หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
แนวคิดซ้ายในละตินอเมริกา และพลังงาน

บทความพิเศษ วงกต วงศ์อภัย คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ wongkot_w@yahoo.com มติชนรายสัปดาห์  วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1350

 

"การจะปลดปล่อยชาติๆ หนึ่งให้พ้นจากความเป็นทาส นั้นยากกว่า การที่จะไปยึดเอาชาติๆ หนึ่งให้มาเป็นทาส"

Simon Bolivar; 1783-1830

 

จากแนวคิดการปลดปล่อยละตินอเมริกาจากการเป็นอาณานิคมของสเปนที่นำโดย ซีโมน โบลิวาร์ "ผู้นำแห่งแนวคิด The Gran Columbia" (ปัจจุบันคือประเทศเอกวาดอร์ โคลัมเบีย เวเนซุเอลา และปานามา) ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 ผ่านยุคที่หลายประเทศในละตินอเมริกาที่เคยรุ่งโรจน์และร่ำรวยในยุคก่อนสงครามโลก มาสู่การเป็นหนูทดลองระบบการปกครองหลายอย่างของสหรัฐอเมริกาในยุคปัจจุบัน

นับตั้งแต่ยุคเผด็จการทหาร (เพื่อต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์) ในชิลี บราซิล หรืออาร์เจนตินา สู่การผลักดันแนวคิดเสรีนิยมใหม่ (หลังจากที่แนวคิดคอมมิวนิสต์ตกสมัยไปแล้ว) ในประเทศเดิมๆ เพื่อเป็นขุมรายได้และการครอบครองกิจการสำคัญๆ ในประเทศละตินอเมริกาของนายทุนสหรัฐในเวลาต่อมา ความเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่างได้เกิดขึ้นกับละตินอเมริกา โดยผ่านการชี้นำของชนชั้นปกครอง ในแบบที่ประชาชนในประเทศเหล่านั้นแทบไม่มีส่วนร่วมในการกำหนดรูปแบบการปกครองของประเทศพวกเขาเลยแม้แต่น้อย

จนกระทั่ง มาสู่เหตุการณ์ที่คารากาโซ (El Caracazo) หรือการลุกฮือก่อจลาจลครั้งใหญ่ของเหล่าคนยากจนที่อาศัยอยู่รอบกรุงคารากัส ที่ในที่สุดได้ขยายตัวไปสู่ทุกเมืองใหญ่ เพื่อต่อต้านการขึ้นราคาสาธารณูปโภคแบบพุ่งพรวดของรัฐบาลที่นิยมแนวคิดเสรีนิยมใหม่ (ภายใต้การครอบงำของสหรัฐ) ของประธานาธิบดี คาร์ลอส อันโดรส เปเรซ แห่งเวเนซุเอลา อันนำไปสู่การสังหารหมู่ประชาชนที่ไร้อาวุธที่ว่ากันว่าสูงถึงราว 3,000 คน ในช่วงปลายกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม 1989 (เกี่ยวกับเวเนซุเอลา หาอ่านโดยละเอียดได้จาก ภัควดี วีระภาสพงษ์ ใน "ฟ้าเดียวกัน" ปีที่ 3 ฉบับที่ 3 ก.ค.-ก.ย.2548)

หลังจากนั้น สภาวะทางเมืองและเศรษฐกิจ ในละตินอเมริกาที่เคยอยู่ภายใต้การควบคุมและชี้นำทางแนวคิดหลักโดยรัฐบาลวอชิงตัน ก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป และได้ส่งผลกระทบไปสู่แวดวงพลังงานของโลก

อย่างที่หลายฝ่ายคาดไม่ถึง

 

เวเนซุเอลา: 10 ปีหลังจากคารากาโซ

เหตุการณ์คารากาโซ ที่จุดชนวนจากความไม่พอใจของชนกลุ่มเล็กๆ ที่ขยายตัวไปจนกลายเป็นรอยแผลลึกในจิตใจประชาชนที่ยากจนของเวเนซุเอลา ได้ส่งผลให้ประชาชนเรียกร้องเพิ่มสิทธิ์และเสียงของตนเองต่อรัฐบาลมากขึ้นเรื่อยๆ คู่ขนานไปกับนโยบายของรัฐบาลเสรีนิยมทั่วละตินอเมริกา ที่ได้เปิดให้บรรษัทข้ามชาติพาเหรดเข้าครอบงำกิจการรัฐวิสาหกิจ ธนาคาร พลังงาน การขนส่ง และโทรคมนาคม เกือบทั้งทวีปหลายพันแห่ง ในทศวรรษที่ 90

เวเนเซุเอลา ที่มีแหล่งรายได้หลักจากน้ำมันดิบที่ส่งออกน้ำมันเป็นอันดับ 5 ของโลก (ส่วนใหญ่ไปที่สหรัฐ) และมีกำลังการผลิตได้กว่า 3 ล้านบาร์เรลต่อวัน มีปริมาณน้ำมันดิบสำรองเป็นรองเพียงแค่ ซาอุดีอาระเบีย อิหร่าน อิรัก และคูเวต ก็ถูกผลกระทบของนโยบายเสรีนิยมใหม่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน

การพึ่งพารายได้จากอุตสาหกรรมน้ำมันเป็นหลัก ซึ่งทำให้ค่าเงินของเวเนซูเอลาในอดีตแข็งมาก จนไม่สามารถส่งออกสินค้าอื่นๆ ได้ สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้รายได้ส่วนใหญ่ของประเทศกระจุกตัวอยู่ในคนระดับบนของประเทศเพียงไม่กี่กลุ่ม และการกระจายรายได้อยู่ในขั้นเลวร้ายมาก และทำให้ระบบอุตสาหกรรมและภาคเกษตรกรรมอ่อนแอ จนต้องถึงกับมีการนำเข้าอาหารจากต่างประเทศ

นายทหารหนุ่มลูกครูประถมยากจน ผู้นิยมแนวคิดปลดแอกของ ซิโมน โบลิวาร์ อย่าง อูโก ชาเวซ จึงเข้ามาเติมเต็มในช่องว่างมหาศาลระหว่างทุนเก่าและคนยากจนซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ จนได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีครั้งแรกในปี 1998

ชาเวซ ในช่วงแรกนั้น ถูกมองอย่างไม่ไว้ใจนักจากนักนิยมแนวคิดสังคมนิยมทั่วโลก เนื่องจากต่างคิดว่า เขาอาจเป็นเพียงตัวแทนทหารชาตินิยมรุ่นใหม่ที่มาขับไล่จักรวรรดินิยมและลัทธิเสรีนิยมใหม่ ที่อาจจะเอื้อประโยชน์ต่อนายทุนในประเทศเอง

เมื่อเวลาผ่านไป ท่ามกลางการต่อรอง สู้รบทางความคิด และการหยุดงานครั้งใหญ่หลายๆ ครั้ง ชาเวซได้พิสูจน์ตัวเขาเองถึงแนวคิดการปฏิวัติของเขา อย่างน้อยก็ในแง่การผลักดันการเข้ามามีส่วนร่วมของประชาชนในทุกภาคส่วนของประเทศ

ไม่ว่าจะเป็นภาคแรงงาน ที่เดิมเคยถูกครอบงำโดยชนชั้นนายทุน วิชาชีพแพทย์ที่เคยถูกสงวน (แบบไม่เป็นทางการ) ไว้ให้แก่คนผิวขาว การสะสมทุนโดยเฉพาะที่ดิน และแม้กระทั่งการต่อสู้กับการผละงานของพวกนักอุตสาหกรรมน้ำมัน เทคโนแครต และวิศวกรใหญ่ของบริษัทน้ำมันแห่งชาติ (PDVSA) ในเดือนธันวาคม 2002

การต่อสู้ของเขาต่อกลุ่มทุนเก่าที่ควบคุมกิจการที่ใหญ่ที่สุดในละตินอเมริกาอย่าง PDVSA ได้กลายมาเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่น่าสนใจยิ่ง เดิมที เวเนเซุเอลาได้โอนกิจการน้ำมันให้เป็นรัฐวิสาหกิจในปี 1976 ซึ่งหลังจากนั้น กิจการนี้ ก็กลายเป็นแหล่งแสวงหาความร่ำรวยของนักการเมืองที่มีผลประโยชน์ภายในองค์กรสูงมากแบบที่ใครก็ไม่กล้าไปแตะมาโดยตลอด

ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าลักษณะของกิจการน้ำมันดิบ คือการลงทุนสูงมากในช่วงต้น (ช่วงสำรวจ) แต่หากพบแหล่งน้ำมันดิบแล้ว ต้นทุนการผลิตหลังจากนั้น แทบจะมีน้อยมาก และสามารถตักตวงหารายได้อย่างเต็มที่

ชาเวซได้พยายามผลักดันกฎหมายเพื่อปรับโครงสร้างกิจการของ PDVSA ที่จะมีการจำกัดการลงทุนจากต่างชาติไม่เกินครึ่งหนึ่ง และเพิ่มค่าภาคหลวงที่บริษัทน้ำมันต่างชาติต้องจ่ายให้รัฐที่เดิมต่ำมากให้สูงขึ้น กฎหมายที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2003 ได้ถูกแรงต้านจากกลุ่มทุนเก่าที่ได้รับผลประโยชน์อย่างหนัก มีการหยุดงานจากพนักงานระดับบนและวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ ที่เป็นหัวใจและสมองคุมการผลิตของ PDVSA

เมื่อศูนย์ควบคุมระบบคอมพิวเตอร์ของ PDVSA ถูกปิดและเข้ารหัสไว้เพื่อไม่ให้ใครหน้าไหนมาปลดล็อคการผลิต อนาคตของชาเวซก็ถูกแขวนบนเส้นด้าย แต่แทบไม่น่าเชื่อว่า แรงงานระดับล่างของ PDVSA ได้หันมาเข้าร่วมกับชาเวซ และพยายามปลดล็อคคอมพิวเตอร์ทุกอย่าง เพื่อให้ PDVSA สามารถกลับมาผลิตน้ำมันให้ได้

มีการตั้งกลุ่มพิทักษ์โรงงานน้ำมัน ว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำมันให้มาปลดล็อคการผลิตที่พวกทุนเก่าตั้งไว้ เหตุการณ์นี้กินเวลาราว 2 เดือน จนกระทั่งปลายเดือนมกราคม ทุกอย่างก็คลี่คลายลง เมื่อรัฐบาลสามารถผลิตน้ำมันได้ (และพบด้วยว่า มีการควบคุมระบบคอมพิวเตอร์ของ PDVSA ผ่านทางดาวเทียมจากสหรัฐ) ทำให้พวกทุนเก่าต้องพ่ายแพ้ลง

ชัยชนะดังกล่าวถือว่าเป็นจุดเริ่มที่ทำให้ ชาเวซนำเวเนซุเอลาให้ก้าวเข้าไปมีบทบาทหลักในโอเปค และผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

อีกทั้งยังเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการจัดตั้งกลุ่ม Petrosur ซึ่งถือเป็นกลุ่มพันธมิตรน้ำมัน ในละตินอเมริกา ที่จะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในการกำหนดราคาน้ำมันดิบโลก เนื่องจากละตินอเมริกาเป็นทวีปที่มีการส่งน้ำมันดิบปริมาณมหาศาลไปจำหน่ายยังสหรัฐอเมริกา

อีกหนึ่งเรื่องที่ถือว่าชาเวซทำได้สำเร็จคือ การขยายแนวคิดของเขาไปสู่ประเทศอื่นในละตินอเมริกา เพื่อปฏิวัติความคิดหรือปลดแอกการครอบครองจากประเทศมหาอำนาจตะวันตก โดยเฉพาะในด้านอุตสาหกรรมพลังงาน และการค้าและพึ่งพากันภายในทวีปที่ท้าทายแนวคิดการค้าเสรีของตะวันตกอย่างเด่นชัด

จากเพื่อนสนิทยาวนานของชาเวซอย่างคาสโตร ของคิวบา สู่เพื่อนใหม่ๆ อย่างอาร์เจนตินา อุรุกวัย บราซิล ชิลี และโบลิเวียในปัจจุบัน ผู้นำของกลุ่มประเทศเหล่านี้ที่ในอดีตเคยนิยมนโยบายเสรีนิยม กำลังเปลี่ยนฟากมาสู่ผู้นำที่เน้นชาตินิยม และภูมิภาคนิยม ที่ต่อสู้กับทุนนิยมตะวันตกที่เข้ามากอบโกยทรัพยากรของประเทศของพวกเขาอย่างสุดกำลัง และเรียกร้องให้มีการนำผลกำไรจากกิจการพลังงานมาใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในประเทศให้มากขึ้น

แทนที่จะอยู่ในกระเป๋าของพวกทุนเก่าและต่างชาติที่ครองอำนาจอย่างยาวนาน

 

โบลิเวีย : ขุมก๊าซธรรมชาติใหญ่

1พฤษภาคม 2549 กระแสชาตินิยมได้เบ่งบานอีกครั้งที่โบลิเวีย และคราวนี้ได้เกี่ยวพันโดยตรงต่อกิจการพลังงาน

ในประเทศที่มีแหล่งก๊าซธรรมชาติใหญ่ที่สุดอันดับสองของทวีป (รองจากเวเนซุเอลา และมากกว่าประเทศไทยราว 2 เท่า) ผ่านความวุ่นวายระดับประเทศจากเรื่องก๊าซธรรมชาติจนต้องเปลี่ยนผู้นำประเทศถึง 3 คนในรอบไม่ถึง 3 ปีที่ผ่านมา มาถึงประธานาธิบดีคนปัจจุบันที่เป็นคนพื้นเมืองและชนะการเลือกตั้งจากแนวคิดชาตินิยมอย่าง เอโว โมราเลส ที่ได้ตัดสินใจในการใช้กำลังทหารและวิศวกรจำนวนมากจาก YPFB ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจพลังงานของประเทศ เข้าไปควบคุมการดำเนินการที่แหล่งพลังงานที่สำคัญของประเทศ เช่น แหล่งก๊าซ โรงกลั่น หรือสำนักงานของบริษัทด้านพลังงาน รวมกว่า 50 แห่งทั่วประเทศ ในแบบที่ไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า

พร้อมข้อเสนอเชิงบังคับที่ต้องการจะฉีกสัญญาเก่าที่รัฐบาลในอดีตได้เคยตกลงไว้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของโลกหลายแห่ง ที่เข้ามากอบโกยผลประโยชน์มหาศาลจากแหล่งก๊าซธรรมชาติของประเทศ

การตัดสินใจครั้งนี้ได้ส่งผลสะท้านสะเทือนไปถึงบราซิลและอาร์เจนตินา สองประเทศที่ต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากโบลิเวียด้วยเช่นกันที่เกรงว่าราคาก๊าซธรรมชาตินำเข้าจากโบลิเวียจะขยับตัวสูงขึ้น

โมราเลสได้ประกาศชัดเจนถึงแนวคิดที่ต้องการให้มีการเจรจาตกลงผลประโยชน์จากแหล่งพลังงานใหม่ "ให้มีความเป็นธรรมมากขึ้น" โดยที่รัฐบาลโบลิเวียต้องได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าเดิมอย่างชัดเจน (ดูล้อมกรอบแนวคิดรัฐบาลโบลิเวีย ในกิจการก๊าซ) อีกทั้งยังประกาศแนวคิดของเขาในส่วนเหมืองถ่านหิน ป่าไม้ และที่ดินของประเทศ ที่จะเจอการจัดการเช่นเดียวกันนี้อย่างแน่นอนในอนาคต แบบที่เขาเคยให้สัญญาไว้ในการหาเสียงที่ผ่านมา

มีการประมาณกันว่า มูลค่าการลงทุนในกิจการก๊าซธรรมชาติของต่างชาติในโบลิเวีย มีมูลค่าสูงกว่า 2 แสนล้านบาท [บราซิลลงทุนสูงสุดราว 1 แสนล้านบาท เพื่อให้ได้มาซึ่งก๊าซราวสองในสามของที่ส่งออกของโบลิเวียไปใช้ในเซา เปาโล นอกจากนั้นคืออาร์เจนตินา สเปน (เรปซอล) อังกฤษ และฝรั่งเศส (โททาล)]

ปฏิกิริยาของประเทศที่โดนผลกระทบมีออกมาแตกต่างกัน บราซิลซึ่งแม้ทางรัฐบาลยังคงสงวนท่าที แต่ในภาคเอกชนนั้นได้แสดงออกจากชัดเจนถึงความไม่เห็นด้วยกับกรณีนี้ และโจมตีการตัดสินใจของโมราเลสอย่างรุนแรง ในขณะที่รัฐบาลสเปนและอังกฤษ ซึ่งการลงทุนในโบลิเวีย ถือเป็นสัดส่วนที่ไม่มากนัก ยังคงนิ่งเพื่อดูกระแส

แน่นอนว่า โมราเลสมีความเสี่ยงสูงมากในการตัดสินใจครั้งนี้ โดยเฉพาะการที่บริษัทเหล่านั้นอาจย้ายการลงทุนไปสู่ประเทศอื่น เนื่องเพราะโบลิเวียเองนั้นยังไม่มีความพร้อมเต็มที่ในการผลิต ขาดความเชี่ยวชาญในเรื่องพลังงาน และยังต้องพึ่งพาเทคโนโลยีระดับสูงของต่างชาติในการจัดหาก๊าซธรรมชาตินั่นเอง

แต่หากการดำเนินการครั้งนี้ผ่านไปได้ มีการคาดการณ์ว่ารัฐบาลโบลิเวียจะได้ผลประโยชน์จากกิจการพลังงานของประเทศถึงราว 3 หมื่นล้านบาทในปีหน้า ซึ่งจะสูงตัวเลขเมื่อ 3 ปีก่อนถึงราว 6 เท่าตัว

กล่าวกันว่า ชาเวซเองเป็นหนึ่งในผู้ที่สนับสนุนแนวคิดชาตินิยมด้านพลังงานของโบลิเวีย และพยายามเป็นผู้ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยให้กับรัฐบาลบราซิลและอาร์เจนตินา ซึ่งเป็นสองประเทศที่ได้รับผลกระทบสูงสุดจากการตัดสินใจของโมราเลสครั้งนี้ ให้รอมชอมกับทางรัฐบาลโบลิเวียให้ได้

อีกทั้งยังช่วยดูดซับแรงกดดันจากชาติตะวันตกที่เสียผลประโยชน์ในกิจการพลังงานของโบลิเวียอีกด้วย

แน่นอนว่า บทบาทของชาเวซที่มีความโดดเด่นขึ้นเรื่อยๆ คล้ายกับแม่ทัพชาตินิยมของละตินอเมริกาในการต่อสู้กับลัทธิเสรีนิยมใหม่ ที่ย่อมสร้างความไม่พอใจอย่างมากให้แก่รัฐบาลสหรัฐ อีกทั้งการที่เขาได้รับการตอบรับในวงกว้างไม่ว่าจะเป็นจาก แวดวงกลุ่มสังคมนิยม NGO บางกลุ่ม และประชาชนที่มีรายได้ต่ำ

ย่อมมีแต่จะทำให้เกิดผู้นำแนวคิดแบบนี้เพิ่มขึ้นอีกหลายคนในอนาคต

 

 

สรุป

แม้ละตินอเมริกาจะดูห่างไกลจากประเทศไทยมาก ทั้งในด้านความรู้สึก วัฒนธรรม การค้า และระยะทาง หากแต่กระแสนิยมซ้ายที่พัดพาอย่างรุนแรงในละแวกนั้น เมื่อผสมผสานกับการปลุกแนวคิดชาตินิยมที่หวงแหนทรัพยากรธรรมชาติในแผ่นดินตน ให้กระพือขึ้นทุกขณะ ในประเทศกำลังพัฒนาแทบทุกประเทศ ไม่เว้นแม้แต่ในเอเชีย

การเปลี่ยนแปลงแนวทางการเมืองของละตินอเมริกาในปัจจุบัน มีแนวโน้มที่จะเป็นกระแสทางเลือกใหม่ให้แก่ประเทศอื่นที่มีแหล่งทรัพยากร ผ่านผู้นำที่เน้นหาเสียงในแนวทางชาตินิยมที่มักจะได้รับความนิยมจากประชาชนเสมอ แนวทางเช่นนี้ย่อมจะส่งผลกระทบไปทั่วโลก อย่างน้อยในแง่ของการปกป้องพลังงานของตน อันจะนำมาซึ่งราคาพลังงานของโลก

โดยเฉพาะน้ำมันดิบ ที่จะต้องสูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างที่ไทยหลีกเลี่ยงไม่ได้

กฤษฎีกา 28701 ก๊าซธรรมชาติของโบลิเวีย (May day decree)

- รัฐจะเข้าควบคุมแหล่งก๊าซธรรมชาติทุกแหล่งของประเทศ

- บริษัทก๊าซต่างๆ มีตัวเลือกเพียง 2 อย่างคือ ทำข้อตกลงการซื้อขายก๊าซธรรมชาติใหม่กับรัฐภายในเวลา 6 เดือน หรือยอมถูกยกเลิกสัญญาไป

- ทุกบริษัทจะถูกบังคับให้ขายหุ้นเพื่อให้รัฐบาลถือหุ้นอย่างน้อย 51%

- บังคับให้แหล่งก๊าซที่ใหญ่ที่สุด 2 แหล่งของประเทศ ให้ส่งรายได้จากการผลิตก๊าซอย่างน้อย 82% ของทั้งหมดให้ภาครัฐ (จากเดิมที่ 50%) และในส่วนแหล่งก๊าซอื่น รัฐบาลจะมีสัดส่วนอย่างน้อย 60%

- รายละเอียดของสัญญาใหม่ระหว่างรัฐกับบริษัทด้านก๊าซธรรมชาติจะมีการพิจารณาแยกเป็นกรณีๆ ไป

หน้า 29