณ์" เป็นคำที่มีความหมายยิ่งสำหรับนักวิชาการสายสังคมศาสตร์ (ยกเว้น ดร.กอปร กฤตยากีรณ ดุษฎีบัณฑิตสาขาฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด นักวิทยาศาสตร์คนเดียวในที่ประชุม) เมื่อสามสิบปีที่แล้ว ดังที่ได้รายงานไปในคราวก่อนๆ ถึงการประชุมสัมมนาในปี พ.ศ.2515 เพื่อค้นหาสิ่งที่จะเป็น "อุดมการณ์" สำหรับสังคมไทย ซึ่งอาจารย์ฉัตรทิพย์เป็นผู้รวบรวมเรียบเรียงบันทึก และต่อมาได้ถูกนำมาตีพิมพ์เป็นหนังสือเล่มชื่อ "อุดมการณ์ของสังคมไทย" ข้อสรุปของนักวิชาการชั้นนำของเมืองไทยในขณะนั้นเกี่ยวกับลักษณะของอุดมการณ์ของสังคมไทยคือ ประการแรก จะต้องไม่มีลักษณะที่รุนแรงสุดโต่ง ซึ่งในสมัยนั้นความสุดโต่งของอุดมการณ์ทางการเมืองมีได้สองแบบ แบบแรกคือ แบบเสรีทุนนิยมจ๋า กับอีกแบบหนึ่งคือ สังคมนิยมจ๋า นักวิชาการส่วนใหญ่ในที่ประชุมนั้นเห็นพ้องว่า อุดมการณ์ที่เหมาะสมสำหรับสังคมไทยต้องออกในแนวกลางๆ ไม่สุดโต่งไปด้านใดด้านหนึ่ง การที่นักวิชาการส่วนใหญ่เห็นเช่นนั้นทำให้น่าคิดว่า เพราะอะไร พวกเขาจึงคิดเช่นนั้น? ทำไมอุดมการณ์ของสังคมไทยต้องออกแนวกลางๆ ด้วย? เพราะโดยปรกติแล้ว ความคิดใดที่จะเป็นอุดมการณ์อันทรงพลังได้นั้น ควรจะต้องมีเป้าหมายชัดเจนฟันธง ไม่ใช่กึ่งๆ กลางๆ คาบลูกคาบดอก เช่น จะเน้นไปที่สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลก็ว่ามา หรือถ้าไม่เห็นด้วยกับหลักการนี้ ก็อาจจะกระเด้งไปเป็นการเน้นไปที่สิทธิเสรีภาพของความเป็นสังคม หรือชุมชนไป แต่การจะเอาทั้งสองอย่างเหยียบเรือสองแคม ข้าสองเจ้า บ่าวสองนายนี้ มันไม่น่าจะเป็นอุดมการณ์ได้ เพราะมันไม่มีพลังดึงดูด อาการกึ่งๆ กลางๆ คาบลูกคาบดอกนั้น มันน่าจะเป็นการปฏิบัติจริงมากกว่าจะเป็นอุดมการณ์ เพราะการนำอุดมการณ์หรือทฤษฎีไปปฏิบัตินั้น มักจะทำไม่ได้เต็มร้อยอย่างที่คิด-พูดหรือเขียนไว้ในอุดมการณ์ แต่ถ้าตัวอุดมการณ์เองกลับเป็นอะไรที่กึ่งๆ กลางๆ ไม่เต็มร้อยไปในทางใดทางหนึ่งเสียแล้ว ความแตกต่างระหว่างการปฏิบัติกับอุดมการณ์ที่เป็นพิมพ์เขียวก็ดูจะไม่มี เพราะอุดมการณ์ไม่ฟันธงแบบนี้ยากที่จะมีอิทธิพลเปลี่ยนแปลงอะไรได้มากนัก เพราะปรกติ การปฏิบัติของผู้คนส่วนใหญ่มันก็เป็นอะไรที่กลางๆ อยู่แล้ว อุดมการณ์ทางการเมืองแบบกลางๆ ที่เป็นผลจากการประชุมสัมมนาครั้งนั้นก็คือ อุดมการณ์ที่มีชื่อว่า "สังคมนิยมเสรี" ซึ่งท่านอาจารย์ฉัตรทิพย์เองเป็นผู้ที่มีบทบาทในการนำเสนออุดมการณ์ตัวนี้มากกว่าใครๆ "สังคมนิยมเสรี" เป็นอุดมการณ์ที่ไม่เสรีนิยมมากไป แต่ก็ไม่ใช่เป็นสังคมนิยมเต็มตัว ไม่ขวาจัดหรือซ้ายจัด ด้วยเหตุนี้เองกระมังที่ในที่สุดแล้ว มันก็เลยไม่มีผลกระทบสำคัญเกิดขึ้นเท่าไรนัก และแถมยังเอียงไปทางเสรีนิยมทุนนิยมเสียด้วย ในช่วงเวลาสิบ-ยี่สิบปีหลังจากการประชุม สัมมนาครั้งนั้น ซึ่งก็อาจเป็นเพราะการเมืองไทยต้องสะดุดกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 จึงทำให้อุดมการณ์ที่มีคำว่า "สังคมนิยม" อยู่ด้วยนั้น ไม่สามารถได้รับการยอมรับจากคนส่วนใหญ่ในสังคมได้ แม้ว่าจะอุดมการณ์ "สังคมนิยมเสรี" จะมีอาการกึ่งๆ กลางๆ แต่ก็มีอะไรที่ฟันธงกับเขาเหมือนกัน นั่นคือ ที่ประชุมสัมมนาประกาศชัดเจนร่วมกันว่า อุดมการณ์สังคมนิยมเสรีปฏิเสธอุดมการณ์ศักดินาและอำนาจนิยมอย่างชัดเจน แต่ก็อีกแหละ อุดมการณ์ศักดินาและอำนาจนิยมก็ยังคงเดินหน้าอย่างก้าวหน้าต่อไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา และก็ทวีพลังความเข้มข้นเรื่อยมาจนถึงวินาทีนี้ แต่ถ้าถามว่า จากจุดนี้ไป อุดมการณ์ศักดินา และอำนาจนิยมยังเป็นอุดมการณ์ของสังคมไทยที่มีพลังอยู่หรือไม่? คำตอบก็คือ "เราไม่สามารถกล่าวได้เต็มปากเต็มคำอีกต่อไปว่า อุดมการณ์ศักดินายังคงทรงพลังอยู่ เพราะปรากฏการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมา ตลอดระยะเวลาตั้งแต่มีการชุมนุมประท้วง โดยอ้างการถวายคืนพระราชอำนาจตลอดจนการพยายามเรียกร้องให้มีการใช้มาตรา 7 ในรัฐธรรมนูญ เริ่มส่งสัญญาณอะไรบางอย่าง!" ซึ่งก็คงจะต้องติดตามดูกันต่อไป เพราะตัวอย่างในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ทำให้เราต้องระมัดระวังในการที่จะไม่ด่วนสรุปอะไร เพราะช่วงระหว่างหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา จนถึง 6 ตุลา 2519 นั้น มีนักวิชาการไม่น้อยที่ตีความสรุปว่า สังคมไทยพ้นจากอุดมการณ์ศักดินาและอำนาจนิยมไปแล้ว และกำลังอยู่ในช่วงพัฒนาอุดมการณ์ประชาธิปไตยเสรีนิยม บ้างก็ตีความถึงขนาดว่า กำลังก้าวไปสู่สังคมนิยมเลยก็มี จึงรีบเร่งกันผลักดันให้เป็นสังคมนิยมเสียให้มันรู้แล้วรู้รอดไป แต่ในที่สุดแล้ว ปรากฏการณ์ความจริงส่วนหนึ่งของยุคสมัยประวัติศาสตร์ก็คลี่คลายตัวของมันออกมาในเหตุการณ์ 6 ตุลาว่า ในที่สุดแล้ว อุดมการณ์ศักดินาและอำนาจนิยมยังคงดำรงอยู่อย่างเข้มข้น ดังนั้น อย่างที่ว่าคงต้องติดตามดูกันต่อไป ! นอกจากคุณลักษณะของความเป็นกลางๆ แล้ว ประการที่สอง อุดมการณ์สังคมไทยตามข้อสรุปของนักวิชาการ ที่มาประชุมสัมมนาในปี พ.ศ.2515 คือ จะต้องเป็นอุดมการณ์ที่ได้รับการยอมรับจากมวลชน ไม่ใช่เป็นเพียงอุดมการณ์ของชนชั้นนำ ข้าราชการหรือปัญญาชนเท่านั้น การกำหนดคุณสมบัติว่าต้องเป็นสิ่งที่มวลชนยอมรับได้นั้น เป็นที่เข้าใจได้ เพราะนักวิชาการกลุ่มดังกล่าว ต้องการต่อต้านศักดินาและอำนาจนิยม จึงพากันต่อต้านอุดมการณ์ศักดินา โดยเข้าใจว่าอุดมการณ์ศักดินานั้น ไม่ให้ประโยชน์แก่มวลชน นอกจากจะไม่ยังประโยชน์แล้ว แถมยังจะเอารัดเอาเปรียบเสียอีก และมองว่าอุดมการณ์ศักดินาเป็นอุดมการณ์ที่รับใช้ชนชั้นนำกลุ่มน้อยเท่านั้น ดังนั้น ถ้ามีอุดมการณ์ใดที่สามารถกุมหัวใจของมวลชนได้ ก็น่าจะเป็นอะไรที่ช่วยพังทลายอุดมการณ์ศักดินาได้ด้วย ซึ่งพวกเขาต่างคาดว่า "อุดมการณ์สังคมนิยมเสรี" น่าจะสามารถกุมหัวใจมวลชนได้ เพราะไม่ได้เอื้อประโยชน์ต่อปัจเจกบุคคลจนเกินไป แต่ยังมีใจที่จะยังประโยชน์ให้แก่ "สังคม" และ "องค์ประกอบสำคัญ" สังคมก็คือ มวลชน นั่นเอง แต่อนิจจา! อุดมการณ์สังคมนิยมเสรี ไม่สามารถจะมีบทบาทสำคัญอะไรได้มากนัก เพราะในที่สุด ประชาธิปไตยไทยก็ต้องมาสะดุดหยุดลงที่เหตุการณ์ 6 ตุลา ถ้าจะวิเคราะห์ว่า ทำไมอุดมการณ์ที่เหมาะสมสำหรับสังคมไทยจึงต้องมีความเป็น "กลางๆ" คำตอบที่หลายคนคาดเดาก็มีได้หลากหลาย เช่น สังคมไทยเป็นสังคมพุทธ พุทธเน้นถึงความพอดี ทางสายกลาง ถือได้ว่าไม่ขึงตึงจนเกินไป ดังนั้น สิ่งที่เหมาะกับสังคมไทยก็น่าจะเป็นอะไรที่สอดคล้องกับความเชื่อในทางพุทธศาสนาของสังคม นั่นคือ ทางสายกลาง คำตอบอีกแนวหนึ่งที่มีคนคิดได้ก็คือ สังคมไทยเราเป็นสังคมที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ในช่วง พ.ศ.2515 เป็นช่วงที่โลกอยู่ในยุคสงครามเย็น เป็นยุคที่มหาอำนาจแบ่งออกเป็นสองฝ่าย คือ ฝ่ายสหรัฐและประเทศตะวันตกจำนวหนึ่ง และฝ่ายโซเวียต-จีนและประเทศในกลุ่มอีกจำนวนหนึ่ง มีความขัดแย้งทางอุดมการณ์ทางการเมือง ฝ่ายหนึ่งเชื่อในเสรีนิยม ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งเชื่อในเผด็จการสังคมนิยม ทั้งสองคู่ขัดแย้งนี้ไม่ได้ทำสงครามรบพุ่งโดยตรงกันเอง แต่มักจะทำสงครามทางจิตวิทยา โดยผ่านการแข่งขันด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกีฬาหรือความสามารถด้านอื่นๆ และแต่ละฝ่ายก็ยังเชิดหุ่นรบกัน โดยผ่านรัฐบาลของประเทศต่างๆ เช่น สหรัฐสนับสนุนรัฐบาลเวียดนามใต้รบกับพวกเวียดนามเหนือ ในขณะที่เวียดนามเหนือได้รับการสนับสนุนจากโซเวียต เป็นต้น สงครามที่เจ้าตัวไม่ได้รบกันเองตัวต่อตัวนี้ เรียกว่า สงครามตัวแทน (proxy war) ด้วยเหตุนี้ อุดมการณ์เสรีทุนนิยม และ อุดมการณ์สังคมนิยม ก็มารบผ่านตัวแทนในสังคมไทยด้วยเหมือนกัน สังคมไทยในเวลานั้น จึงอยู่ในสภาวะของทางสองแพร่ง ระหว่างเป็นทุนนิยมเสรีตามสหรัฐเป็นลูกสมุนเขาไป หรือเป็นลูกสมุนของสังคมนิยมเผด็จการโซเวียต นักวิชาการไทยสมัยนั้นก็อยู่ภายใต้อิทธิพลบริบททางสองแพร่ง ของอุดมการณ์ความคิดดังกล่าว การเลือกอยู่ตรงกลางไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดในสงครามตัวแทนนี้น่าจะปลอดภัย เพราะขณะนั้น ยังไม่มีใครจะรู้ได้ว่า "กำแพงเบอร์ลิน" จะพังในปลายปี พ.ศ.2532 ไม่มีใครรู้ว่าสังคมนิยมจะอ่อนตัวให้กับทุนนิยมได้ถึงขนาดนั้น ถ้ารู้ ก็คงเลือกแทงหวย "อุดมการณ์เสรีทุนนิยม" ไปเรียบร้อยแล้ว แต่เพราะไม่รู้และน้อยคนจะคิดว่าจะเกิดขึ้นได้ หนทางที่ปลอดภัยคือกลางๆ เข้าไว้ ขณะเดียวกัน การที่จะเป็นที่ยอมรับของมวลชนได้นั้น อุดมการณ์ดังกล่าวจะต้องไม่ไปทำลายความเชื่อของมวลชน โดยเฉพาะสิ่งที่เป็นความเชื่อสำคัญนั่นคือ สถาบันพระมหากษัตริย์ ถ้านักวิชาการนำเสนออุดมการณ์ ที่ไปล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์แล้ว ก็คงยากที่ประชาชนส่วนใหญ่ในสังคมไทยขณะนั้น จะยอมรับได้ นอกจากจะไม่ยอมรับแล้ว ยังอาจทำอันตรายต่อกลุ่มคนที่พยายามนำเสนออุดมการณ์ด้วย หน้า 76
|