หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
หารือหุ้นส่วนรัฐ-เอกชนแก้เศรษฐกิจ - อีกหนึ่งบทเรียนที่กำลังล้มเหลว

กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2549

วัชรา จรูญสันติกุล สะท้อนภาพการแก้ปัญหาเศรษฐกิจถดถอยให้ได้ผล ต้องมีสถาบันหลักที่สามารถมองภาพรวมได้ชัดเจน

อีกครั้งหนึ่งที่ดูเหมือนว่า รัฐบาลรักษาการกำลังหาทางใช้จ่ายเงินงบประมาณไปในทิศทางที่ไม่เกิดประโยชน์มากนัก เมื่อเทียบกับปัญหาเศรษฐกิจใหญ่เฉพาะหน้าที่กำลังเผชิญกับอาการถดถอยและชะงักงันอ่อน (Mild Stagflation) ท่ามกลางแรงกดดัน จากปัญหาเงินเฟ้อที่มาจากภาระต้นทุนเพิ่ม (Cost Push Inflation) ภายใต้วาระประชุมหารือว่า "Public Private Partnership Dialogue" ในวันเสาร์ที่ 24 มิถุนายน ที่อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เพื่อหารือถึงผลกระทบจากราคาน้ำมัน อัตราดอกเบี้ย ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ภาวะการส่งออกและการนำเข้า

โดยมี ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รักษาการรองนายกรัฐมนตรีเศรษฐกิจ เป็นเจ้าภาพจัดหารือร่วมกับ 4 สถาบันภาคเอกชน ที่ประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย และสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ทั้งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน แต่อาจจะต้องพบกับการประชุมหารือที่ล้มเหลวในครั้งนี้อีกก็ได้

ทั้งนี้ ภาคเอกชนได้ประเมินความต้องการเตรียม เสนอต่อรัฐบาล ให้ดูแลเสถียรภาพค่าเงินบาทที่เหมาะสมไม่อ่อน หรือแข็งค่าเกินไป ตรึงอัตราดอกเบี้ยช่วยวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) แก้ไขปัญหาราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น กำหนดนโยบายส่งเสริมพลังงานทดแทนที่ชัดเจน สนับสนุนเอสเอ็มอี เข้าถึงระบบของกองทุนร่วมลงทุน นำเทคโนโลยีมาใช้-ลดพึ่งพาแรงงาน พัฒนาทักษะแรงงานฝีมือ ควบคุมอัตราเงินเฟ้อ สนับสนุนเอสเอ็มอีเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ใหม่ และมีความชัดเจนทางการเมือง

เพียงแค่ดูจากประเด็นก็สับสนไปหมด เพราะด้านหนึ่งต้องการให้รัฐดูแลปัญหาโครงสร้างทางเศรษฐกิจในระยะยาว กับอีกด้านหนึ่งเรียกร้องเฉพาะหน้าให้ดูแลสมดุลทางเศรษฐกิจมหภาคกับการหาหนทางอุ้มธุรกิจเอสเอ็มอีนับแสนราย ที่กำลังเจอกับปัญหาชะลอตัวและความผันผวนของเศรษฐกิจ

รักษาการรองนายกรัฐมนตรีกล้ารับอาสาเป็นเจ้าภาพจัดประชุมทั้งที่สถานภาพของรัฐบาลทุกวันนี้ ไร้ศักยภาพที่จะผลักดันให้เกิดมาตรการใดๆ ทางเศรษฐกิจเพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจในการประคองตัวให้อยู่รอดไปได้ ในขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นสถาบันหลักที่อาจเรียกว่า เป็นสถาบันเดียวที่มีพละกำลัง ในการดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจนั้น กลับมองต่างมุมออกไป รวมทั้งไม่ได้มีบทบาทสำคัญมากนักในการร่วมประชุมหารือครั้งนี้ด้วย

ถึงแม้ว่า ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า อัตราเงินเฟ้อในเดือนมิถุนายน จะเพิ่มขึ้น เป็นอัตราสูงสุดเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา แต่ไม่น่ากังวล เพราะตั้งแต่เดือนกรกฎาคม อัตราเงินเฟ้อจะลดลง เนื่องจากฐานการคำนวณเงินเฟ้อในช่วงเดียวกันของปีก่อน อยู่ในระดับสูงจากการปรับลอยตัวราคาน้ำมันดีเซลในประเทศ

"อัตราเงินเฟ้อสูงสุดในเดือนมิถุนายน เพราะเดือนมิถุนายนปีที่แล้วยังไม่ได้ลอยตัวราคาน้ำมัน ฐานการคำนวณจึงต่ำ ดังนั้น แม้เงินเฟ้อจะสูงขึ้น อย่าตกใจ พอเดือนกรกฎาคมเงินเฟ้อจะลดลง เดือนสิงหาคมก็จะยิ่งลดลงอีก แบงก์ชาติติดตามเงินเฟ้ออยู่ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากอดีตที่ปรับขึ้นดอกเบี้ยจาก 1.25% จนมาอยู่ที่ระดับ 5% ถ้าไม่ขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง เงินเฟ้อก็ขึ้นไปมากกว่านี้แล้ว"

ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ก็ไม่ได้กล่าวอะไรที่จะบ่งชี้ทิศทางของนโยบายการเงิน จะมีการปรับเปลี่ยนที่ผ่อนคลายลง เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจหลุดพ้นภาวะถดถอยหรือช่วยพยุงให้ขยายตัวสูงขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ นอกจากจะย้ำว่า ไม่มีอัตราดอกเบี้ยที่เป็นสูตรสำเร็จ ในการดูแลเงินเฟ้อระดับต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม โดยยังเชื่อว่าระดับอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบัน จะสามารถดูแลเงินเฟ้อได้โดยไม่น่าเป็นห่วง

ส่วนนายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ก็เห็นว่าการที่ภาครัฐและเอกชน ให้ความสำคัญช่วยเหลือเอสเอ็มอี เพราะเอสเอ็มอีถือเป็นฐานรากสำคัญของเศรษฐกิจในประเทศ หากเอสเอ็มอีล้มบริษัทใหญ่ก็จะล้มตาม ปัจจุบันมีเอสเอ็มอีที่อยู่ในระบบประมาณ 1 แสนราย โดยมีสัดส่วนผลผลิตและรายได้ 30% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งสถานการณ์เศรษฐกิจขณะนี้เอสเอ็มอีได้รับผลกระทบมาก โดยมีแนวโน้มจะต้องปิดกิจการจำนวนมาก หากไม่ได้รับการช่วยเหลือเร่งด่วน

ทางด้านนายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ก็กล่าวเช่นกันว่า ขณะนี้เอสเอ็มอี ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น และอัตราดอกเบี้ยจะสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตของเอสเอ็มอีสูงขึ้น โดยผลกระทบดังกล่าวผู้ประกอบการรายใหญ่สามารถแก้ปัญหาได้ แต่ธุรกิจเอสเอ็มอีส่วนใหญ่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เอสเอ็มอีเป็นกลุ่มธุรกิจที่ขาดความช่วยเหลือด้านการเงิน เทคโนโลยีมาตลอด บางปัญหาไม่ใช่เรื่องใหม่แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไข จึงต้องการหนทางช่วยเหลือเอสเอ็มอีให้อยู่ได้ทั้งระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งในช่วงที่เป็นรัฐบาลรักษาการก็ควรดำเนินการช่วยเหลือต่อ

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ภาคเอกชนโดยเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่ได้เรียกร้องให้ภาครัฐหันมาดูแลนโยบายเศรษฐกิจ ที่จะช่วยประคองให้สามารถขยายตัวในระดับที่ไม่ต่ำเกินไป โดยผู้คนยังจับจ่ายซื้อสินค้าได้ ในขณะที่ผู้ผลิตก็ขายสินค้าได้ แต่ในช่วงเกือบครึ่งปีที่ผ่านมา กำลังซื้อกลับหดหายไปจนมีอัตราเติบโตที่ติดลบ ส่วนผู้ผลิตเพื่อขายสินค้านั้น ต้องแบกรับภาระต้นทุนแพงขึ้นจากราคาน้ำมันและดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้น อย่างไรเสียผู้ผลิตรายใหญ่ที่กึ่งผูกขาดในตลาด ยังอยู่ในภาวะปรับตัวที่สามารถขึ้นราคาสินค้า และผลักภาระไปให้กับผู้บริโภคได้ในระดับหนึ่ง หรือบางรายก็มีการประหยัดต้นทุนใช้จ่ายด้วยลดการผลิต และลดกำลังคนให้เหลือน้อยลง

ดังนั้น การเรียกร้องให้ทางการช่วยอุ้มเอสเอ็มอี จึงเป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่น่าเป็นห่วง ว่ากำลังแรงงานอีกนับล้านที่เกี่ยวข้อง กับธุรกิจเอสเอ็มอี อาจจะต้องถูกกระทบให้เลิกจ้างได้ในอนาคต ถ้าหากว่า การมองปัญหาของธนาคารแห่งประเทศไทย ยังจะยึดภาพใหญ่ของเศรษฐกิจมหภาคให้มีเสถียรภาพ เป็นหลักดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวดต่อไป โดยเฉพาะฝ่ายรัฐบาลรักษาการก็คงได้แต่มองตาปริบๆ เท่านั้นเอง เพราะตกอยู่ในอาการ 'ถังแตก' ติดต่อกันมานานหลายเดือนพอกัน