|
||||||||||||||
|
บทเรียนของสังคมไทย (1)
ใต้กระแส : อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ กรุงเทพธุรกิจ วันเสาร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ถึงวันนี้ ผมคิดว่าวิกฤตการณ์ทางการเมืองจะค่อยๆ ลดอุณหภูมิลง ทางออกทางการเมืองที่จะเกิดขึ้น อาจจะไม่ถูกใจคนทั้งหมด ของสังคมไทย แต่น่าจะเชื่อว่าเป็นช่วงผ่านที่ไม่นำไปสู่การใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา คำปรารภของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ในที่ประชุมราชการทำนองฝากฝังงานที่จำเป็นให้ผู้ปฏิบัติงานทำต่อเนื่อง แม้ว่าตนเองอาจจะไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป แสดงให้เห็นว่าการตัดสินใจที่จะเว้นวรรคทางการเมืองก่อน น่าจะเป็นการคิดถึงทางออกที่ดีที่สุดในยามนี้ของคนอย่างทักษิณ ผมเชื่อว่า พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ยังคงต้องอยู่ในวงการเมืองเพื่อปกป้องสิ่งที่ตนเองทำไว้ โดยดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายค้าน ที่มีเสียงมากพอ ที่จะทำให้รัฐบาลใหม่รื้ออะไรไม่ได้ง่ายมากนัก และรอเวลาที่สังคมลืมเรื่องราวต่างๆ หรือรอเวลาที่เกิดปัญหาใหญ่ๆ เพื่อแสดงตนเป็นพระเอกขี่ม้าขาว มาแก้ไขสถานการณ์ในลักษณะเดียวกัน กับช่วงแรกที่เข้ามามีอำนาจ เวลานับตั้งแต่วันนี้ ผ่านการเลือกตั้ง จนไปสู่รัฐบาลใหม่ที่น่าจะเป็นรัฐบาลที่ตั้งขึ้นมาเพื่อปฏิรูปการเมือง จึงจะเป็นเวลาที่สำคัญของสังคมไทยที่จะต้องเข้ามาร่วมกันสรุปบทเรียนจากวิกฤติการเมืองที่ผ่านมา เพื่อที่ช่วยกันสร้างระบบของสังคมการเมือง ที่ยืดหยุ่น มีพลวัตและมีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาต่างๆ ของสังคม เพื่อที่จะทำให้การเมืองแบบเดิมกลับมาก่อปัญหาอีกครั้ง วิกฤตการณ์ทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา ได้ให้บทเรียนที่สำคัญแก่เราหลายประการด้วยกัน ประการแรก ได้แก่ ความขัดแย้งในทุกภาคส่วนของระบบเศรษฐกิจ นับจากความขัดแย้งในกลุ่มทุนการเงิน และทุกอุตสาหกรรม ที่ทั้งสองภาคเศรษฐกิจของสังคมไทยล้วนแล้วแต่เป็นกลุ่มทุน ได้อาศัยอำนาจรัฐในการแสวงหากำไร หรือส่วนเกินทั้งสิ้น การเป็นทุนกาฝาก (Rent seeker) ได้ส่งผลให้ทั้งสองกลุ่มต้องครองอำนาจทางการเมือง อันทำให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองปะทุรุนแรงมากขึ้น (ทุนสัมปทานทั้งหมดคือผู้แสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจหรือทุนกาฝาก) ความขัดแย้งในระดับของทุนกับการเข้าไปครองอำนาจทางการเมืองได้ทำให้สู่เกิดการปะทุขึ้นมา ของความขัดแย้งระหว่างภาคการผลิตทางการ กับภาคการผลิตที่ไม่เป็นทางการ (Formal and Informal sector) การพัฒนาประเทศที่ผ่านมา ได้ทำลายภาคการผลิตเกษตรกรรม และผลักดันภาคเกษตรกรรม ให้เปลี่ยนมาสู่ภาคการผลิตแบบไม่เป็นทางการ ผู้ศึกษาในเรื่องนี้ได้ประมาณไว้ว่า คนงานในภาคการผลิตไม่เป็นทางการนั้น มีจำนวนถึงสองในสามของแรงงานทั้งหมด คนงานในภาคการผลิตไม่เป็นทางการในทุกประเภทและทุกระดับ (หาบแร่แผงลอย มอเตอร์ไซค์รับจ้าง แรงงานรับจ้างรายวัน ในภาคเกษตรกรรม ฯลฯ) ไม่เคยได้รับการบริการและการคุ้มครองใดๆจากรัฐ จึงถูกทำให้ตกอยู่ภายใต้ระบบอุปถัมภ์ ของกลุ่มทุนที่ยึดอำนาจรัฐได้ และกลายเป็นพลังในการสนับสนุนกลุ่มทุนนั้น โดยไม่เกิดความตระหนักว่า สิ่งที่กลุ่มทุนให้แก่ตนเองนั้น ความจริงเป็นหน้าที่ของรัฐอยู่แล้ว ไม่ใช่นโยบายของกลุ่มทุนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น นโยบายประชานิยมที่ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตรทำนั้นเป็นประชานิยมแบบเทียมๆ เพราะพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้เข้าไปสร้างความเป็นธรรมและความเสมอภาคในการใช้และกระจายทรัพยากรแต่อย่างใด หากเปรียบเทียบกับประชานิยมในแถบละตินอเมริกาแล้วเป็นคนละเรื่องกันเลยครับ เช่น นักการเมืองประชานิยมแถบละตินอเมริกาได้ริบทรัพยากรที่ตกอยู่ภายใต้เงื้อมมือต่างชาติมาจัดสรรใหม่ แต่ประชานิยมของไทยไม่ได้คิดเรื่องความเป็นธรรมหรือความเสมอภาคเลยแม้แต่น้อย ผมเสนอว่าเราอย่าเรียกว่า นโยบายประชานิยมเลยครับ เราควรเรียกว่านโยบายนำเอาคนจนมาเป็นไพร่ติดนายดีกว่า ผมคิดว่าคนเทียมๆ ก็คิดได้แค่นโยบายเทียมๆ นะครับ เอาจริงเอาจังไม่ได้หลอกครับ นอกจากนั้น ในหลายพื้นที่ก็จะมีความขัดแย้งใหม่ๆ เกิดขึ้น โดยเฉพาะความขัดแย้งในการแย่งชิง และเปลี่ยนแปลงการใช้ทรัพยากร ที่เดิมมักจะเป็นเรื่องของพื้นที่ดินน้ำป่า หรือเป็นส่วนที่สัมพันธ์ อยู่กับการผลิตของชาวนาเล็ก ก็จะมีส่วนของความขัดแย้งในโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรของรัฐเพิ่มมากขึ้น ทางออกในการแก้ปัญหาความขัดแย้งในทุกภาคส่วนของระบบเศรษฐกิจนี้ จำเป็นต้องคิดทั้งในระดับการเมือง และเศรษฐกิจ การคิดถึงการปฏิรูปการเมืองต้องคิดถึงการทำให้การแสวงค่าเช่าทางเศรษฐกิจเกิดได้ยากมากขึ้น การกำหนดให้นักการเมือง แสดงทรัพย์สินเพียงอย่างเดียว ตามรัฐธรรมนูญนั้นไม่เพียงพอ หากจะต้องคิดถึงการทำให้การตัดสิน ในนโยบายเศรษฐกิจทั้งหลาย ถูกตรวจสอบ และถูกยกเลิกได้หากพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับนักการเมือง หรือผู้ที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องด้วย โดยที่เปิดโอกาสให้ประชาชนคนธรรมดาสามารถเป็นผู้เสียหายทางกฎหมายได้ ตัวอย่างเช่น กรณีของการสร้างจังหวัดสุวรรณภูมิ ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นความจำเป็นเร่งด่วนแต่ประการใด (หรือการตัดถนนสามห้วยตึงเฒ่าไปบรรจบกับถนนสายแม่ริม ผ่านป่า และเขตทหารไปโผล่ใกล้เคียง หรือติดกับที่ดินของนักการเมืองใหญ่) หากมีข้อมูลชัดเจนว่านักการเมือง และผู้เกี่ยวข้องเข้าไปมีส่วนได้ประโยชน์ในเรื่องค่าที่ดิน ประชาชนคนธรรมดาสามารถฟ้องเรียกร้องให้ระงับโครงการนี้ได้ การตัดผู้แสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจออกจากพื้นที่การเมืองเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งจะต้องเริ่มคิดจากฐานที่เปิดโอกาสให้ประชาชนคนธรรมดา มีอำนาจในการตรวจสอบง่ายมากขึ้น นอกจากนั้น ยังต้องคิดถึงการพัฒนาระบบการผลิตของสังคมเศรษฐกิจใหม่ โดยจะต้องปฏิรูปคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ให้มีที่มาจากหลายฝ่ายโดยเน้นให้มีการตรวจสอบทุกระดับของการตัดสินใจว่าจะสนับสนุนการผลิตอะไร เพราะการสร้างเสริมการแข่งขันในการผลิต และการค้าในโลกสมัยใหม่จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่ตัดเอากลุ่มทุนที่แสวงค่าเช่าทางเศรษฐกิจ บทเรียนแรกก็คือการทำให้วงการเมืองกับเศรษฐกิจอยู่ร่วมกันได้ โดยที่กลุ่มทุน สามารถเข้ามาแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจนั้นเอง ขออนุญาตต่อคราวหน้านะครับ บทเรียนสังคมไทย 2 ใต้กระแส: อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ กรุงเทพธุรกิจ วันเสาร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : สัปดาห์ที่แล้ว ผมวางแผนการเขียนบทความไว้ว่า จะลองสรุปบทเรียนเป็นประเด็นๆ เพื่อนำไปสู่การร่วมกันถกเถียง สำหรับเป็นพื้นฐานความคิดในการจะ "ปฏิรูปการเมือง" ที่จะเกิดขึ้น โดยประเมินว่าสถานการณ์ทางการเมืองน่าจะค่อยๆ คลี่คลายดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ข่าวหลายกระแสที่เกิดขึ้นในช่วงปลายสัปดาห์ กลับทำให้สถานการณ์การเมืองนั้นร้อนฉ่าขึ้นมาอีก ดังนั้น จึงขออนุญาตพูดเรื่องสถานการณ์การเมืองขณะนี้ ก่อนงานเขียนที่วางแผนเอาไว้ครับ สถานการณ์การเมืองที่ร้อนขึ้นมานั้น ก็เพราะการตัดสินใจและแสดงท่าทีว่าจะ "สู้ไม่ถอย" ของ ดร.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งปรากฏอย่างชัดเจน หลังจากที่คงได้ประเมินแล้วว่า การต่อรองทางการเมืองที่ผ่านมาของตนเองนั้นไม่ประสบผล และกำลังถูกรุกมากขึ้นจนอาจจะสูญเสียทุกอย่างที่ตนเองแสวงหามาได้ แม้ว่าประเด็นเรื่องการยุบพรรคจะไม่ใช่ประเด็นคอขาดบาดตาย เพราะสามารถสั่งการบางคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งทำให้เกิดเรื่องของการยุบทั้งหมดห้าพรรค เพื่อเป็นการกดดันสังคมให้เห็นพ้องต้องกันว่าไม่ควรจะยุบพรรคใหญ่สองพรรค (หมากนี้ คนเขาก็รู้กัน แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร กับคนหน้าหนาตราช้างครับ) แต่คดีความที่อยู่ในศาลที่เป็นคดีอาญาก็จะกลายเป็นหอกทิ่มให้ตกม้าตายได้ (แปลกนะครับ คนที่เป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการ แต่มีคดีที่ฝรั่งฟ้องร้องอยู่ในศาล กลับไม่มีนักข่าวคนใดถามถึงเลยว่าคดีไปถึงไหนแล้ว และนายกรัฐมนตรีรักษาการ คิดอย่างไรกับคดีของตนเอง ลองถามดูซิครับ อยากฟังคำตอบจากรักษาการนายกรัฐมนตรี) คุณบรรหาร ศิลปอาชา ก็แสดงความสะทกสะท้อนใจอยู่ว่าคนที่ชอบพูดว่าตนเองถอยแล้ว เอาเข้าจริงๆ นั้นไม่เคยถอยเลย และก็เคยพูดให้สังคมรับรู้อยู่ว่าคนอย่าง พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ นั้นพูดอย่างหนึ่ง แต่ทำอีกอย่างหนึ่งบ่อยๆ (จำกันได้ใช่ไหมครับ) การตัดสินใจสู้ ทำให้ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร เดินหมากที่เปิดเผยมากขึ้น ว่าคู่ความขัดแย้งของตนในวงการเมืองวันนี้คือใคร โดยเฉพาะการกล่าวในการเรียกประชุมข้าราชการระดับสูง พาดพิงถึงพลังของ "สิ่งซ่อนเร้นนอกรัฐธรรมนูญ" ซึ่งเป็นการโยนหินถามทางดูกระแสสังคมว่าจะเกิดขึ้นอย่างไรและมุ่งประเด็นอะไร หากกระแสสังคมเป็นผลดีต่อตนเอง การเปิดเผยคู่ความขัดแย้งก็จะเกิดถี่มากขึ้น หากกระแสสังคม ตั้งคำถามที่ไม่เป็นผลดีต่อตนเอง พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ก็จะกล่าวเพียงว่า "สิ่งซ่อนเร้นนอกรัฐธรรมนูญ" ก็คือ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือการเล่นนอกกติกาของพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้น ซึ่งก็จะทำให้หลบเลี่ยงการปะทุความไม่พอใจของสังคมไปได้ไม่ยากนัก พร้อมกับการเริ่มประกาศคู่ความขัดแย้ง พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ก็หวนกลับมาจัดรายการ "พูดคนเดียว" ทางสื่อ เพื่อสร้างกระแสมวลชนขึ้นมาสนับสนุนตนเองในกระบวนการต่อรองและต่อสู้กับ "สิ่งซ่อนเร้นนอกรัฐธรรมนูญ" พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นคนชอบ "เสี่ยง" และการประกาศสู้ในครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นการ "เสี่ยง" ทางการเมืองครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร เลยทีเดียว เพราะความสำเร็จในการระดมมวลชนมาสนับสนุนตนเองที่ผ่านมา เกิดจากการอ้างว่าคู่ความขัดแย้งของตนเป็นพวก "สนธิ" และประชาธิปัตย์ แต่วันนี้ไม่ใช่เสียแล้ว การเริ่มต้นการต่อสู้ด้วยการพาดพิง "สิ่งซ่อนเร้นนอกรัฐธรรมนูญ" จะทำให้ยากลำบากมากขึ้นในการระดมมวลชน มาสนับสนุนตนเองเหมือนเดิม และหากกุนซือของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ทำได้สำเร็จ กล่าวคือ สามารถระดมมวลชนมาสนับสนุนได้มากมายมหาศาล อันตรายก็จะเกิดกับสังคมไทยครับ อันตรายอะไรและเกิดอย่างไร ไม่มีใครจะเดาภาพชัดๆออก แต่ความรู้สึกที่เกิดจากสถานการณ์การเมืองเช่นนี้ ก็บอกได้แต่เพียงว่าสังคมไทยจะกระทบกระเทือนอย่างใหญ่หลวงทีเดียว ทำไม พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ถึงต้องตัดสินใจ "เสี่ยง" ระดับนี้ เหตุผลที่ประเมินได้ ก็คือ การต่อรองที่ว่าจะต้องไม่มีการรื้อฟื้นเอาผิดกับสิ่งที่เกิดและดำเนินมาแล้วไม่ว่าเรื่องใดๆ ทั้งสิ้นนั้นไม่ประสบผลสำเร็จ ข่าวลือเรื่องธนาคารแห่งประเทศไทยกวดขันการโอนเงินออกนอกประเทศ ก็เป็นเสมือนการแสดงให้เห็นว่า การต่อรองในแนวทางต่างๆ ไม่ได้ผล ทางเดียวที่เหลืออยู่ก็คือการที่จะต้องเสี่ยงทางการเมืองนั่นเอง แม้ว่าการเริ่มต้นการ "เสี่ยง" ทางการเมืองในยามที่ตนเองเป็นแค่รักษาการนายกรัฐมนตรี ก็เป็นเรื่องของเงื่อนเวลา ที่ไม่เหมาะสมสักเท่าใด เพราะความชอบธรรมในการโต้ตอบกับ "สิ่งซ่อนเร้นนอกรัฐธรรมนูญ" ก็มีน้อยลง แต่ก็คงเป็นเพราะหาทางออกทางอื่นไม่ได้แล้วนั่นเอง เมื่อเริ่มกระบวนการ "เสี่ยง" ทางการเมืองแบบนี้ หนทางการยุติความขัดแย้งด้วยวิธีการประนีประนอม เริ่มเกิดได้ยากลำบากมากขึ้น เพราะฝ่ายที่ยืนอยู่อีกด้านหนึ่ง คือ "สิ่งซ่อนเร้นนอกรัฐธรรมนูญ" ก็ย่อมไม่สามารถปล่อยให้ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ดำเนินการทางการเมืองแต่เพียงฝ่ายเดียวแน่ๆ การโต้กลับก็จะแหลมคมมากขึ้น แม้ว่าจะมีหมากให้เดินไม่มากนัก แต่ก็คาดได้ว่า แต่ละหมากที่เดินนั้นต้องหนักหน่วงแสนสาหัสอย่างแน่นอน การเมืองวันนี้จึงเป็นเสมือนเกมวัดใจคู่ความขัดแย้งว่าใครจะใจถึงมากกว่า และห่วงใยบ้านเมืองมากกว่ากัน เพราะความขัดแย้งที่รุนแรงมากขึ้นย่อมทำให้เกิดความเสียหายแก่บ้านเมืองมากเป็นเงาตามตัว ผมคิดว่าในวันนี้ไม่มีใครเลยที่จะพอคาดเดาได้ว่าสถานการณ์ จะดำเนินไปและลงเอยในรูปแบบใด แม้แต่คู่ความขัดแย้งทางการเมืองทั้งสองฝ่ายก็คงคาดไม่ได้เช่นกัน ก่อนที่จะมีการพาดพิงถึง "สิ่งซ่อนเร้นนอกรัฐธรรมนูญ" ผมคิดว่าการแสดงท่าทีสู้ไม่ถอย ของพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ เป็นเพียงการรักษารูปมวยไว้ไม่ให้พ่ายแพ้แบบหมดรูป โดยเดาเอาจากการรายงานข่าวซุบซิบ เรื่องการงดจ่ายเงินช่วยเหลือประจำเดือนแก่บรรดานักการเมืองลิ่วล้อ และการลดค่าใช้จ่ายในการดูแลสำนักงานพรรค รวมไปถึงข่าวลือว่ามีการโยกย้ายเงินที่ฝากไว้ในธนาคารไทย ไปธนาคารต่างประเทศแล้ว แต่วิธีคิดแบบนี้หมดความหมายไปทันที ที่มีการกล่าวถึง "สิ่งซ่อนเร้นนอกรัฐธรรมนูญ" เพราะการพาดพิงลักษณะนี้ ไม่สามารถแปลความหมายเป็นอื่นไปได้ นอกจากการตัดสินใจ "เสี่ยงสู้" นั่นเอง การ "เสี่ยงสู้" ด้วยการพาดพิงถึง "สิ่งซ่อนเร้นนอกรัฐธรรมนูญ" เช่นนี้ จะใช้ประโยชน์ในการขอ "ลี้ภัย" ได้อีกในกรณีที่พ่ายแพ้อย่างรุนแรง ดังปรากฏเป็นนัยๆ ของข้อมูลของการไปพบปะนักการเมืองญี่ปุ่นที่อ้างว่า ปัญหาการเมืองของตนเองในช่วงนี้ เกิดขึ้นจาก Establishment ไม่พอใจมากที่ตนเองขายหุ้นให้บริษัทเทมาเส็ก ต้องขอโทษท่านผู้อ่านด้วย ที่ผมไม่แน่พอที่จะเขียนอะไรให้ตรงไปตรงมาได้ จนเขียนเหมือนเอามาจากหนังสือแฮร์รี่ พอตเตอร์ ที่ตัวละครมักจะกล่าวถึงตัวละครเอกตัวหนึ่งด้วยคำทำนองว่า "คนที่คุณรู้ว่าเป็นใคร" โดยที่ไม่กล้าเอ่ยชื่อจริงออกมา สำหรับบทเรียนสังคมไทยตอนที่สองที่เขียนไว้ ก็คือ บทเรียนที่สังคมไทยต้องเรียนรู้เพื่อแสวงหากระบวนการ และวิธีการที่ทำให้ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน หรือระหว่างภาคการผลิตสมัยใหม่ที่เป็นทางการ กับภาคการผลิตเกษตรกรรม และภาคการผลิตแบบไม่เป็นทางการนั้นแคบลง เพราะการพัฒนาประเทศที่ผ่านมา ไม่ได้มีนโยบายใดๆ ที่จะกระจายความมั่งคั่งให้แก่สังคม ดังคำกล่าวที่ว่า รวยกระจุก-จนกระจาย ซึ่งเป็นช่องโหว่ให้แก่นักการเมืองเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ หรือเข้ามาสร้างความคลั่งไคล้จากนโยบายประชานิยมได้ บทเรียนที่สังคมไทยควรจะต้องคิด ก็คือการปฏิรูป และสร้างระบบภาษีอากรเสียใหม่ โดยมุ่งเน้นให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้น การปฏิรูประบบภาษีอากร น่าจะเป็นการปฏิรูปการเมืองที่สำคัญที่สุด ในการปฏิรูปการเมืองครั้งที่กำลังจะมาถึงนี้
|