|
||||||||||||||
|
ลาก่อน Freddie
Laker
โดย วรากรณ์ สามโกเศศ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มติชนรายวัน วันที่ 04 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10281 ใครที่ชอบนั่ง Low-cost Airline หรือรวยเพราะสายการบินลักษณะนี้ควรรู้จัก Sir Freddie Laker บิดาของสายการบินราคาถูก ผู้ซึ่งจากไปเมื่อเร็วๆ นี้ ในวัย 83 ปี Freddie Laker ผู้มาจากครอบครัวสามัญชนเป็นที่รู้จักของสาธารณชนอังกฤษ เมื่อเขาทำวีรกรรมหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่ออายุ 25 ปี โดยขับเครื่องบินทิ้งระเบิดชนิดที่เรียกว่า Halifax Bombers ในช่วงปี 1948-1949 เขาขนน้ำมัน ถ่านหิน และมันฝรั่งไปทิ้งให้คนเยอรมัน ในเบอร์ลิน ซึ่งถูกปิดล้อมโดยรัสเซีย ท่ามกลางความหนาวเย็นที่น้ำแข็งเริ่มจับใบพัดและกระจก เขาพยายามบินสูงเหนือเมฆเพื่อหนีเครื่องบินรัสเซียที่ไล่ยิงเครื่องบินของเขา โชคดีที่เขารอดมาได้จากการบินร่วมกับเพื่อนรวมทั้งสิ้น 4,700 เที่ยวบิน ในช่วงเวลา 54 อาทิตย์ แรงบันดาลใจในการบินของเขามาจากการเห็นยานอากาศลูกใหญ่ซึ่ง Hidelberg ขับเคลื่อนด้วยก๊าซ และเครื่องบินเล็กปีกสองชั้น เมื่อมีโอกาสได้เป็นทหารนักบินเขาจึงไม่รีรอ และมีชื่อเสียงจาก "Berlin Airlift" ดังกล่าวแล้ว เมื่อพ้นจากการเป็นทหารเขาก็ตัดสินใจซื้อเครื่องบิน Halifax Bombers 12 ลำเก่าและนำมาบินขนส่งสินค้าจนรวยพอตัว แต่เขาก็ไม่พอใจอยู่แค่นั้น เขาฝันที่จะทำสิ่งที่ยังไม่มีใครทำมาก่อน นั่นก็คือทำธุรกิจการบินขนส่งผู้โดยสารแบบสายการบิน แต่ทำในราคาถูกเกือบเท่าราคาตั๋วรถไฟ ในทศวรรษ 1950 เขาเปลี่ยนฝูงบินของเครื่องบิน DC 4 มาขน เจ้าของรถและรถยนต์ข้ามเมืองในอังกฤษ (เพื่อจะได้ไม่ต้องขับรถและได้ใช้รถที่ปลายทางเพื่อความสะดวกได้) จาก South end ถึง Calais หลังจากประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง เขาก็อยากขยับขึ้นไปขนผู้โดยสารตามความฝัน แต่ก็ไม่อาจกระทำได้เพราะมีการผูกขาดเส้นทางโดยสายการบินใหญ่ และได้รับการสนับสนุนจากนักการเมืองในการออกกฎหมายกีดกันทั้งในอังกฤษและในสองทวีปคือยุโรปและอเมริกา หลังจากพบช่องโหว่ของกฎหมายอังกฤษที่ยอมให้เครื่องบินอิสระทำการค้าขนส่งคนที่เป็นสมาชิก สโมสร กลุ่มการเมือง กลุ่มศาสนา ฯลฯ ได้ (ที่เรียกกันว่าชาร์เตอร์ไฟลท์ในปัจจุบัน แต่ในตอนนั้นจะกระทำได้ก็เฉพาะกลุ่มสมาชิกเท่านั้น) Freddie Laker ก็เริ่มธุรกิจขนคนกลุ่มเหล่านี้ที่มีหน้ามีตาไม่น่าจะเป็นคนกลุ่มเดียวกันได้เลยบินในราคาถูก "ลูกเล่น" หลีกเลี่ยงของเขาได้ผล ผู้คนถูกใจในราคาและบริการไม่หรูหราเป็นที่นิยมอย่างมากจนทางการต้องยอมเปิดช่องโหว่นี้ไว้ ในปี 1971 เขาก็เริ่มไอเดียทำเครื่องบินให้กลายเป็นรถไฟในใจของผู้ใช้บริการขนส่ง เกิด Laker Airways ขนผู้โดยสารเป็นกอบกำ และราคาถูกแทบไม่น่าเชื่อ สายการบินซึ่งเขาเรียกว่า Laker Skytrain บินระหว่างลอนดอน นิวยอร์กในราคา 118 ปอนด์ (200 เหรียญสหรัฐ) หลักการของเขาถูกใช้โดย Low-cost Air Lines ทั้งหลายในเวลาต่อมา กล่าวคือจ้างคนน้อย (ยุคแรกเขาแบกกระเป๋าผู้โดยสารเองด้วยซ้ำ) ทุกอย่างประหยัด ช่วงเวลาจอดบนลานสั้น บินในเวลาต่างจากคนอื่น ผู้โดยสารจองล่วงหน้าแน่นอน ฯลฯ คงจะไม่ผิดถ้าจะกล่าวว่า Laker Airways คือตัวจุดประกายการบินในราคาถูก สิ่งที่เขาทำโดนใจผู้บริโภคเป็นอย่างมาก ในปีแรกทำกำไรได้ 3 ล้านปอนด์ จำนวนผู้โดยสารระหว่างอังกฤษและอเมริกาเพิ่มขึ้นร้อยละ 30 ภายใน 5 ปี มีเครื่องบิน 20 ลำ ผลงานเครื่องบินราคาถูกของเขาและวีรกรรมในอดีตทำให้เขาได้เป็น Sir Freddie Laker จากการสนับสนุนของ Margaret Thatcher ผู้ต้องการส่งเสริมการแข่งขันแบบตลาดเสรี อย่างไรก็ดี ในไม่ช้าสายการบินใหญ่ทั้งหลายก็ไล่ตามเขาทัน รวมหัวกันตัดราคาแข่งกับเขาจนซวนเซ และเมื่อถูกซ้ำเติมโดยภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำในปี 1980-1981 สายการบินของเขาก็ล้มละลายในที่สุดในปี 1982 Sir Freddie หายเงียบไปจากสังคมแต่ยังมีฐานะดีจนซื้อม้าแข่ง รถ Rolls Royces และเปลี่ยนภรรยาเป็นระยะๆ ได้ แต่ก็ขมขื่นที่คนอังกฤษไม่ซาบซึ้งกับนวัตกรรมของเขาในการสร้าง Low-cost Airline ขึ้นในโลก เขาจึงย้ายไปทำ Low-cost Airline ในฟลอริดา สหรัฐอเมริกา แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ ในปี 1996 เขาทำธุรกิจครั้งสุดท้ายคือทำสายการบินที่บินจากเกาะ Bahamas แต่ครั้งนี้ทำตรงกันข้ามคือเป็นเที่ยวบินสำหรับคนรวยโดยเฉพาะแต่ก็ล้มเหลวจนเลิกทำธุรกิจไปในที่สุด Sir Freddie ในช่วงกลางทศวรรษ 1970 นั้นดังสุดสุด คงจำกันได้ว่าภาพเขาปรากฏในหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์เสมอ เขาเปรียบเสมือนแชมเปี้ยนของคนชั้นกลางที่ไม่มีเงินมากแต่ต้องการความรวดเร็วในการเดินทางเยี่ยงคนมีเงินอื่นๆ เขาได้จุดประกายไอเดีย Low-cost Airline ซึ่งเป็นการต่อสู้กับการผูกขาดโดยสายการบินใหญ่ทั้งหลายในยุคนั้น ไอเดียของเขาถูกกลืนหายไปในช่วงทศวรรษ 1980-1990 แต่เมื่อถึงยุคเศรษฐกิจเสรีเป็นขั้วเดียวหลังสหภาพโซเวียดล้มสลาย ซึ่งทำให้ผู้บริโภคมีความสำคัญมากกว่าเดิมเป็นอันมาก การรวมหัวกันผูกขาดโดยสายการบินขนาดใหญ่และภาครัฐก็ไม่อาจทำได้ กระแสความต้องการของผู้รับบริการและอำนาจซื้อมีเพิ่มขึ้นมากมายเปิดโอกาสให้ Low-cost Airline ปรากฏตัวอีกครั้งอย่างพร้อมเพรียงกันทั่วโลก และกระแสนี้ดูจะอยู่ไปอีกนานพอควร Sir Freddie มาแล้วก็ไป เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ทั้งหลายในโลก เขาได้ทิ้ง "การปฏิวัติ" ครั้งสำคัญของผู้บริโภคไว้ให้คนเลียนแบบและร่ำรวย ซึ่งในที่สุดเจ้าของสายการบิน Low-cost Airlines ทั้งหลายในโลกก็ต้องตาม Sir Freddie ไปด้วยกันทั้งนั้น ประเด็นอยู่ที่ว่าเขาเหล่านั้นจะทิ้งอะไรที่มีคุณค่าไว้ให้แก่โลกบ้าง นอกเหนือจากความั่งคั่งของทรัพย์สินที่ทิ้งไว้ให้ลูกหลาน หน้า 6
|