|
||||||||||||||
|
ธปท.ระบุไม่ปรับดอกเบี้ยตามเฟด
นโยบายขึ้นกับภาวะศก.
กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ธปท.ระบุไทยไม่จำเป็นต้องปรับดอกเบี้ยตามเฟด ยันไม่มีปัญหาเงินทุนไหลออก นโยบายจะดูภาวะเศรษฐกิจในประเทศเป็นหลัก รอประชุมบอร์ดการเงิน 19 ก.ค. กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงกรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกร้อยละ 0.25 เป็นร้อยละ 5.25 ว่า ไม่ห่วงเรื่องเงินทุนไหลออก แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยของเฟด จะสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานของไทยก็ตาม เนื่องจากการไหลเข้าออกของเงินทุน ขึ้นกับอัตราแลกเปลี่ยนเป็นหลัก และสหรัฐกับไทย ก็เป็นคนละประเทศกัน ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นตาม ยืนยันตามสัญญาณเดิมที่ ธปท.เคยให้ไว้ คือ เน้นดูแลเศรษฐกิจในประเทศเป็นหลัก เราเป็นตัวของตัวเอง ไม่ใช่เมืองขึ้น ทำไมต้องทำตามก้นประเทศอื่น ธปท.ยังคงยืนยันตามสัญญาณเดิม คือ การปรับอัตราดอกเบี้ย ต้องดูภาวะเศรษฐกิจในประเทศเป็นหลัก และไม่ได้มีความวิตกว่า เงินทุนจะไหลออก ผู้ว่าการ ธปท.กล่าว การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของไทย จะต้องพิจารณาตัวเลขของกระทรวงพาณิชย์ประกอบด้วย ซึ่งในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 19 กรกฎาคม จะมีการพิจารณาแนวโน้มเศรษฐกิจ และอัตราดอกเบี้ย นอกจากนี้ ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวด้วยว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ ธปท. ไปดูตัวเลขหลายอย่างให้ละเอียดมากขึ้นว่า จะมีการปรับการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2549 ใหม่หรือไม่ เนื่องจากขณะนี้สถานการณ์ทางการเมือง มีความยืดเยื้อยาวนานกว่าที่คาดการณ์ไว้ ผู้ว่าการ ธปท. ยังได้ส่งสัญญาณถึงผู้ส่งออกให้มีการปรับตัวในการมองหาตลาดใหม่ ๆ แทนที่ตลาดสหรัฐ เพราะแนวโน้มระยะยาวตลาดสหรัฐซึ่งเป็นตลาดหลัก จะมีการเปลี่ยนแปลง เพราะประสบปัญหาขาดดุลการค้าจำนวนมาก จึงต้องหาแนวทางทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า เพื่อกดดันให้เงินสกุลเอเชียและอื่น ๆ แข็งค่าขึ้น จนเป็นอุปสรรคต่อการส่งออก และใช้นโยบายชะลอการเติบโตของการอุปโภคบริโภคภายในประเทศ ดังนั้นตลาดสหรัฐจึงมีศักยภาพน้อยลง ควรที่จะหันหาตลาดใหม่ ๆ ในเอเชียตะวันออก 9 ประเทศ และลดการพึ่งพิงการส่งออกไปยัง 3 ตลาดหลัก คือ สหรัฐ อียู และญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังเห็นว่า ประเทศไทยควรที่จะปรับตัว พัฒนาคลัสเตอร์ต่าง ๆ ให้มีการเพิ่มมูลค่าของสินค้า และสร้างความแตกต่าง โดยกลุ่มคลัสเตอร์ที่ยังมีศักยภาพในการส่งออก คือ รถยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ ยางพารา อัญมณี และอาหาร ผู้ว่าการ ธปท.ยังแนะนำให้รัฐบาล และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จัดทำดัชนีวัดความสุข ควบคู่ไปกับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เพื่อลดช่องว่างของการกระจายรายได้ และเป็นดัชนีที่จะวัดความสุขของประชาชน รวมทั้งจะช่วยลดปัญหาของประเทศได้ตรงตามเป้าหมาย เฟดขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ดอลลาร์สหรัฐร่วงหลังเฟดขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% เป็นครั้งที่ 17 ติดต่อกันตามที่คาดหมายเป็น 5.25 % ส่งสัญญาณว่า อาจยุติการขึ้นดอกเบี้ยที่ดำเนินต่อเนื่องตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐลดลงเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักอื่น ๆ หลังจากธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยพื้นฐาน อีกร้อยละ 0.25 และส่งสัญญาณว่าอาจยุติการขึ้นดอกเบี้ยที่ดำเนินต่อเนื่องตลอด 2 ปีที่ผ่านมา เงินยูโรซื้อขายที่ตลาดนิวยอร์กสายวันพฤหัสบดีตามเวลาท้องถิ่นอยู่ที่ 1.2656 ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้นจาก 1.2555 ดอลลาร์สหรัฐ ในการซื้อขายเมื่อวันพุธ ส่วนเงินเยนญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้นจาก 116.44 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ เป็น 115.14 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ เงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักหลังจากเมื่อคืนวานนี้เฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยอ้างอิงอีกร้อยละ 0.25 เป็นครั้งที่ 17 ติดต่อกันตามที่คาดหมายกันเป็นร้อยละ 5.25 และปรับถ้อยแถลงนโยบายในลักษณะที่ตลาดมองว่า เป็นการส่งสัญญาณว่า เฟดจะยุติการขึ้นดอกเบี้ยในเร็ว ๆ นี้ เพราะไม่เน้นเรื่องภาวะเงินเฟ้อและชี้ว่าเศรษฐกิจเริ่มชะลอความร้อนแรงลง ด้านนักวิเคราะห์ของฟอเรนเอ็กซ์เชนจ์อะนาลิติกส์มองว่า ถ้อยแถลงของเฟดสร้างความกังขาเกี่ยวกับนโยบายในอนาคต เพราะเปิดทางเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนสิงหาคมแต่ขณะเดียวกันก็แสดงนัยว่าอาจยุติการเข้มงวดนโยบายการเงิน ส่วนนักวิเคราะห์ของบีเอ็มโอแคปิตัลมาร์เก็ตชี้ว่า ดอลลาร์สหรัฐอาจได้รับผลกระทบจากช่องห่างระหว่างดอกเบี้ยสหรัฐ กับต่างประเทศ เนื่องจากธนาคารชาติของหลายประเทศรวมทั้งธนาคารกลางยุโรปมีท่าทีจะขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่สหรัฐเตรียมยุติการขึ้นดอกเบี้ย
|