หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ปัญหาเงินเฟ้อ กับการดำเนินนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย

คอลัมน์ ระดมสมอง โดย ร.ศ. ดร.วิมุต วานิชเจริญธรรม คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3791 (2991)

กระทรวงพาณิชย์ได้รายงานว่า ราคาของสินค้าในกลุ่มที่เป็นตัวสะท้อนค่าครองชีพของผู้บริโภคในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ได้ปรับเพิ่มสูงขึ้น เป็นผลให้ดัชนีราคาผู้บริโภคเพิ่มขึ้นจากจากเดือนมีนาคม คิดเป็นอัตราการเปลี่ยนแปลงต่อปีเท่ากับ ร้อยละ 1.2 และเพิ่มจากช่วงเวลาเดียวกันในปีที่แล้วในอัตราร้อยละ 6 ต่อปี

นักเศรษฐศาสตร์เรียกอัตราการเพิ่มขึ้นของดัชนีราคาผู้บริโภคนี้ว่าเป็นอัตราเงินเฟ้อของระบบเศรษฐกิจ โดยในปี 2549 นี้ กระทรวงพาณิชย์คาดว่าอัตราเงินเฟ้อโดยเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ในช่วงร้อยละ 3.5 ถึง 4.5 กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากผู้บริโภคต้องจ่ายเงินซื้อกลุ่มสินค้าที่จำเป็นต่อการยังชีพเป็นมูลค่า 100 บาท ในปีที่แล้ว ในปีนี้ผู้บริโภคต้องจ่ายเงินซื้อสินค้าจำนวนเท่าเดิมด้วยเงิน 103.5 ถึง 104.5 บาท

การปรับเพิ่มในระดับราคาสินค้าบริโภคสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนส่วนใหญ่ในระบบเศรษฐกิจ เพราะทำให้อำนาจซื้อของเงินที่ประชาชนถือเพื่อจับจ่ายใช้สอยลดค่าลง กล่าวคือ เงินหรือธนบัตรจำนวนเท่าเดิม สามารถซื้อสินค้าและบริการได้ในจำนวนที่น้อยลงกว่าเดิม

ศาสตราจารย์มิลตัน ฟรีดแมน ได้เคยกล่าวไว้ว่า เงินเฟ้อนั้นเป็นปรากฏการณ์ทางการเงิน (Inflation is everywhere monetary phenomenon) เพราะต้นเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อนั้น มาจากการที่ปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ มีมากเกินไปจน "เฟ้อ"

ปริมาณเงินหมุนเวียนเกิดอาการเฟ้อขึ้นได้นั้น เพราะปริมาณของมันมีมากเกินไป เมื่อเทียบกับปริมาณสินค้า และบริการ ที่ผลิตมาให้ผู้บริโภคจับจ่าย ผลที่ตามมาคือเงินปริมาณมากไล่ซื้อสินค้าที่มีน้อย กลไกราคาในตลาดจึงเกิดการปรับตัว เพื่อให้อุปสงค์ได้ดุลกับอุปทานในระบบ นั่นคือราคาสินค้าจะปรับสูงขึ้นตามปริมาณเงินหมุนเวียนในที่สุด

งานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อรุนแรง (หรือ hyperinflation) ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นหลักฐานที่ยืนยันความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างราคาและปริมาณเงินได้เป็นอย่างดี

ดังนั้นนัยต่อการดำเนินนโยบายเพื่อคุมเงินเฟ้อจึงเป็นการปรับ

เปลี่ยนปริมาณเงินให้สอดรับกับภาวะเศรษฐกิจ ด้วยเหตุนี้หน้าที่การควบคุมเงินเฟ้อ จึงตกเป็นความรับผิดชอบโดยตรง ของธนาคารกลาง เพราะธนาคารกลางเป็นหน่วยงานทางด้านเศรษฐกิจ ที่มีสิทธิขาดในการกำหนดปริมาณเงินในระบบ

อย่างไรก็ดี ในยุคสมัยนี้แวดวงธนาคารกลางยึดถือเอา "อัตราดอกเบี้ย" เป็นเครื่องมือสำหรับการดำเนินนโยบายการเงิน โดยนักการธนาคารกลางจะใช้วิธีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (ในกรณีของประเทศไทยคืออัตราดอกเบี้ยซื้อคืน 14 วัน) เมื่อเห็นว่าอัตราเงินเฟ้อกำลังจะปรับเพิ่มขึ้น ดังนั้น "ภาษา" ที่ใช้เมื่อกล่าวถึงการดำเนินนโยบายการเงิน จึงพูดถึงการปรับนโยบายดอกเบี้ย แทนที่การพูดถึงการปรับเปลี่ยน "ปริมาณเงิน" หมุนเวียนในระบบ

ทว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อคุมอัตราเงินเฟ้อในภาวะเศรษฐกิจประเทศไทยในวันนี้ กลับต้องเผชิญกับเสียงคัดค้านจากรอบด้าน ทั้งจากฟากฝั่งรัฐบาลและภาคธุรกิจ

เหตุผลที่หลายฝ่ายไม่เห็นด้วยกับการตรึงดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับสูงเพื่อคุมเงินเฟ้อนั้น น่าจะมาจากความกังวล ในภาคเศรษฐกิจจริง (real sector) ที่กำลังชะลอตัว ตามเหตุปัจจัยด้านลบที่รุมเร้าอยู่ ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะนิ่ง หรือลดลงแต่อย่างใด ปัจจัยการเมืองภายในประเทศที่ทำให้เกิดภาวะสุญญากาศ ที่ฝ่ายบริหารมีฐานะเพียงเป็นรัฐบาลรักษาการ และไม่สามารถจะคาดหวังได้กับการใช้นโยบายการคลัง ในการกระตุ้นเศรษฐกิจครึ่งปีหลังได้ อีกทั้ง ภาคส่งออกก็กำลังสูญเสียความได้เปรียบในด้านการแข่งขัน เนื่องด้วยค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ

พูดง่ายๆ คือหลายฝ่ายกำลังมองว่านโยบายดอกเบี้ยสูงเพื่อคุมเงินเฟ้อของธนาคารแห่งประเทศไทยนั้น มีแต่จะซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจครึ่งปีหลังที่กำลังบอบช้ำอยู่นั่นเอง

นักเศรษฐศาสตร์ต่างเห็นพ้องต้องกันว่า เศรษฐกิจที่ถูกขับเคลื่อนโดยภาคการผลิต กำลังชะลอตัวลง เพราะราคาน้ำมันในตลาดโลก ทำให้ต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้น และหลายคนจัดว่าภาวะเงินเฟ้อ ที่เกิดขึ้นในขณะนี้เป็นประเภท cost-push inflation หรือเงินเฟ้อที่ถูกผลักดันจากต้นทุนที่สูงขึ้นนั่นเอง

เพราะน้ำมันหรือเชื้อเพลิงเป็นปัจจัยการผลิตที่จำเป็นสำหรับการผลิตของสินค้าหลายประเภท ดังนั้นเมื่อราคาน้ำมันมีการปรับสูงขึ้น จึงมีผลให้สินค้าหลายชนิดมีต้นทุนในการผลิตเพิ่มสูงตาม ผู้ผลิตสินค้าเหล่านั้นจึงผ่องถ่ายภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นให้กับผู้บริโภค โดยปรับเพิ่มราคาขายสินค้าขั้นสุดท้าย ซึ่งเป็นผลให้ราคาสินค้าโดยทั่วไปเพิ่มสูงขึ้น (หรืออัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นนั่นเอง)

ชุดคำอธิบายข้างต้นดูจะแตกต่างจากนิยามที่ให้ไว้ในตอนต้นบทความที่บอกว่า เงินเฟ้อนั้นเป็นปรากฏการณ์ทางการเงิน ดังนั้นนัยต่อการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจเพื่อแก้ปัญหาเงินเฟ้อย่อมจะต้องแตกต่างไปจากการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ย หรือลดปริมาณเงินอย่างแน่นอน และจะทำให้เสียงคัดค้านการดำเนินนโยบายการเงิน ของธนาคารแห่งประเทศไทยในขณะนี้มีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้น

อันที่จริงแล้วนิยามที่ มิลตัน ฟรีดแมน ให้กับเงินเฟ้อยังคงถูกต้องไม่เสื่อมคลายแต่อย่างใด และการโยงภาวะเงินเฟ้อ เข้ากับต้นทุนที่สูงขึ้นจากราคาน้ำมันก็มิใช่เรื่องที่ถูกต้องนัก เพราะราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับราคาสินค้าอื่นๆ (ในภาษาเศรษฐศาสตร์ "ราคาโดยเปรียบเทียบของน้ำมันสูงขึ้น") สะท้อนถึงความขาดแคลน หรือหายากของน้ำมัน (scarcity) ราคาที่ปรับสูงขึ้นนั้นเป็นไปตามกลไกราคาที่ได้ทำหน้าที่ส่งสารสนเทศให้ระบบเศรษฐกิจทราบ ถึงความขาดแคลนในน้ำมัน และระบบเศรษฐกิจควรตอบสนองต่อสารสนเทศนี้ด้วยการใช้สอยน้ำมันอย่างประหยัด มัธยัสถ์

แม้ว่าราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นจะสร้างผลกระทบต่อเนื่องไปยังราคาของสินค้าต่างๆ ที่ใช้น้ำมันเป็นปัจจัยการผลิต และส่งผลในที่สุดทำให้ราคาสินค้าแทบทุกชนิดในระบบเศรษฐกิจปรับสูงขึ้น แต่อัตราการเพิ่มของราคาสินค้าแต่ละประเภทจะแตกต่างกันไปตามสัดส่วนของน้ำมันในกระบวนการผลิต

ในมุมมองนี้เราอาจเปรียบเหตุการณ์ที่น้ำมันดิบในตลาดโลกมีราคาสูง เสมือนกับการที่มี shock ทางด้านลบจากภายนอก ส่งผลให้ภาคการผลิตของเศรษฐกิจไทยเกิดความเสียหาย และมีผลให้ผลผลิตในระดับมหภาค ลดต่ำลงกว่าศักยภาพการผลิตที่ระบบมี ในสถานการณ์เช่นนี้หากธนาคารกลาง มิได้บริหารปริมาณเงินหมุนเวียน ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมแล้ว ระบบเศรษฐกิจอาจอยู่ในสภาพที่ "ปริมาณเงินจำนวนมากไล่ซื้อสินค้าจำนวนน้อย" และเกิดปัญหาเงินเฟ้อตามมาได้

ดังนั้นธนาคารแห่งประเทศไทยจึงจำเป็นต้องจัดการกับปริมาณเงินหมุนเวียนให้อยู่ในระดับที่สอดคล้องกับผลผลิตของประเทศ การประกาศขึ้นดอกเบี้ยนโยบายนั้น เป็นการส่งสัญญาณให้ระบบธนาคารและภาคการเงิน ทราบถึงจุดยืน ของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ต้องการควบคุมการขยายตัวของสินเชื่อ (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปริมาณเงินในความหมายกว้าง หรือที่เรียกกันย่อๆ ว่า M2) มิให้ขยายตัวมากเกินไป จนกระทบต่อเสถียรภาพทางด้านราคา

นโยบายการเงินที่ใช้ดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือนี้จะมีผลกระทบข้างเคียงต่อ

ผู้ที่เกี่ยวข้องกับระบบการเงินดังนี้ กล่าวคือ การขึ้นดอกเบี้ยสร้างต้นทุนที่สูงขึ้นให้กับผู้ประกอบการ ที่ขาดแคลนเงินทุน และผู้มีหนี้สิน แต่ในขณะเดียวกันก็ส่งผลดีต่อผู้ออมเงิน และเจ้าของเงินทุนด้วย ผลด้านบว กและด้านลบ กระทบต่อบุคคลต่างกลุ่มในระดับความหนักเบาที่แตกต่างกัน เราคงมิอาจกล่าวในที่นี้ได้ถึงผลสุทธิ ที่มีต่อสวัสดิการของสังคมโดยรวมได้

อย่างไรก็ดี เราสามารถกล่าวได้ว่า หากเงินเฟ้อไม่ถูกควบคุมแล้ว ประชาชนโดยส่วนใหญ่ จะได้รับผลกระทบด้านลบโดยถ้วนหน้า เพราะเงินเฟ้อนั้นลดทอนอำนาจซื้อของเงินทุกบาทในกระเป๋าของประชาชน อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นหมายถึงอำนาจซื้อที่ลดลงของเงินสดในมือ

ยิ่งในระบบเศรษฐกิจที่ผู้ขายนิยมการชำระค่าสินค้าเป็นเงินสดมากกว่าเครดิตหรือเช็ค ผู้บริโภคจำเป็นต้องถือครองสินทรัพย์ ในรูปของเงินสด หรือสภาพคล่องเป็นสัดส่วนที่สูง ดังนั้นหากระบบเศรษฐกิจนั้นประสบปัญหาเงินเฟ้อ สินทรัพย์ในรูปเงินสดหรือสภาพคล่องย่อมจะสูญเสียมูลค่าไปมากตามไปด้วย ยิ่งไปกว่านั้นหากจะพิจารณาถึงทางเลือก ในการถือครองสินทรัพย์ทางการเงิน เราจะพบว่าคนจนหรือผู้มีรายได้น้อยมักถือครองสินทรัพย์ในรูปของเงินสดเป็นส่วนใหญ่ เพราะด้วยกำลังทรัพย์ที่น้อยนิด พวกเขาจึงไม่มีทางเลือกมากนักสำหรับตราสารทางการเงิน

ดังนั้นการคุมเงินเฟ้อจึงเป็นนโยบายที่ช่วยผ่อนบรรเทาปัญหาความยากจนอีกเปลาะหนึ่งด้วย

หน้า 2