หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ทักษิณซัด คนมีบารมี ทำบ้านเมืองวุ่น

กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2549

"ทักษิณ" ลั่นกลางที่ประชุมหัวหน้าส่วนราชการ ระบุบุคคลที่มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ เข้ามาทำให้บ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย ยันปกป้องประชาธิปไตยด้วยชีวิต และต้องมีการเลือกตั้ง ไม่สนใจจะได้เป็นนายกฯ หรือไม่ อ้างที่ผ่านมา ปัญหาการเมืองฉุดความมั่นใจลงทุนต่างชาติตกต่ำ

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมหัวหน้าส่วนราชการ เพื่อชี้แจงแนวทางการปฏิบัติงาน ในช่วงรัฐบาลรักษาการ โดยมีรัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวง อธิบดี และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม วานนี้ (29 มิ.ย.) ว่า เหตุการณ์บ้านเมืองขณะนี้ทำให้เกิดความเสียหาย จึงต้องการเน้นย้ำถึงสิ่งที่ควรหรือไม่ควรกระทำในช่วงนี้ ขอยกพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา ว่าทุกคนต้องรู้หน้าที่ของตัวเอง คิดดี ทำดี พูดดี และตัดสินใจดี อยู่ในระเบียบแบบแผน จริยธรรม คุณธรรม เพราะหากคนไทยทุกคน โดยเฉพาะหัวหน้าส่วนราชการ รวมทั้งทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกระทำเช่นนี้ คงไม่มีเรื่องยุ่งๆ เหมือนทุกวันนี้

"เรื่องยุ่งๆ ที่เกิดขึ้น เพราะหลายคนไม่รู้หน้าที่ของตนเอง ไม่ทำหน้าที่ของตัวเอง หลายคนไปยุ่งกับหน้าที่ของคนอื่น หลายคนไม่มีอำนาจหน้าที่ แต่ชอบไปสั่งการเรื่องของคนอื่น ก็เป็นสิ่งที่ทำให้วุ่นวายไปหมด" รักษาการนายกฯ กล่าว

ทั้งนี้ ขอให้ยึดรัฐธรรมนูญมาตรา 70 ที่กำหนดให้ข้าราชการดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย และอำนวยความสะดวก แก่ประชาชน แต่วันนี้ หลายคนไม่ทำหน้าที่ของตัวเองรวมทั้งรัฐธรรมนูญมาตรา 215 กรณีรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง จากการยุบสภา หรือหมดวาระ ก็ยังต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ไปจนกว่า คณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะเข้ารับหน้าที่ ซึ่งรัฐธรรมนูญใช้คำว่าต้อง ดังนั้น ถึงไล่ ก็ไปไม่ได้ ต้องอยู่ เพราะนี่คือระบบประชาธิปไตย

"ผมไม่อยากให้ท่านต้องวิตกกับความสับสนวุ่นวายทางการเมืองวันนี้ ไม่ใช่หน้าที่ของราชการ ที่จะไปห่วงความวุ่นวายทางการเมือง หน้าที่หลักคือทำหน้าที่ตามมาตรา 70 และรับพระราชดำรัส ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ใส่เกล้าฯ ทุกอย่างจะเรียบร้อย คนที่ไม่รู้จักหน้าที่ต้องจัดการให้รู้จักหน้าที่ ทุกอย่างจะจบ วันนี้ที่ยุ่งๆ กัน เพราะเราไปสนใจและให้ความสำคัญข่าวลือ ไม่เคารพกติกาเท่าที่ควร จึงอยากขอว่า ให้ทุกคนตระหนัก และช่วยกันทำงานต่อไป" พ.ต.ท.ทักษิณกล่าว

ระบุคนมีบารมีนอกรธน.สร้างความวุ่นวายบ้านเมือง

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวอีกว่า ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นวันนี้ เพราะเกิดขึ้นจากหลายอย่าง เมื่อใดที่องค์กรปกติ ถูกองค์กรนอกระบบครอบงำ หรือมีอิทธิพลมากกว่าปกติบ้านเมืองจะวุ่นวาย หรือแปลชัดๆ คือ องค์กรนอกรัฐธรรมนูญหรือบุคคลที่มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญเข้ามาวุ่นวายในรัฐธรรมนูญมากเกินไป ไม่ทำหน้าที่ของตัวเอง ไม่เคารพกติกา หลายฝ่ายหลายองค์กร ไม่ทำหน้าที่ของตัวเองตามหน้าที่ บางคนไม่พอใจกติกา จะขอให้แก้กติกานอกระบบประชาธิปไตย นอกระบบรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ผู้เสียผลประโยชน์ใช้กฎหมู่ แต่ไม่มีคนบังคับใช้กฎหมาย ในที่สุด ก็กลายเป็นเรื่องการสร้างความวุ่นวาย

รักษาการนายกฯ กล่าวด้วยว่า มีคนต้องการเป็นนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญ ทั้งๆ ที่มีกระแสพระราชดำรัสไว้แล้วว่า มาตรา 7 ไม่เป็นประชาธิปไตย ก็ทำให้เกิดความวุ่นวาย นอกจากนี้ ดร.วิษณุ เครืองาม อดีตรักษาการรองนายกรัฐมตรี และดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ก็เคยมาพูดกับตนถึงแรงจูงใจลาออก และพูดถึงการมีรัฐบาลชั่วคราวเข้ามาทำหน้าที่แก้ไขรัฐธรรมนูญ ก่อนเลือกตั้ง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่เป็นประชาธิปไตย บางองค์กรก็ทำตามผู้ที่ร้องขอจนทำให้เกิดความเสียหาย

"ปัจจุบันสังคมมีข่าวลือ มีการปล่อยข่าวมาก ตอนแรกมีข่าวลือ 2-3 เรื่อง ผมก็รู้สึกเครียด พอมี 4 5 6 ข่าวลือก็รู้สึกเฉยๆ พอมี 8 9 10 ก็รู้สึกขำว่าจะบ้ากันไปแล้ว ซึ่งฝรั่งก็บอกว่าประเทศไทยเป็นสังคมข่าวลือ วิธีทำร้ายกัน คือปล่อยข่าวลือทุกรูปแบบ นอกจากนั้น วันนี้เกิดผู้รู้ แต่ไม่รู้แยกแยะ ความจริงต่อตัวเลขและการวิจัย ติดอยู่กับความเป็นความรู้สึก จนไม่รู้ความถูกต้องคืออะไร" พ.ต.ท.ทักษิณย้ำ

ยันปัญหาทางการเมืองไม่น่าห่วง

อย่างไรก็ตาม พ.ต.ท.ทักษิณ ยืนยันว่า ไม่ต้องห่วงการเมือง เพราะอย่างไรระบอบการเปลี่ยนถ่ายทางการเมือง จะทำได้ในโลกยุคปัจจุบัน คือต้องผ่านกระบวนการทางประชาธิปไตยเท่านั้น ตนจะไม่ยอมให้การเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่ไม่ผ่านกระบวนการประชาธิปไตยเด็ดขาด ตนจะปกป้องประชาธิปไตยของชาติ เพราะถือว่าโลกยุคใหม่ให้คุณค่ากับคำว่าประชาธิปไตยสูงมาก เมื่อเราเป็นประชาธิปไตยมาขนาดนี้

"ใครก็ตามจะนำพาประเทศถอยหลังเข้าคลอง โดยทิ้งประชาธิปไตยผมไม่ยอมเด็ดขาด ผมจะปกป้องประชาธิปไตยด้วยชีวิต เพราะฉะนั้น ความพยายามใดๆ ที่จะทำให้ประชาธิปไตยของประเทศไทย สูญเสียในขณะที่ตนเป็นนายกรัฐมนตรี ผมไม่ยอมเด็ดขาด ดังนั้น ข้าราชการทุกคนไม่ต้องวิตกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแบบไม่เป็นประชาธิปไตยในช่วงนี้" รักษาการนายกรัฐมนตรีระบุ

ปฏิเสธยึดติดตำแหน่งแค่มุ่งมั่นไทยเป็นปชต.

โดยชี้ว่าการที่พูดเช่นนี้ไม่ใช่เพราะยึดติดกับตำแหน่งนายกฯ แต่เป็นเพราะตนมุ่งมั่นให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ลัทธิอื่น ระบบอื่นเกิดไม่ได้ตราบใดที่ตนยังอยู่ ดังนั้น ระบบการปล่อยข่าวว่า จะมีคนมาเป็นนายกฯ มาตรา 7 นั้นไม่ต้องวิตกหรือเกร็งว่าการทำงานจะไปขัดใจใคร ขอให้ทุกคนทำงานไปตามหน้าที่ ไม่ต้องห่วงว่า ตนจะเป็นนายกฯ หรือไม่ ไม่สำคัญแต่ระบอบประชาธิปไตย ต้องอยู่กับประเทศไทย และต้องมีการเลือกตั้ง

"รัฐธรรมนูญฉบับนี้ใครไม่ชอบ เพราะแพ้การแข่งขัน ถ้าอยากจะแก้ ก็ต้องแก้ด้วยระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่จะแก้ด้วยวิธีอะไรก็ได้ เหมือนฟุตบอลถ้าแพ้แล้ว แก้กติกาอยู่เรื่อยๆ การแข่งฟุตบอลคงไม่ดังถึงขนาดนี้ และคงไม่มีใครเล่นด้วย เพราะฉะนั้น ประเทศต้องมีกติกาที่เป็นสากล เป็นที่ยอมรับและเคารพ แต่ถ้ามันมีปัญหาก็ต้องแก้อย่างเป็นระบบ เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีข้อตำหนิที่จะต้องได้รับการแก้ไขแน่นอน แต่ต้องผ่านกระบวนการทางรัฐสภา"

ระบุเศรษฐกิจส่อสัญญาณน่าห่วง

สำหรับปัญหาเศรษฐกิจนั้น ในช่วง 4 เดือนแรก มีสัญญาณบางอย่างเริ่มน่าเป็นห่วง และหากเศรษฐกิจไหลลง จะต้องใช้แรงดึงมาก โดย 4 เดือนแรกของปีนี้ ขาดดุลการค้า 525 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่โชคดีที่การท่องเที่ยวเกินดุล ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 1,373 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ก็ยังมีสัญญาณที่ชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจเริ่มอ่อนแอ โดยเฉพาะการใช้กำลังการผลิตของภาคเอกชนที่ลดลง และการถดถอยของภาคก่อสร้าง รวมถึงการบริโภคของประชาชนตกต่ำ ดังนั้น จึงขอให้ข้าราชการเร่งรัดเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณ โดยเฉพาะงบในการจัดซื้อจัดจ้าง

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาราคาน้ำมันแพง และอัตราดอกเบี้ยที่สูง และถ้าอัตราดอกเบี้ยปรับขึ้นมาก ก็จะทำให้เกิดปัญหาเหมือนในอดีต ส่วนการลงทุนของเอกชนต่างประเทศก็ลดลงอย่างมาก เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในไทย เป็นสิ่งที่อธิบายไม่ได้ เพราะหลังจากมีการยุบสภาแล้วจนถึงขณะนี้ ยังไม่มีการเลือกตั้ง และไม่แน่ใจว่าจะเกิน 1 ปีหรือไม่ โดยเฉพาะการพิจารณายุบพรรคการเมืองของศาลรัฐธรรมนูญ และเมื่อนักลงทุนไม่มีความเชื่อมั่นเงินต่างประเทศก็ไหลออก โดยเฉพาะในตลาดหุ้น เราจึงต้องสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้น ซึ่งความเชื่อมั่นที่ประเทศพัฒนาเชื่อถือคือประชาธิปไตย จึงต้องเร่งหาข้อยุติให้จบ เพื่อจัดการเลือกตั้งให้เสร็จ แล้วความอึมครึมจะหมดไป

ย้ำเศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวกว่า 4%

อย่างไรก็ตาม อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาส 1 ที่ผ่านมา ขยายตัว 6% แต่คิดว่าทั้งปีน่าจะขยายตัวกว่า 4% แต่บางคนบอกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไม่สำคัญ คนที่บอกเช่นนั้น เป็นการพูดความจริงครึ่งเดียว เพราะจีดีพีต้องสร้างความสมดุลในประเทศ ต้องทำให้การกระจายรายได้ดีขึ้น ต้องอุ้มชูคนที่อ่อนแอในระบบทุนนิยม

ส่วนงบประมาณรายจ่ายในปี 2550 ที่ยังไม่สามารถออกพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายได้นั้น ในส่วนของงบประจำ เงินเดือนค่าจ้าง และงบลงทุนที่ได้มีการตั้งผูกพันโครงการไว้แล้วจะไม่มีปัญหา จะมีเฉพาะในส่วนของงบลงทุนใหม่ประมาณ 2 แสนล้านบาทเท่านั้นที่ยังไม่สามารถใช้ได้ แต่งบในปี 2550 จำนวน 1.1 ล้านล้านบาท จะสามารถใช้ได้ จึงไม่ต้องวิตกมากนัก และรัฐบาลเองก็จะแก้ไขในส่วนของงบลงทุน โดยให้รัฐวิสาหกิจนำการลงทุนไปก่อน อย่างไรก็ตาม หากปล่อยให้ประเทศยังไม่มีความน่าเชื่อถืออยู่ ก็อาจจะกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ และอาจจำเป็นต้องทำงบประมาณขาดดุล หรือปรับลดวงเงินงบประมาณรายจ่ายลง

กระตุ้นขรก.ดำเนินตามนโยบายรัฐต่อเนื่อง

พ.ต.ท.ทักษิณ ยังย้ำ ให้ข้าราชการดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลในเรื่องต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้ง การดำเนินการตามนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค การสร้างบ้านให้คนจน ในโครงการบ้านเอื้ออาทร และบ้านมั่นคง การแจกเอกสารสิทธิที่ดินทำกิน ให้แก่ประชาชน การช่วยเหลือผู้เคราะห์ร้าย จากเหตุการณ์ภัยพิบัติ การผลักดันราคาสินค้าเกษตร การส่งเสริมพลังงานชีวภาพชีวมวล โครงการเอทานอล ไบโอดีเซล การป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง การปราบปรามปัญหายาเสพติด ปัญหาเด็กเยาวชน การปราบปรามผู้มีอิทธิพล ปัญหาการติดตามทวงหนี้จากการพนันฟุตบอล การก่อสร้างโครงการระบบขนส่งมวลชน แก้ไขปัญหาจราจร นอกจากนี้ ก็ยืนยันว่าจะเปิดใช้สนามบินสุวรรณภูมิด้วยว่า จะเปิดใช้ในวันที่ 28 กันยายนนี้อย่างแน่นอน เพราะมีความพร้อมในด้านต่างๆ แล้ว

ส่วนการบริหารราชการในช่วงที่ยังไม่มีคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แต่ปรากฏว่ายังมีปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน เกิดขึ้นอยู่เสมอ ก็ต้องใช้มาตรการทางการบริหารเข้ามาดำเนินการ โดยให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ และเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการ ส่วนการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงนั้น จะต้องส่งให้คณะรัฐมนตรีภายในเดือนกรกฎาคม เพื่อให้ ครม.พิจารณาแต่งตั้งให้เสร็จภายในสัปดาห์แรกของเดือนสิงหาคม