หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
คดีเลือกตั้ง 2 เมษาฯ ศาลใดจะรับเรื่อง ? โมฆะจริงหรือ ?

คอลัมน์ ระดมสมอง  โดย ปิยบุตร แสงกนกกุล  ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 08 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3790 (2990)

ภายหลังพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานให้แก่ตุลาการศาลปกครองสูงสุด และผู้พิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ 25 เมษายน ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม และศาลปกครองได้นัดประชุมหารือ เพื่อกำหนดทิศทางการวินิจฉัยคดีเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 ในขณะเดียวกัน คณาจารย์ พรรคฝ่ายค้าน และภาคประชาชน ก็เริ่มฟ้องคดีต่อศาลโดยอาศัยช่องทางต่างกันไป

เป็นที่น่าสงสัยว่าการเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 มีประเด็นกฎหมายใดบ้างที่สามารถ "ล้ม" การเลือกตั้งครั้งนี้ได้ จากข่าวที่ปรากฏตามสื่อต่างๆ พบว่ามีอยู่สองสิ่งที่ผู้ฟ้องคดีมุ่งเน้น คือ พ.ร.ฎ.ยุบสภาผู้แทนราษฎร และ การจัดการเลือกตั้งของ กกต. ก่อนที่จะไปถึงผลของคดีว่าการเลือกตั้งจะสิ้นผลหรือไม่จึงจำเป็นต้อง "หา" ศาลให้กับทั้งสองสิ่งนี้เสียก่อน

-1-

พ.ร.ฎ.ยุบสภาผู้แทนราษฎร

การฟ้องขอเพิกถอน พ.ร.ฎ.ยุบสภา เราอาจแยกออกได้สองประเด็น คือ เหตุแห่งการยุบสภา ประเด็นหนึ่ง และการกำหนดวันเลือกตั้ง อีกประเด็นหนึ่ง

ในประเด็นแรก ผู้ฟ้องคดีให้เหตุผลว่าโดยหลักแล้วการยุบสภาจะเกิดขึ้นได้ ก็เป็นไปเพื่อแก้ไขความขัดแย้งระหว่างฝ่ายบริหาร กับฝ่ายนิติบัญญัติ แต่กรณีนี้ไม่ปรากฏว่ามีความขัดแย้งระหว่างสภาผู้แทนราษฎรกับคณะรัฐมนตรีแต่ประการใด จากคำแถลงของนายกรัฐมนตรี ก็พบแต่เพียงการอ้างถึงความวุ่นวายที่อาจเกิดขึ้น จากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น

ในทางกฎหมายแล้ว การยุบสภาถือว่าเป็นการกระทำทางการเมืองโดยแท้ หรือที่ในทางทฤษฎีเราเรียกกันว่า "การกระทำทางรัฐบาล" ซึ่งไม่อยู่ภายใต้การตรวจสอบขององค์กรตุลาการใดเลย ความข้อนี้นับเป็นข้อยกเว้น ของหลักการควบคุมความชอบด้วยกฎหมาย โดยองค์กรตุลาการ ในนิติรัฐ ทุกการกระทำขององค์กรของรัฐ ต้องถูกควบคุมโดยองค์กรตุลาการ แต่สำหรับการกระทำทางรัฐบาลที่มีลักษณะเป็นเรื่องการเมือง เรื่องนโยบาย ถือเป็นข้อยกเว้นที่หลุดพ้นจากการควบคุมขององค์กรตุลาการ หากองค์กรตุลาการ เพราะหากปล่อยให้องค์กรตุลาการ ลงมาควบคุมหรือแทรกแซงการกระทำเหล่านี้ได้แล้ว จะทำให้ดุลยภาพแห่งอำนาจเสียไป จนกลายเป็นการปกครองประเทศโดยผู้พิพากษา

อย่างไรจึงถือเป็น "การกระทำทางรัฐบาล" ? การกระทำทางรัฐบาล ก็ได้แก่การกระทำที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ ระหว่างฝ่ายบริหาร กับฝ่ายนิติบัญญัติ เช่น การยุบสภา การเสนอร่างกฎหมายของคณะรัฐมนตรี เป็นต้น หรืออาจหมายถึง การกระทำที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เช่น การลงนามในสนธิสัญญา การประกาศสงคราม เป็นต้น

การกระทำใดจะถือว่าเป็นการกระทำทางรัฐบาลหรือไม่นั้น เราอาจพิจารณาได้จากประเภทของกฎหมาย ที่ให้อำนาจกระทำการแก่รัฐบาล กล่าวคือ ในกรณีที่รัฐบาลกระทำการโดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ การกระทำนั้นก็เป็นการกระทำทางรัฐบาล ในทางกลับกัน หากรัฐบาลกระทำการโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติ หรือกฎหมายลำดับรอง ก็ถือว่าเป็นการกระทำทางปกครองซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของศาลปกครองนั่นเอง

เมื่อพิจารณากับกฎหมายในระดับ พ.ร.ฎ. อาจกล่าวได้ว่า ตัว พ.ร.ฎ.อาจมีสถานะเป็นไปได้ทั้งการกระทำทางรัฐบาล และการกระทำทางปกครอง พ.ร.ฎ.ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติต่างๆ ดังเช่น พ.ร.ฎ. กำหนดอำนาจ สิทธิประโยชน์และประโยชน์ของบริษัท กฟผ. จำกัด (มหาชน) พ.ศ.2548 และ พ.ร.ฎ.กำหนดเงื่อนเวลายกเลิกกฎหมายว่าด้วยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2548 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ ย่อมถือเป็นการกระทำทางปกครองและอยู่ภายใต้การควบคุมของศาลปกครองสูงสุด ส่วน พ.ร.ฎ.เปิดประชุมรัฐสภาที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 161 ของรัฐธรรมนูญก็ดี พ.ร.ฎ.ยุบสภาผู้แทนราษฎรที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 116 ของรัฐธรรมนูญก็ดี ย่อมเป็นการกระทำทางรัฐบาลและไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของศาลปกครอง

จากลักษณะของการกระทำทางรัฐบาลของการยุบสภานี่เอง ทำให้ศาลปกครองสูงสุดไม่รับคำฟ้องขอเพิกถอน พ.ร.ฎ.ยุบสภาผู้แทนราษฎรที่นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปฟ้องก่อนที่จะมีการเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายน

ในประเด็นที่สอง การกำหนดวันเลือกตั้ง ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการกำหนดวันเลือกตั้งให้ตรงกับวันที่ 2 เมษายน หรือ 37 วันนับจากยุบสภา ถือเป็นระยะเวลาที่กระชั้นชิดจนเกินไป และสร้างความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างพรรคการเมือง ทั้งๆ ที่มาตรา 116 ของรัฐธรรมนูญกำหนดให้เลือกตั้งใหม่ภายใน 60 วัน

ต่อประเด็นดังกล่าว หลังจากที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งไม่รับฟ้องการเพิกถอน พ.ร.ฎ.ยุบสภาผู้แทนราษฎรมาแล้วครั้งหนึ่ง นายนิติธร ล้ำเหลือ ทนายความของภาคประชาชนได้ยื่นฟ้องคดีใหม่อีกครั้ง โดยครั้งนี้ไม่ขอเพิกถอน พ.ร.ฎ.ยุบสภาผู้แทนราษฎรทั้งฉบับ หากขอเพิกถอนเฉพาะบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการกำหนดวันเลือกตั้งเท่านั้น

ประเด็นนี้ น่าคิดว่าศาลปกครองสูงสุดจะมีอำนาจในการรับพิจารณาหรือไม่ ? การกำหนดวันเลือกตั้งเป็นอำนาจทางการเมืองโดยแท้ ของคณะรัฐมนตรี หรือเป็นอำนาจที่ศาลปกครอง อาจก้าวล่วงเข้าไปตรวจสอบได้ ? และถ้าหากศาลปกครองสูงสุดรับคำฟ้องนี้ ก็ต้องวินิจฉัยต่อไปว่าการกำหนดวันเลือกตั้งไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าคณะรัฐมนตรีมีเจตนาไม่สุจริตจริง ซึ่งยากแก่การพิสูจน์เพราะเป็นเรื่องภายในใจ หากพิจารณาจากสภาพแวดล้อมภายนอก คณะรัฐมนตรีก็อ้างแล้วว่ามีความจำเป็นต้องจัดการเลือกตั้งเร็ว เพื่อให้มีสภาผู้แทนราษฎร และคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ก่อนพระราชพิธีฉลองการครองราชย์ครบ 60 ปี

-2-

การจัดการเลือกตั้งของ กกต.

ผู้ฟ้องคดีได้ใช้ช่องทางทั้งศาลปกครอง และศาลรัฐธรรมนูญ (ผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา) เพื่อให้ศาลได้พิจารณาความชอบด้วยกฎหมาย ของการจัดการเลือกตั้งของ กกต. ในหลายประเด็น ตั้งแต่การจัดคูหาเลือกตั้ง การใช้ตรายางลงคะแนน การปิดรายชื่อผู้สมัครไว้หน้าคูหา การประชุมของ กกต.ตลอดจนการจ้างพรรคการเมืองอื่นส่งผู้สมัคร

ต่อกรณีของศาลปกครอง คดีแรกที่ศาลปกครองรับคำฟ้อง คือ คดีหมายเลขดำที่ 617/2549 และ 620/2549 ที่นายแพทย์ประมวล วีรุตมเสน และพวกฟ้องขอเพิกถอนการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 โดยให้เหตุผลว่า กกต. จัดวางคูหาอันมีลักษณะที่ทำให้บุคคลอื่นมองเห็น และสามารถที่จะรู้หรือคาดหมายได้ว่า ผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งรายใด อันมีผลให้การใช้สิทธิของผู้ฟ้องคดี และประชาชนโดยทั่วไปไม่เป็นการลับ

คดีนี้มีข้อควรพิจารณาอยู่สองข้อ ข้อแรก เรื่องอำนาจของศาลปกครองในคดีที่เกี่ยวข้องกับ กกต. ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยไว้ในคำวินิจฉัยที่ 52/2546 ว่าการใช้อำนาจหน้าที่สืบสวนสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริง ให้ใบเหลืองใบแดงและประกาศผลการเลือกตั้งเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มิใช่เป็นการใช้อำนาจทางการบริหารหรือทางปกครอง ย่อมถือเป็นอำนาจเด็ดขาดของ กกต. ที่ศาลปกครองไม่มีอำนาจควบคุม ความข้อนี้มีผู้เห็นว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในกรณีดังกล่าว เกี่ยวกับการให้ใบเหลืองใบแดงเท่านั้น ที่ศาลปกครองไปตรวจสอบไม่ได้ แต่กรณีเรื่องการจัดการเลือกตั้ง เช่น การจัดคูหา ถือเป็นเรื่องทางปกครอง ศาลปกครองย่อมมีอำนาจในส่วนนี้

ข้อสอง เรื่องศาลปกครองมีคำสั่งบรรเทาทุกช์ชั่วคราวให้ระงับการเลือก ตั้งรอบที่สามใน 14 เขตเลือกตั้งในวันที่ 29 เมษายน ในคดีนี้ผู้ฟ้องคดีหยิบยกเหตุแห่งความไม่ชอบด้วยกฎหมายในเรื่องการจัดคูหาเลือกตั้งที่หันออกด้านนอก ซึ่ง กกต. ก็ได้แก้ไขให้แล้วในการเลือกตั้งครั้งที่สอง และการเลือกตั้งในครั้งที่สาม ซึ่งกำหนดให้มีในวันที่ 29 เมษายน กกต. ก็จัดคูหาใหม่ไม่ให้หันออกด้านนอกแต่ให้หันหน้าให้โต๊ะของกรรมการประจำหน่วย จะเห็นได้ว่า ในเมื่อเหตุแห่งความไม่ชอบด้วยกฎหมายที่ผู้ร้องยกมาในเรื่องคูหาได้รับการแก้ไขไปแล้วในการเลือกตั้งรอบที่สาม เหตุใดศาลจึงกลับสั่งระงับการเลือกตั้งรอบที่สามนั้นอีก

ศาลให้เหตุผลว่า ในคำฟ้องมีคำขอข้อหนึ่งคือขอให้ศาลเพิกถอนการเลือกตั้ง 2 เมษายน ศาลเห็นว่าหากปล่อยให้มีการเลือกตั้งรอบที่สาม ในวันที่ 29 เมษายนแล้วต่อไปเกิดศาลเพิกถอนการเลือกตั้ง 2 เมษายน ตามคำขอจริง จะส่งผลกระทบถึงการเลือกตั้งรอบที่สาม ซึ่งเป็นการเลือกตั้งที่สืบเนื่องจากการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 2 เมษายนด้วย อันจะทำให้เกิดความเสียหายแก่งบประมาณแผ่นดิน ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ประชาชนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งและประเทศชาติโดยส่วนรวม

ในส่วนของศาลรัฐธรรมนูญ อาจารย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา เพื่อส่งไปศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 198 ของรัฐธรรมนูญใน 4 ประเด็น ได้แก่ ความเห็นของ กกต.ที่ให้แก่รัฐบาลเรื่องการกำหนดวันเลือกตั้ง การจัดคูหาเลือกตั้งที่หันออกด้านนอกจนทำให้การเลือกตั้งมีลักษณะไม่ลับ การจ้างพรรคการเมืองขนาดเล็กลงสมัคร และการประชุมของ กกต.ไม่ครบองค์ประชุมในหลายครั้ง

โดยหลักแล้ว ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภามีอำนาจส่งเรื่องได้ทั้งต่อศาลรัฐธรรมนูญและต่อศาลปกครอง โดยพิจารณาว่าถ้าเป็นกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติก็อยู่ในเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าเป็นกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือการกระทำอื่นใดของฝ่ายปกครองก็อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง อย่างไรก็ตามจากคำวินิจฉัยในอดีต ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ยึดถือหลักการดังกล่าว ดังเช่น ในคำวินิจฉัยที่ 24/2543 ศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้อง ของผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ที่ขอให้พิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของระเบียบ กกต. ทั้งๆ ที่ระเบียบของ กกต. ไม่ใช่กฎหมายในระดับพระราชบัญญัติ

ล่าสุด ศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาเข้าสู่การพิจารณาแล้ว จึงน่าจับตาว่าช่องทางนี้อาจเป็นช่องทางที่ทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะตามที่ใครหลายคนปรารถนา

-3-

ความส่งท้าย

ต้องยอมรับว่าปรากฏการณ์ "แห่ไปฟ้องศาล" และ "ศาลต้อนรับให้คนมาฟ้อง" ในครั้งนี้ เป็นผลต่อเนื่องมาจากพระราชดำรัส ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อวันที่ 25 เมษายน หากปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้อง ก็ลองจินตนาการดูว่าถ้าไม่มีพระราชดำรัส จะมีคนจำนวนมากไปฟ้องศาลแบบรายวันหรือไม่ และถ้าไม่มีพระราชดำรัส จะมีการนัดประชุมกันสามศาลแบบนี้หรือไม่

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าพระราชดำรัสครั้งนี้นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ที่ทรงแก้ไขวิกฤตการณ์ทางการเมืองครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่ง และนับเป็นหนทางที่วิเศษกว่าการใช้สีข้างเข้าถู เพื่อขอนายกฯพระราชทานด้วยมาตรา 7 แต่ต้องไม่ลืมว่าด้วยลักษณะขององค์กรตุลาการที่วินิจฉัยข้อพิพาทใดแล้ว ให้ถือเป็นที่สุด จึงจำเป็นอยู่เองที่ต้องสงวนการใช้อำนาจตุลาการไว้ใน "เชิงรับ" เท่านั้น จะเห็นได้จากองค์กรตุลาการ ไม่อาจริเริ่มคดีเองได้ หากต้องรอให้ผู้เสียหายมาฟ้องคดี หรือเรื่องเขตอำนาจของศาลแต่ละศาลซึ่งมีจำกัดแตกต่างกันไป ไม่ได้หมายความว่า ทุกข้อพิพาทสามารถไปสู่ศาลใดก็ได้ ตรงกันข้ามศาลต้องพิจารณาในเบื้องต้นก่อนว่าข้อพิพาทนั้น อยู่ในเขตอำนาจของตนหรือไม่ หากเรายอมให้ศาลรับคำฟ้องได้โดยไม่มีเงื่อนไขใดเลย หรือให้ใช้อำนาจตุลาการใน "เชิงรุก" ได้ก็สุ่มเสี่ยงที่จะกลายเป็นการปกครองประเทศโดยผู้พิพากษาซึ่งเป็นลักษณะอันไม่พึงปรารถนาในระบอบประชาธิปไตย

หากมีศาลใดรับคำฟ้องเข้าสู่กระบวนพิจารณาแล้ว ก็ต้องดูต่อไปอีกว่ามีข้อเท็จจริงปรากฏเพียงใด ถึงขนาดไปเพิกถอนการเลือกตั้งทั่วประเทศทั้งหมด คงประหลาดไม่น้อย หากการเลือกตั้งทั่วประเทศต้องสิ้นผลไป (หรือที่นิยมเรียกกันทั่วในขณะนี้ว่า "โมฆะ") ด้วยเหตุที่ว่าจัดคูหาหันออกด้านนอก การใช้สิทธิลงคะแนนทั่วประเทศ ที่มีคนมาลงคะแนนกว่า 30 ล้านคนจะได้สัดส่วนกับเหตุที่ว่าจัดคูหาไม่ลับจนต้อง "ล้ม" การเลือกตั้งทั้งกระบวน อย่างนั้นหรือ น่าคิดว่าคุ้มกันหรือไม่ที่เสียงของคนที่มีเจตจำนงเสรีในการลงคะแนนให้ใครคนใดคนหนึ่ง หรือพรรคใดพรรคหนึ่ง หรือกระทั่งไม่เลือกใครเลยกลับต้องสูญหายไปหมดด้วยเหตุเล็กน้อยเช่นนี้ เช่นเดียวกัน หากศาลจะเพิกถอนการเลือกตั้งด้วยเหตุที่ว่า มีบางเขตเลือกตั้งมีผู้สมัครจากพรรคการเมืองเดียว หรือมีการจ้างผู้สมัครจากพรรคอื่นลงสมัคร ถามว่าความไม่ชอบด้วยกฎหมายของการเลือกตั้งในบางเขตเลือกตั้ง จะส่งผลถึงกับล้มการเลือกตั้งทั้งประเทศเลยหรือ

กล่าวให้ถึงที่สุด การจัดคูหาหันออกด้านนอกก็ดี การประชุมของ กกต. โดยใช้โทรศัพท์ก็ดี การจ้างผู้สมัครจากพรรคการเมืองขนาดเล็ก ให้ลงสมัครก็ดี ตลอดจนการให้ความเห็นของ กกต.ต่อรัฐบาลในการกำหนดวันเลือกตั้งก็ดี จะเป็นเหตุความไม่ชอบด้วยกฎหมายที่ร้ายแรงถึงขนาดเพิกถอนการเลือกตั้งวันที่ 2 เมษายน ทั่วประเทศทั้งหมดหรือไม่ ยังน่าสงสัยอยู่

ในกรณีที่การเลือกตั้งถูกศาลเพิกถอนไปจริง ปัญหากฎหมายก็ตามมาอย่างไม่สิ้นสุดอีก ไม่ว่าจะเป็นกรณีผู้ที่ได้รับเลือกเป็น ส.ส.อาจฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย เงินเดือนของ ส.ส. จะได้รับหรือไม่ หากการเลือกตั้งสิ้นผลไปต้องคืนเงินเดือนหรือไม่ หรือกรณีความรับผิดชอบของ กกต. ซึ่งหาก กกต.ลาออกไปยกชุด ก็กลายเป็นว่าไม่มี กกต.ทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งใหม่ ครั้นจะรอสรรหา กกต.ชุดใหม่ ก็เกิดปัญหาอีกว่า ส.ว. ชุดใหม่ยังไม่ได้รับการรับรองผล ส่วน ส.ว.ชุดเก่าที่รักษาการอยู่ก็ไม่แน่ว่าจะสามารถเลือก กกต.ได้หรือไม่

วิกฤตการณ์ครั้งนี้เกิดจากความขัดแย้งทางการเมืองล้วนๆ การใช้กฎหมายเข้าแก้ไขอาจไม่เหมาะสมเสมอไป มีวิธีแก้ปัญหาแบบการเมืองที่น่าสนใจอยู่สองทาง ทางแรก ผู้เขียนเสนอให้หาทางเปิดสภาผู้แทนราษฎรให้ได้ จากข้อเท็จจริงคาดหมายได้ว่า ส.ส.แบบแบ่งเขตคงครบ 400 คนแน่หากมีการเลือกตั้งรอบที่สาม ส่วน ส.ส.บัญชีรายชื่อมี 99 คน ก็ต้องใช้การตีความกฎหมายเพื่อเปิดสภาไป เมื่อเปิดสภาได้แล้วก็ให้ยุบสภาและกำหนดวันเลือกตั้งทั่วไปใหม่ทันที อย่างไรก็ตาม หนทางนี้เป็นไปได้ยากขึ้นหลังจากที่ศาลปกครองมีคำสั่งระงับการเลือกตั้งรอบที่สามในวันที่ 29 เมษายน ทางที่สอง วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มธ.เสนอให้ ส.ส.ทุกคนลาออกให้หมดและตรา พ.ร.ฎ.จัดให้มีการเลือกตั้งใหม่

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองหนทางคงเป็นเรื่องยากที่จะเกิดขึ้นเพราะต้องอาศัยความเสียสละของฝ่ายรัฐบาล ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลก็เกรงว่ารัฐบาลจะเบี้ยว จึงเป็นที่เข้าใจดีว่าภายใต้ความขัดแย้ง ซึ่งไม่มีใครยอมถอยประกอบกับลักษณะ "เฉพาะ" ของสังคมไทย คงไม่มีวิธีการใดที่เล็งเห็นผลเลิศ ได้เท่ากับวิธีการพึ่งองค์กรตุลาการ ตามแนวพระราชดำรัสอีกแล้ว

พึงระลึกไว้เสมอว่า กรณีนี้เป็นวิกฤต และข้อยกเว้นอย่างแท้จริงจึงไม่ควรนำแนวคำวินิจฉัยต่างๆ มาถือเป็นบรรทัดฐานในอนาคต ได้แต่หวังว่าหลังวิกฤตการณ์คลี่คลายแล้ว กฎหมายจะกลับมาเข้ารูปเข้ารอยอีกครั้ง เพราะทุกวันนี้ กฎหมายถูก "บิด" เสียจนบอบช้ำเหลือเกิน

หน้า 2