หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ทฤษฎีเกมกับการเมืองไทย

คอลัมน์ คนเดินตรอก  โดย วีรพงษ์ รามางกูร   ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3788 (2988)

เหตุการณ์เมื่อเร็วๆ นี้เป็นเหตุการณ์ทางการเมืองที่น่าสนใจเหตุการณ์หนึ่งที่น่าจะนำมาวิเคราะห์และบันทึกเอาไว้ เพราะเป็นเหตุการณ์ที่มีตัวละครทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่มาร่วมแสดงกันอย่างคับคั่ง ลองเอาทฤษฎีเกมการเมืองมาจับดู จะเห็นอะไรชัดเจนยิ่งขึ้น

เกมการเมืองครั้งนี้เริ่มขึ้นด้วยรายการวิจารณ์ข่าวโทรทัศน์ช่อง 9 ถูกปิดลง จะด้วยสาเหตุใดก็ตาม รายการวิจารณ์ข่าวการบ้านการเมืองรายการนี้ ผู้วิจารณ์มีคารมคมคายถูกอกถูกใจชาวบ้านผู้ชมเป็นอย่างมาก เพราะเอาข่าวเรื่องไม่ชอบมาพากล ในการประมูลโครงการต่างๆ รวมทั้งการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งเป็นข่าวอยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์ นำมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง รวมทั้งความเหมาะสมและไม่เหมาะสมต่างๆ เกี่ยวกับการวางตัวของนายกรัฐมนตรีในกรณีต่างๆ การครอบงำวุฒิสภา การแทรกแซงองค์กรอิสระต่างๆ ซึ่งเรื่องต่างๆ เหล่านี้เป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ และเป็นที่ซุบซิบนินทากันในวงการคนระดับกลางและคนระดับสูง รวมทั้งปัญญาชนมาเป็นเวลาพอสมควรแล้ว เมื่อผู้สื่อข่าวไปถามนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีก็ตอบแบบแข็งกร้าว ไม่สอดคล้องกับวัฒนธรรมทางการเมืองของสังคมไทย ความไม่พอใจจึงคุกรุ่นอยู่บ้างแล้ว

เมื่อรายการโทรทัศน์ถูกปิดลง ผู้จัดรายการจึงย้ายไปจัดให้ผู้ชุมนุมฟังที่สวนลุมพินีทุกวันศุกร์ตั้งแต่ช่วงเย็นไปจนถึงกลางคืนแทน มีผู้คนสนใจไปฟังพอประมาณ ไม่มากไม่น้อย แต่ก็ยังไม่มีเค้าว่าการชุมนุมฟังการปราศรัย โจมตีรัฐบาลจะรุนแรงบานปลายไปมาก หนังสือพิมพ์แม้จะลงข่าวก็ไม่เป็นการประโคมพาดหัวข่าวใหญ่โต ยกเว้นหนังสือพิมพ์ที่มีแนวโน้มจะเป็นฝ่ายตรงกันข้ามกับรัฐบาลอยู่แล้ว ตั้งแต่พรรครัฐบาลชนะการเลือกตั้งคราวแรกในปี 2544

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 24 มกราคม มีการขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปให้กับบริษัท เทมาเส็ก ซึ่งเป็นบริษัทของรัฐบาลสิงคโปร์ ซึ่งมีมูลค่าสูงสุดตั้งแต่มีการขายหุ้นรายเดียวผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ฝ่ายค้านจึงจุดพลุขึ้นว่า ครอบครัวนายกรัฐมนตรีขายหุ้นได้เงินมาก มาย ทำไมจึงไม่ต้องเสียภาษี ทั้งๆ ที่มีช่องทางอื่นที่จะต้องเสียภาษี ซึ่งฝ่ายค้านทำได้ผล ผู้คนเชื่อเป็นไฟลามทุ่ง

เกมการเมืองเกิดขึ้นระหว่าง 3 ฝ่าย ฝ่ายชุมนุมต่อต้านรัฐบาลฝ่ายหนึ่ง พรรคร่วมฝ่ายค้านฝ่ายหนึ่ง และฝ่ายรัฐบาลอีกฝ่ายหนึ่ง

ฝ่ายผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลซึ่งพัฒนาขึ้นเป็นฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มีนายทหารนอกประจำการผู้หนึ่งซึ่งเคยมีบทบาทในการชุมนุมขับไล่รัฐบาล และมีประสบการณ์เกี่ยวกับการชุมนุมไม่ใช่แค่ครั้งเดียวมาสมทบร่วมกับผู้นำการชุมนุมที่สำคัญอีก 4 คน

เกมที่ผู้นำการชุมนุมเลือกใช้คือเขย่าอย่างหนักเพื่อทำลายรัฐบาล และพรรครัฐบาลให้ล่มสลายลง โดยที่ฝ่ายนี้ไม่มีอะไรต้องเสีย นอกจากค่าใช้จ่ายในการจัดชุมนุม เป็นเกมที่เรียกว่า "The winner takes all game" วิธีการก็คือ การปลุกความโกรธและความเกลียดชังรัฐบาลให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชน โดยการย้ำจุดอ่อนของรัฐบาลในเรื่องการฉ้อราษฎร์บังหลวง เรื่องการครอบงำวุฒิสภาและองค์กรอิสระต่างๆ ซึ่งได้ผล ผู้คนในระดับกลางและระดับสูงในกรุงเทพฯเกิดความโกรธแค้นชิงชังรัฐบาลขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

เกมที่ฝ่ายผู้ชุมนุมต่อต้านจะต้องใช้ก็ต้องเป็นเกมที่อยู่นอกระบบรัฐธรรมนูญและกติกาประชาธิปไตย เพราะถ้าเล่นอยู่ในเกมตามระบอบรัฐสภา ตนก็ทำอะไรไม่ได้ การเรียกร้องจึงเรียกร้องให้ขอนายกรัฐมนตรีพระราชทาน โดยอ้างว่าทำได้ตามมาตรา 7 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้

มาตรการต่างๆ จึงเป็นมาตรการกดดันให้คณะรัฐมนตรีลาออก ขอพระราช ทานนายกรัฐมนตรีด้วยวิธีการต่างๆ ที่เคยทำมาในอดีต เช่น ย้ายการชุมนุมจากสนามหลวงมาที่ลานพระบรมรูป เปิดปราศรัยโจมตีและถวาย "ฎีกาเปิดผนึก" ต่อมาก็ประกาศเคลื่อนการชุมนุมมาที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งใกล้กับเขตพระราชฐาน ซึ่งคงจะคิดว่ารัฐบาลจะไม่ยอมเพราะเคยเป็นอย่างนั้นเมื่อ 15 ปีก่อน

เกมนี้ได้ผล มีผู้คนเข้าร่วมการกดดันเป็นจำนวนมาก หนังสือพิมพ์ สื่อมวลชน เกิดอารมณ์ร่วมเป็นกระแสไปทางเดียวกัน ร่วมกันกดดันให้รัฐบาลเป็นไปตามวิถีทางนอกระบบรัฐสภา และบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

สำหรับพรรคร่วมฝ่ายค้านเฝ้าดูเหตุการณ์และให้การสนับสนุน ทั้งในทางวาจาและการกระทำบางอย่างที่เป็นของจริงและเป็นสัญลักษณ์ เมื่อถึงจุดหนึ่ง เมื่อคาดว่าฝ่ายรัฐบาลคงเพลี่ยงพล้ำแน่จึงตัดสินใจเข้าร่วมเกม "ปิดประตู ตีแมว" ขับไล่นายกรัฐมนตรีออกจากระบบ โดยหวังว่าเมื่อขจัดนายกรัฐมนตรีออกนอกระบบได้แล้ว พรรครัฐบาลก็คงจะล่มสลายไปด้วย

ฝ่ายรัฐบาลเป็นฝ่ายตั้งรับ เพราะตนเองมีแต่จะเสียไม่มีได้ เพียงแต่จะเสียมากหรือเสียน้อยเท่านั้น ยุทธวิธีที่ทางฝ่ายรัฐบาลเลือกก็คือ พยายามหลีกเลี่ยงการปะทะและการประจันหน้า แบบเดียวกับสุมาอี้หลีกเลี่ยงการปะทะกับกองทัพขงเบ้งโดยตั้งมั่นอยู่ในเมือง ซึ่งต้องชมเชย พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงเป็นอย่างมากที่ใช้วิธีการอดกลั้น อดทน หลีกเลี่ยงการปะทะ ยอมผ่อนสั้นผ่อนยาวมาโดยตลอด

ครั้นเหตุการณ์รุนแรงขึ้น ฝ่ายรัฐบาลก็จัดการเปลี่ยนเกมจากการตั้งรับ โดยการ "ยืนต้านลมสลาตัน" ประกาศยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชนตามวิถีทางประชาธิปไตยตามระบบรัฐสภา ซึ่งเป็นการเปลี่ยนจากเกมรับ เป็นเกมรุกในเชิงการเมือง แทนการลาออกจากนายกรัฐมนตรีแล้วซาวเสียงตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ จากสภาซึ่งก็เป็นทางเลือกอีกทางหนึ่ง และเกมที่รัฐบาลยุบสภาเป็นเกมเชิญชวนให้มาเล่นตามกติการัฐธรรมนูญ ทางวิชาการเรียกว่า "cooperative game"

ทางฝ่ายผู้ชุมนุมไม่มีทางเลือก หากยอมรับเกมนี้อันเป็นเกมตามกติกาในรัฐธรรมนูญตนก็หมดบทบาทไปทันที เพราะเกมที่ตนใช้เป็นเกมนอกระบบรัฐสภา และฝ่ายผู้ชุมนุมไม่มีฐานะอะไรในระบบ นอกจากแรงสนับสนุนจากผู้ชุมนุม กับผู้ที่เห็นด้วยแต่อยู่ที่บ้านและสื่อมวลชน ตนจึงต้องเดินหน้าตามเกม "ผู้ชนะได้ทั้งหมด" หรือ "ผู้แพ้เสียทั้งหมด" ต่อไป โดยการประกาศชุมนุมใหญ่กดดันต่อไป โดยให้ไปชุมนุมที่หน้าศูนย์การค้าสยามพารากอนซึ่งใกล้กับเขตพระราชฐาน วังสระปทุม และบางส่วนประกาศจะเดินทางเป็นขบวนไปถวายพระพรที่หัวหิน

ทางฝ่ายรัฐบาลก็เดินเกมหลบเลี่ยงการประจันหน้า การปะทะต่อไป เพราะทราบดีว่าถ้ามีการประจันหน้าหรือการปะทะ รัฐบาลจะตกเป็นเบี้ยล่างทันที อาจจะถึงกับพ่ายแพ้ไปเลย แม้การจัดปราศรัยใหญ่ของพรรคที่สวนลุมพินีก็ประกาศยกเลิกไป ทำเนียบรัฐบาลถูกล้อมไว้ก็ไปประชุมคณะรัฐมนตรีที่อื่น หลบเลี่ยงการเกิดเรื่องทุกวิถีทาง เพราะสังคมไทยถ้ามีการปะทะกัน ผู้คนล้มตาย ถือว่ารัฐบาลละเมิด "สัญญาประชาคม" หรือ "Social Contract" รัฐบาลหมดความชอบธรรม และถูกขับไล่ไปได้ดังเช่นในอดีต ถ้าเป็นเรื่องอื่นยังไม่เคยมีกรณีตัวอย่าง นอกจากการถูกปฏิวัติรัฐประหาร

สำหรับพรรคร่วมฝ่ายค้าน เมื่อรัฐบาลเปลี่ยนเกมการเมืองจากการ "ยืนโต้ลม" รับสถานการณ์เป็นการรุกโดยการคืนอำนาจให้ประชาชนตัดสิน ก็ตกใจไม่คิดว่ารัฐบาลจะกล้าเสียได้ขนาดนี้ เพราะการยุบสภารัฐบาลก็เสีย เพราะคณะรัฐมนตรีก็พ้นจากตำแหน่งไปด้วย แต่เสียน้อยกว่าการไม่ยอมยุบสภา เพราะถ้าไม่ยุบสภารัฐบาลอาจจะต้องลาออกไปเลย

ทางที่ถูก ฝ่ายค้านควรประเมินสถานการณ์ใหม่ ต้องคิดถึงต้นทุนของตนใหม่ คิดถึงผลดีผลเสียใหม่ เพราะตนมีต้นทุน ไม่เหมือนผู้นำฝ่ายชุมนุม เพราะตนมีทางเลือก กล่าวคือ ทางเลือกที่หนึ่ง เปลี่ยนเกมการเมืองจากเกม "ผู้ชนะได้ทั้งหมด ผู้แพ้เสียทั้งหมด" มาเป็นเกม "ตัวได้มากขึ้น" โดยเข้ามาอยู่ในกติกาตามรัฐธรรมนูญหรืออยู่ในเกมร่วมมือกัน หรือ "cooperative game" แต่ตนอาจจะต้องสละพันธมิตรที่ร่วมมือกันโค่นหัวหน้ารัฐบาลและพรรครัฐบาล หรืออาจจะเข้ามาต่อสู้ในระบบโดย "แยกกันเดินรวมกันตี" ทางเลือกที่สอง เลือกเดินนอกระบบ เดินหน้าตามเกมเดิมร่วมกับฝ่ายชุมนุมคัดค้าน กดดันคณะรัฐมนตรีลาออกจากการรักษาการ และขอรัฐบาลพระราชทาน ซึ่งไม่ใช่ทางเดินตามระบอบรัฐธรรมนูญต่อไป

ในที่สุดพรรคร่วมฝ่ายค้านก็เลือกเกมตามทางเลือกที่สอง คือ ประกาศคว่ำบาตรการเลือกตั้ง ไม่เดินตามเกมตามกติกาที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยหวังว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นไม่ได้ หรือเกิดขึ้นได้ก็ไม่ชอบธรรม เป็นโมฆะ การเมืองต้องถึงทางตัน รัฐบาลและพรรครัฐบาลจะต้องล่มสลายไปอย่างถาวร รัฐบาลพระราชทานจะต้องเกิดขึ้น แล้วหลังจากนั้นตนก็จะลงเลือกตั้งที่มีคู่แข่งขันที่อ่อนแอ ไม่เหมือนกับพรรครัฐบาลในขณะนี้

การเลือกเกมหลังจากการประกาศยุบสภาเที่ยวนี้ของพรรคฝ่ายค้านน่าจะเป็นการเลือกที่สุ่มเสี่ยง และไม่มีเหตุผลถ้าเอาทฤษฎีเกมมาจับ เพราะตนมีต้นทุนไม่เหมือนกับฝ่ายผู้ชุมนุม เพราะเขาเล่นเกมในระบบตามกติกาไม่ได้ เพราะเขาไม่มีฐานะทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญ อีกทั้งเขาไม่มีต้นทุนทางการเมือง ส่วนตนมีฐานะตามรัฐธรรมนูญ และมีต้นทุนทางการเมืองและสังคม เกมร่วมกัน "ปิดประตูตีแมว" ถ้าสำเร็จก็เป็นชัยชนะของฝ่ายพันธมิตรผู้นำในการชุมนุม ไม่ใช่ชัยชนะของตนอยู่ดี

ฝ่ายรัฐบาลก็คาดไม่ถึงว่า พรรคร่วมฝ่ายค้านจะแก้เกมโดยการคว่ำบาตรการเลือกตั้ง เมื่อถูกกดดันมากเข้านายกรัฐมนตรี ก็เล่นเกมถอย ขอลาออกจากการทำงานแต่ยังรักษาการอยู่ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ประกาศเว้นวรรคไม่เป็นนายกรัฐมนตรี แม้ว่าพรรครัฐบาลจะได้คะแนนเสียงเกินกว่าครึ่งหนึ่งของผู้มาลงคะแนนเสียงทั้งหมด ตามที่ได้ประกาศไว้

บรรยากาศการเมืองที่เคยร้อนระอุก็เย็นลงทันที บรรยากาศการฉลองสงกรานต์ก็เข้ามาแทนที่ ผู้คนเริ่มเบื่อการชุมนุมประท้วงที่ยืดเยื้อมานาน ในที่ สุดเมื่อประเมินสถานการณ์แล้ว ฝ่ายผู้ชุมนุมก็ตัดสินใจชุมนุมชิงประกาศชัย ชนะ อันเป็นสัญญาณของการล่าถอย ซึ่งเป็นทางลงตามบันไดในแง่ของเกม เพราะฝ่ายชุมนุมก็ได้สิ่งที่ตนต้องการ แม้ไม่ได้หมด ฝ่ายรัฐบาลก็เสียแต่ไม่เสียทั้งหมด

เหลือแต่พรรคร่วมฝ่ายค้าน เมื่อฝ่ายผู้ชุมนุมกดดันหาทางลงไปได้แล้ว พรรคร่วมฝ่ายค้านยังหาทางลงไม่ได้ มีทางเดียวก็คือหาทางล้มการเลือกตั้ง คู่ต่อสู้ของพรรคร่วมฝ่ายค้านจึงไม่ใช่สู้กับรัฐบาล แต่กลายเป็นการต่อสู้กับ กกต. เพื่อไม่ให้สภาผู้แทนราษฎรมีครบ 500 คน เพื่อให้เปิดสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้ ต่อไปอาจจะต้องต่อสู้กับศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อเรียกร้องให้ตัดสินว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะ และเรียกร้องให้มีการชุมนุมใหม่เพื่อไม่ให้มีการยอมรับสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ ซึ่งไม่ใช่ของที่ง่าย เพราะเวลาล่วงเลยมานาน อีกทั้งสื่อมวลชนเองก็เพลาการเสนอข่าวที่ปลุกเร้าอารมณ์ผู้คนลงไปมากแล้ว อารมณ์ของผู้คนที่โกรธเกลียดก็เลยจุดสูงสุดไปแล้ว เว้นแต่นายกรัฐมนตรีออกมาปลุกอารมณ์ขึ้นมาอีก

เกมยังไม่จบและเท่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้รัฐบาลเป็นฝ่ายเสีย ต้องถอยไปจนติดเชือก ฝ่ายชุมนุมได้แต่ไม่ได้ทั้งหมด พรรคร่วมฝ่ายค้านความจริงก็ควรจะถือว่าได้เพราะรัฐบาลจำใจต้องยุบสภา แต่ไม่ได้ตักตวงโอกาสให้ได้เพิ่มที่นั่งในสภา ซึ่งน่าจะได้ที่นั่งเพิ่มขึ้นจำนวนมาก กลายเป็นฝ่ายที่ไม่ได้อะไรและอาจจะเป็นฝ่ายเสียด้วยซ้ำไป

ฝ่ายที่มีแต่เสียและไม่ได้อะไรเลยคือประเทศชาติ

หน้า 2