หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
โอฬาร ผวาการเมืองกดจีดีพีโต 2%

กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2549

น้ำมัน-ดอกเบี้ยปัจจัยซ้ำเติม ชี้งบ 50 สะดุดฉุดลงทุนชะงัก สศช.ประเมินแผน 9 ห่วงเศรษฐกิจพึ่งส่งออกมากเกิน

"โอฬาร"หวั่นปัญหาการเมืองฉุดเศรษฐกิจทรุด ชี้จีดีพีปีนี้มีโอกาสโตแค่ 2% ส่วนน้ำมันแพง-ดอกเบี้ย เป็นปัจจัยลบซ้ำเติม อัดนโยบายขึ้นดอกเบี้ยเพื่อลดเงินเฟ้อเป็นเรื่องเพ้อฝัน ไม่มีทางได้ผล เตือนเอกชนระวังลงทุน ภาคอสังหาริมทรัพย์ปรับแผนขยายตัว ลดราคาขายรับมือ ด้านสศช.เตรียมเสนอผลประเมินแผน 9 เผยเศรษฐกิจโตตามเป้า แต่ยังเปราะบาง เหตุพึ่งพาส่งออกมากเกิน พร้อมชง 5 แนวทางแก้ปัญหาระยะยาว

ดร.โอฬาร ไชยประวัติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง กล่าวว่า ยุคที่น้ำมันแพงและดอกเบี้ยสูง ปัจจัยที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลายตัวเริ่มมีสัญญาณไม่ดีนัก โดยเฉพาะการเมืองจะเป็นตัวแปรหลัก ที่จะมีผลกระทบมาถึงการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย

ดร.โอฬาร ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีรัฐบาลและยังไม่มีการเลือกตั้ง ได้ส่งผลให้การตั้งงบเบิกจ่ายปีงบประมาณ 2550 ที่ไม่สามารถดำเนินการได้ภายในปีนี้ และแม้ว่าจะมีการเลือกตั้งแล้ว ก็ยังไม่ชัดเจนว่า การจัดตั้งรัฐบาลจะดำเนินการได้ทันสิ้นเดือนมีนาคม 2550 หรือไม่

"เศรษฐกิจในปี 2549 จะยังไม่เห็นผลกระทบจากความล่าช้านี้ แต่ในปี 2550 เมื่องบประมาณเบิกจ่ายตั้งไม่ได้ เม็ดเงินจะหายไปจากระบบ งบลงทุนจากงานต่างๆ ของภาครัฐไม่เกิด งานหายหมดเมื่อนั้นจะกระทบอย่างมากแน่นอน" ดร.โอฬาร กล่าวและว่า หากเป็นเช่นนี้จริงจะส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไม่ฟื้นตัวจากภาวะที่ปัจจุบันมีปัจจัยน่าห่วงอยู่หลายตัว

ดร.โอฬาร กล่าวว่า ปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญที่น่าวิตกขณะนี้คือภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งล่าสุดมีอัตราอยู่ที่ 6% ถือว่าสูงกว่าประมาณการที่ตั้งไว้ก่อนหน้านี้ จากเดิมที่คาดว่าปีนี้ อัตราเงินเฟ้อน่าจะอยู่เพียง 4.6% เพิ่มจาก 4.5% เมื่อปี 2548

อย่างไรก็ตามด้วยตัวแปรหลักที่มีผลต่อเงินเฟ้อ คือด้านต้นทุน (Cost Push) ที่มีสัดส่วนมากถึง 80% เพราะเป็นผลจากน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่อีก 20%มาจากความต้องการซื้อ (Demand Pull) ทำให้ภาวะเงินเฟ้อปัจจุบัน เป็นเรื่องที่คุมได้ยากอย่างดีที่สุด คาดว่าจะรักษาระดับอัตราเงินเฟ้อ ณ สิ้นปี 2549 ไว้ได้ดีที่สุดที่ 4.5%

"การปรับขึ้นดอกเบี้ย เพื่อลดเงินเฟ้อ เป็นเรื่องเพ้อฝัน ไม่มีเหตุผล เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ในสถานการณ์ที่น้ำมันแพง ราคาสินค้าแพง เงินเฟ้อสูง รัฐต้องมาทบทวนว่า ควรปรับขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่ เพราะการขึ้นดอกเบี้ย ไม่สามารถแก้ปัญหาเงินเฟ้อได้"ดร.โอฬาร กล่าว

ตลอด 2 ปีที่ผ่านมาธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยอาร์/พี 14 วัน จาก 1.25% เป็น 5.25% ในปัจจุบัน โดยให้เหตุผลเพื่อต้องการควบคุมเงินเฟ้อ

ผวาจีดีพีปีนี้โตแค่ 2%

ดร.โอฬาร ได้ตั้งข้อสังเกตต่อภาพรวมเศรษฐกิจว่า ปัจจัยหลายอย่างอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่ดีนัก การปรับเพิ่มดอกเบี้ย จึงเป็นปัจจัยซ้ำเติมเศรษฐกิจ ในขณะที่ภาครัฐก็ชะงักการลงทุน เนื่องจากการตั้งงบประมาณเบิกจ่ายประจำปีมีปัญหา ส่วนรายได้ของประชาชนไม่ได้เพิ่มขึ้นเช่นนี้ อาจส่งผลต่อเนื่องให้อัตราการเติบโตของจีดีพีมีปัญหาได้

เมื่อต้นปี 2549 สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.)ประกาศจีดีพีไตรมาสแรกปีนี้ขยายตัว 6% มาถึงไตรมาส 2 ปรับลดเหลือ 4% ซึ่งตามเป้าหมายเดิมในปี 2549 จีดีพีน่าจะอยู่ที่ 4% แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันอาจเป็นเรื่องยากที่จะรักษาตัวเลขนี้ได้ อย่างดีที่สุดคิดว่าจะเหลือประมาณ 3% เพราะปัจจัยหลายอย่างไม่เอื้ออำนวย

"ผมไม่อยากพูดเลยว่า ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด เราอาจเห็นจีดีพีประเทศเหลือแค่ 2%"ดร.โอฬาร กล่าวและว่า ปัจจัยหลักที่จะทำให้เกิดภาวะดังกล่าว จะมาจากปัญหาการเมืองที่ยังไม่ลงตัว การขาดรัฐบาล การเลือกตั้งที่ยังไม่รู้จะออกมารูปแบบใด อาจทำให้สถานการณ์ยืดเยื้อ ขาดงบประมาณ และทำให้เม็ดเงินหายไปจากระบบ

แนะเอกชนศึกษาตลาดให้ชัดก่อนลงทุน

ดร.โอฬาร กล่าวว่า ในส่วนของภาคเอกชนที่จะลงทุน จำเป็นต้องประเมินสถานการณ์ให้ดี การลงทุนต้องอยู่บนพื้นฐานของการวิเคราะห์ข้อมูลที่ถูกต้อง โดยเฉพาะข้อมูลของผู้บริโภค ที่ได้มาจากการสำรวจกำลังซื้อ และความต้องการที่แท้จริง ไม่ใช่ทำธุรกิจโดยดำเนินการตามแบบกันไป ซึ่งเป็นปัญหาที่พบมาก โดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมักจะประเมินธุรกิจที่จะลงทุนจากคู่แข่งเป็นหลัก แต่ละเลยที่มองถึงความต้องการของลูกค้า

"อย่าคิดเพียงว่า มีที่ดินอยู่แล้ว อยากทำโครงการ เห็นคนอื่นทำไม่ยากก็นำที่ดินมาทำด้วย เพราะนั่นอาจไม่ถูกต้อง เนื่องจากไม่ได้ประเมินว่า ความต้องการที่แท้จริงของตลาดมีหรือไม่เพียงใด" ดร.โอฬาร กล่าว

ดร.โอฬาร ได้ยกข้อมูลการสำรวจตลาด จากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจการคลัง ซึ่งได้ร่วมกับบริษัทผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างรายใหญ่ และผู้ประกอบการ สำรวจผู้บริโภค 5,000 ราย บริษัทที่เกี่ยวข้องในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 20 ราย พบว่าปี 2548 มีการผลิตสินค้าที่อยู่อาศัยออกสู่ตลาดในกรุงเทพมหานคร รวม 7.5 หมื่นยูนิต แบ่งเป็นโครงการจัดสรร 4.5 หมื่นยูนิต และเป็นการสร้างเอง 3 หมื่นยูนิต

ขณะที่ต่างจังหวัด มีที่อยู่อาศัยใหม่จากโครงการจัดสรร 6 หมื่นยูนิต และบ้านสร้างเอง 3 แสนยูนิต ส่วนระดับราคาพบว่า บ้านในกรุงเทพฯ มีราคาเฉลี่ยที่ 2.4 ล้านบาท/ยูนิต ขณะที่บ้านสร้างเองมีราคาเฉลี่ยไม่ถึง 8 แสนบาท/ยูนิต

เอกชนปรับแผน-ลดราคารับมือ

นายอิสระ บุญยัง อุปนายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า เอกชนได้ปรับตัวในการลงทุนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ค่อนข้างมาก ส่วนใหญ่ไม่ได้ลงทุนเกินตัว เหมือนช่วงก่อนวิกฤติ และได้มีการประเมินข้อมูลตัวเลข และภาวะเศรษฐกิจประกอบการลงทุนอยู่แล้ว ถึงแม้จะมีตัวแปรที่เป็นปัญหาแต่เชื่อว่าจะไม่รุนแรงมาก

"ปีที่ผ่านมาตัวเลขบ้านใหม่จดทะเบียนมี 72,072 ยูนิต ถือว่าไม่มากเมื่อเทียบกับช่วงสูงสุดเมื่อปี 2537 ขณะนั้นบ้านใหม่เปิดขายถึง 1.7 แสนยูนิต ฉะนั้นโอกาสที่จะโอเวอร์ซัพพลายรอบนี้จึงไม่สูงเท่าในอดีต" นายอิสระ กล่าว

นอกจากนี้ผู้ประกอบการก็มีการปรับตัว ในการการลงทุนที่เห็นได้ชัด มีการปรับสินค้าตามกำลังซื้อของตลาด เช่นราคาเฉลี่ยบ้านในปี 2547 อยู่ที่ 4 ล้านบาท/ยูนิต ปรับลดเหลือ 3 ล้านบาทในปี 2548 และล่าสุดเหลือ 2.5 ล้านบาทใน 5 เดือนแรกของปี 2549 จะเห็นว่าผู้ประกอบการ ปรับตัวปรับสินค้าที่จะลงทุน ออกมาให้ตรงความต้องการตลาดมากขึ้น

นายอิสระ ยังกล่าวอีกว่า สิ่งที่จะเห็นในปี 2550 คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะเปลี่ยนไป เช่น การทำธุรกิจบ้านสั่งสร้าง จะเพิ่มสัดส่วน จากหลายปีก่อนที่หลายบริษัทหันไปทำบ้านพร้อมอยู่กันมากขึ้น ปีหน้านี้บ้านผ่อนดาวน์จะกลับมา และมีการค้ำประกันเงินดาวน์ โดยผู้ประกอบการเองจะมีให้เห็นมากขึ้น

สศช.พบแผน9"ไม่สมดุล-เปราะบาง"

แหล่งข่าวจากสศช. กล่าวว่า สศช.ได้เตรียมเสนอผลการติดตามและประเมินผลแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ฉบับที่ 9 (2544-2549) ซึ่งผลการติดตามพบว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2544-2547 มีการเติบโตเฉลี่ย 6.2% ต่อปี และในปี 2548 เศรษฐกิจขยายตัว 4.5% ถือว่าเศรษฐกิจเติบโตตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

อย่างไรก็ตามในช่วงปลายแผนฯ 9 เศรษฐกิจไทยเริ่มมีความเสี่ยงจากปัญหาเงินเฟ้อ และการขาดดุลการค้า โดยเฉพาะปี 2548 ไทยขาดดุลการค้าครั้งแรกในรอบ 7 ปี โดยขาดดุลการค้ากว่า 8 พันล้านดอลลาร์ และขาดดุลชำระเงินถึง 4 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นผลจากการส่งออกที่ชะลอตัวและราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นในอัตราเร่ง

"ผลการพัฒนาเศรษฐกิจตามแผนฯ 9 พบว่าเศรษฐกิจไทยช่วง 3 ปีแรกของแผนฯ ขยายตัวอย่างเข้มแข็งไม่มีปัญหาการว่างงาน และเงินเฟ้อ การส่งออกเกินดุลการค้าตลอด เนื่องจากขีดความสามารถการส่งออกที่มีความเข้มแข็ง แต่พอปี 2548-49 เศรษฐกิจเติบโตลดลง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันแพง ความเชื่อมั่นธุรกิจลดลง การแข่งขันสูง ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และไข้หวัดนก" แหล่งข่าวระบุ

ชี้การผลิตพึ่งต่างประเทศมากไป

แหล่งข่าว กล่าวว่าแม้การขยายตัวทางเศรษฐกิจในช่วงแผนฯ 9 จะประสบความสำเร็จ แต่ก็พบว่าโครงสร้างการผลิตของประเทศ อยู่ในภาวะไม่สมดุลและอยู่ในภาวะที่เปราะบาง เนื่องจากโครงสร้างการผลิตของไทย มีการพึ่งพาต่างประเทศมากเกินไป ถือเป็นจุดอ่อนที่ต้องแก้ไข หากจุดนี้ไม่ได้รับการแก้ไข จะทำให้ไทยไม่สามารถรักษาความเข้มแข็ง ของอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเอาไว้ได้

แหล่งข่าว ยังอธิบายด้วยว่าจากโครงสร้างการผลิตของประเทศทั้ง 3 ภาค ได้แก่ ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ พบว่า สัดส่วนผลผลิตในภาคอุตสาหกรรมต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นจาก 36.7% ของจีดีพีในปี 2544 เป็น 39.2% สำหรับสัดส่วนผลผลิตภาคเกษตรกรรมต่อจีดีพี พบว่าลดลงต่อเนื่องจาก 10% ของจีดีพีในปี 2544 เหลือ 8% ของจีดีพีในปี 2548 ขณะที่สัดส่วนผลผลิตภาคบริการต่อจีดีพีอยู่ภาวะคงที่

นำเข้าสินค้าทุนพุ่งกระฉูด

แหล่งข่าวกล่าวว่า การที่ไทยพึ่งพาภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ต้องมีการนำเข้าทุน และวัตถุดิบจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นตามมา โดยเฉพาะต้องมีการนำเข้าพลังงานในปริมาณที่เพิ่มขึ้น จากตัวเลขพบว่าการนำเข้าวัตถุดิบ และทุนต่อจีดีพีมีปริมาณเพิ่มขึ้นจาก 39.29% ของจีดีพีในปี 2544 เป็น 46.24% ของจีดีพีในปี 2548 ขณะที่มูลค่าเพิ่มขึ้นจาก 23.36% ในปี 2544 เพิ่มขึ้นเป็น 28.04% ในปี 2549

นอกจากการพึ่งพาการผลิตในภาคอุตสาหกรรมมากเกินไปแล้ว ยังพบว่าภาคอุตสาหกรรมของไทย พึ่งพาการส่งออกสินค้าส่งไม่กี่ประเภท เช่น แผงวงจร ยานยนต์ คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ เป็นต้น ในขณะที่สินค้าเหล่านี้เป็นสินค้าที่มีการแข่งขันสูง ส่วนภาคเกษตรกรรมมีพึ่งพาการส่งออกสินค้าไม่กี่ชนิดเช่นกัน คือ ข้าวและยางพารา และพบว่าการผลิตในภาคเกษตรกรรมพึ่งพาธรรมชาติเป็นหลัก ทำให้การผลิตมีประสิทธิภาพต่ำ

ดัชนีชี้วัดคอร์รัปชันได้คะแนนต่ำสุด

แหล่งข่าวระบุว่า สำหรับผลกระทบการพัฒนาในด้านสังคม พบว่าการศึกษาไทยยังขาดการพัฒนาในเชิงคุณภาพ โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ แม้ว่ารัฐบาลจะมีการขยายการศึกษาภาคบังคับออกไปเป็น 9 ปีก็ตาม ขณะที่สังคมไทยยังมีปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน แม้ดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชันในแผนฯ 9 จะปรับตัวดีขึ้นจากปลายแผนฯ 8 แต่ถือว่าคะแนนยังอยู่ในระดับต่ำ

"ในช่วงแผนฯ 9 พบว่าไทยยังมีปัญหาคอร์รัปชันอยู่ แม้คะแนนด้านภาพลักษณ์คอร์รัปชันที่วัดโดยองค์การภายนอกประเทศ จะเพิ่มขึ้น แต่ถือว่ายังมีปัญหา โดยดัชนีชี้วัดคอร์รัปชันในช่วงปลายแผนฯ 8 ไทยได้ 3.2 คะแนนจาก 10 คะแนน แต่ปี 2548 ได้ 3.8 คะแนน จากเต็ม 10 คะแนน ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำ"แหล่งข่าวระบุ

ขณะที่ผลกระทบจากการพัฒนาตามแผนฯ 9 ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พบว่าคุณภาพอากาศต่ำกว่ามาตรฐาน ส่งผลให้อัตราการเจ็บป่วยของประชาชนที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ในภาคเกษตรกรรมมีการใช้สารเคมีในปริมาณที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลเสียต่อสภาพสิ่งแวดล้อมและการสูญเสียคุณภาพดิน นอกจากนี้ การใช้สารเคมีที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรที่เพิ่มขึ้น

แหล่งข่าวระบุว่า สศช.ได้เสนอแนะแนวทางการแก้ปัญหาไว้ 5 ประเด็น คือ 1.ต้องมีการปรับโครงสร้างการผลิตของประเทศ ให้สมดุล ลดการพึ่งพาต่างประเทศ โดยเฉพาะการส่งออก 2.ดูแลในเรื่องการประหยัดพลังงาน และการจัดหาพลังงานทดแทน เพื่อลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ 3.การพัฒนาคุณภาพของคนให้ต้องเป็นคนเก่งและเป็นคนมีคุณธรรม

4.การดูแลการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและการอนุรักษ์ให้เป็นไปอย่างสมดุล เพื่อให้ทุน ทรัพยากรธรรมชาติ เป็นฐานการเติบโตของประเทศ อย่างยั่งยืน และต้องใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ ที่ประเทศมีอยู่ และ 5.การปรับปรุงระบบการบริหารทั้งระบบให้มีความโปร่งใสและมีธรรมาภิบาล


โอฬาร ทายเศรษฐกิจโต 2% ลบเหลี่ยม ทักษิณ-ปรีดิยาธร

นักข่าวคิดนอกกรอบ  กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2549

เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ดร.โอฬาร ไชยประวัติ นักเศรษฐศาสตร์ไทยผู้ซึ่งเคยได้รับการยอมรับว่าเป็น 'โหรเศรษฐกิจ' ยุคทองในช่วงทศวรรษ 1990 ถึงกับเบรกแตกออกมาทำนายเศรษฐกิจไทยในยุคตกต่ำ ที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการแบบไม่รู้จบว่า "ผมไม่อยากพูดเลยว่า ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด เราอาจเห็นจีดีพีประเทศเหลือแค่ 2%"

ทำไม ดร.โอฬาร ซึ่งปัจจุบันสวมหมวกที่ปรึกษารัฐมนตรีคลังรักษาการอยู่นั้น จึงมีความเชื่อเช่นนั้น โดยเขาอธิบายว่า เมื่อต้นปี 2549 สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ประกาศจีดีพีไตรมาสแรกปีนี้ขยายตัว 6% มาถึงไตรมาส 2 ปรับลดเหลือ 4% ซึ่งตามเป้าหมายเดิมในปี 2549 จีดีพีน่าจะอยู่ที่ 4% แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันอาจเป็นเรื่องยากที่จะรักษาตัวเลขนี้ได้ อย่างดีที่สุดคิดว่าจะเหลือประมาณ 3% เพราะปัจจัยหลายอย่างไม่เอื้ออำนวย

ปัจจัยลบตัวแรก ก็คือ การเมืองเป็นตัวแปรหลักที่มีผลกระทบมาถึงการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย เพราะขณะนี้ ยังไม่มีรัฐบาลจริง และยังไม่มีการเลือกตั้ง ได้ส่งผลให้การตั้งงบเบิกจ่ายปีงบประมาณ 2550 ที่ไม่สามารถดำเนินการได้ภายในปีนี้ และแม้ว่าจะมีการเลือกตั้งแล้ว ก็ยังไม่ชัดเจนว่า การจัดตั้งรัฐบาลจะดำเนินการได้ทันสิ้นเดือนมีนาคม 2550 หรือไม่?

ดังนั้น เศรษฐกิจในปี 2549 จะยังไม่เห็นผลกระทบจากความล่าช้านี้ แต่ในปี 2550 เมื่องบประมาณเบิกจ่ายตั้งไม่ได้ เม็ดเงินจะหายไปจากระบบ งบลงทุนจากงานต่างๆ ของภาครัฐไม่เกิด งานหายหมดเมื่อนั้นจะกระทบอย่างมากแน่นอน หากเป็นเช่นนี้จริงจะส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไม่ฟื้นตัวจากภาวะที่ปัจจุบันมีปัจจัยน่าห่วงอยู่หลายตัว

ปัจจัยที่เป็นตัวหลักจึงมาจากการขาดซึ่งรัฐบาลที่มีความน่าเชื่อถือเพียงพอที่จะเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนในประเทศ และนักลงทุนต่างชาติ รวมทั้งผู้บริโภคในประเทศ ให้ฟื้นคืนมาใหม่

"การขาดรัฐบาล การเลือกตั้งที่ยังไม่รู้จะออกมารูปแบบใด อาจทำให้สถานการณ์ยืดเยื้อ ขาดงบประมาณ และทำให้เม็ดเงินหายไปจากระบบ"

ปัจจัยลบตัวที่สอง ที่ ดร.โอฬาร เชื่อว่า เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญที่น่าวิตก คือภาวะเงินเฟ้อ ที่มีตัวแปรหลัก มาจากด้านต้นทุน (Cost Push Inflation) ที่มีสัดส่วนมากถึง 80% จากผลของน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่อีก 20% มาจากความต้องการซื้อ (Demand Pull Inflation) ทำให้ภาวะเงินเฟ้อปัจจุบันเป็นเรื่องที่ควบคุมได้ยาก อย่างดีที่สุดคาดว่าจะรักษาระดับเงินเฟ้อ ณ สิ้นปี 2549 ไว้ได้ดีที่สุดที่ 4.5% จากล่าสุดที่อัตรา 6%

"การปรับขึ้นดอกเบี้ย เพื่อลดเงินเฟ้อ เป็นเรื่องเพ้อฝัน ไม่มีเหตุผล เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ในสถานการณ์ที่น้ำมันแพง ราคาสินค้าแพง เงินเฟ้อสูง รัฐต้องมาทบทวนว่า ควรปรับขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่ เพราะการขึ้นดอกเบี้ย ไม่สามารถแก้ปัญหาเงินเฟ้อได้" โดยเฉพาะตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยเชิงนโยบาย อาร์/พี 14 วัน จาก 1.25% เป็น 5.25% ในปัจจุบัน โดยให้เหตุผลเพื่อต้องการควบคุมเงินเฟ้อ

ดังนั้น การปรับเพิ่มดอกเบี้ย จึงเป็นปัจจัยซ้ำเติมเศรษฐกิจ ในขณะที่รายได้ของประชาชนไม่ได้เพิ่มขึ้น อาจส่งผลต่อเนื่องให้อัตราการเติบโตของจีดีพีมีปัญหาได้

ปัจจัยหลักอีกตัวหนึ่ง จึงมาจากการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดสุดโต่งของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเอง ที่พยายามแสดงให้สาธารณชนเห็นว่า ในขณะนี้ ไม่มีการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง ทำให้การปรับขึ้นดอกเบี้ยทำได้อิสระไม่ถูกกดดัน แต่อ้างความจำเป็นในการรักษาเสถียรภาพ เพื่อควบคุมเงินเฟ้อตามเป้าหมายแทน

อย่างไรก็ตาม ดร.โอฬารได้กลายเป็นหนึ่งในนักเศรษฐศาสตร์ ที่เริ่มมองภาพเศรษฐกิจไทยส่วนรวมในด้านเลวร้าย (Pessimistic) ก็ไม่มีคำแนะนำใดๆ นอกจากกล่าวว่า ภาคเอกชนที่จะลงทุนจำเป็นต้องประเมินสถานการณ์ให้ดี การลงทุนต้องอยู่บนพื้นฐานของการวิเคราะห์ข้อมูลที่ถูกต้อง โดยเฉพาะข้อมูลของผู้บริโภค ที่ได้มาจากการสำรวจกำลังซื้อและความต้องการที่แท้จริง ไม่ใช่ทำธุรกิจโดยดำเนินการตามก้นกันไป

นักเศรษฐศาสตร์แนวคิดหลักในกลุ่มนี้จะเชื่อว่า หากปัจจัยลบที่เป็นตัวแปรหลักไม่มีการเปลี่ยนแปลง ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับสูงแล้ว การขยายตัวเศรษฐกิจอาจจะถดถอยลงเรื่อยๆ จนกระทั่งเกิดชะงักงัน และมีโอกาสติดลบในไตรมาสต่อๆ ไป

ขณะที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยถือว่า อยู่ในฝ่ายที่มองเห็นภาพเศรษฐกิจไทยในด้านดี (Optimistic) เพราะยังเชื่อว่าเศรษฐกิจยังมีโมเมนตัมที่จะขยายตัวได้ต่อเนื่องอีกในระดับ 3.5-4% ต่อปีเป็นอย่างน้อย เพียงแค่รักษาเสถียรภาพของระดับราคาไว้ก็เพียงพอ โดยเห็นว่า หากว่าปัจจัยเสี่ยงต่างๆ สามารถคลี่คลายไปได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราคาน้ำมันแพง อัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มจะลดลงในครึ่งหลังปี 2549 รวมถึงปัจจัยความไม่แน่นอนทางการเมืองไทย ดังนั้น การลงทุนน่าจะฟื้นกลับมาเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะกำลังผลิตในประเทศส่วนใหญ่ใกล้ติดเพดานการผลิต

ทั้งนี้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธรได้กล่าวปกป้องการดำเนินนโยบายการเงิน หลังจากเข้ารับเข็มเกียรติยศ เนื่องในวันสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ครบรอบ 42 ปี ว่า "แบงก์ชาติจะยังดูแลเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อเป็นหลัก โดยพยายามไม่ให้เกิดผลกระทบต่อทุกฝ่ายให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจ แต่การที่ภาคเอกชนต้องการให้ส่งสัญญาณชัดเจนนั้น ขอยืนยันว่า มีการส่งสัญญาณที่ชัดเจนอยู่แล้วว่า อัตราแลกเปลี่ยนเป็นอย่างใด เพียงแต่จะยอมรับได้หรือเปล่า หรือเมื่อทราบแล้วอาจไม่ถูกใจ

สำหรับกรณี ดร.โอฬาร ก็เคยคาดการณ์เศรษฐกิจออกมาไม่สูงมาก ก็ต่ำมากอยู่หลายครั้ง เพราะฉะนั้นไม่มีอะไรที่น่ากังวล แต่เรื่องของการเมืองก็ต้องให้เป็นไปตามกลไกทางการเมือง ไม่มีใครสามารถไปสั่งการได้ตามที่ใจปรารถนา"

แต่ไม่ว่า ใครจะเชื่อทฤษฎีฝ่ายใด ล้วนเป็นสิ่งที่คาดการณ์ในอนาคตทั้งสิ้น ขณะที่สภาวการณ์ทางเศรษฐกิจของไทยที่แท้จริงปัจจุบัน มีแต่ดัชนีทางเศรษฐกิจที่บ่งชี้ในทิศทางเสื่อมถอยลง ทั้งดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ลงทุน ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ตกต่ำมากที่สุดในรอบ 4 ปี ดัชนีราคาหุ้นลดลงที่ระดับ 660 จุด จากระดับ 800 จุดเมื่อปลายปีที่แล้ว

มาจนถึงวันนี้ ระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งไม่ยอมทิ้งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีรักษาการ ทั้งที่ไม่สามารถทำหน้าที่บริหารประเทศ ได้เต็มสมรรถภาพ กับ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ผู้ควบคุมดูแลนโยบายการเงินและเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ แต่กลับมองไม่เห็นสิ่งที่เป็นสัญญาณ 'อันตราย' จากการตกต่ำของภาวะเศรษฐกิจ...แล้วใคร!!สมควรเป็นผู้ถูกตำหนิกันแน่