|
||||||||||||||
|
โลกาภิวัตน์กับ
อัตราเงินเฟ้อของอเมริกา
คอลัมน์ มองซ้ายมองขวา โดย ภาวิน ศิริประภานุกูล ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 08 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3790 (2990) มีปรากฏการณ์ที่น่าสนใจเกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกาในช่วงเกือบสิบปีที่ผ่านมานั่นคือ 1.ระบบเศรษฐกิจเติบโตอย่างต่อเนื่อง 2.อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำและปรับตัวลดลงในบางช่วงเวลา 3.การเติบโตของระดับการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับที่สูงกว่าอัตราการเติบโตของระบบเศรษฐกิจ 4.การอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกา เมื่อนึกถึงกรอบความคิดแบบเส้นอุปสงค์ตัดกับเส้นอุปทาน การเติบโตอย่างต่อเนื่องของระบบเศรษฐกิจ หมายถึงการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของเส้นอุปสงค์ ซึ่งเมื่อนำเอามาตัดกับเส้นอุปทาน ที่มักจะใช้เวลาอย่างยาวนาน ในการปรับเปลี่ยน ก็น่าจะทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของระดับราคา ซึ่งจะแสดงออกโดยข้อมูลอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น ปรากฏการณ์ในข้อหนึ่งกับข้อสองไม่น่าจะเกิดขึ้นพร้อมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่น่าจะเกิดขึ้น อย่างเป็นระยะเวลายาวนานเกือบสิบปี เหมือนที่กำลังเกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกา นักวิเคราะห์บางคนให้เครดิตธนาคารกลางสหรัฐว่า นี่เป็นผลงานที่น่ายกย่องของการดำเนินนโยบายทางการเงิน โดยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงอย่างต่อเนื่อง เพื่อชะลอการเติบโตที่อาจรวดเร็วเกินไป ซึ่งทำให้การเติบโตในช่วงที่ผ่านมา เป็นการเติบโตที่มีเสถียรภาพเป็นอย่างยิ่ง ถึงแม้เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการดำเนินนโยบายทางการเงินดังกล่าว มีผลต่อการควบคุมระดับอัตราเงินเฟ้อ แต่แม้จะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่ม เราก็ยังคงสังเกตเห็นการเติบโตของอเมริกาในระดับที่สูง ซึ่งถ้าเรายังเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงในอุปทาน ยังคงไม่เกิดขึ้น อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นก็น่าจะเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ หรือนี่จะเป็นการเติบโตที่แท้จริง เป็นการเติบโตทางด้านอุปทานของอเมริกา ? ถ้าไม่ใช่ แล้วจะมีคำอธิบายใดที่สามารถอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าว ? ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา IMF ได้ออกรายงาน World Economic Outlook ฉบับล่าสุด โดยประเด็นหลักที่ถูกพูดถึงในรายงานเล่มนี้คือ ผลกระทบของโลกาภิวัตน์ต่ออัตราเงินเฟ้อ ซึ่งเราสามารถนำมาใช้เป็นคำอธิบายถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในอเมริกาได้ อเมริกาในระยะหลัง มีระดับการค้าขายกับต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น อัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำของประเทศ อาจเป็นผลมาจากการนำเข้าสินค้าราคาถูกมาจากประเทศจีน อินเดีย และประเทศอื่นๆในแถบเอเชีย ซึ่งทำให้ถึงแม้อุปสงค์ภายในประเทศสหรัฐจะเพิ่มสูงมากขึ้น ก็ยังคงไม่ส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อภายในประเทศมากนัก ตามรายงานของ IMF โดยเฉลี่ยโลกาภิวัตน์ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อลดลงราว 0.25 เปอร์เซ็นต์ต่อปีในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว และสำหรับอเมริกาประเทศเดียวโลกาภิวัตน์ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อลงลดราว 0.5 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โลกาภิวัตน์ที่ถูกพูดถึงโดย IMF หมายรวมถึงการเปิดประเทศของจีนและอินเดีย ซึ่งเป็นแหล่งผลิตสินค้าราคาถูกของโลก ซึ่งภายหลังการเปิดประเทศที่เพิ่มมากขึ้นของสองประเทศนี้ อัตราเงินเฟ้อของทั้งโลกปรับตัวลดลง คำอธิบายง่ายๆ อันหนึ่งคือประเทศทั้งสองที่ถูกพูดถึงนี้เป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากร โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรัพยากรแรงงาน การค้าขายระหว่างประเทศที่เพิ่มมากขึ้นของทั้งสองประเทศนี้ทำให้ประเทศอื่นๆ สามารถเติมเต็มอุปสงค์ส่วนเกินของตนเองได้ด้วยอุปทานส่วนเกินของประเทศทั้งสอง ผ่านการนำเข้าสินค้า อุปทานส่วนเกินยังเกิดขึ้นกับประเทศอื่นๆ ในเอเชียด้วย ภายหลังจากสภาวะวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ.2540 - 2541 ซึ่งเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อของทั้งโลกและโดยเฉพาะอย่างยิ่งอัตราเงินเฟ้อของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว อยู่ในระดับที่ต่ำ คำอธิบายนี้ยังสอดคล้องกันดีกับข้อสังเกตที่สาม โดยการเติบโตที่มีอัตราเงินเฟ้อต่ำข้างต้นของอเมริกา แลกมาด้วยอัตราการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่เพิ่มมากขึ้นทุกปี โดยล่าสุดจากข้อมูลของ U.S. Census Bureau ในปี พ.ศ. 2548 ที่ผ่านมา การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของอเมริกาเพิ่มขึ้น 17.2 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และในช่วงสองเดือนแรกของปีนี้อัตราการขาดดุลยังโตขึ้นต่อเนื่องอีก 12.8 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของ ปีก่อน ประเทศจีนประเทศเดียว กินส่วนแบ่งของการขาดดุลดังกล่าวในระดับ 28 เปอร์เซ็นต์ ในช่วงปี พ.ศ.2548 ซึ่งเป็นส่วนแบ่งอันดับหนึ่งที่ประเทศจีนเพิ่งจะสามารถช่วงชิงมาได้จากประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่ปี พ.ศ.2544 เป็นต้นมา และจากการสำรวจประเทศคู่ค้าหลักๆ ที่ทำให้อเมริกาขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งได้แก่ จีน ญี่ปุ่น แคนาดา เม็กซิโก และเยอรมนี ก็ยิ่งทำให้มั่นใจได้ว่าการขาดดุลที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันโลกเป็นสำคัญ ไม่ใช่ทุกคนที่เห็นด้วยกับคำอธิบายนี้ หากดูจากข้อเขียนชื่อ Globalization and U.S. Inflation ของ Geoffrey Tootell นักเศรษฐศาสตร์ และรอง ประธานธนาคารกลางสหรัฐ ณ เมืองบอสตัน จะเห็นได้ว่าเขา (และอาจรวมถึงตัวธนาคารกลางสหรัฐ) ไม่เห็นด้วยกับความสำคัญของคำอธิบายนี้ โดยจากการศึกษาทางเศรษฐมิติ Tootell พบว่าศักยภาพทางการผลิตส่วนเกินในต่างประเทศ ส่งผลกระทบค่อนข้างน้อย ต่อการลดลงของระดับอัตราเงินเฟ้อของอเมริกา นอกจากนั้นเขายังไม่พบความสัมพันธ์ที่มีลักษณะสำคัญ ระหว่างดัชนีราคาสินค้านำเข้า กับดัชนีราคาสินค้าผู้บริโภค ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นถ้าหากการนำเข้าสินค้าของสหรัฐ ก่อให้เกิดการลดลงของระดับอัตราเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม ในความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ผลการศึกษาของ Tootell เข้ากันไม่ได้กับข้อสังเกตข้อที่สาม เนื่องมาจากนำเข้าสินค้าของอเมริกาปรับตัวสูงขึ้นเกินกว่าอัตราการเติบโตของประเทศราวสองถึงสามเท่าตัวในช่วงที่ผ่านมา และการปรับตัวขึ้นดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันเป็นสำคัญ สำหรับข้อสังเกตที่สี่ เราสามารถอธิบายการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์สหรัฐได้ในหลากหลายทิศทาง แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่องของอเมริกา ส่งผลต่อการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์สหรัฐด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้ความจริงที่ว่า เงินดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินที่ไม่มีสินทรัพย์ใดๆ หนุนหลัง มีแค่เพียงความเชื่อมั่นของผู้คนต่อเงินสกุลดังกล่าว ถ้าหากโลกาภิวัตน์ส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อของอเมริกาจริง แล้วอะไรจะเกิดขึ้น ? บทที่ 3 ในรายงาน World Economic Outlook ของ IMF ให้ข้อสรุปว่าความสัมพันธ์ระหว่างอัตราเงินเฟ้อภายในประเทศ กับศักยภาพการผลิตภายในประเทศจะลดระดับลง ซึ่งทำให้การดำเนินนโยบายการเงินของผู้บริหารนโยบาย ควรจะต้องคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงของศักยภาพการผลิตของโลกด้วย ถ้าหากธนาคารกลางสหรัฐต้องคำนึงถึงศักยภาพการผลิตของโลกมาประกอบการพิจารณา Alan Wood บรรณาธิการด้านเศรษฐศาสตร์ของหนังสือพิมพ์ The Australian มองว่าความเชื่อของผู้คนที่คิดว่าธนาคารกลางสหรัฐ จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงอีกครั้งในเดือนนี้เป็นครั้งสุดท้าย อาจเป็นเพียงแค่ความเชื่อ ในบทความเรื่อง Robust global growth risks inflation ในหนังสือพิมพ์ The Weekend Australian ของ Wood อัตราการเติบโตในระดับสูงของประเทศในแถบเอเชียในระยะหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศจีน อาจทำให้ศักยภาพในการผลิตส่วนเกินในประเทศแถบนี้ถูกใช้หมดไป ปัจจัยที่เคยส่งเสริมให้อัตราเงินเฟ้อของอเมริกาอยู่ในระดับต่ำอาจมีอำนาจลดลง ซึ่งจะส่งผลให้เกิดแรงกดดัน ที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อของอเมริกา ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ผลคือ Wood เชื่อว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงของธนาคารกลางสหรัฐ ในเดือนนี้อาจไม่ใช่การปรับขึ้นครั้งสุดท้าย ความคิดของ Wood เข้ากันได้กับความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนที่มองว่าการเติบโตที่เกิดขึ้นในอเมริกาไม่ใช่การเติบโตที่แท้จริง แต่เป็นการเติบโตของอุปสงค์ภายในประเทศเท่านั้น การดำเนินนโยบายการเงินแบบตึงตัวเป็นสิ่งพึงประสงค์ในกรณีนี้ ข้อสังเกตข้อที่สี่ ซึ่งสะท้อนความคิดเห็นของนักลงทุน ช่วยสนับสนุนความคิดของผู้เขียนเกี่ยวกับการเติบโตของอเมริกา ปัจจัยดังกล่าวถือเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเติบโตของระบบเศรษฐกิจโลกที่น่าจับตามอง หมายเหตุ-บทความชิ้นนี้ผู้เขียนได้รับแรงบันดาลใจจากบทความของ Alan Wood ที่ ผู้เขียนกล่าวถึงในบทความ หน้า 6
|