|
||||||||||||||
|
แนวคิดซ้ายในละตินอเมริกา
และพลังงาน
บทความพิเศษ วงกต วงศ์อภัย คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ wongkot_w@yahoo.com มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1350
"การจะปลดปล่อยชาติๆ หนึ่งให้พ้นจากความเป็นทาส นั้นยากกว่า การที่จะไปยึดเอาชาติๆ หนึ่งให้มาเป็นทาส" Simon Bolivar; 1783-1830
จากแนวคิดการปลดปล่อยละตินอเมริกาจากการเป็นอาณานิคมของสเปนที่นำโดย ซีโมน โบลิวาร์ "ผู้นำแห่งแนวคิด The Gran Columbia" (ปัจจุบันคือประเทศเอกวาดอร์ โคลัมเบีย เวเนซุเอลา และปานามา) ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 ผ่านยุคที่หลายประเทศในละตินอเมริกาที่เคยรุ่งโรจน์และร่ำรวยในยุคก่อนสงครามโลก มาสู่การเป็นหนูทดลองระบบการปกครองหลายอย่างของสหรัฐอเมริกาในยุคปัจจุบัน นับตั้งแต่ยุคเผด็จการทหาร (เพื่อต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์) ในชิลี บราซิล หรืออาร์เจนตินา สู่การผลักดันแนวคิดเสรีนิยมใหม่ (หลังจากที่แนวคิดคอมมิวนิสต์ตกสมัยไปแล้ว) ในประเทศเดิมๆ เพื่อเป็นขุมรายได้และการครอบครองกิจการสำคัญๆ ในประเทศละตินอเมริกาของนายทุนสหรัฐในเวลาต่อมา ความเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่างได้เกิดขึ้นกับละตินอเมริกา โดยผ่านการชี้นำของชนชั้นปกครอง ในแบบที่ประชาชนในประเทศเหล่านั้นแทบไม่มีส่วนร่วมในการกำหนดรูปแบบการปกครองของประเทศพวกเขาเลยแม้แต่น้อย จนกระทั่ง มาสู่เหตุการณ์ที่คารากาโซ (El Caracazo) หรือการลุกฮือก่อจลาจลครั้งใหญ่ของเหล่าคนยากจนที่อาศัยอยู่รอบกรุงคารากัส ที่ในที่สุดได้ขยายตัวไปสู่ทุกเมืองใหญ่ เพื่อต่อต้านการขึ้นราคาสาธารณูปโภคแบบพุ่งพรวดของรัฐบาลที่นิยมแนวคิดเสรีนิยมใหม่ (ภายใต้การครอบงำของสหรัฐ) ของประธานาธิบดี คาร์ลอส อันโดรส เปเรซ แห่งเวเนซุเอลา อันนำไปสู่การสังหารหมู่ประชาชนที่ไร้อาวุธที่ว่ากันว่าสูงถึงราว 3,000 คน ในช่วงปลายกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม 1989 (เกี่ยวกับเวเนซุเอลา หาอ่านโดยละเอียดได้จาก ภัควดี วีระภาสพงษ์ ใน "ฟ้าเดียวกัน" ปีที่ 3 ฉบับที่ 3 ก.ค.-ก.ย.2548) หลังจากนั้น สภาวะทางเมืองและเศรษฐกิจ ในละตินอเมริกาที่เคยอยู่ภายใต้การควบคุมและชี้นำทางแนวคิดหลักโดยรัฐบาลวอชิงตัน ก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป และได้ส่งผลกระทบไปสู่แวดวงพลังงานของโลก อย่างที่หลายฝ่ายคาดไม่ถึง
เวเนซุเอลา: 10 ปีหลังจากคารากาโซ เหตุการณ์คารากาโซ ที่จุดชนวนจากความไม่พอใจของชนกลุ่มเล็กๆ ที่ขยายตัวไปจนกลายเป็นรอยแผลลึกในจิตใจประชาชนที่ยากจนของเวเนซุเอลา ได้ส่งผลให้ประชาชนเรียกร้องเพิ่มสิทธิ์และเสียงของตนเองต่อรัฐบาลมากขึ้นเรื่อยๆ คู่ขนานไปกับนโยบายของรัฐบาลเสรีนิยมทั่วละตินอเมริกา ที่ได้เปิดให้บรรษัทข้ามชาติพาเหรดเข้าครอบงำกิจการรัฐวิสาหกิจ ธนาคาร พลังงาน การขนส่ง และโทรคมนาคม เกือบทั้งทวีปหลายพันแห่ง ในทศวรรษที่ 90 เวเนเซุเอลา ที่มีแหล่งรายได้หลักจากน้ำมันดิบที่ส่งออกน้ำมันเป็นอันดับ 5 ของโลก (ส่วนใหญ่ไปที่สหรัฐ) และมีกำลังการผลิตได้กว่า 3 ล้านบาร์เรลต่อวัน มีปริมาณน้ำมันดิบสำรองเป็นรองเพียงแค่ ซาอุดีอาระเบีย อิหร่าน อิรัก และคูเวต ก็ถูกผลกระทบของนโยบายเสรีนิยมใหม่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน การพึ่งพารายได้จากอุตสาหกรรมน้ำมันเป็นหลัก ซึ่งทำให้ค่าเงินของเวเนซูเอลาในอดีตแข็งมาก จนไม่สามารถส่งออกสินค้าอื่นๆ ได้ สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้รายได้ส่วนใหญ่ของประเทศกระจุกตัวอยู่ในคนระดับบนของประเทศเพียงไม่กี่กลุ่ม และการกระจายรายได้อยู่ในขั้นเลวร้ายมาก และทำให้ระบบอุตสาหกรรมและภาคเกษตรกรรมอ่อนแอ จนต้องถึงกับมีการนำเข้าอาหารจากต่างประเทศ นายทหารหนุ่มลูกครูประถมยากจน ผู้นิยมแนวคิดปลดแอกของ ซิโมน โบลิวาร์ อย่าง อูโก ชาเวซ จึงเข้ามาเติมเต็มในช่องว่างมหาศาลระหว่างทุนเก่าและคนยากจนซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ จนได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีครั้งแรกในปี 1998 ชาเวซ ในช่วงแรกนั้น ถูกมองอย่างไม่ไว้ใจนักจากนักนิยมแนวคิดสังคมนิยมทั่วโลก เนื่องจากต่างคิดว่า เขาอาจเป็นเพียงตัวแทนทหารชาตินิยมรุ่นใหม่ที่มาขับไล่จักรวรรดินิยมและลัทธิเสรีนิยมใหม่ ที่อาจจะเอื้อประโยชน์ต่อนายทุนในประเทศเอง เมื่อเวลาผ่านไป ท่ามกลางการต่อรอง สู้รบทางความคิด และการหยุดงานครั้งใหญ่หลายๆ ครั้ง ชาเวซได้พิสูจน์ตัวเขาเองถึงแนวคิดการปฏิวัติของเขา อย่างน้อยก็ในแง่การผลักดันการเข้ามามีส่วนร่วมของประชาชนในทุกภาคส่วนของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นภาคแรงงาน ที่เดิมเคยถูกครอบงำโดยชนชั้นนายทุน วิชาชีพแพทย์ที่เคยถูกสงวน (แบบไม่เป็นทางการ) ไว้ให้แก่คนผิวขาว การสะสมทุนโดยเฉพาะที่ดิน และแม้กระทั่งการต่อสู้กับการผละงานของพวกนักอุตสาหกรรมน้ำมัน เทคโนแครต และวิศวกรใหญ่ของบริษัทน้ำมันแห่งชาติ (PDVSA) ในเดือนธันวาคม 2002 การต่อสู้ของเขาต่อกลุ่มทุนเก่าที่ควบคุมกิจการที่ใหญ่ที่สุดในละตินอเมริกาอย่าง PDVSA ได้กลายมาเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่น่าสนใจยิ่ง เดิมที เวเนเซุเอลาได้โอนกิจการน้ำมันให้เป็นรัฐวิสาหกิจในปี 1976 ซึ่งหลังจากนั้น กิจการนี้ ก็กลายเป็นแหล่งแสวงหาความร่ำรวยของนักการเมืองที่มีผลประโยชน์ภายในองค์กรสูงมากแบบที่ใครก็ไม่กล้าไปแตะมาโดยตลอด ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าลักษณะของกิจการน้ำมันดิบ คือการลงทุนสูงมากในช่วงต้น (ช่วงสำรวจ) แต่หากพบแหล่งน้ำมันดิบแล้ว ต้นทุนการผลิตหลังจากนั้น แทบจะมีน้อยมาก และสามารถตักตวงหารายได้อย่างเต็มที่ ชาเวซได้พยายามผลักดันกฎหมายเพื่อปรับโครงสร้างกิจการของ PDVSA ที่จะมีการจำกัดการลงทุนจากต่างชาติไม่เกินครึ่งหนึ่ง และเพิ่มค่าภาคหลวงที่บริษัทน้ำมันต่างชาติต้องจ่ายให้รัฐที่เดิมต่ำมากให้สูงขึ้น กฎหมายที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2003 ได้ถูกแรงต้านจากกลุ่มทุนเก่าที่ได้รับผลประโยชน์อย่างหนัก มีการหยุดงานจากพนักงานระดับบนและวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ ที่เป็นหัวใจและสมองคุมการผลิตของ PDVSA เมื่อศูนย์ควบคุมระบบคอมพิวเตอร์ของ PDVSA ถูกปิดและเข้ารหัสไว้เพื่อไม่ให้ใครหน้าไหนมาปลดล็อคการผลิต อนาคตของชาเวซก็ถูกแขวนบนเส้นด้าย แต่แทบไม่น่าเชื่อว่า แรงงานระดับล่างของ PDVSA ได้หันมาเข้าร่วมกับชาเวซ และพยายามปลดล็อคคอมพิวเตอร์ทุกอย่าง เพื่อให้ PDVSA สามารถกลับมาผลิตน้ำมันให้ได้ มีการตั้งกลุ่มพิทักษ์โรงงานน้ำมัน ว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำมันให้มาปลดล็อคการผลิตที่พวกทุนเก่าตั้งไว้ เหตุการณ์นี้กินเวลาราว 2 เดือน จนกระทั่งปลายเดือนมกราคม ทุกอย่างก็คลี่คลายลง เมื่อรัฐบาลสามารถผลิตน้ำมันได้ (และพบด้วยว่า มีการควบคุมระบบคอมพิวเตอร์ของ PDVSA ผ่านทางดาวเทียมจากสหรัฐ) ทำให้พวกทุนเก่าต้องพ่ายแพ้ลง ชัยชนะดังกล่าวถือว่าเป็นจุดเริ่มที่ทำให้ ชาเวซนำเวเนซุเอลาให้ก้าวเข้าไปมีบทบาทหลักในโอเปค และผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา อีกทั้งยังเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการจัดตั้งกลุ่ม Petrosur ซึ่งถือเป็นกลุ่มพันธมิตรน้ำมัน ในละตินอเมริกา ที่จะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในการกำหนดราคาน้ำมันดิบโลก เนื่องจากละตินอเมริกาเป็นทวีปที่มีการส่งน้ำมันดิบปริมาณมหาศาลไปจำหน่ายยังสหรัฐอเมริกา อีกหนึ่งเรื่องที่ถือว่าชาเวซทำได้สำเร็จคือ การขยายแนวคิดของเขาไปสู่ประเทศอื่นในละตินอเมริกา เพื่อปฏิวัติความคิดหรือปลดแอกการครอบครองจากประเทศมหาอำนาจตะวันตก โดยเฉพาะในด้านอุตสาหกรรมพลังงาน และการค้าและพึ่งพากันภายในทวีปที่ท้าทายแนวคิดการค้าเสรีของตะวันตกอย่างเด่นชัด จากเพื่อนสนิทยาวนานของชาเวซอย่างคาสโตร ของคิวบา สู่เพื่อนใหม่ๆ อย่างอาร์เจนตินา อุรุกวัย บราซิล ชิลี และโบลิเวียในปัจจุบัน ผู้นำของกลุ่มประเทศเหล่านี้ที่ในอดีตเคยนิยมนโยบายเสรีนิยม กำลังเปลี่ยนฟากมาสู่ผู้นำที่เน้นชาตินิยม และภูมิภาคนิยม ที่ต่อสู้กับทุนนิยมตะวันตกที่เข้ามากอบโกยทรัพยากรของประเทศของพวกเขาอย่างสุดกำลัง และเรียกร้องให้มีการนำผลกำไรจากกิจการพลังงานมาใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในประเทศให้มากขึ้น แทนที่จะอยู่ในกระเป๋าของพวกทุนเก่าและต่างชาติที่ครองอำนาจอย่างยาวนาน
โบลิเวีย : ขุมก๊าซธรรมชาติใหญ่ 1พฤษภาคม 2549 กระแสชาตินิยมได้เบ่งบานอีกครั้งที่โบลิเวีย และคราวนี้ได้เกี่ยวพันโดยตรงต่อกิจการพลังงาน ในประเทศที่มีแหล่งก๊าซธรรมชาติใหญ่ที่สุดอันดับสองของทวีป (รองจากเวเนซุเอลา และมากกว่าประเทศไทยราว 2 เท่า) ผ่านความวุ่นวายระดับประเทศจากเรื่องก๊าซธรรมชาติจนต้องเปลี่ยนผู้นำประเทศถึง 3 คนในรอบไม่ถึง 3 ปีที่ผ่านมา มาถึงประธานาธิบดีคนปัจจุบันที่เป็นคนพื้นเมืองและชนะการเลือกตั้งจากแนวคิดชาตินิยมอย่าง เอโว โมราเลส ที่ได้ตัดสินใจในการใช้กำลังทหารและวิศวกรจำนวนมากจาก YPFB ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจพลังงานของประเทศ เข้าไปควบคุมการดำเนินการที่แหล่งพลังงานที่สำคัญของประเทศ เช่น แหล่งก๊าซ โรงกลั่น หรือสำนักงานของบริษัทด้านพลังงาน รวมกว่า 50 แห่งทั่วประเทศ ในแบบที่ไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า พร้อมข้อเสนอเชิงบังคับที่ต้องการจะฉีกสัญญาเก่าที่รัฐบาลในอดีตได้เคยตกลงไว้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของโลกหลายแห่ง ที่เข้ามากอบโกยผลประโยชน์มหาศาลจากแหล่งก๊าซธรรมชาติของประเทศ การตัดสินใจครั้งนี้ได้ส่งผลสะท้านสะเทือนไปถึงบราซิลและอาร์เจนตินา สองประเทศที่ต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากโบลิเวียด้วยเช่นกันที่เกรงว่าราคาก๊าซธรรมชาตินำเข้าจากโบลิเวียจะขยับตัวสูงขึ้น โมราเลสได้ประกาศชัดเจนถึงแนวคิดที่ต้องการให้มีการเจรจาตกลงผลประโยชน์จากแหล่งพลังงานใหม่ "ให้มีความเป็นธรรมมากขึ้น" โดยที่รัฐบาลโบลิเวียต้องได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าเดิมอย่างชัดเจน (ดูล้อมกรอบแนวคิดรัฐบาลโบลิเวีย ในกิจการก๊าซ) อีกทั้งยังประกาศแนวคิดของเขาในส่วนเหมืองถ่านหิน ป่าไม้ และที่ดินของประเทศ ที่จะเจอการจัดการเช่นเดียวกันนี้อย่างแน่นอนในอนาคต แบบที่เขาเคยให้สัญญาไว้ในการหาเสียงที่ผ่านมา มีการประมาณกันว่า มูลค่าการลงทุนในกิจการก๊าซธรรมชาติของต่างชาติในโบลิเวีย มีมูลค่าสูงกว่า 2 แสนล้านบาท [บราซิลลงทุนสูงสุดราว 1 แสนล้านบาท เพื่อให้ได้มาซึ่งก๊าซราวสองในสามของที่ส่งออกของโบลิเวียไปใช้ในเซา เปาโล นอกจากนั้นคืออาร์เจนตินา สเปน (เรปซอล) อังกฤษ และฝรั่งเศส (โททาล)] ปฏิกิริยาของประเทศที่โดนผลกระทบมีออกมาแตกต่างกัน บราซิลซึ่งแม้ทางรัฐบาลยังคงสงวนท่าที แต่ในภาคเอกชนนั้นได้แสดงออกจากชัดเจนถึงความไม่เห็นด้วยกับกรณีนี้ และโจมตีการตัดสินใจของโมราเลสอย่างรุนแรง ในขณะที่รัฐบาลสเปนและอังกฤษ ซึ่งการลงทุนในโบลิเวีย ถือเป็นสัดส่วนที่ไม่มากนัก ยังคงนิ่งเพื่อดูกระแส แน่นอนว่า โมราเลสมีความเสี่ยงสูงมากในการตัดสินใจครั้งนี้ โดยเฉพาะการที่บริษัทเหล่านั้นอาจย้ายการลงทุนไปสู่ประเทศอื่น เนื่องเพราะโบลิเวียเองนั้นยังไม่มีความพร้อมเต็มที่ในการผลิต ขาดความเชี่ยวชาญในเรื่องพลังงาน และยังต้องพึ่งพาเทคโนโลยีระดับสูงของต่างชาติในการจัดหาก๊าซธรรมชาตินั่นเอง แต่หากการดำเนินการครั้งนี้ผ่านไปได้ มีการคาดการณ์ว่ารัฐบาลโบลิเวียจะได้ผลประโยชน์จากกิจการพลังงานของประเทศถึงราว 3 หมื่นล้านบาทในปีหน้า ซึ่งจะสูงตัวเลขเมื่อ 3 ปีก่อนถึงราว 6 เท่าตัว กล่าวกันว่า ชาเวซเองเป็นหนึ่งในผู้ที่สนับสนุนแนวคิดชาตินิยมด้านพลังงานของโบลิเวีย และพยายามเป็นผู้ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยให้กับรัฐบาลบราซิลและอาร์เจนตินา ซึ่งเป็นสองประเทศที่ได้รับผลกระทบสูงสุดจากการตัดสินใจของโมราเลสครั้งนี้ ให้รอมชอมกับทางรัฐบาลโบลิเวียให้ได้ อีกทั้งยังช่วยดูดซับแรงกดดันจากชาติตะวันตกที่เสียผลประโยชน์ในกิจการพลังงานของโบลิเวียอีกด้วย แน่นอนว่า บทบาทของชาเวซที่มีความโดดเด่นขึ้นเรื่อยๆ คล้ายกับแม่ทัพชาตินิยมของละตินอเมริกาในการต่อสู้กับลัทธิเสรีนิยมใหม่ ที่ย่อมสร้างความไม่พอใจอย่างมากให้แก่รัฐบาลสหรัฐ อีกทั้งการที่เขาได้รับการตอบรับในวงกว้างไม่ว่าจะเป็นจาก แวดวงกลุ่มสังคมนิยม NGO บางกลุ่ม และประชาชนที่มีรายได้ต่ำ ย่อมมีแต่จะทำให้เกิดผู้นำแนวคิดแบบนี้เพิ่มขึ้นอีกหลายคนในอนาคต
สรุป แม้ละตินอเมริกาจะดูห่างไกลจากประเทศไทยมาก ทั้งในด้านความรู้สึก วัฒนธรรม การค้า และระยะทาง หากแต่กระแสนิยมซ้ายที่พัดพาอย่างรุนแรงในละแวกนั้น เมื่อผสมผสานกับการปลุกแนวคิดชาตินิยมที่หวงแหนทรัพยากรธรรมชาติในแผ่นดินตน ให้กระพือขึ้นทุกขณะ ในประเทศกำลังพัฒนาแทบทุกประเทศ ไม่เว้นแม้แต่ในเอเชีย การเปลี่ยนแปลงแนวทางการเมืองของละตินอเมริกาในปัจจุบัน มีแนวโน้มที่จะเป็นกระแสทางเลือกใหม่ให้แก่ประเทศอื่นที่มีแหล่งทรัพยากร ผ่านผู้นำที่เน้นหาเสียงในแนวทางชาตินิยมที่มักจะได้รับความนิยมจากประชาชนเสมอ แนวทางเช่นนี้ย่อมจะส่งผลกระทบไปทั่วโลก อย่างน้อยในแง่ของการปกป้องพลังงานของตน อันจะนำมาซึ่งราคาพลังงานของโลก โดยเฉพาะน้ำมันดิบ ที่จะต้องสูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างที่ไทยหลีกเลี่ยงไม่ได้ กฤษฎีกา 28701 ก๊าซธรรมชาติของโบลิเวีย (May day decree) - รัฐจะเข้าควบคุมแหล่งก๊าซธรรมชาติทุกแหล่งของประเทศ - บริษัทก๊าซต่างๆ มีตัวเลือกเพียง 2 อย่างคือ ทำข้อตกลงการซื้อขายก๊าซธรรมชาติใหม่กับรัฐภายในเวลา 6 เดือน หรือยอมถูกยกเลิกสัญญาไป - ทุกบริษัทจะถูกบังคับให้ขายหุ้นเพื่อให้รัฐบาลถือหุ้นอย่างน้อย 51% - บังคับให้แหล่งก๊าซที่ใหญ่ที่สุด 2 แหล่งของประเทศ ให้ส่งรายได้จากการผลิตก๊าซอย่างน้อย 82% ของทั้งหมดให้ภาครัฐ (จากเดิมที่ 50%) และในส่วนแหล่งก๊าซอื่น รัฐบาลจะมีสัดส่วนอย่างน้อย 60% - รายละเอียดของสัญญาใหม่ระหว่างรัฐกับบริษัทด้านก๊าซธรรมชาติจะมีการพิจารณาแยกเป็นกรณีๆ ไป หน้า 29
|