|
||||||||||||||
|
นักธุรกิจพุ่งเป้า
การเมือง
ตัวแปรฉุดเศรษฐกิจ
มติชนรายวัน วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10338 *หมายเหตุ* : เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้แถลงผลสำรวจนักธุรกิจในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 400 ราย ระหว่างวันที่ 27-28 มิถุนายน 2549 เกี่ยวกับผลกระทบที่ได้รับจากอัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน ราคาน้ำมัน และสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมือง จากการสำรวจในประเด็นผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยต่อธุรกิจ พบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ 78.2% ระบุได้รับผลกระทบ โดย 48.6% ระบุว่าได้รับผลกระทบในระดับปานกลาง อีก 36.2% ได้รับผลกระทบมาก และ 13.2% ได้รับผลกระทบน้อย โดยอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นกระทบต่อต้นทุนการเงินเป็นอันดับแรก รองลงมาคือราคาสินค้า สำหรับผลกระทบจากราคาน้ำมัน พบว่า ผู้ประกอบการ 90.8% ระบุยังได้รับกระทบจากราคาน้ำมันแพง โดยได้รับผลกระทบในระดับมาก 58.2% ระดับปานกลาง 31.6% ระดับน้อย 10.1% อย่างไรก็ตาม มี 9.2% ที่ระบุว่าไม่ได้รับผลกระทบ เพราะได้มีการปรับตัวมาก่อนหน้านี้แล้ว โดยผู้ประกอบการส่วนใหญ่ 41.9% เห็นว่าราคาน้ำมันจะยังทรงตัวสูง ในเวลามากกว่า 1 ปี ซึ่งส่งผลกระทบมากที่สุดอันดับแรก ด้านต้นทุนการผลิต การขนส่งที่เพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานมากขึ้น และกำไรสุทธิลดลง โดยธุรกิจ 46.5% มีการปรับตัวแล้ว แต่อีก 53.5% ยังไม่มีการปรับตัว ซึ่งการปรับตัวมีทั้งการเพิ่มราคาสินค้า ลดต้นทุน เพิ่มความรอบคอบในการสั่งซื้อสินค้า ใช้พลังงานอื่นทดแทน และลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิง และระบุว่ายังสามารถรับภาระจากน้ำมันแพงได้อีก 7 เดือน ทางด้านอัตราแลกเปลี่ยน พบว่า ผู้ประกอบการ 72.9% ได้รับผลกระทบ ในจำนวนนี้ได้รับผลกระทบมากประมาณ 45.2% อีก 40.3% ได้รับผลกระทบปานกลาง และ 14.5% ได้รับผลกระทบน้อย โดยกระทบต่อต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเป็นอันดับแรก และคาดการณ์ว่าค่าเงินบาทจะแข็งค่าต่อเนื่องไปอีก 6 เดือน โดยค่าเงินบาทที่จะแบกรับภาระได้อยู่ที่ 38.45 บาท/เหรียญสหรัฐ ด้านสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมือง พบว่า ส่วนใหญ่ 90.6% ได้รับผลกระทบ โดยได้รับผลกระทบมาก 37.5% อีก 39.3% กระทบปานกลาง และกระทบน้อยเพียง 13.8% ส่งผลให้ชะลอการลงทุน การขยายตลาด และการขอสินเชื่อเพื่อการลงทุน นอกจากนี้ นักธุรกิจส่วนใหญ่ 69.5% เห็นว่าจะไม่มีการยุบพรรคการเมืองใดอีก ขณะที่ 19.5% เห็นว่าจะมีการยุบทั้ง 2 พรรค อีก 9.8% เห็นว่ายุบไทยรักไทย (ทรท.) ที่เหลือ 1.2% เห็นว่ายุบพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โดยธุรกิจ 55.6% เห็นว่าการยุบ ทรท.พรรคเดียว จะทำให้เศรษฐกิจแย่ลง อีก 38.3% เห็นว่ากระทบต่อเศรษฐกิจในระดับปานกลาง อีก 6.1% เห็นว่าดีขึ้น และหากยุบพรรค ปชป.พรรคเดียว พบว่า 59.8% เห็นว่ากระทบต่อเศรษฐกิจในระดับปานกลาง อีก 10.9% เห็นว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น ที่เห็นว่าแย่ลงมี 29.3% และหากยุบทั้ง 2 พรรค เห็นว่าเศรษฐกิจแย่ลง 65% ปานกลาง 26.3% และดีขึ้น 8.7% ส่วนผลกระทบจากการยุบพรรคต่อธุรกิจนั้น หากยุบ 2 พรรค 53.2% เห็นว่าแย่ลง กระทบปานกลางมี 40.5% ดีขึ้น 6.3% แต่หากยุบพรรค ทรท. เห็นว่าแย่ลง 46.3% ปานกลาง 48.8% ดีขึ้น 4.9% และยุบพรรค ปชป. เห็นว่าแย่ลง 23.8% ปานกลาง 66.3% ดีขึ้น 9.9% นอกจากนี้ นักธุรกิจ 68.5% เห็นว่าปัจจัยลบทั้ง 4 ด้าน มีผลกระทบต่อธุรกิจ โดยปัจจัยที่ส่งผลกระทบมากที่สุดคือ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น รองลงมาคือ สถานการณ์ทางการเมืองไม่แน่นอน อัตราดอกเบี้ย และอัตราแลกเปลี่ยน โดยกลุ่มสำรวจส่วนใหญ่เชื่อว่าปีนี้เศรษฐกิจจะขยายตัว 3.51-4.0% รองลงมา คาดว่าจะขยายตัว 4.01-4.50% หน้า 20 การทบทวนการคาดการณ์ทางเศรษฐกิจไทยใหม่ นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์การพยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มติชนรายวัน วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10338 "หลังจากที่อัยการสูงสุดจะเสนอตุลาการศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคไทยรักไทย พรรคประชาธิปัตย์ และอีก 3 พรรคเล็ก และคาดว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาในเดือนกรกฎาคมนี้นั้น ส่งกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ศูนย์ได้มีการทบทวนการคาดการณ์ทางเศรษฐกิจไทยใหม่ โดยคาดว่าจะขยายตัว 3.8-4.3% ลดลงจากการเดิมที่คาดว่า จะขยายตัว 4.0-4.5% ซึ่งถือว่าต่ำสุดในรอบ 5 ปีนับจากปี 2544 ประมาณการใหม่ มีสมมติฐานว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอยู่ระดับ 65-70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ 26-30 บาท/ลิตร อัตราดอกเบี้ยปรับขึ้นอีก 0.25-0.5% ขณะที่การชะลอตัวของการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาล ทำให้เงินหายไปจากระบบ 2-3 แสนล้านบาท ค่าเงินบาทอยู่ระดับ 38.5 บาท/เหรียญสหรัฐ และคาดการภายใต้สถานการณ์การเมือง 2 กรณี คือ กรณีแรก การเมืองมีความชัดเจนและเกิดการเลือกตั้งทั่วไปภายในปี 2549 เศรษฐกิจจะขยายตัว 4.0% และเศรษฐกิจในครึ่งปีหลัง ยังชะลอตัวลง โดยเฉพาะไตรมาส 3/49 ยังมีผลกระทบจากราคาน้ำมัน อัตราดอกเบี้ย การชะลอการลงทุนของต่างชาติและในประเทศ แต่จะฟื้นตัวในไตรมาส 4 ปี 2549 หรือไตรมาส 1 ปี 2550 แต่หากเป็นอีกกรณี การเมืองยังไม่มีความชัดเจนและยังไม่สามารถจัดการเลือกตั้งทั่วไปได้ และรัฐบาลชุดใหม่เกิดขึ้นในครึ่งปีหลังปี 2550 จะทำให้ปีนี้เศรษฐกิจไทยขยายตัว 3.8% และภาวะเศรษฐกิจจะซบเซาต่อเนื่องไปถึงไตรมาส 1 หรือ 2 ของปี 2550 โดยไตรมาส 2-4 ของปีนี้ เศรษฐกิจจะขยายตัว 4.0-4.4%, 2.8-3.3% และ 2.3-2.8% ตามลำดับ อัตราเงินเฟ้อจะปรับเปลี่ยนเป็น 4.6-5.1% สำหรับข้อเสนอแนะต่อนโยบายรัฐบาล 1.รัฐบาลต้องรักษาการขยายตัวของการส่งออกไม่ให้ต่ำกว่า 13% โดยรักษาระดับค่าเงินบาทอยู่ระดับ 38.5-40.00 บาท/เหรียญสหรัฐ และผลักดันตัวเลขการท่องเที่ยวให้ได้ตามเป้าหมาย 2.รัฐบาลต้องเร่งการเบิกจ่ายงบประมาณเติมจำนวนในไตรมาส 3 ปี 2549 และเร่งรัดงบประมาณใหม่ที่จะเบิกจ่ายในไตรมาส 4 พร้อมกับให้ธนาคารของรัฐปล่อยสินเชื่อ หลังจากที่ธนาคารพาณิชย์มีแผนจะชะลอการปล่อยกู้ เพื่อให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ และรองรับภาวะการชะลอตัวของการลงทุนในภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศ เนื่องจากต้องการเฝ้าดูสถานการณ์ และรอดูว่าพรรคการเมืองใดจะเข้ามาจัดตั้งรัฐบาล แต่ยังไม่กระทบต่ออัตราค่าจ้าง และการปรับลดแรงงาน ซึ่งอัตราการว่างงานในปีนี้น่าจะใกล้เคียงปีที่ผ่านมา คือ 1.8% ของจำนวนแรงงานทั้งหมด ส่วนการปรับขึ้นอัตราแรงงานขั้นต่ำเป็น 194 บาท/วัน จะส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อมากกว่า 3.ฉะนั้นรัฐบาลควรมีความชัดเจนในการเลือกตั้งทั่วไป และควรจัดให้มีการเลือกตั้งภายในสิ้นปีนี้ และนโยบายงบประมาณในปี 2550 ควรเปิดกรอบการขาดดุลงบประมาณ แต่ในทางปฏิบัติจริงต้องรักษางบประมาณแบบสมดุล และไม่ควรใช้งบประมาณขาดดุลเกิน 1-2% ของผลผลิตมวงรวมในประเทศ (จีดีพี) หรือคิดเป็นเป็นมูลค่า 80,000-150,000 ล้านบาท "การเมืองที่ไม่ชัดเจน เป็นปัจจัยสำคัญสูงมากที่จะทำให้เกิดการชะลอตัวทั้งการบริโภค และการลงทุน หากยังปล่อยให้การเมืองเปราะบาง และส่งผลกระทบที่รุนแรงขึ้นจากที่เป็นอยู่ โอกาสขยายตัวของเศรษฐกิจต่ำระดับ 3.5% เป็นไปได้สูง และอาจต่ำกว่า 3% ได้ในปีหน้า ที่สำคัญรัฐบาลต้องจับตาการขยายตัวในภาคอสังหาริมทรัพย์ และภาคการเงินที่ต่ำกว่าเศรษฐกิจแล้ว ซึ่งจะเป็นอันตรายอย่างมากในปี 2550" หน้า 20
|