หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ดร.ผาสุกชี้ขั้วอำนาจธุรกิจ-การเมืองกระจุกตัว ต้นตอความขัดแย้งและวิกฤติ

กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2549

ชุดโครงการวิจัยนี้ ได้รับการสนับสนุนโดย สกว. หรือสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยภายใต้โครงการเมธีวิจัยอาวุโส มีนักวิจัยร่วมโครงการกว่า 10 คน เป้าหมายของการวิจัย คือทำความเข้าใจว่า ทุนนิยมไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร หลังวิกฤติเศรษฐกิจ เมื่อปี 2540

ทุนนิยมไทยมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 40 ปี นับเนื่องจากทศวรรษ 2500 ซึ่งเราได้เห็นการเติบโต แบบก้าวกระโดดมาโดยตลอด โดยธุรกิจแบบครอบครัว (family business) เป็นลักษณะเด่นของทุนนิยมไทย

40 ปีที่ผ่านมา ถือได้ว่าเป็น "ยุคทองของมหาบรรษัทครอบครัวไทย" (Thai family conglomerates)

ลักษณะสำคัญของยุคนั้น คือความเป็นธุรกิจกึ่งผูกขาดที่ได้รับการปกป้องคุ้มครองจากภาครัฐ ธุรกิจแนวหน้ามีครอบครัวไม่กี่ตระกูลเป็นเจ้าของ ตระกูลเหล่านี้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่มีจำกัดจากธนาคาร ซึ่งก็อยู่ในมือของกลุ่มครอบครัวธุรกิจจำนวนน้อยกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ได้รับเทคโนโลยีสมัยใหม่จากการร่วมทุนกับบรรษัทข้ามชาติ ได้รับใบอนุญาตและเงินอุดหนุนจากรัฐบาล และสามารถเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญเช่นที่ดิน

ในช่วงก่อนวิกฤติปี 2540 นั้น บรรษัทข้ามชาติถูกกะเกณฑ์ให้ดำเนินการอยู่ในกรอบกฎหมาย และหลักปฏิบัติซึ่งรัฐบาลกำหนดและบังคับใช้ เช่น กฎหมายควบคุมสัดส่วนของหุ้น ซึ่งบรรษัทข้ามชาติจะเป็นเจ้าของได้ และมีกิจการหลายประเภทซึ่งต่างชาติไม่อาจเข้ามาลงทุนได้ ยกเว้นสหรัฐ ซึ่งสามารถเข้ามาทำธุรกิจในเมืองไทยได้อย่างเต็มที่ (ถือหุ้น 100% ได้) ภายใต้ข้อตกลงพิเศษแตกต่างจากกรณีอื่นๆ แต่ในช่วงเวลาดังกล่าวนายทุนจากสหรัฐ ก็ไม่ได้ให้ความสนใจกับเมืองไทยมากมายเท่าไร จากทศวรรษ 2530 เป็นต้นมา บรรษัทข้ามชาติจากกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก โดยเฉพาะจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เข้ามาลงทุนในเมืองไทยมาก โดยยังต้องดำเนินการอยู่ภายใต้กรอบกฎเกณฑ์ที่รัฐกำหนดดังกล่าวข้างต้น

ในภาวะดังกล่าว กลุ่มทุนไทยจึงอยู่ในฐานะมีสิทธิพิเศษ ทำให้สามารถทำกำไรได้สูง หรือได้ค่าเช่าทางเศรษฐกิจ (economic rent) ในระดับสูง (ค่าเช่าคือรายได้ที่สูงเกินกว่าระดับปกติในภาวะที่ตลาดมีการแข่งขัน) ธุรกิจครอบครัวไทย ได้นำผลกำไรสูงนี้ไปลงทุนเพื่อขยายกิจการต่างๆ และหลายๆ ครอบครัว สามารถก่อตั้ง "มหาบรรษัทครอบครัว"

ตัวอย่างเช่น กรณี "เจ้าพ่อน้ำเมา" เจริญ สิริวัฒนภักดี นักธุรกิจระดับนำ ซึ่งได้รับสัมปทานทำธุรกิจสุรา ผูกขาดจากรัฐบาลและมีความสัมพันธ์อันแนบแน่นกับธนาคารแห่งหนึ่ง ส่งผลให้สามารถมีกำไร จากธุรกิจผูกขาดดังกล่าวอย่างมหาศาล และต่อมาขยายการลงทุนสู่ธุรกิจอื่นๆ เช่น อสังหาริมทรัพย์ การเงิน การบันเทิง โรงแรม ฯลฯ อีกตัวอย่างหนึ่ง คือธุรกิจโทรคมนาคมของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร

ธุรกิจสุราของเจริญ และโทรคมนาคมของทักษิณ เป็นธุรกิจผูกขาดอยู่เป็นเวลานาน นับว่าเป็นกรณีพิเศษ สำหรับครอบครัวธุรกิจอื่นๆ อาจไม่โชคดีเท่า เพราะส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจกึ่งผูกขาด ที่มีผู้ผลิตน้อยราย (oligopolies) มากกว่า แต่ก็ทำกำไรได้สูง แต่ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าทุนนิยมไทยไม่มีการพัฒนา กระบวนการสะสมทุนเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีการพัฒนาสู่การเป็นอุตสาหกรรมส่งออกเช่นในกรณีของอุตสาหกรรมรถยนต์ ครอบครัวธุรกิจระดับนำหลายตระกูล เข้าร่วมทุนกับต่างชาติในช่วงทศวรรษ 2510 และ 2520 สะสมกำไรได้มหาศาล จนสามารถเพิ่มสัดส่วนทุนของฝ่ายไทยได้ เมื่อทศวรรษ 2530 และต่อมาได้ขยับขยายสู่การลงทุนในกิจการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ ซึ่งได้ประโยชน์จากนโยบาย และการคุ้มครองจากภาครัฐ รวมทั้งการได้รับเทคโนโลยีจากบรรษัทข้ามชาติ สามารถเชื่อมโยงกระบวนการผลิตในลักษณะเป็นห่วงโซ่อุปทาน พัฒนาเป็นอุตสาหกรรมส่งออกได้ ในกรณีอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป (เจริญโภคภัณฑ์) โรงแรม (ดุสิตธานี) ปูนซีเมนต์ (สยามซีเมนต์) ของตระกูลเจียรวนนท์ ปิยะอุย และ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดยลำดับ ก็สามารถพัฒนาความเชี่ยวชาญ ผ่านกระบวนการเรียนรู้ การสร้างตราสินค้า และการสร้างเครือข่ายต่างๆ ทำให้ขยับขยายการลงทุนไปยังต่างประเทศ ติดอันดับเป็นบรรษัทข้ามชาติจากประเทศกำลังพัฒนาสำแดงให้เห็นระดับพัฒนาการของทุนนิยมไทยที่เติบโตขึ้น

สำหรับภาวะทางการเมือง ช่วงก่อนวิกฤติเศรษฐกิจ (มาจนถึงปี 2544) ยังมีช่องห่างระหว่างนักธุรกิจกับนักการเมือง คือนักธุรกิจกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งยังไม่ได้เข้าควบคุมอำนาจทางการเมืองได้อย่างเต็มที่ ทำให้กลุ่มทุนต่างๆ สามารถแข่งขันกัน เพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ จากรัฐบาลได้

ที่กล่าวมาเป็นภาพทั่วๆ ไป ของนายทุนจากส่วนกลาง หรือทุนชาติ ในเขตภูธร มีภาวะคล้ายๆ กัน กล่าวคือธุรกิจครอบครัวยังเป็นลักษณะทั่วไป ตระกูลธุรกิจบางตระกูลเติบโตขึ้นมา อาจเริ่มต้นจากธุรกิจเกษตร หรือเกษตรแปรรูป การประมง การขนส่ง ธุรกิจผิดกฎหมาย เช่น หวยเถื่อน ฯลฯ แล้วขยับขยายเข้ามาลงทุนในธุรกิจก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ ในช่วงที่รัฐบาลเพิ่มการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน โรงเรียน โรงพยาบาล ฯลฯ และในช่วงที่ระบอบรัฐสภาประชาธิปไตยลงหลักปัก ตระกูลธุรกิจที่เริ่มจากการทำธุรกิจเกษตรแปรรูป ก็ผันตัวเองเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง และนักการเมืองไปในท้ายที่สุด

นักธุรกิจภูธรเหล่านี้สามารถได้รายได้สูง จากการได้รับสัมปทานโครงการจากภาครัฐ โดยเฉพาะในโครงการก่อสร้าง และจากการใช้ "อิทธิพล" เพื่อปกป้องธุรกิจผูกขาด หรือกึ่งผูกขาดของตนหลากหลายประเภท รวมทั้งกิจการอสังหาริมทรัพย์ การค้าปลีก การบันเทิง สุรา โรงแรม ฯลฯ ตระกูลธุรกิจเหล่านี้ หลายกลุ่มเข้าข่ายมีลักษณะเป็น "เจ้าพ่อ" เนื่องเพราะใช้วิธีการทั้งในและเหนือกฎหมายในการทำธุรกิจ หรือจัดการกับคู่แข่งทางธุรกิจ

วิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 เป็นมหันตภัยทำลายทุนไทยอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ที่สำคัญคือ ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจวิกฤตินั้น รัฐบาลกลางที่กรุงเทพฯ รู้สึกว่า จำเป็นที่จะต้องยกเลิกมาตรการคุ้มครองต่างๆ ที่เคยให้กับกลุ่มทุนไทย และยอมให้ทุนข้ามชาติเข้ามาดำเนินกิจการได้อย่างเสรีมากขึ้น ทั้งนี้ เพราะเชื่อว่าทุนต่างชาติจะเข้ามาทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวเร็วขึ้น และอีกส่วนหนึ่งมีแรงกดดันจากภายนอก (กระแสโลกาภิวัตน์) ให้เปิดรับทุนข้ามชาติอย่างแข็งขัน

มหันตภัยของวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 ต่อกลุ่มทุนไทยต่างๆ นั้น มีความลักลั่น ทุนไทยบางกลุ่มได้รับผลกระทบมาก บางกลุ่มก็ได้รับน้อย กลุ่มที่ไม่ค่อยได้รับผลกระทบก็มีแต่มีน้อยราย ได้แก่ กลุ่มที่มีเงินสดสำรองไว้มาก และมีหนี้น้อย กลุ่มนี้จึงสามารถอยู่รอด และมีโอกาสซื้อสินทรัพย์และกิจการล้มละลายได้ในราคาถูก ในกลุ่มนี้ตัวอย่างคือ กลุ่มของเจริญ สิริวัฒนภักดี และกลุ่มชินคอร์ปอเรชั่นของครอบครัวชินวัตร และดามาพงศ์

ธุรกิจครอบครัวระดับนำของไทยจำนวนมาก ขณะนี้ อยู่ในมือของบรรษัทข้ามชาติ เห็นได้ชัดเจน เช่น ในกรณีของอุตสาหกรรมประกอบรถยนต์และชิ้นส่วน ธุรกิจค้าปลีกในกรุงเทพฯ ปูนซีเมนต์ ภาคการเงินทั้งระบบ (ประมาณ 40% ของธนาคารไทย) สำหรับโทรคมนาคม เจ้าของเดิมพยายามต้านทาน แต่ในท้ายที่สุด ก็ไม่สามารถแข่งขัน (เพราะไม่มีฐานทางเทคโนโลยีเพียงพอ) ก็ต้องออกจากตลาดโดยขายกิจการให้ต่างชาติไป

ขณะนี้ เรากำลังอยู่ใน "ยุคการต่อสู้ของทุนไทยด้วยอาวุธการเมืองและวัฒนธรรม"

สาขาธุรกิจซึ่งกลุ่มทุนไทยยังคงเป็นใหญ่อยู่ และหลังปี 2540 ยังมีการขยายการลงทุนต่อไป เป็นกลุ่มธุรกิจซึ่งยังคงได้รับความคุ้มครอง ปกป้องจากภาครัฐในบางระดับ และเป็นกิจการที่ไม่ต้องอาศัยเทคโนโลยีระดับสูง ซึ่งรวมทั้งอสังหาริมทรัพย์ สื่อสารมวลชน การบันเทิง ธุรกิจโรงพยาบาล และบางสาขาในการท่องเที่ยว

นอกจากนั้นแล้ว เราจะพบว่าหลังปี 2544 ช่องห่างระหว่างนักธุรกิจและนักการเมืองหายไป ตระกูลธุรกิจระดับแนวหน้าของไทย ได้ร่วมมือกันเข้าเกาะกุมอำนาจรัฐโดยตรง ภายใต้ระบบที่เรียกว่า "ไทคูนคือรัฐ" เพื่อจะได้สามารถกำหนดนโยบายที่ส่งผลคุ้มครองผลประโยชน์ของธุรกิจของครอบครัวของตนเองได้อย่างชัดเจนและแน่นอน

ยุทธศาสตร์ใหม่ประการหนึ่ง คือการเข้าหาประโยชน์จากการถือหุ้นในรัฐวิสาหกิจ ที่ผ่านการ แปรรูปบางส่วน ทำให้ยังคงเป็นกิจการที่รัฐยังถือหุ้นอยู่ และยังคงได้รับการปกป้อง หรือมีสิทธิพิเศษจากอำนาจรัฐอยู่ได้ในบางระดับ

กลุ่มทุนภูธร ถูกผลกระทบทางลบน้อยกว่า เพราะว่าพวกเขามีหนี้น้อยกว่า แต่ก็ต้องเผชิญกับการแข่งขันจากธุรกิจข้ามชาติ ภายหลังการเปิดเสรีการลงทุนจากต่างประเทศหลังปี 2540 และยังถูกคุกคามโดยอำนาจรัฐจากส่วนกลาง ซึ่งหลังปี 2544 ถูกยึดกุมไปโดยกลุ่มไทคูนขนาดใหญ่ของกรุงเทพฯ

ทุนภูธรก็กำลังต่อสู้ด้วยวิธีการคล้ายๆ กับทุนจากส่วนกลาง นั่นคือ การใช้อำนาจทางการเมือง ผ่านการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น และผนึกกำลังสร้างพันธมิตรระหว่างกัน หรือแม้แต่การสร้างพันธมิตรข้ามจังหวัด ทั้งในรูปแบบที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ รวมทั้งการระดมปัจจัยทางวัฒนธรรมมาใช้ในการตลาดและอื่นๆ เพื่อต้านทานการคุกคามจากบรรษัทข้ามชาติ และทุนจากส่วนกลาง

สรุปภาพที่ได้ ณ ปี พ.ศ. 2549

วิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 สำแดงให้เห็นความอ่อนแอของระบบทุนนิยม ที่มีธุรกิจครอบครัวเป็นแกนอย่างชัดเจน ถึงกระนั้นก็ตาม ณ ปัจจุบันธุรกิจครอบครัวไทยก็ยังเป็นลักษณะขององค์กรธุรกิจส่วนใหญ่ของประเทศ กลุ่มที่อยู่รอดปลอดภัยมักต้องอิงอำนาจรัฐ หรือมีอำนาจเหนือรัฐ หรือไม่ก็ต้องร่วมทุนกับต่างชาติ แต่ในระยะยาวแล้วความอยู่รอดของธุรกิจครอบครัวไทยภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์หมายความว่า จะต้องมีการพัฒนาด้านเทคโนโลยี และปรับปรุงคุณภาพของผู้บริหารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ประเด็นเรื่องการผูกขาดอำนาจทางเศรษฐกิจของกลุ่มมหาบรรษัทครอบครัวต่างๆ ยังเป็นเรื่องสำคัญเพราะว่ามีผลลัพธ์มากมาย อะไรเกิดขึ้นกับทุนไทย ส่งผลสำคัญต่อการเมืองด้วย เพราะว่าการเมืองไทยคือเรื่อง ใครกุมอำนาจเงิน ประเด็นที่ว่าผู้มีอำนาจเงิน ก็คือผู้มีอำนาจทางการเมือง ยังมีความหมายอยู่

การผูกขาดทางเศรษฐกิจของกลุ่มธุรกิจสำคัญ อาจจะลดลงในภาคการเงิน ภาคบริการบางภาค เพราะมีคู่แข่งมากขึ้นจากบรรษัทข้ามชาติ แต่ระดับการผูกขาดเดิมยังมีอยู่สูง และมีความพยายามใช้อำนาจทางการเมืองเพิ่มระดับการผูกขาดต่อไปอีก

ในภาวะก่อนเศรษฐกิจวิกฤติ การเมืองมีหลายขั้วอำนาจทำให้กลุ่มธุรกิจต่างๆ สามารถแข่งขันกัน เพื่อเข้าถึงอำนาจทางการเมืองได้ หลังปี 2544 การเมืองแบบธนกิจการเมืองที่มีไทคูนคือรัฐ ทำให้อำนาจการเมือง + อำนาจการผูกขาดของธุรกิจ ประสานเข้าด้วยกัน เป็นอภิมหาผูกขาด อันส่งผลให้เกิดวิกฤติการเมืองอยู่ ณ ปัจจุบัน

ถ้าไม่สลายขั้วอำนาจที่กระจุกตัวอยู่ในขณะนี้ การผูกขาดก็จะเป็นสาเหตุของความขัดแย้งและวิกฤติต่อไป