หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
อุตสาหกรรมรถยนต์ไทยหลังวิกฤตเศรษฐกิจ : สู่ยุคทุนนิยมเสรีข้ามชาติ

สักกรินทร์ นิยมศิลป์ มติชนรายวัน วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10336

*หมายเหตุ* ระหว่างวันที่ 28-29 มิถุนายน จะมีงานสัมมนาโครงการเมธีวิจัยอาวุโส สกว. ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร เรื่องโครงสร้างและพลวัตทุนไทยหลังวิกฤตเศรษฐกิจ และมีการนำเสนองานวิจัยในหลายภาคส่วน "อุตสาหกรรมรถยนต์ไทยหลังวิกฤตเศรษฐกิจ : สู่ยุคทุนนิยมเสรีข้ามชาติ" เป็น 1 ในงานวิจัย "มติชน" จึงขอนำเสนอในบทสรุปดังนี้

อุตสาหกรรมรถยนต์และชิ้นส่วนของไทย เป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญลำดับต้นๆ ของประเทศ ทั้งในด้านมูลค่าการผลิต การส่งออก และการจ้างงาน อีกทั้งยังทวีความสำคัญขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่อยู่ในวัฏจักร ของการขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยในช่วงครึ่งแรกของทศวรรษที่ 1990 การเติบโตของอุตสาหกรรมรถยนต์ เป็นผลมาจากการขยายตัวของอุปสงค์ในประเทศ อันเนื่องมาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว

แต่เมื่อตลาดรถยนต์ในประเทศหดตัวจากภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจ จึงเกิดการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมรถยนต์ โดยมีการควบรวมกิจการของผู้ผลิตรถยนต์และชิ้นส่วน และนำไปสู่การปรับยุทธศาสตร์ขององค์กรธุรกิจ โดยมุ่งขยายตลาดส่งออกเพื่อทดแทนตลาดในประเทศที่หดตัวลง ดังนั้น นับแต่ปลายทศวรรษที่ 1990 เป็นต้นมา อุตสาหกรรมรถยนต์ของไทยจึงเป็นการเติบโตบนพื้นฐานของตลาดส่งออกควบคู่ไปกับตลาดรถยนต์ในประเทศ เมื่อถึงกลางทศวรรษที่ 2000 อุตสาหกรรมรถยนต์ก็ได้ผันตัวเองมาเป็นอุตสาหกรรมส่งออกอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นอุตสาหกรรมแห่งปัจจุบันและอนาคตของไทย แต่อุตสาหกรรมรถยนต์ กลับเป็นอุตสาหกรรมที่ถูกครอบงำ โดยทุนข้ามชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุนข้ามชาติจากญี่ปุ่น อาจกล่าวได้ว่ายุทธศาสตร์การลงทุนในอาเซียนของญี่ปุ่น และกระแสโลกาภิวัตน์ในทศวรรษที่ ค.ศ.1980 และ 1990 ขับเคลื่อนให้เกิดการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมรถยนต์ทั่วโลก จนนำไปสู่นโยบายการเปิดเสรีอุตสาหกรรมรถยนต์ของไทยในช่วงนั้น ทำให้ไทยถูกกำหนดให้เป็นฐานการผลิตรถยนต์ ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน

ต่อมาภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจในช่วงปลายทศวรรษที่ 1990 ได้ทำหน้าที่เป็นปัจจัยเร่งให้ทุนต่างชาติ เข้าครอบงำอุตสาหกรรมรถยนต์ และเป็นการปูทางให้กับยุทธศาสตร์ใหม่ของญี่ปุ่นที่ต้องการให้ไทย เป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออกรถยนต์โดยเฉพาะรถปิคอัพ

นโยบายอุตสาหกรรมรถยนต์เริ่มต้นจากการส่งเสริมอุตสาหกรรมประกอบรถยนต์เพื่อทดแทนการนำเข้าในทศวรรษที่ 1960 สู่นโยบายบังคับใช้ชิ้นส่วนในประเทศในทศวรรษที่ 1970 และ 1980 ตามด้วยนโยบายเปิดเสรีการลงทุนในทศวรรษที่ 1990 และการยกเลิกมาตรการการบังคับใช้ชิ้นส่วนในประเทศในทศวรรษที่ 2000 เพื่อให้เกิดการแข่งขันของอุตสาหกรรมในประเทศและเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมส่งออกรถยนต์และชิ้นส่วน หลังวิกฤตทางเศรษฐกิจ รัฐบาลไทยได้เปิดโอกาสให้ทุนข้ามชาติเข้าควบรวมกิจการท้องถิ่นในอุตสาหกรรมยานยนต์ จนนำไปสู่การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมรถยนต์ครั้งใหญ่ในไทย

นับแต่นั้นเป็นต้นมา นโยบายอุตสาหกรรมรถยนต์ของไทยได้มุ่งส่งเสริมการลงทุนของบรรษัทข้ามชาติ เพื่อให้ไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์เพื่อส่งออก ในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้กำหนดให้อุตสาหกรรมยานยนต์เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมาย 1 ใน 5 ของประเทศ และมีการผลักดันประเด็นทางด้านนโยบายใหม่ๆ เช่น นโยบาย Eco Car หรือ ACEs Car (โครงการรถยนต์ขนาดเล็ก) การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ และนโยบายส่งเสริมการส่งออกโดยเฉพาะการจัดตั้งเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ)

ในช่วงสี่ทศวรรษที่ผ่านมา บทบาทของหน่วยงาน/องค์กรต่างๆ ในด้านนโยบายทั้งของรัฐและเอกชนได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โดยบทบาทเทคโนแครตของกระทรวงอุตสาหกรรมที่ทรงอิทธิพลในช่วงทศวรรษที่ 1960-1980 เริ่มลดลงขณะที่เทคโนแครตของกระทรวงการคลัง BOI (สำนักงานส่งเสริมการลงทุน) และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เพิ่มมากขึ้นในช่วงปลายทศวรรษที่ 1980 และต้นทศวรรษที่ 1990

ต่อมาในทศวรรษที่ 2000 หน่วยงานอื่นๆ เช่น กระทรวงพาณิชย์ กรมศุลกากร และกระทรวงพลังงาน ได้มามีส่วนร่วม ในกระบวนการทางนโยบายที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมรถยนต์ด้วยเช่นกัน เนื่องจากมีประเด็นด้านนโยบายใหม่ๆ เช่น การค้าเสรีและการประหยัดพลังงาน

ในส่วนของภาคเอกชนนั้น สมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (TAPMA) ซึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มทุนท้องถิ่น ในอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วน ได้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายบังคับใช้ชิ้นส่วนในประเทศ ร่วมกับเทคโนแครตของกระทรวงอุตสาหกรรม ก่อนที่กระแสโลกาภิวัตน์จะทำให้บทบาทของทุนอุตสาหกรรมรถยนต์ข้ามชาติ เพิ่มมากขึ้นอย่างมหาศาล ในทศวรรษที่ 1990 และ 2000 จนทำให้ปัจจุบัน ประเด็นด้านนโยบายหลายเรื่องเป็นผลมาจากการผลักดันและแข่งขันของอุตสาหกรรมรถยนต์ข้ามชาติไทย

การเติบโตของอุตสาหกรรมประกอบรถยนต์และอุตสาหกรรมชิ้นส่วน ได้สร้างผู้ประกอบการท้องถิ่นจำนวนหลายพันราย ในช่วงสามทศวรรษแรก โดยหลายกลุ่มธุรกิจในอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นกลุ่มทุนเก่าของประเทศ ที่เข้ามาลงทุนในโรงงานประกอบรถยนต์ ร่วมกับผู้ผลิตรถยนต์ข้ามชาติ แต่หลายกลุ่มก็เป็นกลุ่มทุนใหม่ ที่เติบโตในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ จนกลายเป็นกลุ่มทุนอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ที่สำคัญของประเทศในเวลาต่อมา กลุ่มธุรกิจในอุตสาหกรรมประกอบรถยนต์หลายราย ได้ขยายธุรกิจไปยังอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วน เพื่อป้อนโรงงานรถยนต์ของตน ขณะเดียวกันผู้ผลิตชิ้นส่วนหลายราย ก็ได้เติบโตขึ้นมาจากธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) โดยเริ่มจากการผลิตอะไหล่รถยนต์ สำหรับตลาดอุตสาหกรรมอะไหล่รถยนต์ (REM) และขยับขึ้นมาเป็นผู้ผลิต OEM (โรงงานประกอบรถยนต์) ด้วยอานิสงส์ของนโยบายบังคับใช้ชิ้นส่วนในประเทศในทศวรรษที่ 1970-1990

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโครงสร้างอุตสาหกรรมรถยนต์เกิดขึ้นเมื่อไทยหันมาเปิดเสรีอุตสาหกรรมรถยนต์ โดยอนุญาตให้มีการตั้งโรงงานประกอบรถยนต์ใหม่ และอนุญาตให้มีการนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูป ตลอดจนยกเลิกนโยบายบังคับใช้ชิ้นส่วนในประเทศ ดังนั้น เมื่อเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจในปี ค.ศ.1997-1998 สถานการณ์ดังกล่าวจึงเป็นปัจจัยเร่งกระบวนการโลกาภิวัตน์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย จนทำให้กลุ่มทุนท้องถิ่นในอุตสาหกรรมรถยนต์สูญเสียความเป็นเจ้าของโรงงานประกอบรถยนต์ และผู้ผลิตชิ้นส่วนจำนวนมากต้องเลิกกิจการหรือขายหุ้นของตนให้กับผู้ร่วมทุนต่างชาติ

อย่างไรก็ตาม กลุ่มทุนท้องถิ่นบางรายได้ใช้วิธีการต่างๆ เพื่อความอยู่รอดและปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ จนสามารถฟื้นตัวและขยายกิจการในช่วงทศวรรษที่ 2000 การปรับตัวของกลุ่มธุรกิจดังกล่าวมีหลายรูปแบบ เช่น ขายกิจการในบริษัทย่อยเพื่อนำเงินทุนมารักษาการเติบโตของบริษัทผลิตชิ้นส่วนหลัก การหาพันธมิตรจากบรรษัทข้ามชาติ และเข้าสู่เครือข่ายการผลิตระหว่างประเทศ การมุ่งส่งออกสินค้าและขยายธุรกิจในต่างประเทศ เพื่อรักษาการเติบโตระยะยาว การมุ่งตลาด niche market แทนการผลิตแบบ mass production การพัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลย ีและวิศวกรรมการผลิตเพื่อขึ้นเป็น OEM ตลอดจนการยกระดับการบริหารจัดการให้เป็นสากล เพื่อสามารถระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ เป็นต้น

ทำให้ปัจจุบันอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ท้องถิ่นขนาดใหญ่ได้แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนแล้วถึงเกือบ 20 บริษัท และกลุ่มทุนเหล่านี้บางกลุ่มกำลังเริ่มขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศโดยเฉพาะอาเซียน จีน และอินเดีย เพื่อยกระดับเป็นกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ระดับภูมิภาคในอนาคต

หน้า 20