|
||||||||||||||
|
บริษัทฉ้อฉล
กลโกงยุคทุนครอบโลก
ภูมิคุ้มกันคอร์รัปชั่น : กมล กมลตระกูล / ศูนย์วิจัยธรรมาภิบาล / มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ความฉ้อฉลที่น่ากลัวและเป็นอันตรายที่สุด คือ ความฉ้อฉลในภาคการเงิน คือ ตลาดทุน ตลาดเงิน ตลาดอนุพันธ์ และตลาดค้าเงินตราระหว่างประเทศ ซึ่งสามารถสร้างความเสียหายต่อสังคมได้อย่างอเนกอนันต์ เหมือนกรณี วิกฤติเศรษฐกิจในปี 1997 หรือกรณี แบล็คมันเดย์ ในตลาดวอลล์สตรีท เมื่อศตวรรษที่แล้ว และในปัจจุบันซึ่งกำลังเป็นประเด็นที่ครอบครัวของนายกรัฐมนตรี ซื้อขาย ถ่ายเทหุ้นตามกติกาอย่างถูกต้องตามกฎหมายและถูกต้องตามหลักบัญชี แต่คำถามที่เกิดขึ้น คือ กฎระเบียบและกติกาของตลาดหุ้น ระบบภาษี ระบบธนาคาร ระบบบัญชีและการตรวจสอบขัดแย้งกับผลประโยชน์ของสังคมหรือไม่ สิ่งที่น่ากลัว คือ ความฉ้อฉลยุคใหม่ได้รับความร่วมมือจากบริษัทที่ปรึกษาการเงินและบริษัทผู้ตรวจสอบบัญชีที่มีชื่อเสียงของโลก ซึ่งแทนที่จะรักษามาตรฐานและธำรงตนเป็นตาชั่งของการตรวจสอบบัญชีในการสร้างความโปร่งใสให้กับภาคธุรกิจมหาชน แต่บริษัทเหล่านี้กลับมุ่งหาเงินอย่างไร้จริยธรรม โดยการดำเนินธุรกิจที่สร้างผลประโยชน์ทับซ้อนขึ้นมา โดยการรับเป็นที่ปรึกษา วางแผนยุทธศาสตร์การเงิน บริหารจัดการการเงิน และตรวจสอบบัญชีภายใน หรือรับทำบัญชีภายในของบริษัทลูกค้า วิธีการที่นิยมและบริษัทที่ปรึกษาการเงินและตรวจสอบบัญชีใหญ่ๆ ล้วนนำมาใช้ คือ การโฆษณารับทำบัญชีให้ลูกค้าทั้งประเภทบริษัท และบุคคลสามารถเลี่ยงภาษีได้อย่างถูกกฎหมาย โดยการคิดค่าบริการในราคาสูง หากมองย้อนหลัง ในช่วงหลังวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 บริษัท 5 เสือตรวจสอบบัญชีโลก ได้ร่วมกับกลุ่มทุนวอลล์สตรีทเข้าปล้นสะดมทรัพย์สินของคนไทยทั้งทางตรงและทางอ้อมผ่านการประมูลสินทรัพย์ ปรส. และการเป็นที่ปรึกษาในขณะเดียวกัน เหมือนกับกรณีของแอนเดอร์เซ่นกับเอนรอน กลุ่มทุนเหล่านี้รับเละทั้งเงินค่าปรึกษาที่คิดเป็นชั่วโมงในอัตราสากล และสินทรัพย์ราคาถูกที่ต่ำกว่าครึ่งของราคาจริงเป็นจำนวนที่ไม่อาจจะประมาณได้ ความเชื่อที่ว่าเป็นบริษัทมหาชนแล้วจะโปร่งใส (Transparency) ตรวจสอบได้ และมีบริหารธรรม (Good governance-ซึ่งมีการแปลกันอย่างเชยๆ ว่า ธรรมรัฐ หรือธรรมาภิบาลบริษัท ฯลฯ) ที่มักจะยกขึ้นมาอ้างกันเพื่อแปรรูปรัฐวิสาหกิจ จึงเป็นข้ออ้างและความเชื่อที่ไม่มีมูลความเป็นจริง กรณีของบริษัทเอนรอน ซึ่งได้สร้างตลาดซื้อขายพลังงานล่วงหน้าขึ้นมาอีกตลาดหนึ่ง และกลายเป็นตลาดเก็งกำไรของกลุ่มทุน เก็งกำไรอีกตลาดหนึ่งนอกเหนือจากตลาดหุ้น ตลาดเงินตราต่างประเทศ และตลาดสินค้า Commodity ความยิ่งใหญ่ของบริษัทพลังงานอย่างเอนรอน ซึ่งมีทรัพย์สินมากถึง 1 แสนล้านดอลลาร์ หรือ 4.2 ล้านล้านบาท ซึ่งเท่ากับจีดีพีของประเทศไทย และอีกหลายร้อยประเทศ พวกเขา จึงสามารถที่จะล็อบบี้ทั้งรัฐบาลอเมริกัน และองค์กรระหว่างชาติ อย่างเช่น ธนาคารโลก ไอเอ็มเอฟ และองค์การการค้าโลกให้ผลักดันนโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจด้านสาธารณูปโภคในทุกประเทศทั่วโลก เพื่อที่ว่าบริษัทของตนสามารถที่จะเข้าไปลงทุน หรือซื้อหุ้น หรือร่วมทุน เพื่อหาผลประโยชน์สูงสุดอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เพราะว่ามีลูกค้าทั้งประเทศอย่างแน่นอน ที่ไม่มีทางเลือกที่จะใช้หรือไม่ใช้บริการด้านสาธารณูปโภค แม้ว่าราคาจะถูกโก่งให้สูงเท่าใดก็ตาม บริษัทเหล่านี้สามารถ "เล่นกล" ในการ "โยกย้าย" พลังงานที่นำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงไม่ว่าจะเป็นก๊าซ น้ำมัน หรือน้ำ เพื่อให้มีราคาสูงแล้วขายให้โรงไฟฟ้า เมื่อต้นทุนไฟฟ้าสูงขึ้น ผู้บริโภคก็รับเคราะห์ เหมือนชาวแคลิฟอร์เนียในช่วงปี ค.ศ.1998-2001 ซึ่งต้นทุนไฟฟ้าก่อนที่รัฐจะเลิกแทรกแซงและเปิดเสรีด้านการไฟฟ้าเมื่อวันที่ 1 เมษายน 1998 ราคาไฟฟ้าต่อชั่วโมงเมกะวัตต์ มีราคาเพียง 33 ดอลลาร์สหรัฐ พอถึงเดือนกรกฎาคม 1998 ต้นทุนราคาไฟฟ้าสำรองที่โรงไฟฟ้าต้องจ่ายได้เพิ่มเป็น 2,500 ดอลลาร์สหรัฐ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ และ 9,999 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมงเมกะวัตต์ ผู้บริโภคต้องจ่ายค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 700% และโรงไฟฟ้าหลายโรงต้องล้มละลาย ในช่วงนั้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ไฟฟ้าในรัฐแคลิฟอร์เนียถูกดับเป็นช่วงๆ ในตอนบ่าย มีผู้คนติดอยู่ในลิฟต์ และโรงงานอุตสาหกรรมเสียหายคิดเป็นเงินนับไม่ถ้วน ซึ่งเป็นผลของนโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจด้านสาธารณูปโภคและสาธารณูปการของรัฐแคลิฟอร์เนีย บริษัทเหล่านี้สามารถตกแต่งบัญชี ซ่อนหุ้น ซ่อนเงิน และหนีภาษีโดยวิธีการตั้งบริษัท "เฉพาะกิจ" ขึ้นตามเกาะต่างๆ ในแถบทะเลแคริบเบียน เช่น เกาะเคย์แมน บริติช เวอร์จิน เกาะเบอร์มูดา และสิงคโปร์ ฯลฯ กรณีที่เกิดขึ้นกับเอนรอนก่อนได้ขยายมายังเมืองไทย ได้แสดงให้เห็นถึงรูปแบบการกระทำที่เหมือนกันหรือเลียนแบบกัน ส่วนในกรณีของ กฟผ. และ ปตท.นั้น ก็มีวิธีการ "ผันเงิน" เข้ากระเป๋าผู้บริหารระดับสูงและพนักงานในรูปแบบต่างๆ ไม่แตกต่างจากวิธีการของผู้บริหารของเอนรอนนัก เพียงแต่ยังไม่มีใคร "คุ้ย" ออกมาเท่านั้น ส่วนต่อไปจะลงเอยคล้ายๆ กับที่เกิดขึ้นในรัฐแคลิฟอร์เนียหรือไม่เป็นเรื่องที่น่าคิด และน่าหาทางป้องกันไว้แต่เนิ่นๆ จุดอ่อนหรือช่องโหว่ของบริษัทมหาชน คือการบริหารประจำวันและนโยบายนั้นตัดสินและดำเนินการโดยคณะกรรมการไม่กี่คน และผู้อำนวยการบริหาร (Chief-Executive Officer-CEO) เมื่อครบไตรมาส หรือครบปีจึงทำรายงานผลประกอบการออกมา เจ้าของตัวจริงหรือผู้ถือหุ้นจึงยากจะมองเห็นถึงความไม่โปร่งใสที่แอบซ่อนไว้ ที่เห็นก็เห็นแต่ตัวเลขสีแดงหรือไม่แดง มองไม่เห็น หรือไม่มีเวลาตรวจสอบรายจ่ายต่างๆ ที่ถูก "เม้ม" ออกไปในรูปแบบต่างๆ เช่น ค่ารับรองแขก ค่าที่พัก หรือค่าเดินทางที่ฟุ่มเฟือย รวมทั้งผู้บริหารมักจะตั้งบริษัทนิติบุคคลต่างหากในนามญาติพี่น้อง หรือคนสนิท เพื่อมารับงาน ขายวัตถุดิบ รับช่วงงาน หรือประมูลงานจากบริษัทที่ตนเป็นผู้อนุมัติ โดยไม่ต่อรองราคา หรือจ่ายสูงกว่าราคาตลาด ดังนั้น เงินจากบริษัทมหาชนจึงไหลวนกลับมาเข้ากระเป๋าฝ่ายบริหารอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และถูกต้องตามหลักบัญชี แต่เป็นการ "ฉ้อโกง" ผู้ถือหุ้นอย่างผิดจริยธรรม ในกรณีของเอนรอนซึ่งผู้บริหารเพิ่งถูกพิพากษาสั่งปรับและจำคุกเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมานั้น มีบริษัทตรวจสอบบัญชีแอนเดอร์เซ่นได้ร่วมสมคิดด้วย เพื่อเงินค่าป่วยการจำนวนมหาศาล การศึกษาบทเรียนจากต่างประเทศ ซึ่งมักจะเป็นแบบอย่างของบ้านเรา จะทำให้เข้าใจถึงความฉ้อฉลในยุคทุนครอบโลกได้ดีขึ้น
|