หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ลาก่อน Freddie Laker

โดย วรากรณ์ สามโกเศศ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มติชนรายวัน วันที่ 04 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10281

ใครที่ชอบนั่ง Low-cost Airline หรือรวยเพราะสายการบินลักษณะนี้ควรรู้จัก Sir Freddie Laker บิดาของสายการบินราคาถูก ผู้ซึ่งจากไปเมื่อเร็วๆ นี้ ในวัย 83 ปี

Freddie Laker ผู้มาจากครอบครัวสามัญชนเป็นที่รู้จักของสาธารณชนอังกฤษ เมื่อเขาทำวีรกรรมหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่ออายุ 25 ปี โดยขับเครื่องบินทิ้งระเบิดชนิดที่เรียกว่า Halifax Bombers ในช่วงปี 1948-1949 เขาขนน้ำมัน ถ่านหิน และมันฝรั่งไปทิ้งให้คนเยอรมัน ในเบอร์ลิน ซึ่งถูกปิดล้อมโดยรัสเซีย ท่ามกลางความหนาวเย็นที่น้ำแข็งเริ่มจับใบพัดและกระจก เขาพยายามบินสูงเหนือเมฆเพื่อหนีเครื่องบินรัสเซียที่ไล่ยิงเครื่องบินของเขา โชคดีที่เขารอดมาได้จากการบินร่วมกับเพื่อนรวมทั้งสิ้น 4,700 เที่ยวบิน ในช่วงเวลา 54 อาทิตย์

แรงบันดาลใจในการบินของเขามาจากการเห็นยานอากาศลูกใหญ่ซึ่ง Hidelberg ขับเคลื่อนด้วยก๊าซ และเครื่องบินเล็กปีกสองชั้น เมื่อมีโอกาสได้เป็นทหารนักบินเขาจึงไม่รีรอ และมีชื่อเสียงจาก "Berlin Airlift" ดังกล่าวแล้ว

เมื่อพ้นจากการเป็นทหารเขาก็ตัดสินใจซื้อเครื่องบิน Halifax Bombers 12 ลำเก่าและนำมาบินขนส่งสินค้าจนรวยพอตัว แต่เขาก็ไม่พอใจอยู่แค่นั้น เขาฝันที่จะทำสิ่งที่ยังไม่มีใครทำมาก่อน นั่นก็คือทำธุรกิจการบินขนส่งผู้โดยสารแบบสายการบิน แต่ทำในราคาถูกเกือบเท่าราคาตั๋วรถไฟ

ในทศวรรษ 1950 เขาเปลี่ยนฝูงบินของเครื่องบิน DC 4 มาขน เจ้าของรถและรถยนต์ข้ามเมืองในอังกฤษ (เพื่อจะได้ไม่ต้องขับรถและได้ใช้รถที่ปลายทางเพื่อความสะดวกได้) จาก South end ถึง Calais หลังจากประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง เขาก็อยากขยับขึ้นไปขนผู้โดยสารตามความฝัน แต่ก็ไม่อาจกระทำได้เพราะมีการผูกขาดเส้นทางโดยสายการบินใหญ่ และได้รับการสนับสนุนจากนักการเมืองในการออกกฎหมายกีดกันทั้งในอังกฤษและในสองทวีปคือยุโรปและอเมริกา

หลังจากพบช่องโหว่ของกฎหมายอังกฤษที่ยอมให้เครื่องบินอิสระทำการค้าขนส่งคนที่เป็นสมาชิก สโมสร กลุ่มการเมือง กลุ่มศาสนา ฯลฯ ได้ (ที่เรียกกันว่าชาร์เตอร์ไฟลท์ในปัจจุบัน แต่ในตอนนั้นจะกระทำได้ก็เฉพาะกลุ่มสมาชิกเท่านั้น) Freddie Laker ก็เริ่มธุรกิจขนคนกลุ่มเหล่านี้ที่มีหน้ามีตาไม่น่าจะเป็นคนกลุ่มเดียวกันได้เลยบินในราคาถูก "ลูกเล่น" หลีกเลี่ยงของเขาได้ผล ผู้คนถูกใจในราคาและบริการไม่หรูหราเป็นที่นิยมอย่างมากจนทางการต้องยอมเปิดช่องโหว่นี้ไว้ ในปี 1971 เขาก็เริ่มไอเดียทำเครื่องบินให้กลายเป็นรถไฟในใจของผู้ใช้บริการขนส่ง เกิด Laker Airways ขนผู้โดยสารเป็นกอบกำ และราคาถูกแทบไม่น่าเชื่อ สายการบินซึ่งเขาเรียกว่า Laker Skytrain บินระหว่างลอนดอน นิวยอร์กในราคา 118 ปอนด์ (200 เหรียญสหรัฐ)

หลักการของเขาถูกใช้โดย Low-cost Air Lines ทั้งหลายในเวลาต่อมา กล่าวคือจ้างคนน้อย (ยุคแรกเขาแบกกระเป๋าผู้โดยสารเองด้วยซ้ำ) ทุกอย่างประหยัด ช่วงเวลาจอดบนลานสั้น บินในเวลาต่างจากคนอื่น ผู้โดยสารจองล่วงหน้าแน่นอน ฯลฯ

คงจะไม่ผิดถ้าจะกล่าวว่า Laker Airways คือตัวจุดประกายการบินในราคาถูก สิ่งที่เขาทำโดนใจผู้บริโภคเป็นอย่างมาก ในปีแรกทำกำไรได้ 3 ล้านปอนด์ จำนวนผู้โดยสารระหว่างอังกฤษและอเมริกาเพิ่มขึ้นร้อยละ 30 ภายใน 5 ปี มีเครื่องบิน 20 ลำ ผลงานเครื่องบินราคาถูกของเขาและวีรกรรมในอดีตทำให้เขาได้เป็น Sir Freddie Laker จากการสนับสนุนของ Margaret Thatcher ผู้ต้องการส่งเสริมการแข่งขันแบบตลาดเสรี

อย่างไรก็ดี ในไม่ช้าสายการบินใหญ่ทั้งหลายก็ไล่ตามเขาทัน รวมหัวกันตัดราคาแข่งกับเขาจนซวนเซ และเมื่อถูกซ้ำเติมโดยภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำในปี 1980-1981 สายการบินของเขาก็ล้มละลายในที่สุดในปี 1982

Sir Freddie หายเงียบไปจากสังคมแต่ยังมีฐานะดีจนซื้อม้าแข่ง รถ Rolls Royces และเปลี่ยนภรรยาเป็นระยะๆ ได้ แต่ก็ขมขื่นที่คนอังกฤษไม่ซาบซึ้งกับนวัตกรรมของเขาในการสร้าง Low-cost Airline ขึ้นในโลก เขาจึงย้ายไปทำ Low-cost Airline ในฟลอริดา สหรัฐอเมริกา แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ

ในปี 1996 เขาทำธุรกิจครั้งสุดท้ายคือทำสายการบินที่บินจากเกาะ Bahamas แต่ครั้งนี้ทำตรงกันข้ามคือเป็นเที่ยวบินสำหรับคนรวยโดยเฉพาะแต่ก็ล้มเหลวจนเลิกทำธุรกิจไปในที่สุด

Sir Freddie ในช่วงกลางทศวรรษ 1970 นั้นดังสุดสุด คงจำกันได้ว่าภาพเขาปรากฏในหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์เสมอ เขาเปรียบเสมือนแชมเปี้ยนของคนชั้นกลางที่ไม่มีเงินมากแต่ต้องการความรวดเร็วในการเดินทางเยี่ยงคนมีเงินอื่นๆ เขาได้จุดประกายไอเดีย Low-cost Airline ซึ่งเป็นการต่อสู้กับการผูกขาดโดยสายการบินใหญ่ทั้งหลายในยุคนั้น

ไอเดียของเขาถูกกลืนหายไปในช่วงทศวรรษ 1980-1990 แต่เมื่อถึงยุคเศรษฐกิจเสรีเป็นขั้วเดียวหลังสหภาพโซเวียดล้มสลาย ซึ่งทำให้ผู้บริโภคมีความสำคัญมากกว่าเดิมเป็นอันมาก การรวมหัวกันผูกขาดโดยสายการบินขนาดใหญ่และภาครัฐก็ไม่อาจทำได้ กระแสความต้องการของผู้รับบริการและอำนาจซื้อมีเพิ่มขึ้นมากมายเปิดโอกาสให้ Low-cost Airline ปรากฏตัวอีกครั้งอย่างพร้อมเพรียงกันทั่วโลก และกระแสนี้ดูจะอยู่ไปอีกนานพอควร

Sir Freddie มาแล้วก็ไป เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ทั้งหลายในโลก เขาได้ทิ้ง "การปฏิวัติ" ครั้งสำคัญของผู้บริโภคไว้ให้คนเลียนแบบและร่ำรวย ซึ่งในที่สุดเจ้าของสายการบิน Low-cost Airlines ทั้งหลายในโลกก็ต้องตาม Sir Freddie ไปด้วยกันทั้งนั้น ประเด็นอยู่ที่ว่าเขาเหล่านั้นจะทิ้งอะไรที่มีคุณค่าไว้ให้แก่โลกบ้าง นอกเหนือจากความั่งคั่งของทรัพย์สินที่ทิ้งไว้ให้ลูกหลาน

หน้า 6