|
||||||||||||||
|
"จักรยานต้องอยู่คู่มนุษย์"
โดย วรากรณ์ สามโกเศศ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มติชนรายวัน วันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10288 เมื่อราคาน้ำมันจะขึ้นไปถึง 3 ลิตร 100 เหมือนเบียร์บางยี่ห้อ จักรยานซึ่งเป็นประดิษฐกรรมชั้นยอดของมนุษยชาติชิ้นหนึ่งก็ถูกนำออกมาปัดฝุ่นอย่างน่าดีใจ โดยเฉพาะชาวกรุงเทพมหานคร เมื่อพูดถึงจักรยานก็อดนึกถึงยี่ห้อจักรยานที่ยิ่งใหญ่ของโลกไม่ได้ นั่นก็คือจักรยานยี่ห้อ Flying Pigeon ("พิราบบิน" ทั้งๆ ที่เป็นรูป "นกเขาบิน" เข้าใจว่าเป็นเรื่องการแปลผิด เพราะมีผู้บอกว่าในภาษาจีนใช้คำเดียวกันสำหรับนกทั้งสองชนิด จึงน่าจะเป็นการแปลพลาด) จีนซึ่งว่ากันว่าเป็น Kingdom of Bicycles เพราะแต่ก่อนขี่กันทั่วไปหมดทั้งประเทศ ในปี 1993 ที่จักรยานยังครองความนิยมอยู่นั้น ปีหนึ่งผลิตจักรยาน 41 ล้านคัน และมียี่ห้อ Flying Pigeon, Phoenix และ Forever เท่านั้นที่ครองตลาด Flying Pigeon เกิดหลังชัยชนะจากการปฏิวัติของจีนในปี 1949 การผลิตเริ่มขึ้นในปี 1950 ซึ่งตรงกับยุคสงครามเกาหลี การใช้สัญลักษณ์ยี่ห้อ "นกเขา" ก็เพื่อแสดงให้เห็นถึงความปรารถนาสันติภาพของจีน ในยุคนั้นหน้าตาของ Flying Pigeon ก็เป็นจักรยานธรรมดาที่เราเห็นกันแต่ไหนแต่ไรก็คือแฮนเคิลสูง มีอานสีดำ โซ่มีที่ครอบ มีตะแกรงหลัง ฯลฯ ออกแบบตามสไตล์จักรยานญี่ปุ่น ในทศวรรษ 1930 Flying Pigeon เกือบกลายเป็น Frying Pigeon (นกพิราบทอด) เมื่อยอดตกจากการขายตกจากปีละ 4 ล้านคัน ในปลายทศวรรษ 1980 ลงเหลือเพียง 600,000 คัน ในปี 1997 เนื่องจากความนิยมขี่จักรยานลดน้อยลง และมีการแข่งขันอย่างหนักจากบริษัทผลิตจักรยานของเอกชน ปัจจุบันจึงปรับเปลี่ยนรูปโฉมใหม่หมดให้สอดคล้องกับความนิยมของตลาด จีนยกเครื่องการผลิตจักรยานโดยปล่อยให้เอกชนจีนเข้ามาผลิตแข่ง จนในปี 2004 ผลิตได้ปีละ 73 ล้านคัน โดยส่งออก 52 ล้านคัน (เทียบกับการผลิต 44 ล้านคัน และส่งออก 13 ล้านคัน ในปี 1994) เชื่อกันว่าในปัจจุบันคนทั้งโลกขี่จักรยานกันอยู่ประมาณเกินกว่า 1,000 ล้านคัน ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์แก่ชาวโลกอย่างมหาศาล สิ่งประดิษฐ์นี้ไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ในด้านการขนส่งเท่านั้น ยังเป็นได้อีกสารพัด เช่น จักรยานขี่เล่นของเด็ก เครื่องมือหย่อนใจและเพื่อความฟิตของร่างกาย เครื่องมือขี่ท่องเที่ยวดูธรรมชาติ เครื่องมือแข่งกีฬา (สารพัดรูปแบบไม่ว่าบนถนนทางเรียบ ขรุขระโลดโผน ลาดโค้ง) ตลอดจนจักรยานอยู่กับที่เพื่อออกกำลังกาย หลักฐานประวัติศาสตร์ระบุว่าผู้ริเริ่มใช้จักรยานคนแรกน่าจะเป็น Baron Karl von Drais ชาวเยอรมันผู้ประดิษฐ์สิ่งคล้ายจักรยานใน ค.ศ.1817 เพื่อเอาไว้ขี่ไปเก็บค่าเช่าที่ดิน ใน ค.ศ.1840 ช่างเหล็กชาวสก๊อตชื่อ Kirkpatrich Mac Millan ร่วมมือกับ von Drais พัฒนาขึ้นไปอีกจนคนขี่สามารถยกเท้าขึ้นเหนือพื้นได้มากกว่าจะเป็นการถัดให้รถเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างที่เป็นมา หน้าตาจักรยานอย่างที่เราคุ้นเคยกันเกิดในทศวรรษ 1890 สองผู้ประดิษฐ์ผู้ทำให้จักรยานแพร่หลายทั่วโลกก็คือ Frank Bowden คนอังกฤษเจ้าของจักรยานยี่ห้อ Raleigh และ Ignaz Schwinn คนเยอรมันผู้อพยพไปสหรัฐอเมริกาและผลิตจักรยานยี่ห้อเดียวกับนามสกุลออกมา จักรยานเป็นเครื่องกลที่มีประสิทธิภาพสูงมากในการขนส่ง โดยทั่วไปร้อยละ 99 ของพลังงานที่ส่งไปที่บันไดถีบถูกส่งต่อไปที่ล้อ จักรยานมีประสิทธิภาพในการใช้พลังงานมากกว่าการเดินประมาณ 3 เท่า และเร็วกว่าการเดินปกติประมาณ 3-4 เท่า (ความเร็วจักรยานปกติคือ 16-32 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ผลกระทบของจักรยานต่อมนุษยชาตินั้นมิได้มีแต่ในเรื่องการขนส่งและเดินทางเท่านั้น นักสังคมวิทยาบอกว่าจักรยานช่วยขยาย Gene Pool (สต๊อคของพันธุกรรม) ของแรงงานชนบท เพราะทำให้หญิงชายต่างเมืองสามารถพบกันได้ง่ายยิ่งขึ้น ซึ่งแต่เดิมความสัมพันธ์ถูกปิดกั้นเฉพาะแต่ในเมืองใกล้ๆ กันโดยพึ่งพาการเดินทางด้วยม้าเท่านั้น จักรยานช่วยทำให้ปริมณฑลของการถ่ายทอดพันธุกรรมขยายวงกว้างขึ้น จักรยานช่วยลดความคับคั่งของการจราจรในเมืองลงได้มาก และทำให้แรงงานที่อยู่อาศัยนอกเมืองมาทำงานในเมืองได้สะดวกขึ้น อย่างไรก็ดี ในช่วงเวลากว่า 50 ปีที่ผ่านมา อิทธิพลของจักรยานยนต์และรถยนต์ ทำให้จักรยานถูกทอดทิ้งอย่างน่าใจหาย ประดิษฐกรรมชั้นยอดของโลกที่ช่วยประหยัดพลังงาน ลดมลภาวะในอากาศ และแถมช่วยให้ผู้ขี่มีร่างกายแข็งแรงหมดความหมายไปเป็นเวลายาวนาน เมื่อได้ข่าวว่ากรุงเทพมหานครจะปัดฝุ่นโครงการใช้จักรยานในกรุงเทพฯก็รู้สึกยินดีแต่ก็อดนึกถึงสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีตไม่นานนักไม่ได้ ในสมัย ดร.พิจิตต รัตตกุล เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเมื่อ 7-8 ปีก่อน มีการสร้าง "ทางจักรยาน" ขนานถนนตัดใหม่จำนวน 5 เส้นทางรวมกว่า 20 กิโลเมตร ซึ่งได้แก่ถนนอุทยาน ถนนประดิษฐ์มนูธรรม ถนนสรงประภา ทางเดินเลียบคลองไผ่สิงโต และถนนดวงพิทักษ์ แต่ก็ไม่ได้รับความนิยม ถนนเหล่านี้จึงถูกใช้งานไม่มากนัก จนปัจจุบันถูกทอดทิ้งให้แตกร้างอย่างน่าเสียดาย นอกจากจะโทษความไม่เอาจริงของผู้บริหาร กทม. ในช่วงเวลาต่อมาแล้ว ความไม่ปลอดภัยจากการใช้อันเนื่องมาจากทางจักรยานถูกสร้างอยู่บนทางเท้าและเป็นช่องแคบๆ (ไม่ได้เป็นทางขนานที่แยกออกเป็นเลนพิเศษสำหรับจักรยานเหมือนในต่างประเทศ) ซึ่งเมื่อขี่จักรยานไปแล้วและพบกับทางแยกตัดผ่านถนนที่จราจรคับคั่งการขี่ก็ขาดตอนไป นอกจากนี้ยังต้องหลบหลีกคนเดินเท้า หาบเร่ และรถจักรยานยนต์อีกด้วย (ไม่มีรถยนต์เล็กๆ ขึ้นไปวิ่งก็บุญโขแล้ว) การที่เส้นทางจักรยานไม่เชื่อมต่อเป็นโครงข่ายเดียวกันเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องแก้ไข กรุงเทพมหานครน่าจะมองไปที่การใช้จักรยานเชื่อมต่อระหว่างจุดหลักใหญ่ๆ ที่มีระยะทางสั้นจำนวนมาก มากกว่าเน้นเส้นทางยาว การเน้นเส้นทางระหว่างชุมชนกับตลาด ชุมชนกับวัดหรือโรงเรียน เส้นทางท่องเที่ยว หรือออกกำลัง (มีทางจักรยานพิเศษในสวนสาธารณดังเช่นในสวนรถไฟปัจจุบัน) มีโอกาสได้รับความสำเร็จมากกว่า ผมเชื่อว่ามีพ่อแม่ที่มีลูกเล็กถึงวัยรุ่นมองหาบริเวณและเส้นทางที่ปลอดภัยให้ลูกขี่จักรยานเล่น จึงเกิดความคิดว่าทำไมเราไม่ปิดถนนใหญ่บางสายในเช้าตรู่วันอาทิตย์ที่การจราจรไม่คับคั่งหลายๆ จุดให้เป็นที่ขี่จักรยานเล่นของเด็ก เช่น ลานพระบรมรูปทรงม้า ส่วนในของถนนราชดำเนิน สนามหลวง ถนนใหญ่สายนอกเมือง ฯลฯ พร้อมกับส่งเสริมชมรมจักรยานในโรงเรียนของ กทม. และชาวกรุงเทพฯ พร้อมกับร่วมมือกับกลุ่มออกกำลังกายที่กระจายอยู่ทั่วกรุงในตอนเช้าของทุกวัน การใช้จักรยานมากขึ้นในการเดินทางและหย่อนใจในกรุงเทพมหานครเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายส่วนตัวสอดคล้องกับโครงการ "เศรษฐกิจพอเพียง" ของกรุงเทพมหานคร โครงการจักรยานนี้ทำได้แน่นอน และถูกใจคนกรุงด้วย ขอเพียงอย่าเริ่มโครงการด้วยการต้องใช้เงินจำนวนมากก่อนเท่านั้น การใช้สติปัญญาไตร่ตรองมีค่ามากกว่าเงิน กรุงเทพฯ ของเรามีทรัพยากรเกี่ยวกับการใช้จักรยานอยู่ไม่น้อยแล้ว หากมีการจัดการที่ดีก็มีโอกาสไปได้ดีสูง หน้า 6
|