|
||||||||||||||
|
เป็นแบบนี้ทุกทีที่น้ำมันแพง
หน้าต่างความคิด : เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ขอแสดงความยินดีกับพี่น้องชาวไทยทุกคนครับ ราคาน้ำมันเบนซินปรับลดลงมาลิตรละ 40 สตางค์แล้ว แต่อย่าดีใจจนเพลินนะครับ เพราะนักวิเคราะห์คาดการณ์กันว่า ภายในเดือนสองเดือนนี้คนไทย อาจโชคดีได้ใช้น้ำมันราคาลิตรละ 30 บาท ที่แย่กว่านั้นก็คือ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วรัฐมนตรีพลังงานของสหรัฐอเมริกา ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ราคาน้ำมันจะอยู่ในระดับนี้ไปอีกสองสามปีเป็นอย่างน้อย ราคาน้ำมันในบ้านเราแปรผันตามราคาน้ำมันในตลาดโลก และราคาน้ำมันในตลาดโลกก็ขึ้นอยู่กับระดับอุปสงค์และอุปทาน ซึ่ง บังเอิญเหลือเกินว่า ช่วงนี้ความต้องการใช้น้ำมันดันเพิ่มขึ้นพร้อมๆ กับการลดลงของปริมาณน้ำมันที่เข้าสู่ตลาดโลก หลายคน (ที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมัน) ออกมาอธิบายว่า นี่เป็นผลของ "กลไกตลาด" ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว สาเหตุหลักของปัญหาราคาน้ำมันเกิดจากการ "บิดเบือนกลไกตลาด" โดยเฉพาะการบิดเบือนด้านอุปทาน พอได้ยินข่าวน้ำมันขึ้นราคา หลายคนก็คงอดคิดไม่ได้ว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเล็ก ไม่มีอำนาจอะไร เราก็ได้แต่ก้มหน้าก้มตายอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น รอคอยด้วยความหวังว่าสักวันหนึ่ง "กลไกตลาด" จะทำให้ราคาน้ำมันปรับลงมา เมื่อถึงวันนั้น เราทุกคนก็จะยิ้มได้อีกครั้งหนึ่ง กรอบความคิดแบบนี้แหละที่ทำให้เกิดสโลแกนโก้หรู เพื่อกระตุ้นให้คนไทยประหยัดน้ำมัน ทำให้มีการออกมาตรการสารพัด เพื่อควบคุมราคาน้ำมันไม่ให้สูงขึ้นอย่างรวดเร็วเกินไป ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ หากย้อนไปดูประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เมื่อใดเกิดปัญหาวิกฤตการณ์น้ำมัน รัฐบาลสมัยไหนๆ ก็ใช้วิธีการคล้ายๆ กันนี้ทุกที พอมีนักข่าวมาสัมภาษณ์ก็พูดในทำนองเดียวกันว่า นี่เป็นมาตรการระยะสั้น ในระยะยาวเราต้องลดการพึ่งพาน้ำมัน แล้วหาพลังงานทางเลือกอื่นมาทดแทน พูดกันมาเป็นสิบๆ ปีแล้ว จนบัดนี้ไม่เห็นว่าจะมีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันกันเสียที ข้ออ้างหลักที่ใช้ในการซื้อเวลาคือความคุ้มค่าในการลงทุนที่วิเคราะห์กันทีไรไม่เคยคุ้มเลย เพราะเวลาวิเคราะห์โครงการก็เปรียบเทียบเฉพาะรายได้จากการขายเทียบกับต้นทุน ไม่ได้ให้ความสำคัญกับประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจในภาพรวมอย่างเพียงพอ ลองคิดดูคร่าวๆ ว่าสองปีที่ผ่านมานี้ พิษสงของน้ำมันทำให้เศรษฐกิจของเราเสียหายไปแค่ไหน และในอีกสักสี่ห้าปีข้างหน้ามันจะทำความเสียหายอีกเท่าไร ความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เราสามารถป้องกันได้นี้ก็นับว่าเป็นประโยชน์จากการลงทุนเหมือนกัน หากเรานับประโยชน์ส่วนนี้รวมเข้าไปด้วยก็มั่นใจได้เลยว่า ประโยชน์ทั้งหมดที่ได้ย่อมมากกว่าต้นทุนที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน เรียกว่า ถึงจะขาดทุนทางบัญชี ก็ยังได้กำไรทางเศรษฐศาสตร์ แต่เนื่องจากประโยชน์ที่นอกเหนือจากรายได้นี้ ไม่ได้ตกเป็นรายรับของบริษัท คงไม่มีเอกชนรายไหนจะมายอมลงทุนเพื่อชาติ งานนี้ถ้ารัฐบาลไม่ทำเอง ก็ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใครแล้ว หากรัฐบาลจะทำจริงๆ ก็ขอแนะนำว่าอย่าใช้แนวคิดแบบแยกส่วนเหมือนในอดีต น่าจะหาวิธีสร้างตลาดพลังงานทางเลือก และส่งเสริมตลาดนี้ให้เติบโตขึ้นมาแทนที่ตลาดน้ำมันในประเทศจะดีกว่า ซึ่งการสร้างตลาดนั้น เราต้องให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านอุปสงค์และอุปทานของน้ำมันควบคู่กันไป ยกตัวอย่างเช่น ถ้าต้องการสร้างอุปสงค์ของพลังงานทางเลือกสำหรับรถยนต์ ลำพังแค่การรณรงค์ให้ประหยัดน้ำมัน การให้เงินอุดหนุนหรือให้สินเชื่อเพื่อสิ่งนั้นยังไม่พอ ถ้าจะให้ดีควรเริ่มตั้งแต่ในโรงงาน เรามีผู้ผลิตรถยนต์ตั้งหลายราย น่าจะลองคุยกับพวกเขาดูว่า พลังงานทางเลือกแบบไหน ที่ผู้ผลิตเหล่านี้มีความพร้อมมากที่สุด และต้องสอบถามความเห็นด้วยว่า พวกเขาต้องการผลประโยชน์ตอบแทนแบบใดจากภาครัฐ จึงจะยอมเอาเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้กับรถยนต์ในบ้านเรา โดยไม่ส่งผลให้ราคาจำหน่ายของรถยนต์ที่ใช้พลังงานทางเลือก แตกต่างจากราคารถยนต์ที่ใช้น้ำมันมากนัก หรือถ้าสามารถตั้งราคาถูกกว่าได้ ก็จะยิ่งดีเข้าไปใหญ่ เมื่อวานนี้ กระทรวงพลังงานได้ออกมาแถลงเกี่ยวกับการปรับลดภาษี เพื่อส่งเสริมให้มีการผลิตและใช้รถยนต์เอ็นจีวีมากขึ้น คาดกันว่าในอีกสองปีข้างหน้าจะมีรถยนต์เอ็นจีวีที่ผลิตจากโรงงานออกมาปีละประมาณ 16,000 คัน หรือประมาณร้อยละสิบของรถยนต์ใหม่ทั้งหมด หากทำได้จริง รับรองเลยว่า คนไทยพร้อมจะหันมาใช้รถยนต์พลังงานทางเลือกเหล่านี้แน่นอน เพราะอย่างไรเสีย รถยนต์จากโรงงาน ยี่ห้อของผู้ผลิตก็เป็นสิ่งที่สร้างความมั่นใจให้กับผู้ซื้อว่ารถยนต์เหล่านี้มีคุณภาพและความปลอดภัย มากกว่ารถยนต์ที่มาดัดแปลงติดตั้งกันเองในภายหลังอย่างแน่นอน ทางด้านอุปทาน คงต้องขอความร่วมมือกับบริษัทผู้จำหน่ายน้ำมันทั้งหลายให้เป็นตัวแทนจำหน่ายพลังงานทางเลือก หรือไม่ก็ส่งเสริมให้บริษัทเหล่านี้ลงทุนผลิตพลังงานขึ้นมาเองเสียเลย โดยที่รัฐอาจสนับสนุนด้านสิทธิพิเศษต่างๆ ซึ่งในขั้นแรกอาจเริ่มจากบริษัทสัญชาติไทยอย่าง ปตท. กับบางจากก่อนก็ได้ สิ่งที่ต้องทำไปพร้อมๆ กันก็คือ ต้องเร่งให้ปั๊มทุกแห่งทั่วประเทศไทยของทั้งสองบริษัทนี้ นำพลังงานทางเลือก ไปจำหน่ายควบคู่ไปกับน้ำมัน ในปริมาณที่เพียงพอ คนใช้รถจะได้มั่นใจว่า ไม่ว่าจะไปไหนก็จะมีที่เติม ไม่ต้องห่วงว่าจะหาปั๊มไม่ได้ ขนาดตอนนี้ เจ้าของรถที่ใช้แอลพีจีหรือเอ็นจีวีในกรุงเทพฯ ก็ใช่ว่าจะหาที่เติมได้ง่ายๆ เกิดหลงไปอยู่ในย่านรถติดแล้วก๊าซหมดก็ได้แต่เข็นสถานเดียว ที่ผ่านมา พอน้ำมันขึ้นที ก็ เอาแต่พูดซ้ำๆ ซากๆ เหมือนที่ผ่านๆ มา หรือท่านลืมไปว่า การที่เราผูกชะตากรรมของประเทศ ไว้กับปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้ ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับรถยนต์ที่วิ่งไปข้างหน้าโดยไม่มีพวงมาลัยไว้ควบคุมทิศทาง เจอโค้งหักศอกแล้วเบรกไม่ทันเมื่อไร ก็เป็นอันจบกัน
|