หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
หวัดนก-หวัดใหญ่-วัคซีน (1)

คอลัมน์ จอดป้ายประชาชื่น โดย วุฒิ สรา wutsara2000@yahoo.com มติชนรายวัน วันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10288

ขอเกริ่นไว้ก่อนว่า บทความเรื่องนี้มีรายละเอียดมากพอสมควร จึงขออนุญาตเขียนเป็นตอนๆ เพื่อที่จะย่อยเนื้อหาให้ครอบคลุมและรอบด้านมากที่สุด

เริ่มตั้งแต่เหตุการณ์ระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดนก (เชื้อไวรัสเหมือนกัน) ทั่วโลกในอดีตที่คร่าชีวิตมนุษยชาติไปนับล้านๆ คน จนมาถึงการแพร่ระบาดในปัจจุบัน รวมถึงมาตรการป้องกันของไทย โดยเฉพาะโครงการจัดตั้งโรงงานวัคซีนเพื่อรองรับการระบาดของไข้หวัดนกและไข้หวัดใหญ่

ยืนยันว่าเนื้อหาที่บอกกล่าวกันนี้ไม่ได้มีเจตนาที่จะก่อให้เกิดการตื่นตระหนก หวาดผวาจนเกินเหตุ เพียงแต่ต้องการให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้ตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว และยังมีอยู่ เพื่อวางมาตรการต่างๆ ทั้งรุกและรับอย่างมีประสิทธิภาพ มิใช่อาศัยปัญหาให้เป็นโอกาสแสวงหาผลประโยชน์ของนักการเมืองและข้าราชการบางคน

ขอย้อนอดีตเหตุการณ์แพร่ระบาดใหญ่ในรอบ 100 ปีที่ผ่านมา โดยไข้หวัดใหญ่มีการระบาดใหญ่รวม 3 ครั้งคือ 1.Spanish Flu ปี ค.ศ.1918 เป็นการระบาดของเชื้อ A (H1N1) มีผู้เสียชีวิตประมาณ 20 ล้านคน 2.Asian Flu ปี ค.ศ.1957 มีการระบาดของเชื้อชนิด A (H2N2) ที่ตะวันออกไกล รุนแรงน้อยกว่าครั้งแรก เนื่องจากสามารถผลิตวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ได้ มีผู้เสียชีวิตประมาณ 2 ล้านคน และ 3.Hong Kong Flu ปี ค.ศ.1968-1969 เป็นการระบาดของเชื้อ A (H3N2) เริ่มต้นระบาดที่ฮ่องกง มีผู้เสียชีวิตประมาณ 1 ล้านคน

ส่วนไข้หวัดนกมีการแพร่ระบาดหลายครั้ง อาทิ Russian Flu Scare ปี ค.ศ.1977 มีการระบาดของเชื้อ influenza A/H1N1 ซึ่งกระจายไปทั่วโลก และนับตั้งแต่นั้นมามีการระบาดของไข้หวัดนกหลายครั้ง คือ ปี 1992 เกิดระบาดของเชื้อชนิด Avian influenza A (H9N2) ที่ประเทศจีนและฮ่องกงมีผู้ป่วยเด็ก 2 คน ปี ค.ศ.1997 มีการระบาดของเชื้อชนิด Avian influenza A (H5N1) ในคนและสัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการระบาดของไข้หวัดนกจากสัตว์สู่คน โดยติดเชื้อจากไก่ แต่ยังไม่มีรายงานว่าคนติดสู่คน การระบาดครั้งนี้มีผู้ติดเชื้อ 18 คน เสียชีวิต 6 คน กำจัดสัตว์เลี้ยงไป 1.5 ล้านตัว

ต่อมา ปี ค.ศ.2003 มีการระบาดของไข้หวัดนก H5N1 ที่จีนและฮ่องกง มีผู้เสียชีวิต 1 คน และติดเชื้อ 1 คน ต่อมาแพร่ไปที่เกาหลีใต้ ส่วนที่เนเธอร์แลนด์ เป็นเชื้อสายพันธุ์ H7N7 มีนกตายไป 28 ล้านตัว และมีคนติดเชื้อไขหวัดนก 83 คน เสียชีวิต 1

ถึงปี ค.ศ.2004 ไข้หวัดนก H5N1 ระบาดเป็นครั้งแรกในญี่ปุ่น จากนั้นก็ระบาดในไทย เวียดนาม กัมพูชา และอินโดนีเซีย ซึ่งยังคงระบาดต่อเนื่องจนถึงปี ค.ศ.2005 โดยองค์การอนามัยโลกรายงานจำนวนผู้ติดเชื้อไข้หวัดนกทั้งหมด 97 คน เสียชีวิต 53 คน สำหรับไทยมีคนติดเชื้อ 17 คน เสียชีวิต 12 คน

ล่าสุดปี ค.ศ.2006 ก็ยังคงพบการแพร่ระบาดของเชื้อไข้หวัดนกยังคงมีในประเทศต่างๆ อาทิ ตุรกี รัสเซีย อิตาลี แอฟริกา

จะเห็นว่าตั้งแต่ปี ค.ศ.2003 จนถึงปัจจุบัน เชื้อไข้หวัดนก H5N1 มีความรุนแรงมากขึ้น สามารถติดไปยังสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น เสือ แมว รวมทั้งคน ที่สำคัญยังอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานกว่าเดิม จนกลายเป็นเชื้อประจำถิ่นไปแล้ว

ถามว่า ประเทศต่างๆ รวมทั้งไทย ตระหนักถึงภัยไข้หวัดนกมากน้อยแค่ไหน และมีมาตรการรองรับอย่างไร ขอยกไปว่ากันต่อในสัปดาห์หน้า

หน้า 20


หวัดนก-หวัดใหญ่-วัคซีน (2)

คอลัมน์ จอดป้ายประชาชื่น วุฒิ สรา wutsara2000@yahoo.com มติชนรายวัน วันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10295

การแพร่ระบาดของไข้หวัดนก เชื้อ H5N1 รอบใหม่ที่มีมาเป็นระยะตั้งแต่ปลายปี 2546 จนถึงปัจจุบันในหลายประเทศ ทำให้ทั่วโลกวิตกว่า เชื้อ H5N1 อาจจะพัฒนาข้ามสายพันธุ์เป็นไข้หวัดใหญ่ ที่เชื้อจะแพร่กระจายในอากาศ และติดต่อกันระหว่างคนกับคนทางลมหายใจ นั่นหมายถึงการระบาดใหญ่ไปทั่วโลก (influenza pandemic) ครั้งใหม่ ที่องค์การอนามัยโลกประกาศเตือนให้ประเทศต่างๆ ระวังและเตรียมหาทางป้องกัน

หากเกิดการระบาดใหญ่ขึ้นจริง มาตรการที่จะช่วยชะลอการแพร่กระจายเชื้อโรคในระยะต้นของการระบาดก็คือ การจำกัดการเดินทางของผู้คน และกักแยกผู้ป่วย ซึ่งจะส่งผลกระทบกระเทือนไปทั่วโลก

ดังนั้น ประเทศต่างๆ จึงร่วมมือกันเพื่อสกัดกั้นและป้องกันไม่ให้เกิดการระบาดใหญ่ เช่น กลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค) ก็ประกาศความร่วมมือทั้งด้านวิชาการ และเงินทุนที่จะวิจัยและหาวิธีป้องกัน

ทั้งนี้ มาตรการป้องกันการระบาดที่ดีที่สุดคือ "วัคซีน" แต่ถึงกระนั้นในช่วงการระบาดเบื้องต้น ก็ยังไม่สามารถที่จะผลิตวัคซีนขึ้นมาใช้ได้ทันที เพราะจะต้องตรวจสอบให้แน่ชัดก่อนว่าเชื้อที่แพร่ระบาดใหญ่นั้นเป็นสายพันธุ์ใด จึงจะเริ่มผลิตวัคซีนป้องกันได้ โดยประเทศที่มีความพร้อมในการผลิตวัคซีนก็จะใช้เวลาประมาณ 3-6 เดือน

แม้ว่าประเทศต่างๆ จะมีความร่วมมือกัน แต่หากเกิดระบาดใหญ่ขึ้นจริง รัฐบาลของประเทศที่ผลิตวัคซีนได้ ก็จะห้ามส่งออก โดยต้องการให้ใช้วัคซีนกับประชาชนในประเทศของตนเอง เป็นอันดับแรกก่อน หากกำลังผลิตเหลือถึงจะส่งไปช่วยประเทศอื่นได้ ดังนั้น ประเทศที่ไม่สามารถผลิตวัคซีนได้ จึงมีโอกาสน้อยมากที่จะได้รับความช่วยเหลือ รวมทั้งประเทศไทย

ปัจจุบัน ประเทศไทยยังไม่มีขีดความสามารถในการพัฒนาและผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ได้ หากเกิดระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่จริง ก็ไม่สามารถพึ่งพาตัวเองได้ นั่นหมายถึงว่าจะมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก มีการห้ามประชาชนออกนอกบ้าน หรือจำกัดพื้นที่ในการเดินทาง ไม่ต้องพูดถึงเศรษฐกิจที่จะตกต่ำอย่างรุนแรง และสังคมระส่ำระสายอย่างมาก สร้างความเสียหายต่อประเทศมหาศาล

ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขคาดการณ์ว่า หากเกิดการระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่รอบใหม่นี้ ประเทศไทยจะมีผู้ป่วยสูงถึง 22 ล้านคน และอาจมีผู้เสียชีวิต 2-4 ล้านคน

ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุขจึงพยายามผลักดันโครงการจัดตั้งโรงงานวัคซีนระดับกึ่งอุตสาหกรรม และระดับอุตสาหกรรมเพื่อรองรับการระบาดใหญ่ของโรคไข้หวัดใหญ่ และไข้หวัดนก โดยริเริ่มตั้งแต่ปี 2545 ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2545 อนุมัติให้กระทรวงสาธารณสุขดำเนินโครงการจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีชีวภาพด้านการแพทย์ และสาธารณสุข (พ.ศ.2545-2549) เพื่อยกระดับงานวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อให้ได้ชีวภัณฑ์ทางการแพทย์ (biotechnology products) เช่น ยา วัคซีน และชุดทดสอบ เพื่อทดแทนการนำเข้า และเพื่อความมั่นคงทางด้านสุขภาพของคนไทย

แต่นับจากนั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน โครงการดังกล่าวก็ยังไม่คืบหน้า โดยมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของโครงการ หลายต่อหลายครั้ง ด้วยเหตุต่างๆ ทั้งเหตุด้านงบประมาณ และเหตุผลทางการเมือง

แต่โครงการมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง และคืบหน้าไปถึงไหน ขอไปว่าต่อในสัปดาห์หน้า

หน้า 20


หวัดนก-หวัดใหญ่-วัคซีน (3)

คอลัมน์ จอดป้ายประชาชื่น วุฒิ สรา wutsara2000@yahoo.com มติชนรายวัน วันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10302

หลังจากที่ ครม. มีมติเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2545 อนุมัติให้กระทรวงสาธารณสุข ดำเนินโครงการจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีชีวภาพ ด้านการแพทย์ และสาธารณสุข (พ.ศ.2545-2549) แต่ปรากฏว่ามีอุปสรรคมากมายที่ทำให้โครงการดังกล่าว ต้องสะดุดและหยุดชะงักในปัจจุบัน

ทั้งนี้ หลังกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตกลงกับสำนักงบประมาณที่จะดำเนินการในวงเงิน 1,626.80 ล้านบาท รวม 9 โครงการ แต่เฉพาะโครงการพัฒนาการผลิตวัคซีน ใช้วงเงิน 939.20 ล้านบาท แบ่งเป็นการจัดตั้งระบบผลิตวัคซีน 600 ล้านบาท และการก่อสร้างอาคารปฏิบัติการศูนย์เทคโนโลยีชีวภาพด้านการแพทย์และสาธารณสุข 339.20 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นการตั้งโรงงานวัคซีนระดับกึ่งอุตสาหกรรม 3 โรงงาน ได้แก่ โรงงานวัคซีนไวรัส โรงงานวัคซีนแบคทีเรีย และโรงงานวัคซีนชนิด recombinant protein

แต่เมื่อมีการจ้างออกแบบการก่อสร้างระบบผลิตวัคซีนปรากฏว่าต้องใช้งบประมาณสูงถึง 4.8 พันล้านบาท โดยอ้างว่าการจัดสร้างระบบผลิตวัคซีนไม่สามารถใช้วิธีการปรับเปลี่ยนพื้นที่ (Renovation) ได้ แต่ต้องสร้างขึ้นใหม่ โดยต้องมีห้องสะอาดสำเร็จรูป (Modular Clean Room) เพื่อที่จะให้เกิดความมั่นใจว่าโรงงานจะเป็นไปตามมาตรฐาน GMP (Good Manufacturing Practice)

ทั้งที่บางประเทศ อาทิ ญี่ปุ่นและจีนก็สามารถใช้วิธีปรับเปลี่ยนพื้นที่ได้ และได้มาตรฐาน GMP ด้วย โดยไม่ต้องสร้างระบบขึ้นใหม่ทั้งหมด

ในขั้นตอนนี้เองที่มีนักการเมืองบางคนพยายามปั่นวงเงินโครงการให้สูงขึ้น โดยมีการติดต่อกับบริษัทจากเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในการสร้างโรงงานวัคซีนสำเร็จรูปเพื่อเข้ามาดำเนินการ แต่เห็นว่างบประมาณค่อนข้างสูงจึงให้แบ่งเฟสโครงการ โดยเริ่มเฟสแรกคือโรงงานกึ่งอุตสาหกรรมวัคซีนไวรัสก่อน ขณะนั้นเรื่องไข้หวัดนกยังไม่ชัดเจน แต่จะเน้นวัคซีนโรคเอดส์ก่อน ซึ่งจะต้องใช้เงินประมาณ 1.8-2 พันล้านบาท

แต่วงเงินก็ยังสูงกว่างบประมาณที่ได้รับคือ 939.20 ล้านบาท จึงมีการตัดระบบอบแห้งออก เหลือวงเงิน 1.2 พันล้านบาท ซึ่งการตัดบางระบบออกไปก็ไม่สามารถทำให้โรงงานวัคซีนไวรัสกึ่งอุตสาหกรรมดำเนินการได้ แต่ก็พยายามที่จะผลักดัน ให้ก่อสร้างไปก่อน และมีการประกวดราคาก่อสร้างโดยบริษัท SPN Joint Venture เป็นผู้ชนะการประมูลในวงเงิน 1,243.90 ล้านบาท และเสนอของบประมาณเพิ่มอีก 305.70 ล้านบาท ซึ่งคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเข้า ครม.ก็เห็นชอบแล้ว และเตรียมเสนอเข้า ครม. แต่ขณะนั้นมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง จึงมีการสั่งให้ถอนเรื่องมาทบทวนใหม่

ต่อมาเมื่อรัฐบาลมีนโยบายที่จะเปิดให้ต่างชาติเข้ามาเสนอการลงทุนหรือร่วมทุนโครงการขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจ็คต์) ของภาครัฐ ที่เรียกกันว่าโมเดิร์นไนซ์ไทยแลนด์ หรือการสร้างพันธมิตรเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ทางกระทรวงสาธารณสุขจึงนำเอาโครงการนี้ไปอยู่ในแผนการลงทุนดังกล่าว แต่ยกระดับจากโรงงานกึ่งอุตสาหกรรรม เป็นระดับอุตสาหกรรม ในวงเงินงบประมาณ 2,067.60 ล้านบาท

เมื่อมีปัญหาทางการเมืองจึงทำให้โครงการนี้ต้องหยุดชะงักตามไปด้วย แต่ระหว่างที่โครงการนี้ยังไม่เกิด ทางกระทรวงสาธารณสุขเตรียมการรับมืออย่างไรหากเกิดการระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่ ขอสรุปในสัปดาห์หน้า

หน้า 20


หวัดนก-หวัดใหญ่-วัคซีน (จบ)

คอลัมน์ จอดป้ายประชาชื่น วุฒิ สรา wutsara2000@yahoo.com มติชนรายวัน วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10309

โครงการจัดตั้งโรงงานวัคซีนระดับกึ่งอุตสาหกรรมและระดับอุตสาหกรรม เพื่อรองรับการระบาดใหญ่ไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดนก (พ.ศ.2549-2552) วงเงิน 2,067.60 ล้านบาท มีแผนงานสำคัญคือ 1.ตั้งโรงงานผลิตวัคซีนแบบอเนกประสงค์ชนิดไวรัส ระดับกึ่งอุตสาหกรรม ในบริเวณกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จ.นนทบุรี 2.ตั้งโรงงานผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ระดับอุตสาหกรรม บริเวณพื้นที่ขององค์การเภสัชกรรม ต.ทับกวาง อ.แก่งคอย จ.สระบุรี 3.จัดตั้งระบบผลิตไข่ไก่ฟักชนิด SPF (Hatchery) รองรับกระบวนการผลิตวัคซีน ที่ ต.ทับกวาง อ.แก่งคอย จ.สระบุรี และ 4.พัฒนาบุคลากรในกระบวนการวิจัยพัฒนาและผลิตวัคซีน

การจัดตั้งโรงงานผลิตวัคซีนมีความยุ่งยากซับซ้อนมาก ตั้งแต่ระดับการวิจัยและพัฒนาในห้องปฏิบัติการ การผลิตระดับกึ่งอุตสาหกรรม ก่อนที่จะไปสู่การผลิตระดับอุตสาหกรรม ดังนั้น หน่วยงานที่มากำกับดูแลจะต้องมีรูปแบบพิเศษ เช่น องค์การมหาชน ไม่ใช่ระบบราชการ

ตั้งแต่ ครม.มีมติเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2545 ให้ตั้งศูนย์เทคโนโลยีชีวภาพด้านการแพทย์และสาธารณสุข ก็เห็นชอบในหลักการให้จัดตั้งเป็นองค์การมหาชน เพื่อความคล่องตัวในการดำเนินการ และมีการยกร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งแล้ว แต่ถูกข้าราชการกระทรวงสาธารณสุขดองไว้ ไม่รู้เป็นเพราะกลัวว่าถ้าเป็นองค์การมหาชนแล้วจะไปไม่รอด หรือว่าต้องการจะดึงอำนาจไว้ที่ตัวเอง ดังนั้น ขณะนี้ศูนย์ดังกล่าวจึงเป็นหน่วยงานราชการระดับกองในกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ณ ขณะนี้ โครงการโรงงานผลิตวัคซีนต้องหยุดชะงักลง เพราะระดับนโยบายที่ไม่ชัดเจน และความไม่แน่นอนทางการเมือง จึงยังไม่รู้ว่าโครงการนี้จะมีชะตากรรมอย่างไร หากถึงขั้นต้องล้มไปก็นับว่าน่าเสียดายและน่าเป็นห่วง

เงินลงทุนกว่า 2 พันล้านบาท นับว่าไม่น้อย ยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันที่เศรษฐกิจชะลอตัวลง แต่หากคิดเฉพาะไข้หวัดนก ที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกไก่สดแช่แข็งและแปรรูป ประมาณปีละ 3.6 หมื่นล้านบาท ก็ถือว่าน่าลงทุน นี่ยังไม่คิดไปถึงความเป็นไปได้ที่ไวรัสไข้หวัดนกจะกลายพันธุ์เป็นไข้หวัดใหญ่และเกิดการระบาดใหญ่ ที่จะสร้างความสูญเสียให้กับชีวิตมนุษย์ เศรษฐกิจ และสังคม อย่างมหาศาล

แม้กระทรวงสาธารณสุขจะมีมาตรการเฉพาะหน้า โดยว่าจ้างมหาวิทยาลัยในประเทศญี่ปุ่น (BIKEN Research Foundation) ผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ H5N1 สำหรับทดสอบคุณภาพในคน และจะเก็บไว้ในใช้ในยามฉุกเฉินจำนวน 30,000-100,000 โด้ส (สำหรับบุคคลสำคัญ) แต่ล่าสุดก็ได้ยกเลิกแล้ว

ส่วนการเจรจากับผู้ผลิตวัคซีนในประเทศฝรั่งเศส จีน ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา เพื่อหาความร่วมมือทดสอบวัคซีนไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ H5N1 ในประเทศไทย รวมถึงการเปิดให้ต่างชาติ เสนอแผนลงทุนตามโครงการโมเดิร์นไนซ์ไทยแลนด์ ก็ยังไม่ความคืบหน้าใดๆ

ขอย้ำว่าปัจจุบันมีประชากรโลกกว่า 6 พันล้านคน แต่มีผู้ผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล 14 ราย และมีกำลังการผลิตแค่ 300 ล้านโด้สต่อปีเท่านั้น หากมีการระบาดใหญ่ทั่วโลกจะไม่เพียงพอแน่นอน

ที่น่าห่วงก็คือ ล่าสุดองค์การอนามัยโลกออกมาระบุแล้วว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ไข้หวัดนกจะติดต่อคนสู่คน จากกรณีที่พบผู้ป่วยชาวอินโดนีเซียในครอบครัวเดียวกัน 8 คน และเสียชีวิตไปแล้ว 7 คน

ดังนั้น สิ่งที่ทำได้ในขณะนี้คือ ภาวนาอย่าให้ไข้หวัดนกกลายพันธุ์เป็นไข้หวัดใหญ่แล้วระบาดใหญ่ไปทั่วโลกเลย...สาธุ

หน้า 20