หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
9 ปีวิกฤตเศรษฐกิจ ทุนไทยถูกต่างชาติฮุบจับตาอภิมหาผูกขาด

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3805 (3005)

เปิดงาน วิจัย สกว.ชี้ "โครงสร้างและพลวัตของทุนไทยหลังวิกฤตเศรษฐกิจ" ทุนต่างชาติรุกกินรวบทุนไทย ส่งผลธุรกิจผูกขาดมีแนวโน้มสูงขึ้น ยกกรณีศึกษา "ธุรกิจน้ำเมา-โทรคมนาคม" สัมปทานผูกขาดอิงอำนาจรัฐ เติบโตสวนกระแสสร้างกำไรมหาศาลในขณะที่กลุ่มทุนอื่นต้องขายกิจการใช้หนี้ ชี้อนาคตทุนไทยที่ยังเติบโตและดำรงอยู่ได้มีเพียงไม่กี่กลุ่ม อาทิ ธุรกิจบันเทิง อสังหา ริมทรัพย์ สุรา โรงแรม

ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร หัวหน้าโครงการเมธีวิจัยอาวุโส สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงงานวิจัยเรื่องโครงสร้างและพลวัตของทุนไทยหลังวิกฤตเศรษฐกิจที่เตรียมจัดสัมมนาใหญ่ในวันที่ 28-29 มิถุนายน 2549 ณ ห้องประชุมจุมภฏ-พันธ์ทิพย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่า ภายหลังจากทีมวิจัยซึ่งเป็นนักวิชาการรุ่นใหม่ ได้กระจายกันลงไปศึกษาข้อมูลหลายๆ ด้าน ปรากฏว่า ข้อมูลหลายชิ้นสะท้อนให้เห็นแนวโน้มทิศทางของธุรกิจต่างๆ ที่น่าสนใจหลายประการ

ประเด็นที่ค้นพบและน่าสนใจมาก คือ ภาพสะท้อนขององค์กรธุรกิจของไทยในช่วงที่ผ่านมา ที่ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นธุรกิจครอบครัว แต่ภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจธุรกิจครอบครัวเหล่านี้ก็ยังสามารถพยุงตัวอยู่รอดได้ แต่ทว่าในปัจจุบันบริษัทข้ามชาติได้เข้ามามีบทบาทต่อธุรกิจไทยค่อนข้างสูง สูงกว่าช่วงก่อนวิกฤตที่เห็นได้ชัดคือ ธุรกิจเกี่ยวกับสถาบันการเงิน ปูนซีเมนต์ ธุรกิจค้าปลีก อุตสาหกรรมรถยนต์

ส่วนอุตสาหกรรมเหล็กนั้นมีต่างชาติเข้ามาร่วมทุนบ้างแต่ก็ยังคงรูปแบบของธุรกิจครอบครัวไว้ คนไทยยังมีอำนาจในการบริหารจัดการอยู่แทบทุกบริษัท ซึ่งต่างจากอุตสาหกรรมรถยนต์ที่ขณะนี้ เปลี่ยนไปอยู่ในมือของต่างชาติเกือบหมดแล้ว ในขณะที่อุตสาหกรรมชิ้นส่วน และยานยนต์ยังคงอยู่ในมือของนักธุรกิจไทยบางแห่ง แต่ก็มีหุ้นส่วนต่างชาติเข้ามาร่วมลงทุนด้วย

สิ่งที่ค้นพบอีกประการหนึ่ง คือ การกระจุกตัวของตลาดในแต่ละอุตสาหกรรมยังมีค่อนข้างสูงโดยเฉพาะในช่วงหลังวิกฤต แต่เชื่อว่าการผูกขาดจะลดทอนลงเรื่อยๆ เนื่องจากมีกลุ่มทุนใหม่ๆ เข้ามาทำให้มีการแข่งขันเพิ่มมากขึ้น

ศ.ดร.ผาสุกกล่าวว่า ข้อมูลที่ระบุในงานวิจัยชิ้นนี้ชี้ชัดว่า กลุ่มทุนที่เข้ามาใหม่ในช่วงที่ประเทศไทยมีปัญหาวิกฤตปี 2540 ได้ส่งผลทำลายทุนนิยมไทยอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพราะฉะนั้นการเข้ามาของกลุ่มทุนใหม่ จึงไม่ใช่แค่เพียงการเข้ามาซื้อธุรกิจเดิม ซึ่งมีการผูกขาดอยู่แล้วเท่านั้น

ในบางอุตสาหกรรมที่ทุนใหม่เข้ามา จัดเป็นกลุ่มทุนขนาดใหญ่มากที่สามารถซื้อกิจการได้หลายบริษัท โครงสร้างการผูกขาดธุรกิจจึงไม่ได้เปลี่ยนแปลง แต่กลับมีลักษณะของการผูกขาดที่สูงขึ้น ตัวอย่างหนึ่ง ที่สะท้อนให้เห็นภาพการผูกขาด ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น คือ กรณีของปูนซิเมนต์ไทย อุตสาหกรรมโทรคมนาคม ธุรกิจค้าปลีก ภาคการเงินทั้งระบบ

ทุนบริษัทข้ามชาติที่เข้ามานอกจากจะเป็นยักษ์ใหญ่ แล้วยังมาพร้อมกับความสามารถทางด้านเทคโนโลยี ซึ่งทุนไทยไม่มี ดังนั้นธุรกิจครอบครัวไทยเดิมจึงต้านทานไม่ไหว แม้ว่าจะมีการใช้พละกำลังทางการเมืองและการกำหนดนโยบายต่างๆ เข้ามาช่วยเพื่อเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจก็ตาม แต่สุดท้ายก็ต้านทานไม่ไหวต้องขายกิจการ ทั้งหมดคือจุดอ่อนของทุนนิยมครอบครัวไทย ที่ไม่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีได้ทัน ส่วนเรื่องการบริหารจัดการ แม้ว่าจะสามารถเรียนรู้ได้แต่ก็ยังต้องปรับปรุงต่อไปอีก

ศ.ดร.ผาสุกกล่าวต่อไปว่า จุดเด่นของงานวิจัยโครงการนี้อยู่ที่การวิเคราะห์ข้อมูลแบบเศรษฐศาสตร์การเมือง พยายามก้าวพ้นการพิจารณาตัวแปรทั่วๆ ไป เช่น การปรับตัวขององค์กร การบริหารโครงสร้างหนี้ การเข้าร่วมทุน หรือการขายสินทรัพย์บางส่วนออกไป แต่งานวิจัยในโครงการนี้จะมองภาพรวมของการที่ทุนไทยถูกทำลาย และการปรับตัวของธุรกิจไทยหลังวิกฤตปี 2540 ซึ่งถือเป็นยุคการต่อสู้ของทุนไทยด้วยอาวุธทางการเมืองและวัฒนธรรม ซึ่งที่ผ่านมาอาจจะมีการพูดถึงกันบ้างแต่ไม่ได้ศึกษาลึกลงไป

"หลังจากเจาะลึกลงไปในธุรกิจต่างๆ ปรากฏว่า กลุ่มธุรกิจแนวหน้าที่สามารถอยู่รอดปลอดภัยและสามารถทำกำไรได้สูง มีอยู่ 2 กลุ่มหลัก กลุ่มแรก คือกลุ่มของเจริญ สิริวัฒนภักดี ซึ่งได้รับสัมปทานทำธุรกิจสุรา ผูกขาดจากรัฐบาล และมีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับธนาคารแห่งหนึ่ง ทำให้สามารถมีกำไร จากธุรกิจผูกขาดดังกล่าวอย่างมหาศาล จนสามารถขยายการลงทุนไปสู่ธุรกิจอื่นๆ เช่น อสังหาริมทรัพย์ การเงิน บันเทิง โรงแรม อีกกลุ่มหนึ่งคือ ธุรกิจโทรคมนาคมของตระกูลชินวัตร และดามาพงศ์

นอกจากนั้นยังมีกลุ่มธุรกิจที่สามารถอยู่รอดปลอดภัยและฟื้นตัวได้เร็วอีกส่วนหนึ่ง นั่นคือ กลุ่มธุรกิจที่อิงกับอำนาจรัฐ หรือมีอำนาจเหนือรัฐ สามารถดึงสิทธิพิเศษบางประการมาสนับสนุนกิจการได้ มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่เอื้อต่อการปกป้องและคุ้มครองธุรกิจที่มีปัญหา" ศ.ดร.ผาสุกกล่าว

เมธีวิจัยอาวุโส สกว.กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมาไม่ใช่ว่าธุรกิจไทยไม่มีความสามารถ แต่เป็นเพราะวิกฤตที่เป็นมหันตภัย ทำลายทุนไทยไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ดังนั้นธุรกิจในเมืองไทยจึงต้องประสานกับการปกป้องคุ้มครองจากอำนาจรัฐ เพราะในกระบวนการพัฒนาอุตสาหกรรมประเทศไทยจัดได้ว่ามาทีหลัง ฉะนั้นจึงยังมีความอ่อนด้อยในเรื่องของแหล่งเงินทุน และแหล่งเทคโนโลยี เมื่อวิกฤตเศรษฐกิจถาโถมเข้ามาจากแรงของโลกาภิวัตน์ ฝ่ายรัฐบาลจึงเห็นว่าประเทศไทย มีความจำเป็นที่จะต้องลดทอนกฎเกณฑ์ที่กำกับบรรษัทข้ามชาติ โดยเปิดกว้างให้มีอิสระเสรีมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ทำให้ทุนครอบครัวไทยเกิดความเสี่ยงสูงขึ้นในภาวะวิกฤต กลุ่มทุนที่จะรอดได้จึงต้องไปอิงกับอำนาจรัฐ

หลังปี 2544 จะพบว่าช่องว่างระหว่างนักธุรกิจและนักการเมืองหายไป ตระกูลธุรกิจระดับแนวหน้าของไทย ได้ร่วมมือกันเข้ามาเกาะกุมอำนาจรัฐโดยตรง ภายใต้ระบบที่เรียกว่า "ไทคูนคือรัฐ" เพื่อที่จะได้สามารถกำหนดนโยบายที่ส่งผลคุ้มครองผลประโยชน์ของธุรกิจของครอบครัวของตนเองได้อย่างชัดเจนและแน่นอน และอำนาจการเมือง+อำนาจผูกขาดของธุรกิจกลายเป็นอภิมหาผูกขาด ซึ่งส่งผลให้เกิดวิกฤตการเมืองในปัจจุบัน

ศ.ดร.ผาสุกกล่าวต่ออีกว่า แม้ว่าทุนไทยส่วนหนึ่งจะเปลี่ยนแปลงไปมีพันธมิตรต่างชาติเข้ามาร่วมทุนมากขึ้น แต่ก็ยังมีทุนไทยอีกส่วนหนึ่งที่ยังมีคนไทยเป็นใหญ่อยู่ เพราะไม่ต้องอาศัยเทคโนโลยีระดับสูง ในการดำเนินกิจการ และยังมีการขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ยังเป็นกลุ่มธุรกิจที่ยังคงได้รับความคุ้มครองปกป้องจากภาครัฐ ในบางระดับ เช่น ธุรกิจบันเทิง ธุรกิจโรงพยาบาล ธุรกิจสื่อสารมวลชน อุตสาหกรรมสุรา ธุรกิจโรงแรม อสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจการท่องเที่ยวบางสาขา

สำหรับภาพรวมการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจในภาคภูธรก็ไม่แตกต่างจากธุรกิจใหญ่ๆ ระดับประเทศมากนัก โดยธุรกิจครอบครัวยังเป็นลักษณะทั่วๆไป ตระกูลธุรกิจบางตระกูลเติบโตขึ้นมาจากธุรกิจเกษตร หรือเกษตรแปรรูป การประมง การขนส่ง ธุรกิจผิดกฎหมาย เช่น หวยเถื่อน ฯลฯ แล้วขยับขยายเข้ามาลงทุนในธุรกิจก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ ในช่วงที่รัฐบาลเพิ่มการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน โรงเรียน โรงพยาบาล ฯลฯ พอถึงช่วงที่ระบอบรัฐสภาประชาธิปไตย ลงหลักปักฐาน ตระกูลธุรกิจที่เริ่มจากการทำธุรกิจเกษตรแปรรูปก็ได้ผันตัวเอง เป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง และนักการเมือง

และยุทธศาสตร์หนึ่งที่นำมาใช้กันอย่างถ้วนหน้าในยุคปัจจุบัน คือ การเข้าหาประโยชน์จากการถือหุ้นในรัฐวิสาหกิจที่แปรรูป ทำให้ยังได้รับการปกป้องหรือมีสิทธิพิเศษจากอำนาจรัฐอยู่ในบางระดับ

กลุ่มทุนในต่างจังหวัด จะถูกผลกระทบทางลบน้อยกว่าเพราะว่ามีหนี้น้อย แต่ก็ต้องเผชิญกับการแข่งขันจากธุรกิจข้ามชาติ ภายหลังการเปิดเสรีการลงทุนจากต่างประเทศหลังปี 2540 และยังถูกคุกคามโดยอำนาจรัฐจากส่วนกลาง ซึ่งหลังปี 2544 ถูกยึดกุมไปโดยกลุ่มไทคูนขนาดใหญ่ของกรุงเทพฯ

การต่อสู้ของกลุ่มทุนในต่างจังหวัดกับทุนส่วนกลางจึงมีลักษณะคล้ายๆ กัน คือ ใช้อำนาจทางการเมือง ผ่านการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น และผนึกกำลังสร้างพันธมิตรระหว่างกันหรือแม้แต่การสร้างพันธมิตรข้ามจังหวัด ทั้งในรูปแบบที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ รวมทั้งการระดมปัจจัยทางวัฒนธรรมมาใช้ในการตลาดและอื่นๆ เพื่อต้านการคุกคามจากบรรษัทข้ามชาติและทุนจากส่วนกลาง

อย่างไรก็ตาม ตอนหนึ่งของงานวิจัยเรื่องกลุ่มทุนและธุรกิจครอบครัวไทยก่อนและหลังวิกฤตปี 2540 ซึ่งจัดทำโดย ดร.เนตรนภา ไวทย์เลิศศักดิ์ ยังระบุอีกว่าภายหลังวิกฤตทีมวิจัยพบว่า กลุ่มธุรกิจในภาคบริการ เช่น กลุ่มทุนสื่อสารโทรคมนาคม กลุ่มสื่อและบันเทิง และกลุ่มทุนที่เข้าข่ายผูกขาดและมีความสัมพันธ์กับทางการเมืองอย่างแนบแน่นในปัจจุบัน (กลุ่มทุนที่สนับสนุนพรรคไทยรักไทย)ประกอบด้วยกลุ่มชินวัตร โพธารามิก มาลีนนท์ เจียรวนนท์ จึงรุ่งเรืองกิจ สิริวัฒนภักดี มหากิจศิริ และจุฬางกูร ฯลฯ กลับสามารถสะสมความมั่งคั่งและเริ่มมีบทบาทแทนกลุ่มทุนเดิม ซึ่งจะเห็นได้จากการที่กลุ่มทุนเหล่านี้ติดอันดับต้นๆ ในอันดับรายชื่อผู้ถือครองหุ้นหลายตระกูลในตลาดหุ้น

หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปัจจุบันตลาดทุนมีความสำคัญต่อการพัฒนากลุ่มทุนธุรกิจไทย กลุ่มธุรกิจครอบครัวจำนวนไม่น้อย ให้ความสำคัญกับการระดมทุนผ่านตลาดทุน นอกเหนือไปจากการกู้ยืมเงินจากธนาคารพาณิชย์ โดยได้พยายามรักษาสัดส่วนความเป็นเจ้าของ และอำนาจการบริหารไว้ ผ่านกลยุทธ์การถือหุ้นแบบโครงสร้างพีระมิดบ้าง ครอบครองสัดส่วนการถือหุ้นข้างมากบ้าง ความสามารถในการปรับปรุงกลยุทธ์การบริหารเรื่องวิธีการระดมทุน และโครงสร้างการถือหุ้นเช่นนี้ ถือเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญมากในการอยู่รอดของกลุ่มธุรกิจทุนไทย

หน้า 1


เนื้อแท้ "ทักษิณ" ไม่ใช่ชาตินิยม แค่ทุนที่มาแสวงหาค่าเช่าทาง ศก.

สัมภาษณ์  ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3805 (3005)

ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร ร่วมกับนักวิจัยชุดใหญ่ ศึกษาเรื่อง "โครงสร้างและพลวัตทุนไทยหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540" ซึ่งพบว่า ทุนนิยมไทยมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 40 ปี นับเนื่องจากทศวรรษ 2500 ทุนไทยเติบโตแบบก้าวกระโดดมาตลอด จนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ซึ่งเป็นมหันตภัยที่ทำลายทุนไทย อย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

แต่หลังพรรคไทยรักไทยเข้ามาบริหารประเทศในปี 2544 โดยการชูธงชาตินิยม และนำประเทศไทยไปสู่การเมืองในระบอบธนกิจการเมืองที่มี

ไทคูนคือรัฐ ทำให้อำนาจการเมืองผนึก อำนาจการผูกขาดของของธุรกิจ จนกลายเป็นอภิมหาผูกขาด อันส่งผลให้เกิดวิกฤตการเมืองในปัจจุบัน ถ้าสังคมไทยไม่สามารถสลายขั้วอำนาจผูกขาดที่กระจุกตัวได้ จะนำไปสู่ความขัดแย้งและวิกฤตต่อไป

"ประชาชาติธุรกิจ" สัมภาษณ์ ศ.ดร.ผาสุก ในหลายประเด็นที่กำลังกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญแห่งทศวรรษ

- รัฐบาลไทยรักไทยพยายามชูความเป็นชาตินิยม แต่จริงๆ แล้ว คุณทักษิณ เป็นพวกชาตินิยมจริงหรือ ?

การชูประเด็นเรื่องชาตินิยมเป็นกลยุทธ์ทางการเมืองเพื่อที่จะแสวงหาแรงสนับสนุนของทั้งกลุ่มธุรกิจและไม่ใช่กลุ่มธุรกิจในขณะนั้น ซึ่งกำลังรู้สึกถูกคุกคามด้วยแรงผลักดันจากนักลงทุนต่างประเทศและองค์กรโลกบาล ระดับใหญ่มาก เช่น ธนาคารโลก ไอเอ็มเอฟ หรือแม้แต่รัฐบาลของประเทศยักษ์ใหญ่ อย่างสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือโอกาสของเศรษฐกิจวิกฤต ที่จะผลักดันให้ประเทศเกิดใหม่ ได้เข้ามาอยู่ในกรอบของกฎเกณฑ์ที่กลุ่มพวกเขาคุ้นเคย คือกรอบที่เรียกว่า เสรีนิยมใหม่ หรือกรอบฉันทามติวอชิงตัน

ก่อนหน้านี้ ประเทศเกิดใหม่ในเอเชียที่เฟื่องฟูขึ้นในทศวรรษ 1980 หรือ 1990 เป็นประสบการณ์ที่รัฐบาลและนักลงทุนของประเทศเหล่านี้ไม่ได้ดำเนินไปตามกรอบของฉันทามติวอชิงตัน คือใช้ระบบการให้เครดิต ระบบการประเมินอะไรต่างๆ ที่แตกต่างและบทบาทรัฐก็แตกต่างกัน จนทำให้ประเทศมหาอำนาจรู้สึกอึดอัด

ก่อนหน้านี้มหาอำนาจได้พยายามให้ประเทศเกิดใหม่ได้มีการปรับตัวเข้าสู่กรอบกติกาของสากล แต่ในช่วงซึ่งประเทศเหล่านี้ กำลังมีพัฒนาการเฟื่องฟู แรงผลักดันเหล่านี้ก็ไม่ได้บังเกิดผล เพราะฉะนั้นพอเกิดเศรษฐกิจ 2540 จึงเป็นช่วงโอกาสอันดี ที่จะมาชี้ให้เห็นว่า ที่ผ่านมาประเทศเหล่านี้ไม่ได้ดำเนินตามกรอบก็เลยพังทลาย เพราะฉะนั้นตรงนี้ ก็ต้องเข้ามาช่วยประเทศเกิดใหม่ ให้เดินตามกรอบ ในสถานการณ์ที่ประเทศเกิดใหม่กำลังตกที่นั่งลำบาก ถ้าไม่ดำเนินตามกรอบก็จะไม่ช่วยเหลืออย่างที่เกิดกับประเทศไทย

คราวนี้นักธุรกิจและผู้คนในเมืองไทยในช่วงภาวะเช่นนั้นมีความรู้สึกถูกคุกคาม ดังนั้นพรรคไทยรักไทยก็มองเห็นชัดเจนว่า จะหาเสียง จะดึงเสียงเลือกตั้งได้อย่างไร เปรียบเทียบกับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งในขณะนั้นโน้มเอียงไปเห็นชอบ หรือมีแนวโน้มที่จะเห็นด้วยกับแรงผลักดัน ที่มาจากข้างนอกคือ ดำเนินรอยตามข้อแนะนำของ

ไอเอ็มเอฟ เพราะฉะนั้น ในตอนนั้น เนื่องจากคุณทักษิณและพรรคไทยรักไทยเป็นสินค้าตัวใหม่ ซึ่งมีข้อเสนอที่ถูกใจ โดนใจประชาชน โดนใจนักธุรกิจ ในเรื่องของชาตินิยม เรื่องของเราไม่ต้องพึ่งต่างชาติ ดังคำกล่าวที่ว่า ยูเอ็นไม่ใช่พ่อผม มันโดนใจคนไทยจริงๆ

- เรียกว่า คุณทักษิณ เสนอสินค้าชาตินิยมในเวลาที่เหมาะสม ?

ใช่ มันทำให้ผู้คนมองเห็นว่า ทางเลือกใหม่ตรงนี้น่าจะดีกว่า ทางเลือกที่พรรคประชาธิปัตย์เสนออยู่เดิม แล้วต่อมาในระยะแรกๆ ผู้คนยังคิดว่าคุณทักษิณ มีลักษณะชาตินิยมจริงๆ แต่เนื้อแท้ค่อยๆ เปิดช่องให้เห็นเมื่อเวลาผ่านไป โดยเฉพาะเมื่อไทยรักไทยพบว่า กระแสชาตินิยม ที่พยายามที่จะปลุกขึ้นนั้นกลับทำให้นักลงทุนต่างชาติแขยง แล้วรัฐบาลก็ส่งสัญญาณตรงกันข้ามหลายระลอก จากการที่นายกฯได้เดินทางไปต่างประเทศ ไปพูดที่ยูเอ็น หรือการไปเยือนสหรัฐ

จนที่สุด ต่างชาติเริ่มส่งสัญญาณว่า ถ้าคุณชาตินิยมแบบนี้ เราอาจจะถอนการลงทุน ต่างชาติกลัวที่จะมาลงทุน ในตลาดหุ้นของไทย เพราะฉะนั้นเราจะเห็นสถานการณ์ จะเห็นว่าแรงกดดันเหล่านี้ทำให้มีผลอย่างมหันต์ ซึ่งทำให้ไทยรักไทยกับคุณทักษิณ เปลี่ยนเกือบจะหน้ามือเป็นหลังมือในวิธีการพูดตลอดจนแนวนโยบายต่างๆ

อย่างที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ กรณีของการค้าปลีก ซึ่งได้มีการกำหนดนโยบาย หรือมีการ

เตรียมพระราชบัญญัติที่จะออกมาเพื่อช่วยค้าปลีกท้องถิ่น แต่แล้วก็ยกเลิกไป แล้วให้เป็นเพียงมติของคณะรัฐมนตรี ได้แต่มีการปรับกฎเกณฑ์เล็กๆ น้อยๆ ขึ้นมา ซึ่งมติ ครม.พวกนี้ก็ใช้ไม่ได้ผล ในการที่จะกำกับนักลงทุนต่างชาติ และในการเดินทางไปโรดโชว์ ของรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจทั้งหลายก็จะเลิกพูดถึงชาตินิยม แล้วมีการชักจูงบริษัทข้ามชาติเข้ามาลงทุน ด้วยเงื่อนไขพิเศษมากมาย เนื้อแท้ก็เปิดเผยออกมา

- เอาเข้าจริง ไทยรักไทย ก็ไม่ได้แตกต่างจากประชาธิปัตย์

ลึกๆ ไม่แตกต่าง แต่ว่าในแง่ของกลยุทธ์ อาจจะมีลูกเล่นเยอะกว่าแล้วสร้างแรงต่อรองกับต่างชาติบ้าง แต่เรื่องการสร้างแรงต่อรอง กับต่างชาติ ก็เป็นเพียงการปกป้องธุรกิจบางประเภท ซึ่งอยู่ในกลุ่มของวงอำนาจหลัก คือไม่ได้ต่อรองให้กับกลุ่มอื่นๆ หรือไม่ได้ต่อรองในแง่ของหลักการ แต่เป็นเรื่องการปกป้องผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม ที่ใกล้ชิด หรือกลุ่มของตัวเองเท่านั้น

- การขายหุ้นชินคอร์ปให้กับกลุ่มเทมาเส็กคือ คำตอบบรรทัดสุดท้าย

ต้องย้อนกลับไปนิดหนึ่ง ธุรกิจโทรคมนาคมเป็นธุรกิจที่มีการผูกขาดสูงมาแต่เดิม แต่ต่อมามีการลดทอนการผูกขาดลง เพราะว่ามีแรงกดดันให้มีการเปิดเสรี แต่เป็นธุรกิจที่จะต้องใช้เทคโนโลยีสูงและใช้ทุนมาก ประเทศเกิดใหม่อย่างไทย ถ้าหากไม่มีฐานเทคโนของตัวเอง ก็จำเป็นต้องพึ่งเทคโนจากข้างนอก หรือไปซื้อมา ในระยะยาวประเทศที่ไปพึ่งเทคโน จะไม่สามารถแข่งขันกับบริษัท บรรษัทที่มาจากประเทศที่เขามีฐานเทคโนโลยีอยู่ด้วยตัวเอง

แต่ในกรณีของไทยเป็นธุรกิจที่มีการผูกขาดสูง เพราะฉะนั้นผลกำไรหรือรายได้ เกินระดับปกติ หรือบางทีนักเศรษฐศาสตร์เรียก ค่าเช่าทางเศรษฐกิจ จริงๆ มีสูง และผู้ที่ได้รับสัมปทาน ก็ต้องการที่จะเก็บอำนาจของการผูกขาดอันนี้ไว้ เพราะเป็นแหล่งรายได้ที่แน่นอน วิธีการที่จะปกป้องก็จะต้องมีการเข้าถึงอำนาจรัฐ ตรงนี้ก็ได้มีการวิเคราะห์ว่า สาเหตุหนึ่งที่นักธุรกิจเข้ามาเล่นการเมือง ก็เพื่อที่จะนั่งอยู่ในตำแหน่งเป็นผู้กำหนดนโยบายในอุตสาหกรรมเหล่านี้ได้ และถึงแม้ว่าเราจะมีข้อตกลงที่จะเปิดเสรีโทรคมนาคมในปีไหนๆ แต่ตราบใดที่เข้าไปนั่งในอำนาจ การตัดสินใจก็จะมีการคิดวิธีการที่จะชะลอการเปิดเสรี หรือว่ากีดกันคู่แข่งขันที่เหนือกว่า และเราก็เห็นวิธีการกีดกันคู่แข่งขันในวิธีการต่างๆ

อย่างไรก็ตามเนื่องจากความอ่อนด้อยทางเทคโนโลยี ในที่สุดการต้านทานตรงนี้ไม่ได้ผลเพราะฉะนั้นการขายหุ้นชินคอร์ป ซึ่งมีโทรคมนาคม เป็นหลักก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดความคาดหมายและไม่ใช่กรณีเดียวที่เกิดขึ้น ก็ยังมีกรณีของดีแทค แล้วกลุ่มชินวัตรก็ขายชินคอร์ป และกิจการโทรคมนาคม ในช่วงที่ได้กำไรดีที่สุด ช่วงพีกสุด ถ้าไม่ขายตอนนี้ อาจไม่ได้ราคาดี เพราะในอนาคต ธุรกิจโทรคมนาคม จะสู่การแข่งขันที่รุนแรง ขายตอนนี้ ย่อมได้กำไรดีกว่า ก็เท่านั้นเอง

หน้า 42


ลอกคราบ "ทุนไทยหลังวิกฤต 2540"

ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 03 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3806 (3006)

ทุนนิยมไทยมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 40 ปี นับเนื่องจากทศวรรษ 2500 ซึ่งเราได้เห็นการเติบโตแบบก้าวกระโดดมาโดยตลอด โดยธุรกิจแบบครอบครัวเป็นลักษณะเด่นของทุนนิยมไทย

40 ปีที่ผ่านมา ถือได้ว่าเป็น "ยุคทองของมหาบรรษัทครอบครัวไทย"

ลักษณะสำคัญของยุคนั้น คือความเป็นธุรกิจกึ่งผูกขาดที่ได้รับการปกป้องคุ้มครองจากภาครัฐ ธุรกิจแนวหน้ามีครอบครัวไม่กี่ตระกูล เป็นเจ้าของ ตระกูลเหล่านี้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่มีจำกัดจากธนาคาร ซึ่งก็อยู่ในมือของกลุ่มครอบครัวธุรกิจจำนวนน้อยกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ได้รับเทคโนโลยีสมัยใหม่จากการร่วมทุนกับบรรษัทข้ามชาติ ได้รับใบอนุญาตและเงินอุดหนุนจากรัฐบาลและสามารถเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญเช่นที่ดิน

ในช่วงก่อนวิกฤตปี 2540 นั้น บรรษัทข้ามชาติถูกกะเกณฑ์ให้ดำเนินการอยู่ในกรอบกฎหมายและหลักปฏิบัติ ซึ่งรัฐบาลกำหนดและบังคับใช้ เช่น กฎหมายควบคุมสัดส่วนของหุ้น ซึ่งบรรษัทข้ามชาติจะเป็นเจ้าของได้ และมีกิจการหลายประเภท ซึ่งต่างชาติไม่อาจเข้ามาลงทุนได้ ยกเว้นสหรัฐ ซึ่งสามารถเข้ามาทำธุรกิจในเมืองไทยได้อย่างเต็มที่ (ถือหุ้น 100% ได้) ภายใต้ข้อตกลงพิเศษแตกต่างจากกรณีอื่นๆ แต่ในช่วงเวลาดังกล่าวนายทุนจากสหรัฐ ก็ไม่ได้ให้ความสนใจ กับเมืองไทยมากมายเท่าไร จากทศวรรษ 2530 เป็นต้นมา บรรษัทข้ามชาติจากกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก โดยเฉพาะจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เข้ามาลงทุนในเมืองไทยมาก โดยยังต้องดำเนินการอยู่ภายใต้กรอบกฎเกณฑ์ที่รัฐกำหนดดังกล่าวข้างต้น

ในภาวะดังกล่าว กลุ่มทุนไทยจึงอยู่ในฐานะมีสิทธิพิเศษ ทำให้สามารถทำกำไรได้สูง หรือได้ค่าเช่าทางเศรษฐกิจ (economic rent) ในระดับสูง (ค่าเช่าคือรายได้ที่สูงเกินกว่าระดับปกติในภาวะที่ตลาดมีการแข่งขัน) ธุรกิจครอบครัวไทยได้นำผลกำไรสูงนี้ไปลงทุนเพื่อขยายกิจการต่างๆ และหลายๆ ครอบครัว สามารถก่อตั้ง "มหาบรรษัทครอบครัว"

ตัวอย่างเช่น กรณี "เจ้าพ่อน้ำเมา" เจริญ สิริวัฒนภักดี นักธุรกิจระดับนำ ซึ่งได้รับสัมปทานทำธุรกิจสุรา ผูกขาดจากรัฐบาล และมีความสัมพันธ์อันแนบแน่นกับธนาคารแห่งหนึ่ง ส่งผลให้สามารถมีกำไรจากธุรกิจผูกขาดดังกล่าว อย่างมหาศาล และต่อมาขยายการลงทุนสู่ธุรกิจอื่นๆ เช่น อสังหาริมทรัพย์ การเงิน การบันเทิง โรงแรม ฯลฯ อีกตัวอย่างหนึ่งคือธุรกิจโทรคมนาคมของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร

ธุรกิจสุราของเจริญ สิริวัฒนภักดี และโทรคมนาคมของทักษิณ เป็นธุรกิจผูกขาดอยู่เป็นเวลานาน นับว่าเป็นกรณีพิเศษ สำหรับครอบครัวธุรกิจอื่นๆ อาจไม่โชคดีเท่า เพราะส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจกึ่งผูกขาด ที่มีผู้ผลิตน้อยราย (oligopolies) มากกว่า แต่ก็ทำกำไรได้สูง แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าทุนนิยมไทยไม่มีการพัฒนา กระบวนการสะสมทุนเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีการพัฒนาสู่การเป็นอุตสาหกรรมส่งออก เช่นในกรณีของอุตสาหกรรมรถยนต์ ครอบครัวธุรกิจระดับนำหลายตระกูล เข้ามาร่วมทุนกับต่างชาติในช่วงทศวรรษ 2510 และ 2520 สะสมกำไรได้มหาศาล จนสามารถเพิ่มสัดส่วนทุนของฝ่ายไทยได้ เมื่อทศวรรษ 2530 และต่อมาได้ขยับขยายสู่การลงทุนในกิจการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ ซึ่งได้ประโยชน์จากนโยบายและการคุ้มครองจากภาครัฐ รวมทั้งการได้รับเทคโนโลยีจากบรรษัทข้ามชาติ สามารถเชื่อมโยงกระบวนการผลิตในลักษณะเป็นห่วงโซ่อุปทาน พัฒนาเป็นอุตสาหกรรมส่งออกได้ ในกรณีอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป (เจริญโภคภัณฑ์) โรงแรม (ดุสิตธานี) ปูนซีเมนต์ (สยามซีเมนต์) ของตระกูลเจียรวนนท์ ปิยะอุย และสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดยลำดับ ก็สามารถพัฒนาความเชี่ยวชาญผ่านกระบวนการเรียนรู้ การสร้างตราสินค้า และการสร้างเครือข่ายต่างๆ ทำให้ขยับขยายการลงทุนไปยังต่างประเทศ ติดอันดับเป็นบรรษัทข้ามชาติ

สำหรับภาวะทางการเมือง ช่วงก่อนวิกฤตเศรษฐกิจ (มาจนถึงปี 2544) ยังมีช่องห่างระหว่างนักธุรกิจกับนักการเมือง คือนักธุรกิจกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งยังไม่ได้เข้าควบคุมอำนาจทางการเมืองได้อย่างเต็มที่ ทำให้กลุ่มทุนต่างๆ สามารถแข่งขันกัน เพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ จากรัฐบาลได้

ที่กล่าวมาเป็นภาพทั่วๆ ไปของนายทุนจากส่วนกลาง หรือทุนชาติ ในเขตภูธร มีภาวะคล้ายๆ กัน กล่าวคือธุรกิจครอบครัว ยังเป็นลักษณะทั่วไป ตระกูลธุรกิจบางตระกูลเติบโตขึ้นมา ในช่วงที่รัฐบาลเพิ่มการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน โรงเรียน โรงพยาบาล ฯลฯ และในช่วงที่ระบอบรัฐสภาประชาธิปไตยลงหลักปัก ตระกูลธุรกิจที่เริ่มจากการทำธุรกิจเกษตรแปรรูป ก็ผันตัวเองเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างและนักการเมือง

นักธุรกิจภูธรเหล่านี้สามารถได้รายได้สูง จากการได้รับสัมปทานโครงการจากภาครัฐ โดยเฉพาะในโครงการก่อสร้าง และจากการใช้ "อิทธิพล" เพื่อปกป้องธุรกิจผูกขาด หรือกึ่งผูกขาดของตนหลากหลายประเภท รวมทั้งกิจการอสังหาริมทรัพย์ การค้าปลีก การบันเทิง สุรา โรงแรม ฯลฯ ตระกูลธุรกิจเหล่านี้ หลายกลุ่มเข้าข่ายมีลักษณะเป็น "เจ้าพ่อ" เนื่องเพราะใช้วิธีการทั้งใน และเหนือกฎหมาย ในการทำธุรกิจ หรือจัดการกับคู่แข่งทางธุรกิจ

วิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 เป็นมหันตภัยทำลายทุนไทยอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ที่สำคัญคือในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจวิกฤตนั้น รัฐบาลกลางที่กรุงเทพฯ รู้สึกว่าจำเป็นที่จะต้องยกเลิกมาตรการคุ้มครองต่างๆ ที่เคยให้กับกลุ่มทุนไทย และยอมให้ทุนข้ามชาติเข้ามาดำเนินกิจการได้อย่างสรีมากขึ้น ทั้งนี้เพราะเชื่อว่าทุนต่างชาติ จะเข้ามาทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวเร็วขึ้น และอีกส่วนหนึ่งมีแรงกดดันจากภายนอก (กระแสโลกาภิวัตน์) ให้เปิดรับทุนข้ามชาติอย่างแข็งขัน

มหันตภัยของวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 ต่อกลุ่มทุนไทยต่างๆ นั้นมีความลักลั่น ทุนไทยบางกลุ่มได้รับผลกระทบมาก บางกลุ่มก็ได้รับน้อย กลุ่มที่ไม่ค่อยได้รับผลกระทบก็มีแต่มีน้อยราย ได้แก่ กลุ่มที่มีเงินสดสำรองไว้มาก และมีหนี้น้อย กลุ่มที่ไม่ค่อยได้รับผลกระทบก็มีแต่มีน้อยราย ได้แก่ กลุ่มที่มีเงินสดสำรองไว้มาก และมีหนี้น้อย กลุ่มนี้จึงสามารถอยู่รอด และมีโอกาสซื้อสินทรัพย์และกิจการล้มละลายได้ในราคาถูก ในกลุ่มนี้ตัวอย่างคือ กลุ่มของเจริญ สิริวัฒนภักดี และกลุ่มชินคอร์ปอเรชั่นของครอบครัวชินวัตร และดามาพงศ์

ธุรกิจครอบครัวระดับนำของไทยจำนวนมาก ขณะนี้อยู่ในมือของบรรษัทข้ามชาติ เห็นได้ชัดเจน เช่น ในกรณีของอุตสาหกรรมประกอบรถยนต์และชิ้นส่วน ธุรกิจค้าปลีกในกรุงเทพฯ ปูนซีเมนต์ ภาคการเงินทั้งระบบ (ประมาณ 40% ของธนาคารไทย) สำหรับโทรคมนาคม เจ้าของเดิมพยายามต้านทาน แต่ในท้ายที่สุดก็ไม่สามารถแข่งขัน (เพราะไม่มีฐานทางเทคโนโลยีเพียงพอ) ก็ต้องออกจากตลาดโดยขายกิจการให้ต่างชาติไป

ขณะนี้เรากำลังอยู่ใน "ยุคการต่อสู้ของทุนไทยด้วยอาวุธการเมืองและวัฒนธรรม"

สาขาธุรกิจซึ่งกลุ่มทุนไทยยังคงเป็นใหญ่อยู่ และหลังปี 2540 ยังมีการขยายการลงทุนต่อไป เป็นกลุ่มธุรกิจซึ่งยังคงได้รับความคุ้มครองปกป้องจากภาครัฐในบางระดับและเป็นกิจการที่ไม่ต้องอาศัยเทคโนโลยีระดับสูง ซึ่งรวมทั้งอสังหาริมทรัพย์ สื่อมวลชน การบันเทิง ธุรกิจโรงพยาบาล และบางสาขาในการท่องเที่ยว

นอกจากนั้นแล้ว เราจะพบว่าหลังปี 2544 ช่องห่างระหว่างนักธุรกิจและนักการเมืองหายไป ตระกูลธุรกิจระดับแนวหน้าของไทย ได้ร่วมมือกันเข้าเกาะกุมอำนาจรัฐโดยตรง ภายใต้ระบบที่เรียกว่า "ไทคูนคือรัฐ" เพื่อจะได้สามารถกำหนดนโยบาย ที่ส่งผลคุ้มครองผลประโยชน์ของธุรกิจของครอบครัวของตนเองได้อย่างชัดเจน

ยุทธศาสตร์ใหม่ประการหนึ่ง คือการเข้าหาประโยชน์จากการถือหุ้นในรัฐวิสาหกิจ ที่ผ่านการแปรรูปบางส่วน ทำให้ยังคงเป็นกิจการที่รัฐยังถือหุ้นอยู่ และยังคงได้รับการปกป้องหรือมีสิทธิพิเศษจากอำนาจรัฐอยู่ได้ในบางระดับ

กลุ่มทุนภูธรถูกผลกระทบทางลบน้อยกว่า เพราะว่าพวกเขามีหนี้น้อยกว่า แต่ก็ต้องเผชิญกับการแข่งขันจากธุรกิจข้ามชาติ ภายหลังการเปิดเสรีการลงทุน จากต่างประเทศประเทศหลังปี 2540 และยังถูกคุกคามโดยอำนาจรัฐจากส่วนกลาง ซึ่งหลังปี 2544 ถูกยึดกุมไปโดยกลุ่มไทคูนขนาดใหญ่ของกรุงเทพฯ

ทุนภูธรก็กำลังต่อสู้ด้วยวิธีการคล้ายๆ กับทุนจากส่วนกลาง นั่นคือ การใช้อำนาจทางการเมือง ผ่านการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น และผนึกกำลังสร้างพันธมิตรระหว่างกันหรือแม้แต่การสร้างพันธมิตรข้ามจังหวัด ทั้งในรูปแบบที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ รวมทั้งการระดมปัจจัยทางวัฒนธรรมใช้ในการตลาดและอื่นๆ เพื่อต้านทานการคุกคามจากบรรษัทข้ามชาติ และทุนจากส่วนกลาง

สรุปภาพที่ได้ ณ ปี พ.ศ.2549

วิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 สำแดงให้เห็นความอ่อนแอของระบบทุนนิยม ที่มีธุรกิจครอบครัวเป็นแกนอย่างชัดเจน ถึงกระนั้นก็ตาม ณ ปัจจุบันธุรกิจครอบครัวไทยก็ยังเป็นลักษณะขององค์กรธุรกิจส่วนใหญ่ของประเทศ กลุ่มที่อยู่รอดปลอดภัยมักต้องอิงอำนาจรัฐ หรือมีอำนาจเหนือรัฐ หรือไม่ก็ต้องร่วมทุนกับต่างชาติ แต่ในระยะยาวแล้วความอยู่รอดของธุรกิจครอบครัวไทย ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ หมายความว่าจะต้องมีการพัฒนาด้านเทคโนโลยี และปรับปรุงคุณภาพ ของผู้บริหารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ประเด็นเรื่องการผูกขาดอำนาจทางเศรษฐกิจ ของกลุ่มมหาบรรษัทครอบครัวต่างๆ ยังป็นเรื่องสำคัญเพราะว่ามีผลลัพธ์มากมาย อะไรเกิดขึ้นกับทุนไทย ส่งผลสำคัญต่อการเมืองด้วย เพราะว่าการเมืองไทยคือเรื่อง ใครกุมอำนาจเงิน ประเด็นที่ว่าผู้มีอำนาจเงินก็คือผู้มีอำนาจทางการเมืองยังมีความหมายอยู่

การผูกขาดทางเศรษฐกิจของกลุ่มธุรกิจสำคัญ อาจจะลดลงในภาคการเงิน ภาคบริการบางภาค เพราะมีคู่แข่งมากขึ้น จากบรรษัทข้ามชาติ แต่ระดับการผูกขาดเดิมยังมีอยู่สูง และมีความพยายามใช้อำนาจทางการเมือง เพิ่มระดับการผูกขาดต่อไปอีก

ในภาวะก่อนเศรษฐกิจวิกฤต การเมืองมีหลายขั้วอำนาจทำให้กลุ่มธุรกิจต่างๆ สามารถแข่งขันกัน เพื่อเข้าถึงอำนาจทางการเมืองได้ หลังปี 2544 การเมืองแบบธนกิจการเมืองที่มีไทคูนคือรัฐ ทำให้อำนาจการเมือง +อำนาจการผูกขาด ของธุรกิจ ประสานเข้าด้วยกัน เป็นอภิมหาผูกขาด อันส่งผลให้เกิดวิกฤตการเมืองอยู่ ณ ปัจจุบัน

ถ้าไม่สลายขั้วอำนาจที่กระจุกตัวอยู่ในขณะนี้ การผูกขาดก็จะเป็นสาเหตุของความขัดแย้งและวิกฤตต่อไป

หน้า 42