|
||||||||||||||
|
ปานปรีย์ หนี อคส.?
คอลัมน์ จอดป้ายประชาชื่น โดย ประชานิเวศน์ มติชนรายวัน วันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10331 ก่อนการประชุมคณะกรรมการองค์กรคลังสินค้า (บอร์ด อคส.) ประจำเดือนพฤษภาคม เพียงสัปดาห์เดียว ก็เกิดเรื่องใหญ่กับ อคส.อีกครั้ง เมื่อ "ปานปรีย์ พหิทธานุกร" ยื่นหนังสือขอลาออกจากตำแหน่งประธานบอร์ด อคส. ต่อนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยท้ายหนังสือระบุว่า "เพื่อรับทราบ" ไม่ใช่ "เพื่อขออนุมัติความเห็นชอบ" แสดงว่า ไม่ได้มีเจตนาที่จะให้ยับยั้ง แต่ต้องการ "ลาออก" เท่านั้น! แม้เจ้าตัวจะออกมาระบุสาเหตุการลาออกว่า ต้องการปฏิบัติหน้าที่ผู้แทนการค้า (ทีทีอาร์) อย่างเดียว ซึ่งมีงานที่ต้องสะสางมากมาย นอกจากนี้ งาน อคส.ที่ได้รับการมอบหมายจากรองนายกฯสมคิดก็ลุล่วงแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบปัญหาการปลอมปนข้าว การเปลี่ยนเงื่อนไขคัดบริษัทตรวจสอบคุณภาพข้าว (บริษัทเซอร์เวย์) และแผนการปรับปรุงองค์กรให้เป็นสากลและลดภาพพจน์ด้านทุจริต อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นายปานปรีย์ไม่ได้พูดถึง คือการตรวจสอบคุณสมบัติประธานบอร์ด อคส. ที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ สอบถามไปยังสำนักงานผู้แทนการค้าไทย (ทีทีอาร์) และได้รับคำตอบว่า ตำแหน่งผู้แทนการค้าไทย เป็นตำแหน่งทางการเมือง ทำให้การนั่งในตำแหน่งประธานบอร์ด อคส. ของนายปรานปรีย์ ขัดกับ พ.ร.บ.จัดตั้ง อคส. พ.ศ.2498 ม.16 ที่กำหนดว่าประธานบอร์ด อคส.ต้องไม่เป็นข้าราชการการเมือง หรือดำรงตำแหน่งการเมือง เรื่องนี้ได้ถูกตั้งข้อสังเกตจากหลายฝ่ายว่า เพราะเหตุใด จึงเพิ่งมามีการตรวจสอบคุณสมบัติกัน ทั้งที่นายปานปรีย์รับตำแหน่งประธานบอร์ด อคส.มาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2548 หรือปีเศษแล้ว อย่างไรก็ตาม การลาออกของนายปานปรีย์ ทำให้ อคส.ถูกจับตามองอีกครั้งว่า จากนี้ไปการดำเนินงานจะตกอยู่ในมือใคร เพราะขณะนี้การดำเนินงานของ อคส. ต้องรอการตัดสินใจจากระดับนโยบายหลายประเด็นที่สำคัญ แต่ละเรื่องเป็นเรื่องที่ให้ทั้งคุณและโทษ ให้ทั้งผลได้และผลเสีย และมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องมากมายมหาศาล เรื่องแรก คือการคัดเลือกผู้อำนวยการ อคส.คนใหม่ เรื่องต่อมา คือการอนุมัติเอาผิดทางวินัยเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน 10 ราย จากกรณีอื้อฉาวที่เปลี่ยนหลักเกณฑ์การคัดเลือกบริษัทเซอร์เวเยอร์ ในจำนวนนี้มีเจ้าหน้าที่ 2-3 ราย มีแนวโน้มต้องถูกลงโทษทางวินัยรุนแรง แตกต่างกัน นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการระบายข้าวค้างสต๊อค และการเปิดโครงการรับจำนำ ข้าวนาปี 2549/50 ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดทำเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ และเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วกัน ว่าพัวพันกับผู้เกี่ยวข้องมากมาย จนอาจก่อให้เกิดช่องโหว่การทุจริต โดยเฉพาะช่วงนี้มีการร้องเรียนการรีดเงินใต้โต๊ะ โดยอ้างว่าจะนำไปใช้ในการสนับสนุนการเลือกตั้ง หรือส่งส่วยให้ผู้ใหญ่บางคนเข้ามาจำนวนมาก ยังไม่นับรวมเรื่องที่ค้างไว้ ซึ่งเป็นเรื่องที่เคยชงไปขออนุมัติบอร์ด แต่ถูกบอร์ดตีกลับ โดยเฉพาะการเสนอให้ลดหย่อนค่าปรับ ให้กับบริษัทผู้ประมูลข้าวรายใหญ่ที่ไม่สามารถขนย้ายข้าวได้ตามกำหนด หรือการเพิกถอนการเอาผิดกับโรงสีที่ถูกขึ้นบัญชีดำ ที่ถูกดึงขึ้นมาพิจารณาเป็นรายๆ สุดท้าย เรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือการเลือกสรรผู้อำนวยการ อคส.คนใหม่ ซึ่งเป็นอันดับที่ 30 ตั้งแต่ตั้ง อคส.มา ที่มักจะมาตามเส้นทางการเมือง น่าสนใจว่าจะมีใครกล้าลงแข่งขันชิงตำแหน่งกันบ้าง หน้า 20
|