|
||||||||||||||
|
กระบวนการกำกับดูแล
สง.(1)
คอลัมน์ คลื่นความคิด ธาริษา วัฒนเกส มติชนรายวัน วันที่ 08 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10285 ก่อนหน้านี้ ดิฉันเคยเล่าถึงกระบวนการจัดทำนโยบายการเงินของแบงก์ชาติ วันนี้ก็จะขอเล่าถึงกระบวนการกำกับดูแลสถาบันการเงิน (สง.) ซึ่งเป็นหน้าที่อีกอย่างหนึ่งของแบงก์ชาติ ที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการจัดทำนโยบายการเงิน เพราะเศรษฐกิจจะมีเสถียรภาพได้ ไม่เพียงแต่ต้องมีอัตราเงินเฟ้อต่ำ มีการเจริญเติบโตพอสมควรแล้ว ภาคสถาบันการเงินจะต้องมีความมั่นคง แข็งแรง สามารถเป็นตัวกลางในการนำเงินฝากจากประชาชนไปให้กู้แก่ภาคธุรกิจ และส่งผ่านผลของนโยบายการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ คือเป็นตัวกลางที่จะทำให้แบงก์ชาติสามารถกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจได้ การกำกับดูแล สง.เริ่มจากการกำหนดแนวนโยบายและกฎเกณฑ์ที่เหมาะสมให้ สง.ถือปฏิบัติ ซึ่งการกำหนดกฎเกณฑ์อาจจะเป็นเชิงปริมาณ ได้แก่ การกำหนดอัตราส่วนต่างๆ ที่ สง.ต้องปฏิบัติตามก็ได้ เช่น การกำหนดอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง เพื่อให้มีเงินกองทุนที่เหมาะสมในการรองรับความเสี่ยง การกำหนดอัตราส่วนสูงสุดในการให้สินเชื่อแต่ละรายต่อเงินกองทุน เพื่อให้มีการกระจายความเสี่ยง การจัดชั้นสินทรัพย์ และการกันสำรองสำหรับสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ นอกจากนี้ กฎเกณฑ์ต่างๆ อาจจะเป็นเชิงคุณภาพก็ได้ เช่น การกำหนดบทบาทของคณะกรรมการ แนวทางการบริหารความเสี่ยง ในการปล่อยสินเชื่อ เป็นต้น แนวนโยบายและกฎเกณฑ์เหล่านี้ ส่วนใหญ่ก็จะมีมาตรฐานสากลเป็นแนวทางหลักอยู่แล้ว แต่เราต้องพิจารณาว่ามีรายละเอียดบางประเด็นที่ควรมีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับกรณีของประเทศไทยหรือไม่ จังหวะที่จะให้มีผลบังคับใช้ควรจะเป็นเมื่อไร เพื่อให้ สง.มีเวลาเตรียมการหรือปรับตัวรองรับหากแนวนโยบาย หรือกฎเกณฑ์นั้นจะมีผลกระทบมากต่อวิธีปฏิบัติทางธุรกิจ หรือต่อระบบการจัดเก็บข้อมูล หรือต่อฐานะ การกำหนดแนวนโยบายหรือกฎเกณฑ์นั้น แบงก์ชาติต้องการให้ สง.ปฏิบัติได้เพื่อให้บรรลุผลตามเจตนารมณ์ของเรื่องนั้นๆ ดังนั้น จึงไม่มีรายการเซอร์ไพรส์หรือกลัวว่า สง.จะไหวทันเสียก่อน ตรงกันข้ามเราจะหารือกับ สง.ก่อน มากน้อยและในวงกว้างเพียงใด ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของเรื่อง เมื่อได้ข้อมูลและความเห็นระดับหนึ่งแล้วก็จะยกร่างแนวนโยบาย หรือหลักเกณฑ์ขึ้นเสนอคณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.) ให้พิจารณาอนุมัติในหลักการ หลังจากนั้น ก็จะส่งร่างนั้นไปให้ สง.ให้ความเห็นซึ่งอาจอาจให้เป็นลายลักษณ์อักษร หรือนัดหารือเพื่อรับฟังด้วยวาจาก็ได้ เพื่อรวบรวมข้อคิดเห็นไปปรับปรุงร่างอีกครั้งหนึ่ง หากปรากฏว่ามีการปรับเปลี่ยนในสาระสำคัญก็ต้องนำเสนอ กนส.เพื่อพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง แต่หากหลักการไม่เปลี่ยนแปลง แบงก์ชาติก็สามารถเสนอแนวนโยบาย หรือกฎเกณฑ์นั้นไปยังกระทรวงการคลังเพื่อขออนุมัติ หากอำนาจในเรื่องนั้นๆ เป็นของกระทรวงการคลัง หรือประกาศออกใช้เองหากอำนาจเป็นของแบงก์ชาติ แล้วรายงาน กนส.เพื่อทราบต่อไป จะเห็นได้ว่า กนส.เป็นองค์ประกอบที่สำคัญในกระบวนการกำกับดูแล สง. เพราะแนวนโยบาย และกฎเกณฑ์ที่มีสาระสำคัญ จะต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการชุดนี้ก่อน กสน.เป็นใคร ขอผัดไปเล่าในฉบับหน้า หน้า 20 กระบวนการกำกับดูแล สง. (2) คอลัมน์ คลื่นความคิด โดย ธาริษา วัฒนเกส รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย มติชนรายวัน วันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10299 เมื่อครั้งที่แล้วได้เล่าว่า กนส. หรือคณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน เป็นองค์ประกอบที่สำคัญในกระบวนการกำกับดูแล สง. เพราะแนวนโยบายและกฎเกณฑ์ที่มีสาระสำคัญจะต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการชุดนี้ก่อน คณะกรรมการนี้มีผู้ว่าการแบงก์ชาติเป็นประธาน และมีกรรมการอีก 9 ท่าน โดยเป็นผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก 7 ท่าน ในจำนวนนี้มีเลขาธิการ ก.ล.ต. และอธิบดีกรมการประกันภัย เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง ซึ่งนอกจากจะทำหน้าที่ในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิแล้ว ยังทำหน้าที่ประสานนโยบายและกฎเกณฑ์ในการกำกับดูแล สง. บริษัทหลักทรัพย์ และบริษัทประกัน การจัดให้มี กนส. เป็นองค์ประกอบที่สำคัญในกระบวนการกำกับดูแล สง. ก็ด้วยเจตนารมณ์เดียวกับการจัดให้มี กนง. (กรรมการนโยบายการเงิน) เป็นองค์ประกอบที่สำคัญในกระบวนการทำนโยบายการเงิน นั่นคือ เพื่อให้การทำนโยบายมีความโปร่งใสและนโยบายเป็นที่เชื่อถือ แต่ที่ผ่านมา กนง. เป็นที่รู้จักมากกว่า เพราะทุกครั้งหลังการประชุมของ กนง. ก็จะมีการแถลงข่าวให้ทราบผลการพิจารณาเกี่ยวกับทิศทางของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ในขณะที่ กนส. ซึ่งมีการประชุมทุก 2 เดือน หรืออาจจะบ่อยกว่านั้นเมื่อมีความจำเป็น ไม่สามารถแถลงข่าวให้ประชาชนทราบทั่วไปว่า ได้พิจารณาเรื่องอะไรไปบ้าง และมีข้อสรุปอย่างไร เพราะบางเรื่องเป็นเรื่องที่โดยมารยาทควรจะแจ้งให้ สง. ได้รับทราบก่อนโดยตรง ไม่ใช่ให้ทราบจากหน้าหนังสือพิมพ์ บางเรื่องที่เกี่ยวกับฐานะและปัญหาของ สง. ก็เป็นความลับที่ไม่สามารถนำมาเปิดเผยต่อสาธารณชนได้ เพราะกฎหมายห้ามไว้ แต่จากการที่ กนส. มีผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกมากกว่ากรรมการจากภายใน และทำหน้าที่กำกับดูแลบทบาท ของแบงก์ชาติในการกำกับดูแล สง. จึงสามารถคานอำนาจของแบงก์ชาติและมีความสำคัญในการเพิ่มความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือของการทำนโยบาย สง. ของแบงก์ชาติไม่น้อยหน้ากว่าบทบาทของ กนง. เมื่อแบงก์ชาติได้ออกแนวนโยบายหรือกฎเกณฑ์ให้ สง. ถือปฏิบัติแล้ว ก็ต้องมีการตรวจสอบว่า สง. ปฏิบัติตาม และมีฐานะที่มั่นคงแข็งแรง ในอดีตการออกกฎเกณฑ์และการตรวจสอบจะเป็นเชิงปริมาณค่อนข้างมาก เช่น มีกฎเกณฑ์ว่าเมื่อสินเชื่อที่ปล่อยไปแล้วเข้าข่ายตามคำจำกัดความที่กำหนดว่าอาจจะไม่ได้รับการชำระคืนทั้งจำนวน หรือบางส่วน สง.นั้นๆ ก็ต้องจัดชั้นสินเชื่อนั้นว่าเป็น NPL และต้องกันเงินสำรองตามที่แบงก์ชาติกำหนด เพื่อรองรับความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เมื่อกำหนดเกณฑ์เหล่านี้แล้ว สง.ก็ต้องส่งรายงานให้แบงก์ชาติ ติดตามอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ ผู้ตรวจสอบก็จะไปตรวจที่ สง.ด้วย โดยทั่วไปปีละครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่า สง.ได้ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เหล่านั้น แต่ในระยะหลังแบงก์ชาติได้ปรับเปลี่ยนแนวทางการออกหลักเกณฑ์และตรวจสอบไปเน้นเชิงคุณภาพมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณภาพของ สง. ในการดูแลความเสี่ยงของตน อย่างเช่น นอกเหนือจากหลักเกณฑ์ และการตรวจสอบเกี่ยวกับการจัดชั้นสินเชื่อและการกันสำรองสำหรับสินเชื่อด้อยคุณภาพแล้ว ยังมีหลักเกณฑ์เชิงคุณภาพที่จะให้กรรมการ และผู้บริหาร สง. ต้องจัดให้มีระบบและกลไกที่ดี ในการปล่อยสินเชื่อ อย่างระมัดระวัง กล่าวคือ ต้องมีการคานอำนาจระหว่างผู้หาลูกค้า และผู้อนุมัติ มีขั้นตอนและข้อมูลที่เพียงพอ เกี่ยวกับลูกหนี้ในการพิจารณา เมื่ออนุมัติแล้วก็ต้องมีการติดตามดูแลและทบทวนสินเชื่อนั้นๆ ปีละครั้ง จะได้แก้ไขได้แต่เนิ่นๆ ถ้าส่อว่าสินเชื่อนั้นอาจจะมีปัญหา หลักเกณฑ์เชิงคุณภาพเหล่านี้ถือเป็นการป้องกันปัญหาซึ่งย่อมจะดีกว่าการแก้ไขปัญหลังจากที่เกิดเรื่องแล้ว และมีหลายอย่างที่กำหนดให้คณะกรรมการของ ธพ. ต้องกำกับดูแลเอง เพราะดูได้ใกล้ชิดกว่า ธปท. ซึ่งเข้าไปตรวจสอบที่ ธพ. เพียงครั้งคราวเท่านั้น หน้า 20
|