หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
สอบทานกระแส ต้าน-หนุน เอฟทีเอ ไทย-สหรัฐ

มติชนรายวัน วันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10335

หมายเหตุ - เมื่อวันที่ 26 มิถุนายนที่ผ่านมา ที่ประชุมโฟกัสกรุ๊ป เรื่องเอฟทีเอไทย-สหรัฐ ด้านการลงทุน ได้จัดสัมมนา เพื่อนำเสนอรายงานผลกระทบของการทำเอฟทีเอไทย-สหรัฐ ศึกษาวิเคราะห์ในข้อบทการลงทุน โดย รศ.ลาวัณย์ ถนัดศิลปกุล อาจารย์สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการวิจัย สกว.ชุดโครงการวิจัยการศึกษาผลกระทบของการทำเอฟทีเอไทย-สหรัฐ และมีนายกฤต ไกรจิตติ อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมสัมมนาด้วย

วันเดียวกัน ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กลุ่มเอฟทีเอวอทช์ ได้จัดสัมมนาพื่อนำเสนอผลวิจัยข้อดีข้อเสีย ของการเปิดเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทย-สหรัฐ โดยมีนายสมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เข้าร่วมสัมมนา

@ รศ.ลาวัณย์ ถนัดศิลปกุล

อาจารย์สาขาวิชานิติศาสตร์

มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

จากรายงานที่จัดทำขึ้นพบว่าหากทำเอฟทีเอไทย-สหรัฐตามความเรียกร้องทั้งหมดของสหรัฐ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยอย่างมโหฬาร และกระทบต่อโครงสร้างสังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม วิถีไทย และระบบคุณธรรมและจริยธรรม รวมถึงหลายธุรกิจจะล้มเลิกเพราะแข่งขันไม่ได้ ด้วยกำลังทุนและเทคโนโลยี

ทั้งนี้ ข้อเสนอเชิงนโยบาย 1.ไทยต้องกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน ก่อนการเคลื่อนไหวไปสู่ทิศทางใดทางเศรษฐกิจ ระหว่างการเปิดเสรีสุดโด่ง กับการเปิดเสรีอย่างระมัดระวัง ไทยควรเลือกรูปแบบการเปิดเสรีที่เหมาะสมได้ หากไม่อาจต้านทานกระบวนการโลกาภิวัตน์ตามยุคสมัยได้ ซึ่งต้องมีการศึกษาที่ดี สร้างคนไทยที่มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพ มีสติปัญญา คุณธรรม จริยธรรมเป็นสำคัญ

2.การทำเอฟทีเอต้องเท่าทันสหรัฐและปรับโครงสร้างทั้งทางกฎหมายและสถาบันพื้นฐานขึ้นมารองรับ เพราะไม่เช่นนั้นจะเสียเปรียบอย่างเดียวเพราะอย่างไรไทยก็สู้กับทุนและเทคโนโลยีจากสหรัฐไม่ได้ โดยนี้ไทยยังไม่มีระบบ กฎหมาย และนโยบายการแข่งขันที่เป็นธรรมและมีประสิทธิภาพ ทำให้ไทยจะสูญเสียอำนาจ และเอกราชหรืออธิปไตยทางเศรษฐกิจ หรือถูกใช้อำนาจเหนือตลาดไปในทางไม่ชอบธรรมของคนต่างชาติ หากคุ้มไม่ดีจะเป็นการแทนที่อำนาจรัฐโดยอำนาจทุนใหญ่จากสหรัฐฯแทน

3.ต้องมีการดูแลและป้องกันไม่ได้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมถูกทำลาย ฐานทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลาย เหมือนเกิดขึ้นในอดีตจากการที่มีนายทุนเข้ามาทำสัมปทานใช้ทรัพยากรธรรมชาติ

โดย 2 ประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญคือ 1.ทุกประเทศย่อมเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติ แต่ไม่มีประเทศใดเปิดเสรี โดยไม่มีข้อกีดกัน แม้ในสหรัฐเอง แต่ละมลรัฐก็มีกฎหมายและระเบียบของตนเอง และการทำเอฟทีเอก็ผิดกฎหมาย หรือระเบียบของมลรัฐ ฉะนั้นหากไทยซึ่งเป็นรัฐเดียวเปิดเสรีหมด แต่เข้าสหรัฐต้องผ่านกฎหมายมากมาย ของแต่ละรัฐที่ไม่เหมือนกัน แม้ทางการสหรัฐจะตกลงกับไทย แต่ก็มีกฎหมายระบุว่ากฎหมายแต่ละรัฐอิสระ ไม่ต้องเห็นตรงกับข้อผูกพันของรัฐบาลกลาง ไทยก็อยู่ในฐานะเสียเปรียบสูง

2.ไทยควรรับฟังและหารือกับประเทศคู่เจรจาหรือประเทศกำลังพัฒนาด้วยกัน ก่อนที่จะตกลงกับสหรัฐ ซึ่งข้อเสนอของสหรัฐนั้น สูงกว่าที่เคยทำสัญญากันในระดับทวิภาคี อย่าง จีน หรือ เวียดนาม ก็ยังไม่เห็นด้วยที่ข้อผูกพันกับสหรัฐ จะมีการยกเว้นตามข้อปฏิบัติของแต่ละมลรัฐ ฉะนั้นต้องศึกษากฎหมายกลางและลงลึกถึงกฎหมายมลรัฐ และไม่ควรให้สิทธิเอกชนสหรัฐเข้ามาฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายหากเกิดปัญหาต่อบริษัทของสหรัฐที่ตั้งในไทย"

@ นายกฤต ไกรจิตติ

อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย

กระทรวงการต่างประเทศ

"ท่าทีไทยต่อการเจรจาเอฟทีเอนั้น 1.จะเปิดเสรีที่เป็นภาคบริการ และการผลิตโดยตรง มีการระดมทุนที่ชัดเจน 2.มีมาตรการป้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดการผิดปกติของการไหลเวียนเงินทุนหรือการครอบงำ 3.ต้องมีกฎหมายดูแลภาคการลงทุนบริการ และผลิต ซึ่งตอนนี้ต้องศึกษาและแก้ไขกฎหมายของไทยเองด้วย เวลานี้ไทยยังมีกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับที่จะใช้เป็นกฎหมายเปิดเสรี และการตั้งเงื่อนไขต่อนักลงทุนต่างประเทศ ยังไม่สอดคล้องดีพอ เช่น คำนิยามบริษัทต่างชาติ กฎหมายต่างด้าวของไทย เราดูแค่สัดส่วนการถือหุ้นแต่ไม่ได้ดูสัดส่วนกรรมการบริหาร ทำให้เกิดช่องโหว่เกิดนอมินี ต้องแก้กฎหมายใหม่ดูทั้งสัดส่วนผู้ถือหุ้น และกรรมการบริหารหากเกิดกำหนดก็ถือว่าเป็นต่างชาติ พร้อมกันนี้ต้องดูนิยามการเปลี่ยนเขตอำนาจรัฐของข้อตกลงตามกรอบเอฟทีเอต่างๆ ด้วย ซึ่งหากข้อตกลงใดต้องก่อให้เกิดเปลี่ยนทางกฎหมายและต้องผ่านเห็นชอบของสภา ก็ถือว่ามีการเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจรัฐ

สำหรับสนธิสัญญาปฏิบัติเยี่ยงคนชาติ (National Treatment ) ไทยให้สหรัฐสิ้นสุดปี 2548 ว่า ขณะนี้ไทย ได้ออกมาตรการชั่วคราว ให้บริษัทจดทะเบียนของสหรัฐในไทยต้องต่ออายุทุก 3 เดือน ซึ่งทางปฏิบัติยื่นขออนุมัติ จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ และจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างใด ก็ขึ้นอยู่กับการเจรจากับสหรัฐในกรอบเอฟทีเอต่อไป

@ นายสมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์

ผู้อำนวยการทีดีอาร์ไอ

"จากข้อเสนอของฝ่ายสหรัฐที่ให้มีการเปิดเสรีสินค้าและบริการในสาขาต่างๆ พบว่า ในส่วนของการเปิดเสรีบริการโทรคมนาคมนั้น ในความเป็นจริง มีต่างด้าว เข้ามาทำธุรกิจสาขาโทรคมนาคมจำนวนมากนานแล้ว อย่างไรก็ตาม หากมีการเปิดเสรีโทรคมนาคมจะทำให้ธุรกิจมีการแข่งขันสูงขึ้น ผู้ที่ได้รับประโยชน์คือผู้บริโภคและภาคธุรกิจ ขณะที่ผู้ประกอบการเดิมจะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน ซึ่งต้องมีการปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลง

ส่วนการเปิดเสรีบริการก่อสร้างจะทำให้ผู้ประกอบการของสหรัฐเข้ามาประมูลงานภาครัฐมากขึ้นจากปัจจุบัน ที่มีผู้เข้าร่วมประมูล โดยเฉพาะโครงการใหญ่ๆ ไม่กี่ราย ทำให้ภาครัฐมีทางเลือกได้มากขึ้น ขณะเดียวกันตามกฎหมายของสหรัฐ ที่ห้ามให้สินบนแก่รัฐบาลต่างประเทศ จะทำให้การประมูลงานของรัฐมีความโปร่งใสมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การเปิดเสรีด้านบริการที่น่าเป็นห่วงคือ การเปิดเสรีการให้คำปรึกษาทางวิชาการ ที่อาจกระทบกับการพัฒนาทางวิชาการได้ เพราะเป็นงานในกลุ่มเล็กๆ หากมีคู่แข่งมากขึ้นจะทำให้ผู้ที่อยู่ในวงการนี้ได้รับผลกระทบ

เช่นเดียวกับภาคบริการด้านสุขภาพจะเป็นอีกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ แม้ว่าจะทำให้ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนได้รับผลดี ในแง่ปริมาณลูกค้าจากต่างประเทศที่มีกำลังใช้จ่ายสูง แต่ในทางกลับกันจะทำให้แพทย์จากโรงพยาบาลของรัฐ เข้าไปอยู่ในโรงพยาบาลเอกชนมากขึ้น เมื่อถึงเวลานั้นความห่างระหว่างสัดส่วนแพทย์ที่ให้บริการประชาชนในชนบทจะมีมากขึ้น ในประเด็นนี้ภาครัฐจะต้องวางแผนรองรับให้เหมาะสม เช่น ให้โรงพยาบาลเอกชนจ่ายเงินคืนให้สังคมในรูปภาษีที่สูง เพื่อนำเงินไปลงทุนด้านการผลิตแพทย์และการตั้งโรงพยาบาลในชนบทท เป็นต้น

ผมบอกไม่ได้ว่าเปิดเอฟทีเอแล้วจะได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์ เพราะมีทั้งส่วนที่ดีและส่วนที่ไม่ดี ดังนั้น ต้องให้ประชาชนได้มีส่วนรับรู้และตัดสินใจว่าจะเลือกเปิดหรือปิดส่วนใด เป็นหน้าที่ทางการเมือง ที่ต้องพลักดันเรื่องการเปิดเผยข้อมูลการเจรจาเป็นหน้าที่ของคณะเจรจาต่อไป"

หน้า 20