|
||||||||||||||
|
สำรวจส่งออกครึ่งปีหลัง
ประคองตัวท่ามกลางวิกฤต
มติชนรายวัน วันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10331 หมายเหตุ : เมื่อวันที่ 22 มิถุนายนที่ผ่านมา สภาหอการค้าไทย เปิดแถลงข่าวเรื่อง "ปัจจัยเสี่ยงต่อการส่งออกครึ่งปีหลัง และการปรับตัวของภาคเอกชน" ของภาคอุตสาหกรรมและการเกษตร โดยมีกรรมการหอการค้าแต่ละสาขา ร่วมแถลง นายดุสิต นาทะนาคร กรรมการเลขาธิการ หอการค้าไทย "ตั้งแต่ต้นปี 2549 ได้เกิดปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงาน การส่งออก และการลงทุนของภาคเอกชน ทั้งการปรับขึ้นรวดเร็วของอัตราดอกเบี้ย ค่าเงินบาทแข็งขึ้น รวมถึงราคาน้ำมันแพง และการบริโภคภายในประเทศอ่อนตัว นอกจากนี้ ยังได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก ในครึ่งปีหลังยังต้องจับตาปัจจัยและคุมไม่ให้เกิดความรุนแรงมากขึ้น จีดีพีไม่น่าจะได้ตามที่รัฐบาลตั้งไว้ ตอนนี้เอกชนเจอวิฤกตต้องลดค่าใช้จ่ายในทุกด้านเพื่อประคองตัว ทำให้การส่งออกไม่น่าจะส่งออกได้ตามเป้าหมาย ที่คาดว่าจะขยายตัว 17.5% แต่น่าจะเติบโตเหลือ 12-14%" ภาคเอกชนจึงเสนอให้รัฐบาลช่วยภาพของประเทศ 1.ควรหามาตรการที่จะช่วยส่งเสริมให้มีการส่งออกสินค้ามากขึ้น โดยธนาคารแห่งประเทศไทย ควรติดตามและเฝ้าระวังไม่ให้ค่าเงินบาทแข็งค่าสูงกว่าประเทศที่มีการส่งออกเข็มแข็งกว่าประเทศไทย 2.ควรส่งเสริมการท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยวต่างประเทศมาเที่ยวไทยมากขึ้น 3.ควรต่อเนื่องการลงทุนและใช้งบประมาณในโครงการขนาดใหญ่โดยไม่ต้องรอรัฐบาลชุดใหม่ 4.ส่งเสริมให้มีการบริโภคภายในประเทศให้มากขึ้น 5.สายต่อนโยบายการเจรจาเอฟทีเอระหว่างไทย-สหรัฐ และไทย-ญี่ปุ่น 6.การเมืองต้องนิ่งและชัดเจนว่าจะมีการจัดการเลือกตั้งเมื่อไหร่
นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล กรรมการรองเลขาธิการหอการค้าไทย "ในกลุ่มสินค้าเกษตร การส่งออกปีนี้น่าจะขยายตัว 12-14% แน่นอน เพราะผลผลิตน้อยจากภาวะภัยธรรมชาติ และบางกลุ่มสินค้านั้นผลิตป้อนอุตสาหกรรมในประเทศ โดยเฉพาะพลังงานทดแทน เช่น ปาล์มน้ำมัน กำลังมีการผลักดันเพิ่มพื้นที่ปลูกในประเทศเพื่อนบ้าน และนำมาใช้ประโยชน์ในประเทศ แต่รัฐต้องดูแลอย่างใกล้ชิดต้องมีการกำหนดว่าจะใช้ประโยชน์การเพาะปลูกในประเทศอินโดจีน และนำเข้าเป็นน้ำมันสำเร็จรูปกี่เปอร์เซ็นต์เพื่อไม่กระทบต่อน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศ ซึ่งเบื้องต้นกำหนดว่า 10% ของน้ำมันที่ใช้อยู่ อีกทั้งกำลังเป็นห่วงหากมีการจริงจังกับนโยบายผลิตพลังงานทดแทนน้ำมัน จะกระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงานในประเทศหรือเปล่า ต้องดูแลให้ดีและให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ และคุ้มค่าต่อการลงทุน"
นายสุกิจ หวั่งหลี รองประธานกรรมการหอการค้าไทย "ตลาดส่งออกมันสำปะหลังปีนี้น่าจะขยายตัว 20% หรือส่งออกจาก 16.5 ล้านตันเป็น 29 ล้านตัน แต่ราคาขายไม่สูงกว่าปีก่อน เพราะเจอค่าบาทแข็งทำให้ราคาส่งออกหายไป 7-20% แต่ที่กังวลคือผลผลิตที่จะออกในอนาคต อาจล้นตลาดและราคาตกต่ำ หากไม่มีการเร่งรัดโรงงานการผลิตเอทานอล ตามเป้าหมาย 40 ราย ซึ่งตอนนี้มีการก่อสร้างโรงงานเสร็จแล้ว 2 ราย แต่ยังไม่มีการผลิต ขณะนี้ตลาดมันสำปะหลังได้เปลี่ยนจากส่งออกเพื่อเลี้ยงสัตว์และส่งไปตลาดสหภาพยุโรปเป็นหลัก มาเป็นทำแป้ง และแอลกอฮอล์ ซึ่งจีนเป็นตลาดส่งออกสำคัญ 2.7 ล้านตัน ปีนี้น่าจะเพิ่มเป็น 3 ล้านตัน ส่วนราคาขายนั้นยอมรับว่า กำหนดแน่นอนไม่ได้ เพราะอัตราแลกเปลี่ยนเปลี่ยนเร็ว อีกทั้งจีนและเวียดนามกำลังหันมาเป็นคู่แข่งสำคัญ ตอนนี้เริ่มมีการบุกตลาดในประเทศที่ไทยส่งออก"
นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ กรรมการหอการค้าไทย "การส่งออกข้าวไทยปีนี้ การส่งออกน่าจะได้ตามเป้าหมาย 7.5 ล้านตัน แม้ราคาขายข้าวจากไทยสู้ข้าวจากเวียดนามไม่ได้ เนื่องจากข้าวเวียดนามราคาต่ำกว่าไทย 50-60 เหรียญสหรัฐ/ตัน เพราะความต้องการในตลาดสูง แต่รัฐบาลต้องระวังในเรื่องการกำหนดราคารับจำนำและระบายข้าวไม่ให้สูงเกินจริง รวมถึงการคงใช้นโยบายรับจำนำ เพื่อช่วยรากหญ้า แต่ก็ควรเพิ่มมาตรการอย่างอื่นด้วย เพราะหากตลาดต้องการลดลง ไทยจะกระทบปัญหา เราเจอปัญหาความไม่มีข้อมูลเรื่องการไหลเวียนของเงินนอกประเทศ การผันผวนของค่าเงินทำให้เราปรับตัวไม่ทัน ทำให้ต้องรอเวียดนามขายข้าวหมดก่อนจึงขายได้ หากเป็นสถานการณ์ปกติที่ความต้องการไม่มาก เราจะได้รับผลกระทบ จึงอยากให้รัฐดูแลการกำหนดราคาขายข้าวไม่ให้สูงเกินไป เพราะราคาประกันนั้นต้องสูงขึ้นไปเรื่อยๆ เหมือนเงินเดือน ไม่มีใครอยากลด ไม่เช่นนั้นก็เกิดม็อบ"
นายวรเทพ วงศาสุทธิกุล นายกสมาคมน้ำยางข้นไทย "ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ทำให้ราคายางธรรมชาติปรับขึ้นถึง 5 เท่าตัวแล้ว รวมทั้งค่าเงินบาทแข็งขึ้น 8% ได้ทำให้สินค้าต่อเนื่องจากยางธรรมชาติในการผลิตกระทบอย่างมาก โดยต้องหันไปใช้น้ำยางเทียมแทน เพราะต้นทุนต่ำและผลิตได้ง่ายกว่า ตอนนี้อุปสงค์อุปทานเป็นกลไลตลาดที่บิดเบือน มีคนกลางปั้นดึงราคาตลอดเวลา ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ไม่รู้ว่าราคาอนาคตจะเป็นเท่าไหร่ อีกปล่อยให้สถานการณ์เป็นอย่างนี้ อีกไม่กี่ปีไม่ถึง 5 ปี จะเกิดภาวะล้นตลาด เพราะตอนนนี้ด้วยราคาดีทำให้เกษตรกรเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกและปริมาณ"
นายอัทธิ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย "จากผลสำรวจพบว่า ทิศทางการส่งออกปี 2549 ภายใต้เงื่อนไขค่าเงินบาท 37.5-38.5 บาท/เหรียญสหรัฐ จะทำให้มูลค่าส่งออกขยายตัว 12.5-14% หรือมีมูลค่าส่งออก 124,742-126,405 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยไทยยังขาดดุลการค้า 5-6 พันล้านเหรียญสหรัฐ และมีการขยายตัวของเศรษฐกิจ ในระดับ 4.1% แต่มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่า 4% หากราคาน้ำมันเฉลี่ยเกิน 70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ค่าเงินบาทแข็งกว่า 36 บาท/เหรียญสหรัฐ การเพิ่มอัตราดอกเบี้ยอีก รวมถึงความไม่แน่นอนการกำหนดวันเลือกตั้ง ซึ่งกระทบโดยตรงต่อนโยบายลงทุนขนาดใหญ่ ที่เดิมกำหนดว่า จะใช้วงเงินลงทุนรวม 2.8 แสนล้านบาท ภายใต้การขยายตัวเศรษฐกิจ 4.5-5.0% แต่การปรับลดวงเงินลงทุนเหลือ 80,000 ล้านบาท ทำให้เงินหายไปจากระบบ 2 แสนล้านบาท รวมทั้งการล่าช้าของการเปิดเอฟทีเอไทย-ญี่ปุ่น ตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งธุรกิจมีการเตรียมลงทุนรออยู่ รวมถึงความไม่ชัดเจนการใช้จ่ายงบประมาณในปี 2550 ซึ่งทำให้จีดีพี 6 เดือนหลังของปี 2550 ผันผวนได้มาก ทั้งนี้ ผลวิจัยพบว่าภาคอุตสาหกรรมจะส่งออกลดลงมากกว่าภาคเกษตร โดยการส่งออกอุตสาหกรรม จะขยายตัวลดลง 4-10% เช่น ยานยนต์ ลดลง 10.79% เคมีภัณฑ์ลดลง 7.2% คอมพิวเตอร์ลดลง 4.88% ไฟฟ้าลดลง 4.35% แต่เกษตร เฉลี่ยลดลง 2% เช่น ข้าวลดลง 2.59% มันสำปะหลังลดลง 1.99% ยางพาราลดลง 1.8% ประมงลดลง 1.39% นอกจากนี้ กำลังศึกษาราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะยางพารา ว่าหากในอีก 4-5ปีข้างหน้าไม่มีการมาตรการดูแล จะเกิดภาวะฟองสบู่แตก เพราะมีการโหมปลูกจากความเชื่อที่ว่าราคาดี หากความต้องการลดลงหรือภาวะน้ำมันแพงอ่อนตัว ธุรกิจจะปรับตัวไม่ทัน รัฐต้องเข้ามาดูว่ามีอุปสงค์อุปทานแท้จริงหรือเปล่า มีการปั้นราคากันมาก ระยะยาวผู้ผลิตจะกระทบเอง" หน้า 20
|