|
||||||||||||||
|
นักเรียนไทยในอังกฤษ
อุดมการณ์สังคมไทย : คนแคระบนบ่ายักษ์ แพทย์ พิจิตร มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1350 อาจารย์ฉัตรทิพย์และกลุ่มนักวิชาการปัญญาชนไทยรวมตัวกันเพื่อหาคำตอบเกี่ยวกับอุดมการณ์สังคมไทยในปี พ.ศ.2515 โดยหนึ่งในกลุ่มนักวิชาการเหล่านั้นก็มี คุณอากร ฮุนตระกูล ร่วมอยู่ด้วย ช่วงนั้น คุณอากรเพิ่งจบการศึกษา จากประเทศอังกฤษมาหมาดๆ และเริ่มทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายสินเชื่อ ธนาคารเชสแมนฮัตตัน เขายังเป็นเจ้าของโรงแรมอิมพีเรียล ซึ่งเป็นโรงแรมที่ทันสมัย มีผับฟังเพลงที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งสมัยนั้น คุณอากรจัดเป็นนายทุนที่หัวก้าวหน้าคนหนึ่ง มีคนเล่าว่าท่านชอบเปิดโรงแรมให้พวกพ้องได้สัมมนาวิชาการกันอย่างเต็มที่ และได้รับการขนานนามว่า "นักอุดมการณ์ขวานผ่าซาก" ต่อมาท่านก็ได้กระโดดลงเวทีการเมืองในสนาม "ผู้ว่าฯ กรุงเทพฯ" อย่างจริงจังและตรงไปตรงมา ไม่ "เล่น" การเมืองแบบซื้อเสียง ผลออกมาก็คือไม่ได้รับเลือก แต่ก็สร้างสีสันให้กับการเมืองคนกรุงเทพฯ ในขณะที่กลุ่มนักวิชาการดังกล่าวขบคิดปัญหาเรื่องอุดมการณ์สังคมไทยที่เมืองไทย ก่อนหน้านั้นไม่นาน นั่นคือ ราวๆ ปี พ.ศ.2513 หรือ 2514 ประมาณนี้ ผู้เขียนจำไม่ได้แน่ ปัญญาชนไทยอีกกลุ่มหนึ่ง ก็จับกลุ่มคุยกันเรื่องสถานการณ์บ้านเมืองไทยเช่นกัน แต่ไม่ใช่ที่เมืองไทย แต่เป็นที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ถ้าจำไม่ผิดสถานที่ที่ปัญญาชนนักเรียนไทยในอังกฤษนัดพบกันก็คือ ห้องสมุดของสามัคคีสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งอยู่ชั้นล่างของสำนักงานผู้ดูแลนักเรียนไทยในอังกฤษ เลขที่ 28 Princes" Gate, SW7 1QF อันเป็นสถานที่ที่นักเรียนไทยในอังกฤษสมัยโน้นรู้จักเป็นอย่างดี ปัญหาบ้านเมืองในยุคนั้นคือ ปัญหาที่การปกครองบ้านเราไม่เป็นประชาธิปไตย หรือเป็นประชาธิปไตยเพียงชื่อหรือการกล่าวอ้าง เนื้อแท้เป็นเผด็จการทหารภายใต้การนำของ จอมพลถนอม กิตติขจร และ จอมพลประภาส จารุเสถียร และรวมถึงบุตรชายของจอมพลถนอมที่ชื่อ "พันเอกณรงค์ กิตติขจร" ด้วย อำนาจทางการเมืองตกอยู่ในมือของคนตระกูลนี้อย่างเหนียวแน่น นักเรียนไทยในอังกฤษกลุ่มหนึ่ง ซึ่งจำได้ว่ามีไม่มากนัก น่าจะประมาณไม่เกินสิบคน ที่จำได้แน่ๆ มีสองคน นั่นคือ คุณไมตรี ปีเตอร์ อึ๊งภากรณ์ บุตรชายคนกลางของท่านอาจารย์ป๋วย และอีกคนหนึ่งก็คือ คุณอากร ฮุนตระกูล นั่นเอง คุณอากรขณะนั้นน่าจะอยู่ในช่วงที่ใกล้จบการศึกษาที่อังกฤษ ส่วนคุณปีเตอร์นั้นก็น่าจะเป็นนักศึกษาเศรษฐศาสตร์ที่ LSE หรือ the London School of Economics and Political Science มหาวิทยาลัยลอนดอน พูดถึงคุณปีเตอร์แล้ว ก็น่าเสียดายอย่างยิ่ง เพราะคุณปีเตอร์จบเศรษฐศาสตร์ปริญญาตรีที่ LSE เจริญรอยตามเส้นทางความสนใจ ของอาจารย์ป๋วยผู้เป็นบิดา หลังจากนั้น คุณปีเตอร์ก็จบปริญญาโทเศรษฐศาสตร์ที่ LSE และกลับมาเป็นอาจารย์ที่คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ หลังจากนั้นก็เรียนต่อปริญญาเอกทางเศรษฐศาสตร์ที่ LSE เฉกเช่นเดียวกับท่านอาจารย์ป๋วยเลย แต่น่าเสียดายที่ไม่สามารถเรียนต่อให้จบปริญญาเอก ด้วยโศกนาฏกรรมทางการเมืองจากเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 อันมีผลกระทบโดยตรงต่ออาจารย์ป๋วยและครอบครัวอึ๊งภากรณ์ และโดยเฉพาะการเรียน และความรับผิดชอบต่อครอบครัว ของคุณปีเตอร์ ถ้าไม่เกิดโศกนาฏกรรมดังกล่าว ก็แน่ใจว่า คุณปีเตอร์คงต้องเรียนสำเร็จปริญญาเอกทางเศรษฐศาสตร์จาก LSE แน่ๆ และคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ก็จะมีอาจารย์ที่จบปริญญาเอกจาก LSE เป็นกำลังสำคัญ ที่ว่าน่าเสียดายก็เพราะหลังจากที่อาจารย์ป๋วยจบปริญญาเอกเศรษฐศาสตร์จาก LSE แล้ว ก็ยังไม่มีคนไทยจบปริญญาเอกเศรษฐศาสตร์จากที่นั่นอีกเลย หรือแม้แต่ได้เข้าเรียนปริญญาเอกเศรษฐศาสตร์ที่นั่นก็ตาม ก็มีแต่คุณปีเตอร์ผู้ลูกของอาจารย์ป๋วยนี่แหละที่มีความรู้ความสามารถทางวิชาการไม่แพ้ผู้เป็นพ่อ...น่าเสียดายจริงๆ ในสมัยที่คุณปีเตอร์เรียนปริญญาตรีทางเศรษฐศาสตร์ที่ LSE คุณปีเตอร์เป็นทั้งที่รู้จักชื่นชม และไม่ชม จากนักเรียนไทย และข้าราชการไทยที่นั่น ประการแรก คุณปีเตอร์เป็นคนเก่ง ภาษาอังกฤษดี และรอบรู้ในทางวิชาการและเรื่องอื่นๆ ผิดกับนักเรียนไทยหรือนักเรียนทุนบางคนที่หมกมุ่นอยู่แต่ตำรา เรื่องอื่นๆ ที่คุณปีเตอร์สนใจก็คือปัญหาบ้านเมือง ทั้งที่เมืองไทยและสถานการณ์เศรษฐกิจการเมืองโลก ประการที่สอง คุณปีเตอร์เป็นลูกครึ่งที่หน้าตาดี สมัยนั้นเวลาผมยาวจะออกฟูๆ คล้ายฝรั่งเสรีชนสมัยนั้น (คิดว่าบุตรชายวัย 7 ขวบของ อาจารย์ใจ อึ๊งภากรณ์ ที่ชื่อ "ด.ช.จัน อึ๊งภากรณ์" ขณะนี้ เมื่อโตขึ้นก็คงจะมีผมที่คล้ายลุงปีเตอร์ของเขา เพราะเห็นแววว่าจะเป็นเช่นนั้น!) ประการที่สาม คุณปีเตอร์เป็นนักศึกษาที่มีความกล้าหาญในการต่อต้านเผด็จการและการกดขี่ขูดรีด หรือถ้าพูดจากมุมมองของข้าราชการไทยในอังกฤษสมัยนั้นก็คือ คุณปีเตอร์เป็น "นักศึกษาหัวรุนแรง" นั่นเอง พูดถึงคุณสมบัติประการสุดท้ายนี้ จำได้ว่า มีครั้งหนึ่ง สามัคคีสมาคมฯ จัดงานที่ห้องสมุดของสมาคมที่ตั้งอยู่ในสถานที่ราชการ คุณปีเตอร์แอบเอารูปของประธาน เหมา เจ๋อ ตง ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนมาตั้งไว้กลางโถงห้องสมุด ทำเอาผู้คนและข้าราชการประสาทเสียกันไปเป็นแถบ เพราะสมัยนั้นรัฐบาลไทยเป็นรัฐบาลเผด็จการทหารขวาจัด และมีนโยบายต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างรุนแรง และมีการสร้างภาพคอมมิวนิสต์ที่น่าเกลียดน่ากลัวเกินจริง จนผู้คนที่ขาดความรู้เกี่ยวกับลัทธิการเมือง หรือการเมืองในประเทศคอมมิวนิสต์ต่างพากันเกลียดและกลัวชนิดขวัญกระเจิงก็ว่าได้ ข้าราชการไทยในอังกฤษสมัยนั้นตกอยู่ภายใต้ "อุดมการณ์ขวาจัด" อย่างช่วยไม่ได้ และย่อมไม่ชอบใจกับตัวตนและการกระทำของนักศึกษาที่ชื่อ "ไมตรี อึ๊งภากรณ์" แม้ว่าข้าราชการบางคนอาจมีหัวเสรีนิยม แต่กระนั้น ความวิตกกังวลต่อความมั่นคงในหน้าที่การงานก็ย่อมมี เพราะถ้าข่าวเล็ดลอดไปถึงหูของ "ผู้ใหญ่" ที่เมืองไทย ก็อาจถูกลงโทษหรือถูกย้ายกลับ ไม่มีข้าราชการไทยในกรุงลอนดอนคนไหนอยากจะถูกย้าย เพราะตำแหน่งในลอนดอนถือว่ามีเกียรติยิ่ง และการใช้ชีวิตในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ก็ถือว่าน่าพิสมัยกว่าประเทศอื่นๆ ด้วยเหตุนี้เองที่คุณปีเตอร์จึงเป็นทั้งที่ชื่นชม ยกย่องนับถือ หมั่นไส้และเกลียดกลัวในเวลาเดียวกัน สำหรับเหล่าคนไทยในอังกฤษขณะนั้น! ถ้าพูดถึงการรวบอำนาจเบ็ดเสร็จเป็นเผด็จการของรัฐบาลทหารจอมพลถนอม-ประภาสในสมัยนั้น นิสิตนักศึกษาและคนรุ่นใหม่จะต้องงวยงงอย่างยิ่งถ้าทราบว่า อธิการบดีผู้ดูแลจมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยหาใช่ "อาจารย์ใน" สถาบันไม่ แต่ผู้ที่เป็นอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยคือ จอมพลประภาส จารุเสถียร ส่วนจอมพลถนอมนั้นเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คิดดูว่า มันขนาดไหนกัน?! นายกรัฐมนตรีมาควบตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัย เพื่อควบคุมให้อาจารย์และนิสิตนักศึกษาไม่นอกลู่นอกทางเผด็จการ โดยส่วนใหญ่ นิสิตศึกษาสมัยนั้นก็พากันจัดงานเต้นรำเฮฮาปาร์ตี้ รับน้อง ว้ากน้อง อะไรกันเรื่อยเปื่อย ไม่ต่างจากสมัยนี้เท่าไรนัก จะต่างกันที่สมัยนี้ใช้กลองยาวเป็นอุปกรณ์ประกอบ (accessories) กันแทบทุกสถาบัน ล่าสุด มีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ดูจะมีการรับน้องที่มีสติ และถือเป็นการสืบสานเอกลักษณ์ของสถาบันได้ดีกว่าเพื่อน คงต้องขอชื่นชมบรรดานักศึกษา และครูบาอาจารย์ที่สามารถทำให้การรับน้องมีลักษณะ "ก้าวหน้า" ได้ กลับมาที่การเสวนาของปัญญาชนคนไทยในอังกฤษที่จัดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่อาจารย์ฉัตรทิพย์ ประชุมวิชาการเรื่องอุดมการณ์สังคมไทย เนื้อหารายละเอียดของการเสวนาที่สามัคคีสมาคมฯครั้งนั้นได้ถูกจดบันทึกในรูปของ "บทสนทนา" คล้ายๆ กับ "Dialogues" ของเปลโตนั่นเอง ผู้บันทึกเป็นใคร ผู้เขียนก็จำไม่ได้ เพราะมันนานเต็มที สามสิบกว่าปีแล้ว จำได้เพียงว่า มันเป็นสมุดปกแข็ง คล้ายกับสมุดจดงานหรือสมุดจำบรรยายรุ่นเก่า กระดาษมีเส้นบรรทัดด้วย ลายมือที่บันทึกก็ไม่สวยงามเท่าไรนัก คาดว่าผู้บันทึกน่าจะมาเรียนอังกฤษตั้งแต่เด็กๆ อาจจะมาอังกฤษตอนอายุราวสิบเอ็ดสิบสองปี อย่างที่กล่าวไปข้างต้น เนื้อหาในการสนทนาก็ไม่หนีเรื่องปัญหาการเมืองไทยไม่เป็นประชาธิปไตย เศรษฐกิจไม่ดี ผู้คนยังยากจน การศึกษายังไม่ทั่วถึง นิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยก็ไม่สนใจปัญหาบ้านเมือง เอาแต่สนุกสนานหรือเรียนหนังสืออย่างเดียว ตลอดการสนทนาจนถึงบทสรุป ผู้เขียนพบว่า ผู้ร่วมสนทนาขณะนั้นยังหาทางออกไม่เจอ ยังไม่รู้ว่าใคร หรือคนกลุ่มไหน จะสามารถเป็น "ตัวแสดง" (actor) หรือ "ตัวแทน" (agent) ในการนำการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และสังคมได้ ไม่ต้องพูดถึงชนชั้นกลาง เพราะยังไม่เกิดหรือไม่ชัดเจนในขณะนั้น ส่วนนิสิตนักศึกษาในเมืองไทย! ปัญญาชนนักเรียนไทยในอังกฤษขณะนั้นต่างลงความเห็นว่า "หมดหวัง" แต่เมื่อถึงเดือนตุลา 2516 สิ่งที่ปัญญาชนไทยทั้งที่อังกฤษและเมืองไทยต่างไม่เคยคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นก็เกิดขึ้น นิสิตนักศึกษานักเรียนได้รวมตัวกันเป็นพลังทางการเมืองยิ่งใหญ่อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน และล้มการปกครองแบบเผด็จการถนอม-ประภาสสำเร็จ! หน้า 76 อุดมการณ์สังคมไทย : นักเรียนไทยในอังกฤษ (อีกครั้ง) คนแคระบนบ่ายักษ์ แพทย์ พิจิตร มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1353 เมื่อใครพูดถึงนักเรียนไทยในอังกฤษ โดยไม่พูดถึงเรื่องราวของสามัคคีสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ ก็คงจะไม่สามารถกล่าวได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า ตนได้พูดถึงนักเรียนไทยในอังกฤษ เพราะสามัคคีสมาคมฯ เป็นสมาคมที่เก็บความทรงจำของเหล่านักเรียนไทยที่ไปศึกษาที่อังกฤษตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จไปทรงศึกษาที่ประเทศอังกฤษ และพระราชทานกำเนิดสามัคคีสมาคมฯ ขึ้นในช่วงที่พระองค์ยังทรงประทับอยู่ที่อังกฤษ นับถึงปีนี้ สามัคคีสมาคมฯ ก็มีอายุนับร้อยปีแล้ว ถือเป็นสมาคมคนไทยที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดก็ว่าได้ และก็ยังเป็นสมาคมที่ยังมีชีวิตอยู่ มีสภานายก มีคณะกรรมการ มีสมาชิก และมีกิจกรรมอยู่เรื่อยมาจนกระทั่งทุกวันนี้ เมื่อแรกเริ่มกำเนิดสมาคม ซึ่งสยามยังปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และพระบาทสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า จะเป็นผู้พระราชทานกำเนิดสมาคม แต่พระองค์ก็มิได้เป็นหัวหน้าสมาคมเสียเอง แต่ให้สามัญชนเป็นหัวหน้า และกรรมการ ส่วนพระองค์ขอเป็นเพียงสมาชิกธรรมดาเท่านั้น ถ้าจะพิจารณาถึงวัตถุประสงค์ของกำเนิดสามัคคีสมาคมฯ แต่แรกเริ่ม น่าจะมีเหตุผลประการดังต่อไปนี้คือ เมื่อคนไทยทั้งระดับเจ้านายและสามัญชนไปอยู่ที่อังกฤษ ทำให้คนไทยมีจำนวนมากขึ้นกว่าเพียงมีเอกอัครราชทูต และข้าราชบริพาร คนไทยในต่างแดนน่าจะรวมตัวกัน สามัคคีกันและมีกิจกรรมร่วมกัน เพื่อจะได้ช่วยเหลือแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และเรื่องราวต่างๆ อันเป็นธรรมดาทั่วไปของคนชาติหนึ่งเมื่อไปอยู่ต่างแดน ก็รู้สึกอยากจะพบปะกัน สมาคมกัน คนต่างชาติที่มาอยู่ในเมืองไทยก็มักจะจัดตั้งสมาคม หรือมีสถานที่ที่เป็นที่รู้กันว่า สามารถพบปะกันได้ คลายเหงา คลายคิดถึงบ้านได้บ้าง ในเมืองไทยมีสมาคมของชาวอังกฤษที่ตั้งมาเก่าแก่ มีชื่อว่า "British Club" ตั้งอยู่ถนนสุรวงศ์ ยามออกจากถนนเดโช แล้วเลี้ยวขวาเข้าถนนสุรวงศ์ สมาคมของชาวอังกฤษที่ว่านี้ก็จะอยู่ทางซ้ายมือ ทันทีที่เลี้ยวขวาก็จะเห็นได้ เหตุผลประการที่สองคือ นอกจากจะเป็นที่ที่ให้คนไทยทั้งที่เป็นนักเรียนและเป็นข้าราชการได้พบปะกันแล้ว รูปแบบของการสมาคมของสามัคคีสมาคมฯ เป็นรูปแบบของการทำกิจกรรมของผู้ดีชาวอังกฤษ ทั้งนี้ ดูจากตำแหน่งหน้าที่ของเหล่ากรรมการของสมาคม ก็จะทำให้นึกถึงตัวตนของสมาคมในช่วงแรกเริ่มได้ จะเริ่มต้นมาอย่างไรไม่ทราบ แต่เท่าที่คนเก่าคนแก่ของสามัคคีสมาคมฯ เล่าให้ฟังทราบว่า ทุกตำแหน่งจะต้องได้รับการเสนอชื่อและลงคะแนนเสียงเลือกตั้งจากสมาชิกของสมาคม ทำให้เกียรติและศักดิ์ศรีของกรรมการทุกคนเสมอกัน ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งหัวหน้าหรือปฏิคมก็ตาม เริ่มต้นจากตำแหน่งที่สำคัญที่สุดของสมาคม นั่นคือ หัวหน้า ซึ่งมีชื่อตำแหน่งในเวลาต่อมาคือ "สภานายก" ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุมกรรมการ แม้ว่าจะได้รับเลือกตั้งจากสมาชิก ไม่ต่างจากตำแหน่งอื่น แต่ก็มีศักดิ์ศรีไม่ต่างจาก "นายกรัฐมนตรีของอังกฤษ" ในฐานะที่เป็น "the first among the equals" นั่นคือ ถือเป็นบุคคลสำคัญคนแรกท่ามกลางกรรมการอื่นๆ ที่มีฐานะที่เท่าเทียมกัน นอกจากเป็นประธานในที่ประชุมเพื่อให้กรรมการในตำแหน่งต่างๆ ได้เสนอความคิด และแนวทางการทำกิจกรรมของสมาคมในแต่ละปีแล้ว ก็ย่อมมีบทบาทในฐานะผู้นำที่เป็นหน้าตาของสมาคม และสรุปตัดสินใจกำหนดทิศทางและกิจกรรมของสมาคมด้วย ด้วยว่าคนที่จะเป็นสภานายกได้ จะต้องได้รับการยอมรับจากสมาชิกและรวมทั้งกรรมการโดยส่วนใหญ่ด้วย ต่อมาคือ ตำแหน่งอุปนายก หรือผู้ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยหรือรองสภานายก แม้ว่าจะดูเป็นตำแหน่งสำคัญที่ถัดจากสภานายก แต่จริงๆ แล้ว กลับมีความสำคัญน้อยกว่ากรรมการตำแหน่งอื่นๆ ที่มีดูแลภารกิจที่เป็นหลักสำคัญของสมาคม เช่น ตำแหน่งเหรัญญิกหรือนายทะเบียน เพราะผู้ที่เป็นเหรัญญิกนั้นจะต้องเป็นผู้ที่ละเอียดและได้รับความไว้วางใจให้ดูแลการเงินการทองของสมาคม เพราะการตรวจสอบบัญชีของสมาคมในสมัยแรกเริ่มนั้น ไม่ได้มีการวางตำแหน่งไว้แน่นอนชัดเจน แต่มักจะขอร้องให้ผู้หลักผู้ใหญ่ เช่น ข้าราชการไทยในอังกฤษมาช่วยทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบบัญชี (auditor) แต่ในทางปฏิบัติ ก็ไม่ได้ตรวจกันอย่างเอาเป็นเอาตายเท่าไรนัก ดังนั้น ตำแหน่งเหรัญญิกจึงต้องอาศัยผู้ที่ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจว่าซื่อตรง มีระเบียบวินัยทั้งของตนเองและต่อกรรมการคนอื่นๆ ที่ต้องนำใบเสร็จมาขอเบิกจ่ายหลังจากได้จัดกิจกรรมในส่วนของตนแล้ว ตำแหน่งเหรัญญิกของสามัคคีสมาคมฯ จึงได้รับเกียรติเป็นพิเศษ มีคำนำหน้าตำแหน่งในภาษาอังกฤษว่า "Honorary" นำหน้า "Treasurer" จะว่าไปแล้ว ก็คงไม่ต่างจากรัฐมนตรีกระทรวงการคลังกระมัง ซึ่งรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ย่อมมีบทบาทสำคัญกว่ารองนายกรัฐมนตรีหรือ "อุปนายก" ของสามัคคีสมาคมฯ ตำแหน่งต่อมาคือ นายทะเบียน ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในฐานะที่เป็นผู้ดูแลรายชื่อที่อยู่ของสมาชิกทั้งหมด นายทะเบียนคือผู้ที่ควรจะรู้ว่า ในปีที่ตนดำรงตำแหน่งอยู่นั้น มีสมาชิกสมาคมกี่คน ลดน้อยไปจากปีก่อนๆ เท่าไร? และเพราะอะไร? ถ้าหายไป เพราะขาดการติดต่อ นายทะเบียนก็ควรจะพยายามที่จะติดต่อสมาชิกที่หายไป เพราะนักเรียนไทยในแต่ละช่วงเวลา อาจจะมีการย้ายที่อยู่ ย้ายโรงเรียน หรือย้ายครอบครัวที่ตนอาศัยอยู่ นายทะเบียนย่อมไปติดตามสอบถามการย้ายที่อยู่ของนักเรียนไทยได้จากสำนักผู้ดูแลนักเรียนไทยในอังกฤษ ซึ่งมีสำนักงานตั้งอยู่ที่เดียวกันกับสมาคมนั่นเอง การรักษาจำนวนสมาชิกของสมาคมถือเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง เพราะถ้าสมาชิกลดน้อยหายไป ขอบเขตที่ประโยชน์ของสมาคม ที่จะบังเกิดแก่คนไทยในอังกฤษก็จะแคบ และไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสมาคม ที่ต้องการให้สมาคมเป็นที่พบปะสามัคคีกันในหมู่คนไทยในอังกฤษ แต่ถ้าสมาชิกคนใดกลับเมืองไทยชนิดถาวร นั่นคือ สำเร็จการศึกษา หรือไม่สำเร็จ แต่เลิกเรียนไปเสียเฉยๆ หรือหมดช่วงเวลาการทำงานในอังกฤษแล้ว เมื่อทราบแน่ชัด นายทะเบียนจะต้องแทงบัญชีรายชื่อว่า หมดสมาชิกภาพ และจำนวนสมาชิกที่หายไปนี้ ก็คงจะไปตามตื๊อกลับมาไม่ได้ อีกทั้ง ถ้าไม่แทงพ้นสภาพ สมาคมก็รังแต่จะเสียเงินค่าดวงตราไปรษณียากร ส่งข่าวสากิจกรรม และหนังสือของสมาคมไปเปล่าๆ ปลี้ๆ แต่ไม่มีผู้รับ ซึ่งค่าใช้จ่ายที่แน่นอนตายตัวในการจัดกิจกรรมในแต่ละครั้งก็คือ ค่าดวงตราไปรษณียากร ดังนั้น นายทะเบียนจะต้องรักษาไม่ให้สมาคมสูญเงินเปล่าจากการส่งจดหมายและเอกสารไปให้คนที่ไม่มีตัวตนในอังกฤษแล้ว เหรัญญิกก็จะต่อว่าเอาได้ ขณะเดียวกัน นายทะเบียนก็จะต้องพยายามทำตัวให้เป็นที่รู้จักหรือพยายามไปทำความรู้จักคนไทยรุ่นใหม่ๆ ที่เดินทางมาอังกฤษ เพื่อแนะนำสมาคมและกิจกรรมที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ และชักชวนให้สมัครเป็นสมาชิก นายทะเบียนจึงมีหน้าที่ดูแลการหาคนเข้าเป็นสมาชิกของสมาคม โดยสรุปรวมแล้ว นายทะเบียนสามัคคีสมาคมฯ คือ คนที่จะรู้จักสมาชิกทุกคนของสมาคม ถ้าไม่รู้จักตัวรู้จักหน้า อย่างน้อยก็ต้องรู้จักชื่อและประวัติของเหล่าสมาชิก ยามเมื่อสมาคมจัดงาน นายทะเบียนคงเป็นผู้ที่เหมาะสมที่สุด ในการทำหน้าที่ต้อนรับสมาชิกและผู้คนที่เดินทางมาร่วมกิจกรรมของสมาคม ซึ่งนับว่าเป็นตำแหน่งที่มีบทบาทและภาระหน้าที่ที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่าตำแหน่งเหรัญญิกที่กล่าวไปแล้วเลย ต่อมาคือตำแหน่งประชาสัมพันธ์ ซึ่งจะต้องทำหน้าที่ประสานงานร่วมไปกับนายทะเบียน ในการทำประกาศกำหนดการกิจกรรมต่างๆ ของสมาคมให้กับสมาชิก และรวมถึงการติดต่อกับองค์กรหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาของกิจกรรมต่างๆ และต้องนำข้อมูลข่าวสารที่สมาคมควรต้องรู้ มาแจ้งแก่คณะกรรมการ และสมาชิกของสมาคมด้วย จากนี้ก็เป็นกรรมการในตำแหน่งที่จะต้องจัดกิจกรรมด้านต่างๆ ของสมาคม เริ่มจากตำแหน่ง "สนทนากรรมการ" หรือกรรมการผู้ดูแลจัดสนทนาหรือการอภิปรายที่เป็นประโยชน์แก่สมาชิก และจัดเวทีให้สมาชิกได้มีโอกาสมาแสดงความรู้ ความคิดเห็นแลกเปลี่ยนกันและกัน กิจกรรมสำคัญของสนทนากรรมการของสามัคคีสมาคมฯ คือ การจัดโต้วาทีหรือที่ผู้ดีอังกฤษเรียกว่า "Public debate" ในญัตติต่างๆ ที่น่าสนใจในช่วงเวลาหนึ่งๆ หรือเป็นญัตติหัวข้ออมตะที่จัดเมื่อไรก็เป็นที่น่าสนใจอยู่เสมอ การโต้วาทีถือเป็นการประลองความสามารถทางสติปัญญาและวาทศิลป์ เป็นการฝึกฝนให้เกิดทักษะในการนำเสนอสิ่งที่คนเราเชื่อหรือคิดว่าเป็นแนวทางที่ดี และที่สำคัญคือ การใช้ปัญญาความคิดในการแข่งขันต่อสู้อย่างเปิดเผยมากกว่าที่จะเก็บกดและเป็นศัตรูกันแบบอนารยะ เป็นการฝึกให้เคารพความคิดเห็นของผู้อื่น นั่นคือ เคารพสิทธิเสรีภาพของคู่ต่อสู้และคนทั่วไป สภานักเรียนของมหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ดหรือที่รู้จักกันในนามของ "Oxford Union" จัดให้มีการโต้วาทีประจำปี ซึ่งถือว่าเป็นกิจกรรม หรือเหตุการณ์ที่สำคัญและเป็นที่สนใจยิ่ง ทั้งจากบรรดานักศึกษาเอง และสังคมอังกฤษ รวมทั้งในระดับนานาชาติด้วย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวคงทรงได้รับอิทธิพล และตระหนักเห็นคุณค่าของกิจกรรมดังกล่าว สามัคคีสมาคมฯ จึงมีกิจกรรมตามจารีตปัญญาชนชั้นนำของอังกฤษ จำได้ว่า ในสมัยที่ผู้เขียนยังอยู่อังกฤษ "Oxford Union" ได้เชิญ E.P. Thompson ปัญญาชนชั้นนำฝ่ายซ้ายของอํงกฤษ มาโต้วาทีในหัวข้อเกี่ยวกับ "การมีอาวุธนิวเคลียร์" ซึ่งยังประทับใจผู้เขียนจนกระทั่งทุกวันนี้ ด้วยเหตุนี้ แม้ว่าตำแหน่ง "สนทนากรรมการ" จะไม่เป็นตำแหน่งที่สำคัญมากมาย เมื่อเปรียบเทียบกับตำแหน่งหลักอย่างเหรัญญิกและนายทะเบียน แต่ตามจารีตของสามัคคีสมาคมฯ ที่กำเนิดด้วยเจตนารมณ์ประชาธิปไตยที่เน้นให้ความสำคัญกับการสมาคมอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อพัฒนาวิถีการอยู่ร่วมกันของคนไทยที่เป็นสมาชิกให้ก้าวไปสู่จุดหมายปลายทางของความเป็นผู้ที่รู้จักเคารพสิทธิเสรีภาพ และการต่อสู้ด้วยสติปัญญาและจริยธรรมของการอยู่ร่วมกันอย่างสามัคคี ทำให้ตำแหน่งและภาระหน้าที่ของ "สนทนากรรมการ" มีความโดดเด่นและเป็นที่จับตามองของทั้งสมาชิก และคนไทยทั่วไปในอังกฤษที่มามีส่วนร่วมใน "การสนทนาหารือ" อย่างผู้มีวัฒนธรรม ซึ่งไม่ใช่ทุกสมาคมจะมีตำแหน่งสนทนากรรมการ อุดมการณ์ของนักเรียนไทยในอดีตเมื่อร้อยกว่าปีก่อนจึงสะท้อนให้เห็นถึงอุดมการณ์เสรีประชาธิปไตย และการสมาคมของผู้ชาวอังกฤษในสมัยนั้น ซึ่งเป็นไปได้โดยการพระราชทานของพระมหากษัตริย์ หน้า 76 อุดมการณ์สังคมไทย : นักเรียนไทยในอังกฤษ (อีกครั้ง) คนแคระบนบ่ายักษ์ แพทย์ พิจิตร มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1354 เรื่องราวของสามัคคีสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์สามารถสะท้อนถึงอุดมการณ์ทางการเมืองของนักเรียนไทยในอังกฤษ ในแต่ละช่วงสมัยได้เป็นอย่างดี ในช่วงก่อตั้งแรกเริ่ม กล่าวได้ว่า อุดมการณ์ของนักเรียนไทยในอังกฤษสมัยนั้นเป็นเสรีประชาธิปไตยและมีหลักการจารีตของการสมาคมแบบผู้ดีชาวอังกฤษในสมัยนั้น แต่กระนั้น สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นและเป็นไปได้ก็ด้วยการพระราชทานของพระมหากษัตริย์ ที่ว่าเป็นการเลียนแบบการสมาคมของผู้ดีชาวอังกฤษก็เพราะนอกจากจะมีตำแหน่ง "สนทนากรรมการ" ที่ทำหน้าที่จัดให้มีปาฐกถา การอภิปรายและโต้วาทีเพื่อเสริมสร้างพัฒนาสติปัญญาและความรู้ ตลอดจนการฝึกการต่อสู้ด้วยปัญญามากกว่ากำลังแล้ว สามัคคีสมาคมฯ ยังมีตำแหน่ง "เกฬากรรมการ" หรือกรรมการที่คอยจัดให้มีการแข่งขันกีฬาประเภทต่างๆ เพื่อให้รู้จักการต่อสู้แข่งขันภายใต้กติกาหรือ "เกมส์" (games) การแข่งขันประลองฝีมือถือเป็น "เกมส์" อย่างหนึ่งที่มีแพ้มีชนะ และรู้จักยอมรับความสามารถของผู้อื่นและรู้จักประมาณความสามารถของตัวเองด้วย แต่เมื่อหมดการแข่งขันแล้ว ก็กลับสภาพมาเป็นสมาชิกของสมาคมที่รู้รักรู้สามัคคีสมชื่อ "สามัคคีสมาคมฯ" นั่นเอง นอกจากตำแหน่งที่กล่าวไปแล้ว ก็ยังมีตำแหน่ง "ปฏิคม" ที่ทำหน้าที่ดูแลเรื่องอาหารการกินและของว่าง ซึ่งนับว่าเป็นตำแหน่งที่สำคัญไม่น้อย เพราะคติที่ว่า "กองทัพต้องเดินด้วยท้อง" นี่เอง ทำให้กองทัพสามัคคีสมาคมฯต้องให้ความสำคัญกับปฏิคม เพื่อว่าจะได้รับประทานอาหารอร่อยๆ มีของว่าง มีน้ำชาให้ดื่มแก้หนาวและชื่นใจในรสชาติ ถ้าปฏิคมทำงานอย่างไม่มีใจแล้ว บรรดาสมาชิกและกรรมการคนอื่นๆ ก็คงต้องทานอะไรที่เรียกว่า "กินกันตาย" ไปเท่านั้น ปฏิคมของคณะกรรมการแต่ละชุดแตกต่างกันไปอย่างเห็นได้ชัด บางรายที่มีความตั้งใจทำงานเป็นพิเศษ ก็จะคอยคิดจัดหาอาหารจากเจ้าที่อร่อย แต่ราคาก็ต้องไม่แพงเกินไปนัก มิฉะนั้นแล้ว ใครๆ ก็คงทำตำแหน่งนี้ได้ไม่แพ้กัน เพราะถ้ามีเงินให้จับจ่ายไม่อั้น ก็คงได้แต่จากภัตตาคารหรูๆ มากินกัน แต่ปฏิคมที่ดีต้อง "รู้จัก" ร้านที่ทั้งถูกและอร่อย มีอาหารแปลกๆ มาให้ลิ้มลองกัน ถือว่าเป็นทีเด็ดของปฏิคมเลยก็ว่าได้ ถ้าปฏิคมเป็นคนที่ช่างซอกแซกรู้จักร้านรวงขายขนมปังหรือขนมเค้กเจ้าอร่อย ก็แสดงว่าเป็นคนที่เชี่ยวชาญลอนดอน ถือว่าเป็นเจ้าพ่อลอนดอนในเรื่องอาหารจานเด็ดเลยก็ว่าได้ เพราะของแบบนี้ ถือว่าไม่ธรรมดาที่ใครจะมีความรู้ในเรื่องนี้ เพราะส่วนใหญ่ก็เอาแต่เรียน ไปกลับระหว่างมหาวิทยาลัยกับที่พัก หรือไม่ก็ห้องสมุด เรื่องร้านอาหาร รู้อย่างมากก็ข้าวจีนในโซโห ประเภทข้าวเป็ด ข้าวหมูแดง เป็นต้น ซึ่งใครๆ ก็รู้ นักเรียนไทยในอังกฤษบางคนรู้ร้านข้าวเป็ดที่มีชื่อเสียงตั้งแต่วันแรกที่เดินทางไปถึงลอนดอนด้วยซ้ำ นอกจากซื้อแล้ว บางครั้งในการประชุมใหญ่ประจำปี ซึ่งเรียกทับศัพท์ภาษาอังกฤษกันเลยว่า "มีตติ้งประจำปี" ซึ่งนักเรียนไทยในอังกฤษสมัยก่อนที่เป็นสมาชิกสามัคคีสมาคมฯจะใจจดใจจ่อรอคอยกันมาก เพราะสมัยก่อนไม่ได้เดินทางกลับบ้านกันทุกปีหรือทุกปิดเทอมเหมือนสมัยหลังๆ ส่วนใหญ่แล้ว นานๆ จะได้กลับเสียครั้งหนึ่ง ดังนั้น เมื่อสามัคคีสมาคมฯจัดประชุมใหญ่ประจำปี ก็จะเป็นโอกาสดีให้เหล่านักเรียนไทยได้มาพบปะทำกิจกรรมในลักษณะต่างๆ ร่วมกัน สมัยก่อน มักจะติดต่อขอใช้ที่โรงเรียนประจำในต่างจังหวัดหรือแถบชานกรุงลอนดอนจัดงานและมีการค้างแรมกันสองสามคืน ตกเย็นก็จะมี "ดินเนอร์" มีพิธีรีตองการรับประทานอาหารแบบผู้ดีอังกฤษกันเลย ทุกคนแต่งตัวกันเต็มยศอย่างโก้ และในโอกาสนี้เองที่ปฏิคมบางคนจะได้มีโอกาสสำแดงฝีมือในการทำอาหาร (ถ้ามีฝีมือ!) ซึ่งของอย่างนี้ แล้วแต่ปฏิคมแต่ละคนจริงๆ ส่วนใหญ่มักจะไม่ได้มีฝืมือกันเท่าไรนัก จะถนัดไปทางสั่งซื้อเสียมากกว่า แต่ถ้าปีไหน คนดีมีฝีมือหลุดมาเป็นปฏิคม ก็จะเป็นลาภปากของสมาชิกกินกันให้เอิกเกริกกันไป โดยเฉพาะถ้ามื้อนั้นเป็นอาหารไทย! อาหารพวกแกงเขียวหวานย่อมเป็นของโปรดของนักเรียนไทยในอังกฤษในสมัยโบราณ เพราะมันต้องอาศัยเครื่องแกง ซึ่งทำเองไม่ได้ และก็ยังไม่มีขายกันเกร่อตามร้านไทยที่มีจำนวนไม่น้อยในกรุงลอนดอนเหมือนสมัยหลังๆ ดังนั้น ถ้าได้เครื่องแกงส่งขึ้นเครื่องบินมาทางพัสดุของสถานทูต ก็นับว่าโชคดี การรับประทานพวกแกงเขียวหวานหรือแกงเผ็ดของนักเรียนไทยในอังกฤษสมัยก่อนนับว่ามีลีลาที่แปลกว่าการรับประทานในเมืองไทย ขณะที่เวลาเราทานแกงในเมืองไทย เราจะเน้นตักเนื้อตักหมูหรือไก่กุ้งก็แล้วแต่ แต่นักเรียนไทยในอังกฤษจะเน้นตักมะเขือ! ทั้งๆ ที่เวลาอยู่บ้านที่เมืองไทย ก็จะไม่สนใจมะเขือ ไม่ว่าจะเป็นมะเขือเล็กกลางใหญ่หรือพวง แต่พออยู่เมืองนอกเข้าหน่อย เกิดอยากจะกินมะเขือมากกว่าเนื้อ จะว่าดัดจริตก็ไม่เชิง เพราะหมูเห็ดเป็ดไก่ มันหากินได้ง่ายอยู่แล้วในอังกฤษ แต่มะเขือถือเป็นของหายาก และมะเขือมันช่วยให้ได้รสชาติแกงแบบไทยๆ ได้ดีนัก กินแล้วชวนให้คิดถึงบ้านอย่างบอกไม่ถูกเลยทีเดียว มะเขือจึงกลายเป็นของอร่อยที่พวกเราต้องแย่งกันทานไปเสียนั่น นอกจากอาหารหนักแล้ว เรื่องอาหารว่างก็ถือว่าสำคัญไม่น้อย เพราะจะว่าไปแล้ว อาหารที่ปฏิคมต้องจัดหาอยู่บ่อยๆ คือ อาหารว่าง มากกว่าอาหารหนัก เพราะปฏิคมจะจัดหาอาหารหนักก็เฉพาะตอนที่มีงานใหญ่ๆ เช่น งานวันมหาธีรราชเจ้า งานประชุมประจำปี ส่วนกิจกรรมที่มีอยู่บ่อยๆ ซึ่งได้แก่ กิจกรรมการสนทนา อภิปราย โต้วาที หรือการประชุมคณะกรรมการของสมาคม จะใช้อาหารว่างเป็นหลัก อาหารว่างที่จัดกันมีหลายแบบ แล้วแต่น้ำจิตน้ำใจของปฏิคม ปฏิคมบางคนที่ไม่ขวนขวายอะไรเลย ก็มักจะซื้อพวกคุกกี้หรือพวกมันทอดกรอบ (crisps) ผนวกกับชาหรือกาแฟ ซึ่งเป็นของตายต้องมีให้ดื่มอยู่เสมอ ห้ามขาดเลย ปฏิคมประเภทนี้ มักจะมักง่าย คือหาซื้อคุกกี้หรือมันทอดกรอบบรรจุซองตามร้านที่อยู่แถวสถานีรถไฟใต้ดินสถานีใดสถานีหนึ่งบริเวณแถวๆ สำนักงานผู้ดูแลนักเรียนไทยซึ่งเป็นที่ทำการของสามัคคีสมาคมฯ สถานีรถใต้ดินดังกล่าวที่ว่านี้ ได้แก่ สถานี South Kensington สถานี High Street Kensington สถานี Knightsbridge หรือสถานี Gloucester Road เรียกว่า เดินทางมาจากบ้านมาโผล่ที่สถานีที่ใกล้สามัคคีสมาคมฯ ก็ซื้อมันแถวๆ นั้นแหละ ไม่ขวนขวายอะไรเลย หรือบางทีก็ซื้อร้านแขกที่ใกล้สมาคมขึ้นมาอีก ซึ่งราคาแพงกว่าซื้อซุปเปอร์มาร์เก็ต ทำแบบนี้ เหรัญญิกก็จะบ่นหรือค้อนให้ทันที! แต่ถือว่ายังดีกว่าปฏิคมบางคนที่ไม่ซื้ออะไรเลย มีแต่เตรียมชา กาแฟให้เท่านั้น ถ้าประชุมกันยืดยาว ก็ต้องพากันหิวไส้กิ่วกันไป ซึ่งถือว่าเป็นลูกไม้อย่างหนึ่งที่จะไม่ให้การประชุมยืดเยื้อ ก็โดยการไม่ให้มีของว่างเลย เพราะถ้ามีของว่างด้วยแล้ว กรรมการที่ถนัดวิพากษ์วิจารณ์โต้แย้งหรือไม่ค่อยจะถูกชะตากับกรรมการด้วยกันบางคนแล้ว ท่านก็ร่ายยาวอภิปรายกันอย่างไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน ยิ่งถ้าเรียนอยู่ในลอนดอนด้วยแล้ว ก็ไม่ต้องห่วงต้องขึ้นรถไฟให้ทันกลับเมือง ก่อนตกรถไฟ ปฏิคมบางคนแสนดี คือขวนขวาย บางคนดีจนคิดว่า ถ้าเขาหรือเธอคนนั้นกลับมาเมืองไทย หลังจากเรียนจบ มาใช้ทุนรัฐบาล ก็คงจะเป็นข้าราชการที่ดีที่สุดคนหนึ่งเลยทีเดียว เพราะเขาหรือเธอคนนั้น จะไปซื้อขนมปังจากร้านขนมปังที่อบสดในชุมชนที่เธอ/เขาอาศัยอยู่ และซื้อเครื่องทำแซนด์วิชจากร้านขายของสด มาปรุงทำไส้แซนวิชต่างๆ และอุตสาหะแบกแซนวิชแสนอร่อยจำนวนมาใส่หีบห่อมาบริการในที่ประชุม แถมยังชงชาให้ด้วย และก็ยังชงชาได้อร่อย เพราะเคยได้รับคำแนะนำในการชงชาจากครอบครัวชาวอังกฤษที่เคยอาศัยอยู่ การชงชาให้อร่อยไม่ใช่เรื่องง่าย ภาชนะต้องอยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสม คือต้องลวกด้วยน้ำร้อนก่อนจะใส่ชาลงไป อีกทั้งนมที่ไว้ใช้ผสมก็ต้องอุ่นด้วย อีกทั้งต้องรู้จักเลือกชนิดของชาให้เหมาะสมกับช่วงเวลาของวันอีก เมื่อแซนด์วิชอร่อย ชารสกลมกล่อม บรรยากาศการประชุมก็ยากที่จะเคร่งเครียด กรรมการบางคนที่ตั้งท่าจะขัดแย้งกัน ก็ต้องสลายอารมณ์เครียดนั้นลงไปบ้าง ทุกอย่างก็สามารถดำเนินไปอย่างราบรื่นสมานฉันท์และลงเอยด้วยดีได้ เพราะเหรัญญิกก็อารมณ์ดี ไม่หงุดหงิดเพราะเป็นห่วงประมาณ เพราะปฏิคมผู้แสนดีมานะบากบั่นหาซื้อของดีในราคาถูกมาทำของว่างรสเลิศ ขณะเดียวกัน กรรมการท่านอื่นๆ ก็อารมณ์ดี ไม่ต้องหิ้วท้องหิ้วไส้ เหมือนบางปีที่ปฏิคมใจดำไม่ทำหน้าที่ด้วยจิตด้วยใจ สามัคคีสมาคมฯ มีจารีตเฉพาะของสมาคม ไม่ใช่ใครจะเข้ามาทำงาน โดยไม่พยายามรับรู้ถึงจารีตของสมาคม เพราะถ้าไม่พยายามเรียนรู้จารีตที่สืบสานกันมา ความเป็นสามัคคีสมาคมฯก็จะพังพินาศไป อย่างเช่น ในระยะหลังๆ บางปี ปฏิคมเล่นซื้อแซนด์วิชจากห้างแฮร์รอดส์ (Harrods) มาให้กรรมการรับประทาน ด้วยหวังจะได้รับคำชมว่าตั้งใจทำงาน แต่กลับถูกวิพากษ์วิจารณ์เสียจนน้อยใจ ลาออกไป และปฏิญาณว่า จะไม่ขอกลับมายุ่งเกี่ยวกับสมาคมอีกต่อไป และกล่าวหาว่า สามัคคีสมาคมฯ ใจร้ายและดูถูกคน... อ้าว! ว่าไปนั่น จารีตของสามัคคีสมาคมฯ นี้หาใช่อุดมการณ์ศักดินาเจ้านายเสียหมดอย่างที่เข้าใจกัน และเป็นจารีตที่ต้องการให้ทุกคนหัดทำงานอย่างตั้งอกตั้งใจ ลงแรงบ้าง ลงทุนน้อย แต่ให้ได้ผลดี จะว่าไปแล้ว คงเป็นจารีตทั่วไปของคนอังกฤษเสียมากกว่า เพราะคนอังกฤษโดยส่วนใหญ่แล้วเป็นคนประหยัดกว่าคนไทยมาก! แต่ไม่รู้ว่า ลูกหลานคนใหญ่คนโตของเมืองไทยสมัยนี้ไปอยู่อังกฤษแล้ว จะได้จารีตที่ว่านี้กลับมาหรือเปล่าก็ไม่ทราบได้ ยิ่งเดินทางกลับไปกลับมาทุกเดือนเป็นว่าเล่น ก็คงไม่ได้อะไรกลับมานอกจากได้ "ชื่อ" ว่าเป็น "นักเรียนอังกฤษ" กับเขาเท่านั้น หน้า 76 อุดมการณ์สังคมไทย : นักเรียนไทยในอังกฤษ (อีกครั้ง) คนแคระบนบ่ายักษ์ แพทย์ พิจิตร มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 04 สิงหาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1355 สามัคคีสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์เป็นสมาคมคนไทยที่เก่าแก่ที่สุดก็ว่าได้ ตั้งขึ้นมาในสมัยที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าอยู่หัวทรงศึกษาอยู่ที่ประเทศอังกฤษ ตำแหน่งของคณะกรรมการสมาคมได้แก่ สภานายก อุปนายก เหรัญญิก นายทะเบียน ประชาสัมพันธ์ สนทนากรรมการ เกฬากรรมการ (สมาคมใช้คำว่า "เกฬา" จริงๆ) สนทนากรรมการ ปฏิคม บรรณาธิการ และมีตำแหน่งอนุกรรมการในแต่ละตำแหน่งเป็นผู้ช่วย ส่วนสมาชิกก็ได้แก่คนไทยทุกคนไม่ว่าจะเป็นนักเรียน ข้าราชการ ผู้ประกอบอาชีพที่สมัครเป็นสมาชิก โดยมีคุณสมบัติตามระเบียบข้อบังคับของสมาคม ตำแหน่งทุกตำแหน่งไม่ความสำคัญไม่แพ้กันอย่างที่ได้กล่าวไปในตอนที่แล้วมา ในทางปฏิบัติ ตำแหน่งใดจะมีบทบาทสำคัญก็ขึ้นอยู่กับความอุทิศตัว ความสามารถและบุคลิกภาพของแต่ละคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสียสละและจิตสำนึกของการสมาคม การสมาคมถือเป็นอารยธรรมอย่างหนึ่งของมนุษย์ หรือปราชญ์ผู้รู้บางท่านเชื่อว่าเป็นธรรมชาติอันประเสริฐของมนุษย์เสียด้วยซ้ำ การสมาคมทำให้รู้จักการปรับตัวเข้าหากันและกัน และเรียนรู้สิ่งต่างๆ จากกันและกัน ขณะเดียวกัน ก็ไม่ใช่การเฮโลทำอะไรตามๆ กัน อย่างนั้นก็ไม่ใช่การสมาคม แต่เป็นพฤติกรรมแบบฝูง ซึ่งก็พบได้ในสัตว์หลายชนิด ดังนั้น บทบาทของกรรมการตำแหน่งใดจะโดดเด่นไม่จำเป็นจะต้องมีตำแหน่งสำคัญๆ อย่างที่เข้าใจกัน เช่น ตำแหน่งสภานายก หรือเหรัญญิก เพราะถ้าสภานายกขาดซึ่งคุณสมบัติของการสมาคม ไม่รู้จักปรับตัว เรียนรู้ ประนีประนอม และคงไว้ซึ่งความคิดริเริ่มและความเป็นตัวของตัวเองได้ สภานายกก็อาจจะด้อยไปเสียกว่าปฏิคมหรือเกฬากรรมการเสียด้วยซ้ำ ตำแหน่งที่สำคัญไม่แพ้ตำแหน่งอื่นๆ ก็คือ เกฬากรรมการ ซึ่งจะต้องจัดให้มีการแข่งขันกีฬาประเภทต่างๆ แล้วแต่ความเหมาะสมในเรื่องของจำนวนคน เวลาและสถานที่และงบประมาณ เมื่อประมาณเกือบสามสิบปีที่แล้ว ด้วยข้อจำกัดอย่างที่กล่าวไป ทำให้เกฬากรรมการไม่สามารถจัดกีฬากลางแจ้งได้ การแข่งขันกีฬาของสมาคมจึงมักจะเป็นกีฬาในร่ม เช่น หมากกระดาน ไพ่บริดจ์ และสนุ้กเกอร์ (โต๊ะเล็ก) เป็นต้น เกฬากรรมการมีหน้าที่คิดว่าจะจัดให้มีการแข่งขันอะไร และก็ฝากข่าวทางประชาสัมพันธ์หรือนายทะเบียน หรือจะแจ้งข่าวถึงสมาชิกด้วยตนเองก็ได้ หากเกฬากรรมการแข็งขันมาก ฤดูการแข่งขันก็มักจะเป็นช่วงพักระหว่างภาคการศึกษา ไม่ใช่ปิดเทอมใหญ่ เพราะปิดเทอมใหญ่ นักเรียนมักจะกลับเมืองไทยกัน หรือไม่ก็เดินทางไปฝั่งยุโรป ส่วนปิดเทอมย่อยประมาณสองสัปดาห์ ส่วนใหญ่ไม่กลับกัน สู้มาสุมหัวอยู่กันที่หอพักของสำนักงานผู้ดูแลนักเรียนไทยที่ถนน Princes Gate ดีกว่า ที่ว่าดีกว่าก็เพราะจะได้เจอเพื่อนนักเรียนไทยด้วยกัน ที่ปรกติจะไม่ค่อยได้เจอ เพราะเรียนกันคนละโรงเรียน อีกทั้งก็จะได้พบนักเรียนต่างเพศให้ตื่นเต้นหัวใจด้วย ปิดเทอมสองสัปดาห์ ไม่รู้จะทำอะไรดี เที่ยวเตร่ไปมาในลอนดอนก็งั้นๆ กี่ครั้งกี่ครั้ง มันก็เหมือนเดิม นอกจากจะเที่ยวซื้อของเสื้อผ้าแผ่นเสียงหรือดูภาพยนตร์ ซึ่งสองสิ่งนี้ยากที่จะไม่มีอะไรใหม่ๆ แต่วันสองวันก็พอแล้วสำหรับกิจกรรมแบบนี้ ดังนั้น เกฬากรรมการที่แสนดีก็จะเดินทางมาจัดการแข่งขันกีฬาในร่มในห้องสมุดสามัคคีสมาคมฯ ถือเป็นการใช้เวลาไปอย่างมีประโยชน์ ดีกว่าไปเดินเล่นแถวโซโห (Soho ย่านเมืองจีนของลอนดอน) หรือ Piccadilly, Camden Market เพราะออกไปข้างนอกก็ต้องเสียเงินค่ารถ ค่าอาหาร อีกทั้งอากาศก็ไม่ดี เพราะช่วงปิดเทอมย่อยมันก็ทั้งมืดเร็วและฝนตก สู้อยู่ในห้องสมุดสามัคคีสมาคมฯ เล่นอะไรกันไป ทานอาหารฝีมือคุณป้าละมุน (แม่ครัวฝีมือดีของ ก.พ.) ทั้งอร่อยทั้งถูก และเป็นอาหารไทยด้วย มีให้ทานสามมื้อเลยทีเดียว ส่วนใหญ่ คนที่จะเป็นเกฬากรรมการมักจะเป็นนักเรียนมัธยมที่ร่วมปิดเทอมช่วงสั้นพร้อมๆ กับคนอื่น ซึ่งทำให้สะดวก ไม่ต้องเดินทางมาทำหน้าที่ แต่พักอยู่ที่หอพักนั้นเลย ถ้าไม่เป็นนักเรียนที่ปิดเทอมและมาพักอยู่ที่ ก.พ. คนที่จะมาเป็นเกฬากรรมการก็ควรจะพักอยู่ในลอนดอน จึงจะสามารถมาจัดการแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่ต้องเบิกค่ารถไฟเดินทางจากต่างจังหวัดเข้ามา อันจะทำให้เหรัญญิกต้องบ่นกระปอดกระแปด นอกจากเกฬากรรมการจะจัดให้มีการแข่งขันกีฬาในร่มประเภทต่างๆ แล้ว ก็ยังต้องทำตัวเป็นกรรมการให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นคนจับเวลาในเรื่องหมากกระดาน/ไพ่ คนจดแต้มสนุ้กเกอร์แล้ว ยังต้องทำหน้าที่เป็นคนเก็บเครื่องกีฬาด้วย พูดง่ายๆ ก็คือ ต้องมาเป็นคนแรกเพื่อให้เบิกอุปกรณ์ และต้องอยู่จนคนสุดท้ายเพื่อเก็บและตรวจสอบความเรียบร้อยของอุปกรณ์ เรียกได้ว่าเป็นงานหนักไม่ใช่น้อยเลย แต่เพื่อความสนุกสนานและการสมาคมของสมาชิก เกฬากรรมการทำได้เสมอ สมาชิกของสมาคมหลายคนไม่รู้จักมักคุ้นกันมาก่อน แต่เมื่อมาเล่นเกมต่างๆ กัน ในที่สุดก็คุ้นกันไปเอง มิตรภาพบังเกิดขึ้น และก็โหยหารอคอยว่าให้ถึงวันที่จะปิดเทอม และมาพักอยู่ในหอพักร่วมกัน จะได้สนุก (แก้แค้น-ล้างตา) ในเกมที่เคยพลาดท่าเสียทีไปเมื่อปิดเทอมก่อน นอกจากดนตรีที่เป็นภาษาสากลแล้ว ก็มีกีฬานี่แหละที่เป็นภาษาสากล คือมาจากที่ต่างๆ กัน ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่ก็มาแข่งขันเล่นเกมกันได้ โดยไม่ต้องพูดอะไรกันมาก (เพราะไม่รู้จักกันมาก่อน จะให้พูดอะไรกันได้นักหนา) แม้แต่นักเรียนที่ไม่รู้จักกันแต่หมั่นไส้กัน ก็หาเรื่องเล่นเกมแข่งกันได้ โดยมีพรรคพวกของตนคอยเป็นกองเชียร์อยู่ สมาชิกอายุที่เป็นนักเรียนมหาวิทยาลัยก็มักจะแข่งบริดจ์กัน แต่ระยะหลัง ไม่รู้ว่าค่าเครื่องบินถูกลงหรือผู้ปกครองนักเรียนไทยรวยขึ้นก็ไม่ทราบ หรือคิดถึงลูกมากกว่าผู้ปกครองรุ่นก่อนๆ ทุกปิดเทอม นักเรียนไทยสมัยนี้กลับบ้านกันเกือบทุกคน ดังนั้น บรรยากาศการแข่งขันกีฬาอันสนุกสนานในห้องสมุดสามัคคีสมาคมฯ จึงไม่มีใครสมัยนี้รู้จักอีกต่อไป ไม่มีใครจะโหยหาที่จะกลับมาเจอกันในช่วงปิดเทอมอีกต่อไป มันกลายเป็นอดีต เป็นภาพแห่งความทรงจำของคนที่เคยเป็นสมาชิกสามัคคีสมาคมฯ ในยุคก่อนๆ นึกไม่ออกเหมือนกันว่า ปัจจุบันนี้ คนที่ดำรงตำแหน่งเกฬากรรมการจะจัดการกับการริเริ่มสร้างสรรค์กิจกรรมกีฬาให้เข้ากับสภาพการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร? มันคงไม่ใช่เรื่องของประเภทของกีฬาเท่ากับการหาคนมาเล่น ถ้าเกฬากรรมการของสามัคคีสมาคมฯ ในอดีตเมื่อสี่ห้าสิบปีก่อน (ซึ่งบัดนี้ อย่างดี อายุก็น่าหกสิบเป็นอย่างน้อย!) มีโอกาสได้มาเยี่ยมเยือนห้องสมุดสามัคคีสมาคมฯ ในช่วงปิดเทอมสั้นๆ ในสมัยนี้ คงจะพบแต่ความเงียบเหงา และได้แต่นึกถึงภาพในอดีตที่ยังคงมีชีวิตอยู่แต่ในความทรงจำของตัวเอง รวมทั้งเสียงหัวเราะ เสียงเชียร์ เสียงพร่ำบ่น (ยามที่คู่ต่อสู้สามารถเก็บลูกที่เหลือบนโต๊ะสนุ้กฯ ได้หมด ตั้งแต่ลูกเขียวเป็นต้นมาด้วยไม้เดียว) ที่ยังก้องอยู่ในความคิดจินตนาการแห่งความหลัง มันเป็นทั้งความสุขและความโศกเศร้าในเวลาเดียวกัน หลายต่อหลายคนที่เคยเป็นเกฬากรรมการของสามัคคีสมาคมฯ ย่อมยากที่จะปฏิเสธความรู้สึกที่ว่านี้ ความภาคภูมิใจที่นักเรียนรุ่นน้องๆ วิ่งกรูกันเข้ามาหา เพื่อให้เขาเริ่มเปิดการแข่งขัน ช่วงเวลาอันสนุกสนานเข้มขัน ความคิดถึงกันและกัน หรือพูดสั้นๆ ด้วยคำที่คนไทยทั่วไปไม่ค่อยให้ความสำคัญกับมัน นั่นคือ "การสมาคม" สิ่งเหล่านี้...มันหายไปกับกาลเวลา ที่สำคัญมันหายไปกับการเติบโตของทุนนิยม อย่างที่ Karl Marx กล่าวได้ว่า "All that is solid melts into air." จากการที่มีสายการบินบริการเดินทางระหว่างกรุงเทพฯ-ลอนดอนมีมากขึ้น ราคาถูกลง การเดินทางสะดวกขึ้น ไม่ลำบากแสนสาหัสเหมือนสมัยที่ต้องนั่งเรือไปต่อเครื่องบิน หรือต้องบินไปเปลี่ยนเครื่องระหว่างทางที่ประเทศต่างๆ ทำให้นักเรียนส่วนใหญ่กลับเมืองไทย จากการที่คนไทยรวยขึ้น การซื้อแฟลตที่อยู่อาศัยในลอนดอนจึงเป็นเรื่องเป็นไปได้ และผู้ปกครองหลายคนก็ซื้อแฟลตไว้ เพื่อสะดวกยามเดินทางมาเยี่ยมลูกหรือให้ลูกอยู่ตอนปิดเทอม หลายครอบครัวอยากให้ลูกเข้ามหาวิทยาลัยในลอนดอน เพื่อที่จะให้แฟลตที่ซื้อไว้เป็นประโยชน์เต็มที่ หรือบางคนตัดสินซื้อแฟลตยามเมื่อลูกเข้ามหาวิทยาลัยลอนดอน เพราะการซื้อแฟลตในเมืองอื่นๆ ย่อมไม่ใช่การลงทุนที่ดี เพราะราคาไม่ดีเมื่อเทียบกับแฟลตในลอนดอน ยกเว้นจะคิดอยู่กันจริงๆ จังๆ สักวัน อีกทั้งพัฒนาการทางเทคโนโลยี ทำให้มีเกมประเภทที่เล่นคนเดียว โดยมีคู่แข่งคือเครื่องจักรกล ก็ทำให้คนไม่สนใจการสมาคม เพราะสามารถสนุกได้คนเดียวที่แฟลตของตน! นั่นคือ พวกเกมคอมพิวเตอร์ต่างๆ ปัจจัยที่กล่าวมานี้ เราปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นผลพวงของทุนนิยมที่ทำให้มีทุนสร้างสรรค์สิ่งเหล่านี้ขึ้น จนทำให้ความสัมพันธ์ทางสังคมของผู้คน เปลี่ยนแปลงไป และความสัมพันธ์ทางการสมาคมของสามัคคีสมาคมฯ ก็เป็นส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ทางสังคมโลกที่เปลี่ยน แปลงระเหิดหายไปกับอากาศธาตุ พร้อมๆ กับอุดมการณ์สามัคคีสมาคมฯ ที่เหือดหายเปลี่ยนแปลงไปตามพัฒนาการของทุนนิยม และล่าสุด หนึ่งในสุดยอดอภิมหาเศรษฐีนักธุรกิจการเมืองของไทยก็ได้ชื่อว่ามีที่พักแบบ penthouse สุดหรูราคาประมาณ 3-4 ล้านปอนด์เศษ หรือประมาณ 210-280 ล้านบาท ซึ่งตั้งอยู่ที่เลขที่ 2 AKA No.50 Maple Lodge, Marloes Road W85UN High Street Kensington ในใจกลางกรุงลอนดอน ไม่ห่างไม่ไกลจากที่ทำการสามัคคีสมาคมฯ เท่าไรนัก เรียกว่าเดินประมาณ 10 นาทีเท่านั้น คาดว่าในราคาขนาดนั้น คงใหญ่กว่าห้องจัดกิจกรรมของสามัคคีสมาคมฯ ด้วยซ้ำ จะว่าไปแล้ว สามารถย้ายกิจกรรมสมาคมไปที่บ้านหลังนั้นได้เลย หน้า 76 อุดมการณ์สังคมไทย : นักเรียนไทยในอังกฤษ (อีกครั้ง) คนแคระบนบ่ายักษ์ แพทย์ พิจิตร มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1356 มีใครบางคนเคยกล่าวไว้ว่า เรื่องราวในสามัคคีสมาคมฯ หรือสมาคมของคนไทยในประเทศอังกฤษนั้นเสนอภาพสะท้อนการเมืองที่ประเทศไทยได้เป็นอย่างดี พูดง่ายๆ คือ เราสามารถเข้าใจการเมืองไทยซึ่งเป็นเรื่องราวมหภาคโดยดูจากเรื่องราวของสามัคคีสมาคมฯ ซึ่งเป็นเรื่องราวระดับจุลภาคได้ จะเป็นจริงตามคำกล่าวนี้หรือไม่ คงต้องติดตามกันต่อไป! เพราะเรื่องราวของสมาคมฯมีมากมาย ขณะนี้อายุสมาคมสามัคคีฯ ก็ปาเข้าไป 106 ปีแล้ว ในตำแหน่งกรรมการทั้งหมดของสามัคคีสมาคมฯ ตำแหน่งที่เป็นที่หมายปองที่สุดย่อมหนีไม่พ้นตำแหน่ง "สภานายก" เพราะถือเป็นตำแหน่งที่ต้องออกหน้าก่อนใคร เป็นภาพตัวแทนของสมาคม นับว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ได้รับความวางไว้ใจถูกเลือกให้เป็นสภานายก แม้ว่าโดยปรกติแล้ว ตำแหน่งทำนองนี้ที่เรียกในชื่อต่างๆ กันไป เช่น ประธาน นายก ฯลฯ ย่อมเป็นที่ปรารถนาในทุกสมาคม แต่สำหรับสามัคคีสมาคมฯ ตำแหน่งสภานายกถือว่ามีความสำคัญและเป็นเกียรติยิ่ง เพราะโดยปรกติแล้ว สมาชิกส่วนใหญ่ของสามัคคีสมาคมฯ คือนักเรียนไทยในอังกฤษ นอกนั้นก็มีข้าราชการ คนไทยที่พำนักอาศัยอยู่ในอังกฤษ และรวมทั้งคนอังกฤษที่สนใจเรื่องราวของไทย หรืออยากรู้จักคนไทยและวัฒนธรรมประเพณีไทย การเป็นที่ยอมรับของสมาชิกดังกล่าวถือว่า ต้องไม่ธรรมดา! ไม่ธรรมดาอย่างไร? นักเรียนไทยในอังกฤษแบ่งเป็นสองประเภทใหญ่ๆ ได้ดังนี้คือ นักเรียนที่มาด้วยทุนส่วนตัวกับนักเรียนทุน ผู้ที่เป็นนักเรียนทุนส่วนตัวย่อมเป็นต้องมาจากครอบครัวมหาเศรษฐีหรือเศรษฐีเป็นอย่างน้อย ส่วนนักเรียนทุนนั้นคุณสมบัติสำคัญคือ เรียนเก่ง ฉลาด มิฉะนั้น คงสอบชิงทุนมาไม่ได้ ในหมู่นักเรียนทุนที่เรียนเก่งนี้ก็ประกอบไปด้วย นักเรียนทุนที่ร่ำรวยและไม่ร่ำรวย และเช่นกัน ในหมู่นักเรียนทุนส่วนตัวก็ประกอบไปด้วยนักเรียนที่เรียนเก่งและเรียนไม่เก่ง แต่ทั้งนักเรียนทุนส่วนตัวและนักเรียนทุนต่างก็ประกอบไปด้วย คนที่มาจากชาติตระกูลสูงส่ง และคนที่มาจากชาติตระกูลธรรมดา คนที่มาจากชาติตระกูลสูงส่ง เช่น เชื้อพระวงศ์ หรือมาจากชาติตระกูลขุนน้ำนางข้าราชการ หรือชาติตระกูลของเจ้าสัวนักธุรกิจที่เป็นที่รู้จักกันมาหลายชั่วคน ส่วนคนที่ไม่ได้มาจากชาติตระกูลสูงส่ง ก็ได้แก่ คนที่เพิ่งรวย หรือเพิ่งมีหน้ามีตาในสังคม หรือบางคนจนเลยก็มี ซึ่งพบได้ในกรณีของนักเรียนทุนเท่านั้น ส่วนนักเรียนที่มาด้วยทุนส่วนตัว ไม่มีทางพบคนจนได้เลย พูดง่ายๆ ก็คือ สมาชิกของสามัคคีสมาคมฯ ประเภทที่เป็นนักเรียนนี้ โดยส่วนใหญ่ คนเหล่านี้ถือได้ว่าเป็นชนชั้นนำ (elite) หรือมีศักยภาพที่ก้าวไปเป็นชนชั้นนำในสังคมไทยต่อไป แม้ว่าบางคนจะเรียนไม่เก่ง แต่ก็รวยหละ! คนจะเป็นชนชั้นนำในสังคมใด ก็มักจะต้องมีคุณสมบัติสำคัญๆ คือ ทรัพย์สินเงินทอง หรือ ทรัพย์ทางปัญญา การเป็นนักเรียนอังกฤษ โดยเฉพาะเรียนระดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยของอังกฤษนั้น ถือได้ว่า มีโอกาสศึกษาในมหาวิทยาลัยชั้นหนึ่งของโลกก็ว่าได้ เพราะใครๆ ก็ทราบดีว่า ทั่วโลกเขายอมรับว่า การศึกษาในระดับปริญญาตรีของอังกฤษนั้นมีมาตรฐานสูงยิ่งกว่าใครๆ สมัยนี้ก็น่าจะยังเป็นเช่นนั้นอยู่!? ยิ่งกว่านั้น สมาชิกสามัคคีสมาคมฯ ที่เป็นนักเรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำของอังกฤษ อย่างเช่น อ๊อกซ์ฟอร์ด เคมบริดจ์ ลอนดอน ฯ ย่อมยิ่งถือว่ายอดเยี่ยมเข้าไปใหญ่ และไม่ใช่ยอดเยี่ยมเฉพาะในหมู่คนไทย แต่ถือยอดเยี่ยมระดับโลกเลยก็ว่าได้ เพราะคนจากทั่วโลกแข่งขันกันเพื่อจะได้เข้ามาเป็นนักเรียนระดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยชั้นนำดังกล่าวนี้ นอกจากนักเรียนระดับปริญญาตรีแล้ว สามัคคีสมาคมฯ ก็ยังมีสมาชิกที่เรียนระดับปริญญาโท ปริญญาเอก หรือระดับหลังปริญญาเอก (postdoctoral) อีกด้วย พวกที่เรียนระดับหลังปริญญาเอกคือ ผู้ที่จบปริญญาเอกแล้ว แต่มีความรู้ความสามารถเฉพาะทางดีเยี่ยม จนมหาวิทยาลัยเขาต้องการให้ทำวิจัยในบางเรื่องบางราวต่อไป ซึ่งนอกจากจะเพิ่มพูนทักษะความสามารถของนักเรียนแล้ว ยังทำคุณประโยชน์ในการพัฒนาองค์ความรู้และการวิจัยให้กับมหาวิทยาลัยอีกด้วย งานวิจัยบางชิ้นไม่เพียงจะสร้างชื่อเสียง และเป็นประโยชน์แก่มหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่มันยิ่งใหญ่ขนาดสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศอังกฤษ และทำคุณประโยชน์ให้แก่สังคมระดับโลกเลยก็ว่าได้ สมาชิกของสามัคคีสมาคมฯ ระดับนั้นก็ได้แก่ ยงยุทธ ยุทธวงศ์ ซึ่งขณะนี้คือ ศาสตราจารย์ ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ นักวิทยาศาสตร์ด้านชีวเคมีชาวไทยมีผลงานเด่นในเรื่องเกี่ยวกับมาลาเรีย ได้รับรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่น พ.ศ.2527 สาขาชีวเคมี ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาและนักวิจัยอาวุโส สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จบการศึกษาระดับปริญญาตรีเคมีเกียรตินิยมอันดับหนึ่งจากมหาวิทยาลัยลอนดอน และปริญญาเอกด้านเคมีอินทรีย์จากมหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด จากนั้นเมื่อกลับมายังประเทศไทย ได้เป็นอาจารย์เอก ภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และได้รับโปรดเกล้าให้เป็นศาสตราจารย์เมื่ออายุได้ 39 ปี เป็นศาสตราจารย์ระดับ 11 เมื่ออายุ 46 ปี ตอนที่อาจารย์ยงยุทธสอบเข้าเรียนปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด หรือที่เรียกกันว่า "A Level" นั้น ด้วยความกล้าแกร่งทางวิชาการ ทำให้เขาสอบ S ซึ่งเป็นแผนการสอบพิเศษสำหรับนักเรียนที่เก่งมากๆ เท่านั้น และผลการสอบของท่านก็ออกมาเป็นเลิศด้วย สำหรับความรู้ความสามารถของอาจารย์ยงยุทธ ผู้รู้บางท่านเคยกล่าวกับผู้เขียนเมื่อประมาณเกือบยี่สิบปีมาแล้วว่า ผลงานการค้นคว้าวิจัยทางเคมีอินทรีย์ของท่านนั้นเทียบเท่ากับระดับรางวัลโนเบลเลยก็ว่าได้ ส่วนนักเรียนทุนส่วนตัวที่มาจากชาติตระกูลสูง เป็นที่รู้จักกันทั่วไป ก็ได้แก่ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งถือว่าเป็นนักเรียนทุนส่วนตัวที่เรียนเก่งมาก ระดับเกียรตินิยมอันดับหนึ่งในสาขา "ปรัชญา, การเมืองและเศรษฐศาสตร์" หรือ (PPE, Philosophy, Politics, and Economics) นอกจากจะเรียนเก่งแล้ว ก็ยังเป็นนักกิจกรรมที่สามารถอีกด้วย เมื่อจบกลับมา คุณอภิสิทธิ์ก็เคยทำงานเป็นอาจารย์ที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเข้าสู่เส้นทางการเมืองหลังจากนั้น ถ้าพิจารณาอย่างเป็นธรรม ก็จะพบว่า ประสบการณ์ทางการเมืองในฐานะที่เป็นนักการเมือง เป็นผู้แทนราษฎรของประชาชนนั้นยาวนานพอสมควร มีประสบการณ์ทางการเมืองมากกว่า คุณทักษิณ ชินวัตร เสียอีก แต่น่าเสียดายที่คนไทยส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยมีมิติทางประวัติศาสตร์เท่าไรนัก?! เมื่อฝ่ายตรงข้ามประโคมกล่าวหาว่าอ่อนหัด ไม่มีประสบการณ์ทางการเมือง คนจำนวนไม่น้อยก็ยังอุตส่าห์เชื่อตาม คงเป็นเพราะคุณอภิสิทธิ์แกหน้าอ่อนกว่าวัย และหน้าตาดูเป็นหนุ่มวัยเยาว์ได้ตลอดกาล ทั้งๆ ที่ตอนนี้อายุก็ปาเข้าไปสี่สิบกว่าแล้ว และอยู่ในสนามการเมืองการเลือกตั้งมานานกว่าอีกหลายๆ คนที่สังคมคิดว่ามีประสบการณ์มาก โดยเฉพาะ คุณทักษิณ ชินวัตร ซึ่งจะว่าไปแล้ว ถือว่า "เป็นมือใหม่ทางการเมือง" เสียด้วยซ้ำ แต่น่าเสียดายที่ดูเหมือนว่า คุณอภิสิทธิ์จะไม่ได้เป็นสมาชิกสามัคคีสมาคมฯ หรือถ้าเคยเป็น ผู้เขียนก็ขออภัย เพราะในช่วงสิบปีที่ผู้เขียนอยู่ที่อังกฤษ ซึ่งเป็นช่วงที่คาบเกี่ยวกับช่วงที่คุณอภิสิทธิ์เรียนอยู่ที่อ๊อกซ์ฟอร์ด ไม่พบว่ามีชื่อคุณอภิสิทธิ์อยู่ในทะเบียนสมาชิกของสามัคคีสมาคมฯ แต่ที่เคยเป็นสมาชิกสามัคคีสมาคมฯ แน่ๆ คือ คุณอมรศักดิ์ นพรัมภา ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นหนึ่งในคณะกรรมการเลือกตั้งชุดใหม่ คุณอมรศักดิ์ นพรัมภา เป็นนักเรียนทางด้านกฎหมายที่อังกฤษ และยังเคยดำรงตำแหน่งสภานายกของสามัคคีสมาคมฯ ด้วย ท่านเคยเป็นเลขานุการศาลอาญา ปัจจุบันเป็นรองกรรมการผู้จัดการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา แม้ว่าตอนผู้เขียนไปอยู่อังกฤษ จะไม่ทันคุณอมรศักดิ์ แต่ก็ได้เห็นรูปขอคุณอมรศักดิ์ที่ถ่ายร่วมกับคณะกรรมการคนอื่นๆ ทรงผมของคุณอมรศักดิ์ทันสมัยที่เดียวสำหรับยุคนั้น ถ้าใครจำทรงผมของนักฟุตบอลแมนยูฯ ของอังกฤษที่มีความสามารถลีลาเดี่ยวที่โดดเด่นก้องโลกจนเป็นตำนาน นั่นคือ "จอร์จ เบส" ก็คงพอจะจินตนาการทรงผมของคุณอมรศักดิ์ในรูปภาพขาวดำที่ผมพบในห้องสมุดสามัคคีสมาคมฯ นอกจากนี้ ตอนผมเข้าเป็นสมาชิกของสามัคคีสมาคมฯ ใหม่ๆ เห็นรูปภาพของคณะกรรมการรุ่นเก่าๆ ก็มักจะใคร่รู้ว่าใครเป็นใคร ก็ได้รับการเล่าขานจากปากของสมาชิกอาวุโสถึงความเป็นที่ยอมรับจากสมาชิกทั้งหลายของสามัคคีสมาคมฯ ให้คุณอมรศักดิ์ดำรงตำแหน่งสภานายกของสามัคคีสมาคมฯ ผู้ที่เป็นสมาชิกของสมาคมก่อนหน้าผู้เขียนได้กล่าวถึงคุณอมรศักดิ์อย่างต้องตรงกันถ้วนหน้า ถึงคุณสมบัติโดดเด่นของท่าน ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนทุนที่เรียนเก่งแล้ว ยังเป็นคนมีน้ำใจ นิสัยน่ารัก มีบุคลิกภาพความเป็นผู้นำ และที่สำคัญคือ เด็ดเดี่ยวกล้าหาญ กล้าต่อสู้เพื่อสิ่งที่ถูกต้อง ซึ่งหลังจากที่คุณอมรศักดิ์มีรายชื่อปรากฏเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่จะได้รับการพิจารณาเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้งในขณะนี้ นักกฎหมายอาวุโสท่านหนึ่งที่ท่านรู้จักคุณอมรศักดิ์ในช่วงเวลาที่คุณอมรศักดิ์กลับมาทำงานในสายตุลาการในประเทศไทยแล้ว ก็กล่าวตรงกันกับสิ่งที่บรรดาสมาชิกเก่าๆ สามัคคีสมาคมฯ ได้เล่าให้ผู้เขียนฟังนานมาแล้วที่อังกฤษ นั่นคือ คุณอมรศักดิ์เป็นคนที่กล้าชนกับสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แม้กาลเวลาผ่านไปยาวนาน คุณอมรศักดิ์ อดีตสภานายกสามัคคีสมาคมฯ ก็ยังเป็นเสมอตนเสมอปลายกับการเป็น "นักต่อสู้" และนั่นย่อมหมายความว่า ความเป็นนักต่อสู้เพื่อความถูกต้องคือ แก่นตัวตนที่แท้จริงของคุณอมรศักดิ์ ไม่ใช่การสร้างภาพ เพราะมันไม่เคยเปลี่ยนแปลง สมแล้วที่ตำแหน่งสภานายกสามัคคีสมาคมฯ จึงเป็นตำแหน่งที่มีเกียรติยิ่ง เพราะในอดีตอันยาวนานของสมาคม และท่ามกลางสมาชิกที่แสนจะ "elite" ขนาดนั้น ใครจะขึ้นมาเป็นสภานายกในสมัยก่อนได้นั้นย่อม "ไม่ธรรมดา" เพราะเขาหรือเธอผู้นั้นย่อมเป็นอื่นใดไม่ได้นอกจาก "elite" ของ "elite"! หน้า 76 อุดมการณ์สังคมไทย : นักเรียนไทยในอังกฤษ (อีกครั้ง) คนแคระบนบ่ายักษ์ แพทย์ พิจิตร มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1357 สามัคคีสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นสมาคมของคนไทยที่เก่าแก่ที่สุด มีอายุเป็นร้อยปี สำหรับบางคน สามัคคีสมาคมฯ เป็นสมาคมที่เน้นไปที่เฉพาะนักเรียนไทยในอังกฤษ แต่สำหรับบางคน สามัคคีสมาคมฯ เป็นสมาคมสำหรับคนไทยทั่วไปที่อาศัยอยู่ในอังกฤษ ประเด็นดังกล่าวนี้เป็นที่ถกเถียงกันอยู่เนืองๆ เรื่อยมา ถ้าเปิด website ของสามัคคีสมาคมฯ (ซึ่งสมาชิกเก่าๆ คงไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้ สมาคมมี website แล้ว!) จะเห็นว่า ผู้ทำเว็บไซต์เข้าใจว่า สมาคมเป็นสมาคมสำหรับนักเรียนไทยในอังกฤษ จึงเขียนกำกับไว้ชัดเจนว่า สามัคคีสมาคมฯ เป็นสมาคมของนักเรียนไทยในอังกฤษ และมีรูปเยาวชนระดับนักเรียนนักศึกษาหน้าตาสดใสปรากฏให้เห็นเด่นชัดด้วย ถ้าจะย้อนเวลาไปในอดีตเพื่อสืบสวนสอบสวนว่า จริงๆ แล้วสามัคคีสมาคมฯ เป็นสมาคมที่ตั้งขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์อย่างไรกันแน่ เป็นสมาคมสำหรับนักเรียนจัดกิจกรรม? หรือเพื่อการสมาคมของคนไทยทั้งปวงที่จากบ้านเกิดเมืองนอนมาอยู่แดนไกล? หลักฐานชิ้นหนึ่งที่แสดงถึงความเข้าใจที่มีต่ออัตลักษณ์ของสมาคมก็คือ พระบรมฉายาลักษณ์ของ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานให้แก่สามัคคีสมาคมฯ พระบรมฉายาลักษณ์ประดับติดอยู่กับฝาผนัง ในห้องสมุดของสามัคคีสมาคมฯ ใครผ่านไปมาย่อมสังเกตเห็นพระบรมฉายาลักษณ์นี้ได้ พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว สามารถบ่งบอกถึงอัตลักษณ์ของสมาคม ตามที่พระองค์เข้าพระราชหฤทัยได้อย่างไร? ถ้าไม่สังเกตอย่างพินิจพิเคราะห์ถี่ถ้วน จะไม่มีใครสามารถเห็นได้! แต่สำหรับคนที่ช่างสังเกตสักหน่อย ค่อยๆ พินิจดู จะเห็นลายพระหัตถ์ข้อความว่า ขอมอบให้สามัคคีสมาคมฯ สมาคมแห่งนักเรียนไทยในอังกฤษ! ลายพระหัตถ์นี้เลือนลางเต็มแก่แล้ว มองตรงๆ จะไม่เห็น แต่ต้องมองเอียงๆ ข้าง จะเห็นน้ำหมึกที่จางเต็มทีในข้อความดังกล่าว ดังนั้น สำหรับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว สามัคคีสมาคมฯ คือสมาคมของนักเรียนไทยในอังกฤษ แต่ถ้าย้อนกลับไปนานกว่านั้น กลับไปที่สมัยของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สมัยที่พระองค์ทรงศึกษาอยู่ ณ ประเทศอังกฤษ และพระราชทานกำเนิดสามัคคีสมาคมฯ เมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว ไม่ได้มีหลักฐานบ่งบอกว่า สามัคคีสมาคมฯ ถือกำเนิดมาด้วยจุดประสงค์เฉพาะนักเรียนไทยเท่านั้น เพราะในสมัยนั้น คนไทยในอังกฤษส่วนใหญ่ (ซึ่งมีไม่มากนัก เมื่อเทียบกับสมัยนี้) คือ นักเรียน รองลงมาคือข้าราชการ ดังนั้น ถ้าในสมัยนั้นจะตั้งสมาคมขึ้นมาเพื่อคนไทยในอังกฤษ ก็ไม่ต่างจากตั้งสมาคมเพื่อนักเรียนไทยในอังกฤษอยู่ดี เพราะคนส่วนใหญ่เป็นนักเรียน อย่างไรก็ตาม คิดได้อีกว่าหากสามัคคีสมาคมฯ เพิ่งตั้งขึ้นในปีนี้ และผู้ให้กำเนิดสมาคมคือ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ก็คงพระราชทานกำเนิดสมาคมฯ เพื่อคนไทยทั้งมวล ไม่จำกัดเฉพาะนักเรียนไทยแน่ๆ ตั้งแต่ถือกำเนิด สามัคคีสมาคมฯ ก็ดำเนินกิจกรรมเรื่อยมา โดยไม่มีปัญหาเรื่องอัตลักษณ์ของสมาคม จนกระทั่งเมื่อคนไทยมาพำนักอาศัยอยู่ในอังกฤษมากขึ้น มีผู้คนหลากหลายมากขึ้น ไม่ได้มีเฉพาะนักเรียนหรือข้าราชการเท่านั้น แต่ยังมีผู้ที่เข้ามาทำมาหากินในอังกฤษ ซึ่งมีหลายประเภท ทั้งที่เป็นนักธุรกิจ พนักงานธนาคาร แม่ครัว ผู้ใช้แรงงาน ตลอดจนพระภิกษุหรือคณะธรรมทูตที่วัดพุทธปทีป ปัญหาดังกล่าวจึงเริ่มเกิดขึ้น! ในช่วงแรกๆ ที่สมาชิกส่วนใหญ่ของสมาคมยังเป็นนักเรียน แม้ว่ามีคนที่ไม่ใช่นักเรียนเข้ามาร่วมกิจกรรมเป็นสมาชิก แต่คณะกรรมการของสมาคมก็ยังเป็นนักเรียนโดยทั้งหมด หรือเกือบทั้งหมด การทำงานสมาคม และรูปแบบการจัดกิจกรรม ก็ยังเป็นไปในแนวที่สนองตอบความต้องการของสมาชิก ซึ่งเป็นนักเรียนเสียส่วนใหญ่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คณะกรรมการผู้ดำเนินงานสมาคมก็กำหนดทิศทางรูปแบบกิจกรรมแบบนักเรียน แต่ต่อมา เมื่อสมาชิกที่ไม่ได้เป็นนักเรียน แต่คนทำงานสนใจอยากเข้ามาร่วมดำเนินกิจการของสมาคม และมีจำนวนมากขึ้น เป็นเพราะในระยะหลังๆ นักเรียนไทยสนใจทำงานสมาคมน้อยลง รูปแบบสมาคมจึงเปลี่ยนแปลงไป จารีตประเพณีและจิตวิญญาณของสมาคมที่เคยเป็นสมาคมที่เน้นไปที่นักเรียนจึงเปลี่ยนไป ความขัดแย้งจึงเกิดขึ้น ระหว่างกลุ่มนักเรียนและสมาชิกอีกจำนวนหนึ่ง ที่เห็นว่าสมาคมถูกบิดเบือนไปจากจุดประสงค์ดั้งเดิม เกิดความไม่พอใจขึ้นระหว่างกลุ่มที่เน้นไปที่กิจกรรมนักเรียน กับ กลุ่มที่ต้องการทำกิจกรรมที่ไม่ใช่กิจกรรม "เด็กๆ" อีกต่อไป จะว่าไปแล้ว ก่อนหน้าที่จะมีปัญหาดังกล่าว สมาคมก็เคยมีสมาชิกและคณะกรรมการที่ไม่ใช่นักเรียนก็หลายครั้งหลายครา แต่ไม่มีปัญหา?! ที่ไม่มีปัญหาก็เพราะ สมาชิกหรือกรรมการที่ไม่ได้เป็นนักเรียนหรือ "ผู้ใหญ่" เหล่านั้นเคยเป็นนักเรียนที่ศึกษาในอังกฤษมาก่อน และแม้ว่าหลังจากจบการศึกษาแล้ว ก็พำนักต่อไปในอังกฤษ เขาเหล่านั้นจึงเข้าใจในจารีตของสมาคม และแม้ว่าเป็น "ผู้ใหญ่" แล้ว ก็ยังพอใจที่จะดำเนินกิจกรรมของสมาคมในรูปแบบเดิมต่อไป คนเหล่านี้ได้แก่ เชื้อพระวงศ์ หรือเชื้อสายขุนนางชั้นสูงที่สามารถใช้ชีวิตอยู่ในอังกฤษต่อไป หรือไปๆ มาๆ คนเหล่านี้ไม่ได้มีปัญหาอะไรที่สมาคมจะเป็นสมาคมที่เน้นไปที่กิจกรรมแบบนักเรียนไทยในอังกฤษ แต่สำหรับ "ผู้ใหญ่" รุ่นใหม่ๆ ที่มาทำงานในอังกฤษ ที่มาค้าขายหรือทำงานรับจ้างในรูปแบบต่างๆ ย่อมไม่เคยผ่านการเป็นนักเรียนอังกฤษมาก่อน จึงไม่เข้าใจใน "จารีต" ของสมาคม เมื่อเข้ามาเป็นสมาชิกหรือกรรมการ ก็ไม่ค่อยจะเห็นประโยชน์กับกิจกรรมแบบ "นักเรียนอังกฤษ" เท่าไรนัก หลายคนอยากจะจัดกิจกรรมแบบที่เขาชอบ ไม่ว่าจะเป็นงานบุญงานวัด หรืองานสงกรานต์ ลอยกระทงตามแบบที่เขาคุ้นเคยตอนอยู่เมืองไทย ซึ่งมักจะขัดกับรูปแบบหรือสไตล์ของนักเรียนอังกฤษ อย่างที่กล่าวไปในตอนก่อนๆ แล้วว่า คนที่จะมาเรียนที่อังกฤษได้ โดยเฉพาะโรงเรียนประจำชั้นดีหรือที่เรียกว่า "public school" หรือเรียนระดับมหาวิทยาลัยของอังกฤษนั้น จะต้องร่ำรวยมีฐานะ อันประกอบไปด้วยคนรวยในระบอบการปกครองเก่า อันได้แก่ ผู้สูงศักดิ์-เชื้อพระวงศ์ ขุนนางชั้นสูง หรือคนรวยใหม่อันได้แก่ นักธุรกิจ พ่อค้า ทหาร/นักการเมือง ข้าราชการระดับสูงที่โกงกิน หรือถ้าไม่โกงกินก็ต้อง "สูงศักดิ์" มาก่อน หรือถ้าไม่เข้าข่ายที่ว่ามานี้ต้องเป็นคนหัวดีสอบชิงทุนมาเรียน ซึ่งก็มักจะเป็นนักเรียนระดับมหาวิทยาลัย ไม่ใช่ระดับโรงเรียนมัธยม คนเหล่านี้มักจะมีรสนิยมและรูปแบบการดำเนินชีวิตที่ไม่ต่างกันมากนัก ซึ่งเข้าได้กับ "จารีต" ของสมาคม จะว่าไปแล้ว "จริต" ของผู้คนเหล่านี้ที่ก่อสร้าง "จารีต" ของสมาคมขึ้นมา และ "จารีต" ของสมาคมดำรงและดำเนินสืบสานได้ก็เพราะมีคนที่มี "จริต" ดังกล่าวเข้ามาเป็นสมาชิกเสริมสร้างและสืบทอด "อัตลักษณ์ตัวตน" ของสมาคมมาเรื่อยๆ กล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่า ผู้คนที่มี "จริต" ร่วมกันและอยู่ในระดับเดียวกันนี้ก็คือ คนที่อยู่ในชนชั้นเดียวกันหรือใกล้เคียงกันนั่นเอง และถ้าพิจารณาในประเด็นของ "ชนชั้น" ปัญหาความขัดแย้งของสมาคมระหว่างกลุ่มนักเรียน (ซึ่งรวมทั้งคนที่ไม่ได้เป็นนักเรียน แต่มีจริตเช่นนั้น) และกลุ่มสมาชิกใหม่หรือคนทำงาน ก็คือปัญหาความขัดแย้งทางชนชั้นที่อุบัติขึ้นที่สามัคคีสมาคมฯ ยามที่ชนชั้นล่างชาวไทยมาอยู่ในอังกฤษมากขึ้น และต้องการพื้นที่เวทีสำหรับทำกิจกรรมแก้คิดถึงบ้าน และเพื่อความสามัคคีในหมู่คนไทยในต่างแดน ไม่ต่างจากจุดประสงค์ในครั้งที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานกำเนิดสามัคคีสมาคมฯนั่นเอง คนไทยที่เป็นชนชั้นล่างก็เป็นคนที่มีหัวจิตหัวใจไทยเหมือนกัน คิดถึงบ้านเป็นเหมือนกัน โหยหาที่จะมีกิจกรรมพบปะกับคนไทยด้วยกันยามต้องอาศัยในต่างถิ่นต่างที่ มีคนไทยชั้นสูงที่เป็นสมาชิกของสามัคคีสมาคมฯ เคยเรียกชนชั้นล่างที่เป็นผู้ใช้แรงงานเหล่านี้ว่าเป็น "พวกขัดกระได ไชรูส้วม" จะว่าไปแล้ว ก็เป็นความจริง เพราะคนไทยส่วนใหญ่ที่เข้ามาทำงานในอังกฤษ เป็นพวกขายแรงงานประเภทนักการภารโรงตามโรงแรมหรือบริษัท ที่เป็นคนใช้อยู่ประจำตามบ้านหายาก เพราะมีปัญหาเรื่องการสื่อสาร ส่วนที่ทำงานตามโรงแรม มักจะมีภาระงานที่ชัดเจนอยู่แล้ว กิจกรรมของสามัคคีสมาคมฯจึงต้องเปลี่ยนไป และก็เปลี่ยนกลับ และก็เปลี่ยนไป คงสะท้อนถึงการเมืองของไทยได้บ้าง ไม่มากก็น้อย หน้า 76
|