หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
เปิดงานวิจัย "พลวัตทุนข้ามชาติ" 4 ปี "ฝรั่ง" รับปันผลกว่าแสนล้านบาท

รายงาน  ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3805 (3005)

จากงานวิจัยเรื่อง "พลวัตทุนข้ามชาติในประเทศไทยหลังวิกฤต 2540" ของอาจารย์นพนันท์ วรรณเทพสกุล ในครั้งนี้ทาง "ประชาชาติธุรกิจ" ได้นำบทสรุปมานำเสนอให้กับท่านผู้อ่าน ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

หลังวิกฤตเศรษฐกิจ 2540 ตลาดหลักทรัพย์ไทยมีมูลค่าการลงทุน 1.2 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 23% ของ GDP มาจนถึงสิ้นปี 2548 มูลค่าการลงทุนได้เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 5.1 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 72% ของ GDP โดยเป็นการลงทุนของชาวต่างชาติ คิดเป็นสัดส่วน 30% การลงทุนมีทั้งรูปแบบของการถือหุ้นเพื่อมีส่วนร่วมในการบริหารธุรกิจ และลงทุนเพื่อหวังผลกำไรจากส่วนต่างราคาหุ้นและเงินปันผล

ในช่วงปี 2544-2547 ภาคการผลิตที่มีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในสัดส่วนที่สูงขึ้น ได้แก่ กลุ่มธนาคาร กลุ่มยานยนต์ กลุ่มพาณิชย กรรม กลุ่มการแพทย์ กลุ่มกระดาษ และพบว่าการลงทุนในบางภาคมีลักษณะการลงทุนแบบ FDI เพิ่มขึ้นด้วย เช่น กลุ่มท่องเที่ยวและสันทนาการ กลุ่มบันเทิง กลุ่มเหมืองแร่ กลุ่มกระดาษ และกลุ่มบรรจุภัณฑ์ และมีลักษณะของการลงทุนใหม่โดยวิธีการนำเม็ดเงินทุนใหม่จากนอกประเทศเข้ามาด้วยเช่นกัน

พบฝรั่งเทียมแอบลงทุนในตลาดฯ

ในอีกแง่หนึ่ง หมวดที่เกี่ยวข้องกับการบริการและทรัพยากร พบลักษณะการลงทุนจากต่างประเทศ ในแบบเก็งกำไรระยะสั้น มากขึ้นอย่างชัดเจน ในช่วงสิ้นปี"47 ส่วนของนักลงทุนจากต่างประเทศ ที่ลงทุนในตลาดฯมีมูลค่าประมาณ 1.23 ล้านล้านบาท แต่เป็นการลงทุนของกองทุนระยะสั้นไม่น้อยกว่า 5.6 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 45% โดยมีส่วนที่เป็นการลงทุนแบบ FDI หรือที่เข้าใจว่าเป็นการลงทุนที่ค่อนข้างมีเสถียรภาพอยู่ประมาณ 2.7 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 22%

ในกลุ่มการลงทุนแบบ FDI ยังมีลักษณะแบบกองทุนระยะสั้นปะปนอยู่ด้วยประมาณ 20%

หรือคิดเป็นมูลค่าการลงทุนประมาณ 5-6 หมื่นล้านบาท และนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในตลาดสูงสุด เรียงตามลำดับ ได้แก่ ส่วนสัญชาติอังกฤษ, สิงคโปร์, อเมริกัน, สวิส, ฮ่องกง, ญี่ปุ่น และบริติชเวอร์จิน

ลักษณะการถือครองหุ้นของชาวต่างชาติเหล่านี้ แบˆงเป็น 3 กลุ่ม คือ รูปแบบกองทุนนอมินี, การร่วมลงทุนระหว่างนิติบุคคลต่างด้าวหลายรายในลักษณะเครือข่ายลงทุน และการลงทุนโดยบุคคลต่างด้าว โดยเฉพาะกลุ่มทุนจีนโพ้นทะเล

การลงทุนรูปแบบลงทุนโดยแท้ พบในกลุ่มทุนสัญชาติญี่ปุ่น, อังกฤษและสิงคโปร์ มีทั้งการลงทุนแท้จริงและแบบกองทุนปะปนกันอยู่อย่างละครึ่ง

การลงทุนรูปแบบกองทุนนอมินีพบในทุนสัญชาติอังกฤษ, สิงคโปร์ และอเมริกา นอกจากนั้น สัดส่วนกว่า 88% ของการลงทุนมาจากประเทศสิงคโปร์

ทุนจากบริติชเวอร์จินจัดอยู่ในกลุ่มลงทุนโดยแท้ แต่ลักษณะน่าสงสัย ที่พบคือ มีอยู่ไม่น้อย ที่อาจมาจากกลุ่มนักลงทุนชาวไทยเอง หรือที่เรียกว่า "การลงทุนแบบนอมินี"

การร่วมลงทุนระหว่างนิติบุคคลต่างด้าวหลายรายเป็นเครือข่าย หรือ "ไซบัตสุ" เป็นคุณลักษณะเฉพาะของกลุ่มทุนสัญชาติญี่ปุ่น เช่น การร่วมลงทุนกันระหว่างกลุ่ม MITSUBISHI CORP., กลุ่ม ITOCHU, กลุ่ม MITSUI & CO., กลุ่ม MURAMOTO INDUSTRY กับกลุ่ม SUMITOMO CORP. เป็นต้น

การลงทุนโดยทุนจีนโพ้นทะเล มีลักษณะการร่วมลงทุนกันของบุคคลทั้งภายในสัญชาติเดียวกัน และต่างสัญชาติ แต่มีจุดร่วมคือเป็นเชื้อชาติจีนด้วยกัน กลุ่มนี้ได้แก่ ทุนสัญชาติมาเลเซีย, ฝรั่งเศส และไต้หวัน

เตือนเศรษฐกิจผันผวน ระวังฝรั่งทิ้งหุ้นหนี

บทบาทของกองทุนระยะสั้นจำนวนกว่า 5.6 แสนล้านบาทในตลาดหลักทรัพย์ฯ มุ่งเน้นอยู่ที่กลุ่มธนาคาร, กลุ่มสื่อสาร, กลุ่มพลังงาน และกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เป็นสำคัญ ในจำนวนนี้เป็นการลงทุนจากกองทุนขนาดใหญ่ 6 กลุ่ม คือ STATE STREET BANK AND TRUST COMPANY, HSBC (SINGAPORE) NOMINEES PTE.LTD, CHASE MANHATTAN (SINGAPORE) NOMINEES PTE. THE BANK OF NEW YORK (NOMINEES) LIMITED, GOVERNMENT OF SINGAPORE INVESTMENT CORPORATION และ CITIBANK NOMINEES SINGAPORE PTE.LTD เป็นจำนวนรวมถึง 3.5 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 60% ของการลงทุน โดยกองทุนทั้งหมด

ภาคการผลิตที่กองทุนขนาดใหญ่ดังกล่าวเข้าไปมีบทบาทสูง คือ ธนาคาร, วัสดุก่อสร้าง, พลังงาน, ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, บันเทิง, การแพทย์, พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และขนส่ง หากเกิดภาวะพลิกผันทางเศรษฐกิจและการเมืองในประเทศไทยแล้ว กลุ่มกองทุนในภาคการผลิตเหล่านี้ก็พร้อมที่จะโบยบินจากไปอย่างรวดเร็ว

4 ปี ต่างชาติขนกำไรกลับนับแสนล‰าน

ในช่วงปี 2544-2547 บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ไทยที่มีต่างชาติกลุ่มลงทุนเข้ามาลงทุนร่วมด้วยในลักษณะ FDI มีจำนวน 85 บริษัท สร้างผลกำไรรวม 4 ปี ได้ 173,785 ล้านบาท จ่ายเงินปันผลจำนวน 77,249 ล้านบาท มีการลงทุนรวม จำนวน 137,710 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นการลงทุนด้วยการเพิ่มทุน

ขณะที่บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯที่มีกลุ่มกองทุนเข้ามาร่วมลงทุนในลักษณะ FDI มี 31 บริษัท ผลกำไร 4 ปี มีจำนวน 44,890 ล้านบาท จ่ายเงินปันผลได้ 37,392 ล้านบาท การขยายการลงทุนในกลุ่มนี้มีจำนวน 394,827 ล้านบาท โดยใช้แหล่งทุนทั้งจากการสร้างหนี้ และการเพิ่มทุน โดยมีหนี้สินเพิ่มขึ้นรวมทั้งหมด 96,959 ล้านบาท และระดมทุนเพิ่ม 297,868 ล้านบาท

การเติบโตของมูลค่าตลาดหลักทรัพย์ฯในสมัยรัฐบาลทักษิณ 1 เกิดขึ้นในบริษัทที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยเงินทุนต่างชาติกลุ่มกองทุนมากกว่าเงินลงทุน โดยกลุ่มลงทุนจริง ดัชนีชี้วัดผลกำไรเฉลี่ยต่อบริษัท การลงทุนเพิ่มเฉลี่ย การก่อหนี้ใหม่ และมูลค่าตลาดที่เพิ่มโดยเฉลี่ย ชี้ให้เห็นว่ากลุ่มกองทุนสร้างกำไรได้ต่ำกว่า แต่มีมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นมากกว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจในเงื่อนไขเช่นนี้จึงอาจนำพาประเทศไปสู่ความเสี่ยงที่จะทรุดตัวลงได้ง่ายในอนาคต

หน้า 22