หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
หัวรถจักรชื่อว่าสนามบินสุวรรณภูมิ

โลกทรรศน์ อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์ มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1350

สนามบินสุวรรณภูมิไม่ใช่เรื่องใหม่ของสังคมไทยอย่างน้อยก็ครึ่งศตวรรษมาแล้ว สนามบินสุวรรณภูมิเป็นสนามบินนานาชาติ ที่อยู่ในผังเมืองผังแรกของประเทศไทย ซึ่งหน่วยงานสหรัฐ มีส่วนในการออกแบบ และวางแผนให้กับประเทศไทย ตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1960 หลังจากนั้น เรื่องของสนามบินสุวรรณภูมิ ไม่เคยหยุดนิ่งในการรับรู้ของสังคมไทย หากแต่ปรับเปลี่ยนความสำคัญของตนเองไปตามพัฒนาการทางเศรษฐกิจการเมืองไทย

แต่ถ้าจะมองให้เห็นแก่นแท้ของสนามบินสุวรรณภูมิ เราควรมองด้วยเครื่องมือเศรษฐศาสตร์การเมือง

ด้วยแว่นตาเศรษฐศาสตร์การเมือง สนามบินสุวรรณภูมิก็มีตำนานที่น่าตื่นเต้นตั้งแต่แรก ขุนศึกและเจ้าสัวนายธนาคาร ซึ่งเป็นคนเพียงกลุ่มเดียว ที่ล่วงรู้ถึงผังเมืองที่ผู้เชี่ยวชาญอเมริกันออกแบบนั้น ต่างได้รับประโยชน์ จากการกว้านซื้อที่ดินผืนใหญ่ ที่จมน้ำอยู่ในเขตท้องทุ่งที่เรียกว่า หนองงูเห่า ภายใต้ยุคพัฒนา เพียงแค่นี้ในยุคต้น สนามบินสุวรรณภูมิ ก็เป็นที่มาของการกว้านซื้อที่ดิน การเก็งกำไร รวมทั้งการก่อรูปของระบบอุปถัมภ์ระหว่างขุนศึกกับเจ้าสัว ที่เฟื่องฟูขึ้นในยุคสงครามเวียดนาม

ครึ่งศตวรรษให้หลัง ด้วยพัฒนาการที่สลับซับซ้อนของระบบทุนนิยมไทย ถ้ามองให้กว้างขึ้น สนามบินสุวรรณภูมิ จะไม่เป็นเพียงแค่สนามบินนานาชาติแห่งใหม่ และการประสานประโยชน์ระหว่างขุนศึก เจ้าสัวกับรัฐบาลอเมริกัน ระบบทุนนิยมไทยพัฒนาไปไกลกว่านั้นมาก โดยเฉพาะตั้งแต่ยุคการขยายตัวอย่างรุนแรงของทุนนิยมไทย ทั้งภายในประเทศและในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Great Mekong sub region-GMS) ต้นทศวรรษ 1990

ยิ่งเมื่อทุนนิยมไทยถูกจัดระเบียบใหม่หลังวิกฤตเศรษฐกิจ 1997 สนามบินสุวรรณภูมิเป็นมากกว่าสนามบินนานาชาติแห่งใหม่ แต่เป็นตัวจุดฉนวนพัฒนาการของระบบทุนนิยมไทย ระบบทุนนิยมไทยจะก้าวไปสู่ทุนนานาชาติหรือที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า international of capital

ด้วยหัวรถจักรชื่อว่า สนามบินสุวรรณภูมิ

 

การสะสมทุนเบื้องต้น

เจ้าสัวซึ่งไม่ต้องเห็นแผนที่และผังเมืองที่ผู้เชี่ยวชาญอเมริกัน ออกแบบแต่มีความสนิทสนม และใกล้ชิดกับขุนศึกสมัยต้นทศวรรษ 1960 ได้เข้าครอบครองที่ดินจมน้ำที่หนองงูเห่า เพื่อรอการลงทุนก่อสร้างสนามบินนานาชาติ เนื่องจากเจ้าสัวเป็นเจ้าของธนาคารขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นกิจการที่ใหญ่ และทรงพลังที่สุดของสังคมเศรษฐกิจไทยในยุคนั้น

แม้ว่าแผนการสร้างสนามบินจะไม่เกิดขึ้นในยุคจอมพลผ้าขาวม้าแดง ที่ดินจมน้ำในหนองงูเห่าก็ไม่มีวันเสื่อมค่า แต่ยังอยู่ในตู้เซฟธนาคารเพื่อรอการลงทุนใหม่

หนองงูเห่าและสนามบินนานาชาติต้องใช้เวลาผ่านไปเกือบ 6 ทศวรรษ แต่หนองงูเห่าก็กลายเป็นทองคำอีกครั้ง เมื่อเศรษฐกิจไทยก้าวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจบูมในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ยุคนั้นถนนบางนา-ตราดถูกขยาย มีส่วนต่อทางด่วน ที่ดินสองข้างถนนกลายเป็นหมู่บ้านจัดสรรทั้งชั้นกลาง และหรู บ้านเดี่ยวราคาแพง มีสนามกอลฟ์และคลับเฮ้าส์ รองรับนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาพร้อมๆ กับการเปิดโรงงานอุตสาหกรรมที่เรียงรายกันไปตลอดแนวถนนบางนา-ตราด

ในเมื่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์บูมตลอดแนวถนนบางนา-ตราด การซื้อ-ขายที่ดินเพื่อพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ จากนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ทั้งไทย ฮ่องกง ไต้หวัน ญี่ปุ่นได้สร้างกำไรให้ทั้งนักลงทุน นายหน้าและชาวบ้าน ในขณะที่ที่ดินหนองงูเห่าได้เปลี่ยนมือเจ้าของ จากเจ้าสัวรายเดิมที่มีหนี้สิน และจำใจต้องขายที่ดินพื้นใหญ่ของหนองงูเห่า ด้วยราคาแสนถูกให้เจ้าสัวอีกรายหนึ่งที่ไม่ค่อยชอบเปิดเผยตัวนัก

ในยุคเศรษฐกิจบูม การซื้อ-ขายที่ดินบริเวณนั้นทำกำไรให้กับฝ่ายต่างๆ บริษัทรับเหมาก่อสร้าง บริษัทรับถมที่ หรือแม้แต่นายหน้าก็รวย เมื่อฟองสบู่แตก และกลายเป็นโรคต้มยำกุ้งเมื่อกลางปี 1997 คนที่อยู่ในวงจรอสังหาริมทรัพย์ตลอดแนวถนนบางนา-ตราดเกือบทุกฝ่าย ล้วนแล้วแต่เป็นหนี้สิน แต่เจ้าของที่ดินพื้นใหญ่ที่หนองงูเห่า ได้รับผลกระทบไม่มากนักเพราะซื้อที่ดินผืนนั้นแบบหักคอ

แต่กลับได้อานิสงส์ที่รัฐบาล บรรหาร ศิลปอาชาได้รื้อฟื้นโครงการสนามบินสุวรรณภูมิอีกครั้งหนึ่ง

 

ก้าวสู่ทุนนานาชาติ

เป็นเวลาเกือบ 6 ปีที่สังคมเศรษฐกิจไทยได้รับแรงกระตุ้นจากนโยบายประชานิยมของรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร เป้าหมายของนโยบายประชานิยม นอกจากเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการดึงคะแนนสนับสนุนจากรากหญ้าแล้ว เป้าหมายที่ไม่ได้ประกาศเอาไว้คือ การสร้างระบบทุนนิยมไทยให้ก้าวสู่การเป็นทุนนานาชาติ

อย่างไรก็ตาม กระบวนการสร้างทุนนานาชาติ มีความสลับซับซ้อนในตัวเอง เนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อเกือบ 9 ปีที่ผ่านมา ได้บั่นเสาะกลุ่มทุนชาติขนาดใหญ่ไปไม่น้อย ระยะแรกจึงเป็นการเกาะกลุ่มทุนชาติบางกลุ่ม ที่พยายามเอาตัวรอดจากหนี้สิน ด้วยกลไกพิเศษ และการสนับสนุนจากมาตรการที่มาจากพรรคการเมือง เมื่อเวลาผ่านไป กลุ่มทุนชาติเพียงไม่กี่รายที่มีทุน เทคโนโลยีและวิสัยทัศน์พอที่จะท้าทายกับโลกาภิวัตน์ไปได้

ยิ่งโลกาภิวัตน์กดดันระบบเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างกร้าวร้าว ด้วยแรงกดดันการเปิดเสรี ทางด้านการบริการ (GATs) และล่าสุดการเร่งรัดการเปิดเขตการค้าเสรี (Free Trade Area-FTA) กลุ่มทุนขนาดใหญ่ของไทยจึงต้องปรับยุทธศาสตร์ใหม่

ช่วงปี 2003 สิงคโปร์เป็นชาติแรกที่โลกาภิวัตน์ใช้เป็นตัวอย่างของการกดดันการเปิดเสรีทางด้านการค้าบริการ สิงคโปร์ซึ่งเศรษฐกิจชะลอตัวตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจ 1997 และได้รับแรงซ้ำเติมจากการแพร่ระบาดของโรคซาร์ส ยังต้องต่อรองกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งยื่นข้อเสนอการเปิดเสรีด้านการค้าบริการ โดยเฉพาะกิจการด้านการเงิน ธนาคาร โทรคมนาคม การขนส่งและผลิตภัณฑ์ยา รัฐบาลไทยเอง ก็ได้รับแรงกดดันจากรัฐบาลสหรัฐ ดั่งที่รัฐบาลสิงคโปร์ประสบอยู่

ดังนั้น ภาคธุรกิจที่ต้องเปิดเสรีในไม่ช้าเช่น ภาคการเงิน ธนาคารและโทรคมนาคม จึงเป็นภาคธุรกิจที่เจ้าของกิจการทั้งสิงคโปร์ และไทย ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์มากที่สุด กล่าวคือ เจ้าของกิจการโทรคมนาคม ทั้งสิงคโปร์และไทยตัดสินใจผนึกทุน เทคโนโลยีและการบริหาร เพื่อก้าวเข้าสู่การแข่งขันกับกิจการของสหรัฐอเมริกา แผนงานการซื้อกิจการ Shin-Temasek เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์อันนั้น

ยิ่งไปกว่านั้น หัวรถจักรชื่อว่า สนามบินสุวรรณภูมิ เป็นตัวจุดระเบิดการก้าวสู่ทุนนานาชาติของทุนไทย-สิงคโปร์

การรวมทุนให้มีขนาดใหญ่ขึ้น การสร้างโครงข่ายธุรกิจการบินนานาชาติทั้งอุตสาหกรรมการบิน กิจการโกดังสินค้า การโรงแรม ขนส่ง โลจิสติกส์ อุตสาหกรรมพลังงานที่จะครอบคลุมจีน อินเดียและอเมริกาเหนือทั้งหมด

บังเอิญกระบวนการเป็นทุนนานาชาติครั้งนี้เกิดขึ้นในลักษณะพิเศษคือ นายทุนเป็นรัฐบาลด้วยทั้งไทย และสิงคโปร์ แรงขับเคลื่อนจึงรวดเร็ว และถูกแทรกแซงด้วยกลไกรัฐมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เช่น

นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ปกป้องและยอมขาดทุนจากแผนการซื้อกิจการ Shin-Temasek ด้วยต้นทุนการเมืองตัวเอง ในเวลาเดียวกัน รัฐบาลไทยใช้เครื่องมือของรัฐเกือบทุกชนิดเพื่อเปิดสนามบินนานาชาติให้เร็วที่สุด ทั้งนายกรัฐมนตรี ทดลองการใช้สนามบินเอง นายกรัฐมนตรีนั่งเครื่องบินจากสนามบินดอนเมือง มาสนามบินสุวรรณภูมิด้วยเวลาครึ่งชั่วโมง โดยมีฝูงบินรบจากกองทัพอากาศคอยดูแลความปลอดภัย

สนามบินสุวรรณภูมิก็จะเหมือนการซื้อกิจการ Shin-Temasek คือมีกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อนิรโทษกรรม การโจรกรรมข้ามชาติ แต่ขาดการศึกษาผลกระทบทางการเมือง ที่รัฐบาลไทย และสิงคโปร์ต้องร่วมชะตากรรมกันในไม่ช้า

หัวรถจักรชื่อสนามบินสุวรรณภูมิจะกลายเป็นสิ่งชำรุดทางประวัติศาสตร์หรือไม่

โปรดติดตามได้ไม่ช้านี้

หน้า 16