หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
75 ปีหลัง 2475

โดย สันต์ หัตถีรัตน์ มติชนรายวัน วันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10331

24 มิถุนายน 2475 "คณะราษฎร" ได้อภิวัฒน์เปลี่ยนการปกครองแผ่นดินจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นระบอบราชาธิปไตย ภายใต้รัฐธรรมนูญ (constitutlonal monarchy) แบบประเทศอังกฤษ

(ท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ บัญญัติศัพท์ "อภิวัฒน์" ขึ้นใช้แทนคำว่า "ปฏิวัติ" ที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นำไปใช้เรียกคณะรัฐประหารของตน จนประชาชนเข้าใจคำว่า "ปฏิวัติ" ผิดไปจากความหมายเดิม)

รัฐธรรมนูญฉบับแรก ซึ่งประกาศใช้เมื่อ 27 มิถุนายน 2475 เริ่มด้วย 2 มาตราแรก ดังนี้

มาตรา 1 อำนาจสูงสุดของประเทศเป็นของราษฎรทั้งหลาย

มาตรา 2 ให้มีบุคคลและคณะบุคคลดังกล่าวต่อไปนี้เป็นผู้ใช้อำนาจแทนราษฎร ตามที่จะได้กล่าวต่อไปในธรรมนูญ คือ 1.กษัตริย์ 2.สภาผู้แทนราษฎร 3.คณะกรรมการราษฎร (ปัจจุบันเรียกว่ารัฐบาล) 4.ศาล

คณะราษฎร์ได้ประกาศหลักใหญ่ๆ ในการอภิวัฒน์ครั้งนั้นไว้ 6 ประการ คือ

1.จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่น เอกราชในทางการเมือง ในทางศาล ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศให้มั่นคง

2.จะต้องรักษาความปลอดภัยในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก

3.จะต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะหางานให้ราษฎรทุกๆ คนทำ จะวาง โครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก

4.จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน

5.จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก 4 ประการดังกล่าวข้างต้น

6.จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร

แต่ย่างเข้าปีที่ 75 หลังอภิวัฒน์ ยังไม่บรรลุผลตามควร และบางหลักยัง "ถอยหลังเข้าคลอง" ด้วย อาทิ

1.เอกราชในทางการเมือง ในทางศาล ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ได้ถูกบ่อนทำลายด้วย "กฎหมายขายชาติ 11 ฉบับ" (ที่ออกในสมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย หลังวิกฤตเศรษฐกิจ พ.ศ.2540 และยังมีผลบังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน) "ข้อตกลงการค้าเสรี" (FTA) ที่ทำให้และจะทำให้ไทยเสียเปรียบชาติมหาอำนาจโดยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นต้น

2.ความปลอดภัยในประเทศ และการประทุษร้ายต่อกันเพิ่มมากขึ้นจากการดำเนินนโยบาย และการบริหารงานแผ่นดินผิดพลาด โดยหลายๆ รัฐบาลที่ผ่านมาจนถึงรัฐบาลปัจจุบัน เช่น ความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ อาชญากรรมและความรุนแรงในสังคมที่เพิ่มมากขึ้นกว่าเมื่อ 75 ปีก่อน

3.แม้สภาพทางเศรษฐกิจโดยรวมจะดีขึ้น แต่การทุจริตคอร์รัปชั่นโดยนักการเมืองและข้าราชการจำนวนมากที่เพิ่มขึ้นๆ ทำให้ประเทศต้องประสบวิกฤตเศรษฐกิจครั้งแล้วครั้งเล่า และช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนกว้างมากขึ้นๆ ทำให้เกิดความไม่สงบและความไม่เป็นธรรมในสังคมเพิ่มขึ้น เป็นต้น

การที่เป็นเช่นนั้น น่าจะเกิดจากสาเหตุ เช่น

1.ความผิดพลาดของคณะราษฎร ซึ่งน่าจะเกิดจากเจตนาอันบริสุทธิ์ในการอภิวัฒน์ ที่มุ่งประโยชน์ของประเทศและประชาชน จึงระดมผู้มีความรู้ความสามารถมาช่วยบริหารราชการแผ่นดิน โดยไม่แยกมิตรแยกศัตรูก่อน

ผู้แทนราษฎรชุดแรก 70 คนที่ตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญ จึงเป็นคนในคณะราษฎรเพียง 31 คน ส่วนที่เหลือเป็นข้าราชบริหาร "หัวเก่า" เกือบทั้งหมด

พระยามโนปกรณ์นิติธาดา (คนนอกคณะราษฎร) จึงได้เป็นประธานคณะกรรมการราษฎร (หรือปัจจุบันเรียกว่านายกรัฐมนตรี) ซึ่งตั้ง "คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ" (ฉบับถาวร) ที่ประกอบด้วยข้าราชบริพาร "หัวเก่า" 8 คน รวมทั้งพระยามโนฯ และพระยาศรีวิสารวาจา (ที่เคยคัดค้านพระราชดำริของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 7 ในเรื่องพระราชทานรัฐธรรมนูญ) โดยมีคนจากคณะราษฎรเพียงคนเดียว คือ ท่านอาจารย์ปรีดี

รัฐธรรมนูญฉบับที่ 2 ที่ประกาศใช้เมื่อ 10 ธันวาคม 2475 จึงเปลี่ยนไป เช่น เปลี่ยนมาตรา 1 เดิม เป็น

"มาตรา 2 อำนาจอธิปไตยย่อมมาจากปวงชนชาวสยาม พระมหากษัตริย์เป็นประมุข ทรงใช้อำนาจนั้นโดยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ"

นั่นคือ ประชาชนชาวสยามได้มอบอำนาจอธิปไตย ให้แก่พระมหากษัตริย์ ให้ทรงใช้ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ จึงกลายเป็น "ระบอบราชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ"

ยิ่งกว่านั้น พระยามโนฯยังได้ทำรัฐประหารเงียบเมื่อ 1 เมษายน 2476 โดยงดใช้รัฐธรรมนูญ (ที่ตนและพวกทำไว้) บางมาตรา และปิดสภาโดยไม่มีกำหนด แล้วขับท่านอาจารย์ปรีดีออกนอกประเทศ

แต่นายพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา หัวหน้าคณะราษฎร (ฝ่ายทหาร) ได้ทำรัฐประหารยึดอำนาจคืนจากพระยามโนฯ เมื่อ 20 มิถุนายน 2476 และคณะราษฎร (รวมทั้งท่านอาจารย์ปรีดี) ได้เข้าบริหารราชการแผ่นดินตั้งแต่ พ.ศ.2476 ถึง 2489 และได้สร้างคุณูปการแก่ประเทศและประชาชนมากมาย อาทิ

การแก้ไขสนธิสัญญากับนานาประเทศ จนได้เอกราชสมบูรณ์ทั้งทางศาล ทางนิติบัญญัติ และพิกัดอัตราภาษีอากร

การก่อกำเนิดธนาคารแห่งประเทศไทย และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง เพื่อสร้างความมั่นคง ให้แก่การเงินการคลังของประเทศ และสร้างบัณฑิตและนักการเมืองที่มีคุณธรรมและเป็นประชาธิปไตย

การสร้างขบวนการเสรีไทย จนสามารถกู้ชาติให้พ้นจากการเป็นประเทศผู้แพ้สงครามโลกครั้งที่ 2

การพยายามสร้างระบอบประชาธิปไตยและนิติรัฐ โดยหัวหน้าคณะราษฎรทั้งฝ่ายทหาร (พระยาพหลฯ) และฝ่ายพลเรือน (ท่านอาจารย์ปรีดี) ได้รับใช้ชาติด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ใช้หลักนิติธรรม พยายามสร้างระบอบประชาธิปไตย และความปรองดองในชาติ ท่ามกลางความพยายามโค่นล้มโดยผู้เสียประโยชน์ เช่น พลเอกพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช (กบฏบวรเดช) ใน พ.ศ.2476 และพันเอกพระยาทรงสุรเดชใน พ.ศ.2481

การปกป้องสถาบันกษัตริย์และราชวงศ์ เช่น ปกป้องการละเมิดสถาบันกษัตริย์ในสมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม ออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่นักโทษชายรังสิต ประยูรศักดิ์ แล้วถวายพระราชอิสริยยศคืนเป็น พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทร

ที่สำคัญที่สุดคือ ท่านอาจารย์ปรีดี ในฐานะนายกรัฐมนตรี ได้ปกป้องพระราชวงศ์ ในกรณีสวรรคตของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 8 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2489 โดยไม่กดดันให้อธิบดีกรมตำรวจ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จับกุมผู้ที่บังอาจพลิกพระศพ เคลื่อนย้ายพระศพ เย็บพระศพ นำเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับพระศพไปซักไปฝัง ฯลฯ แล้วท่านอาจารย์ปรีดียังรีบเสนอพระอนุชา ขึ้นครองราชย์ในวันเดียวกันโดยทันทีอีกด้วย

การปกป้องสถาบันกษัตริย์ และราชวงศ์ในกรณีหลังนี้ กลายเป็น "การทำคุณบูชาโทษ" และเปิดโอกาสให้ศัตรูดั้งเดิม

และศัตรูทางการเมือง โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ ฉวยโอกาสใส่ร้ายป้ายสี หาว่า "ปรีดีฆ่าในหลวง" จนท่านอาจารย์ปรีดี ต้องหลบลี้หนีภัยไปต่างประเทศ

ทำให้ฝ่ายศัตรูได้ใจ และทำให้การไม่ยึดมั่นในสัจจะ (ความจริง ความซื่อสัตย์) และการใส่ร้ายป้ายสี กลายเป็นวัฒนธรรมทางการเมืองไทยในการขึ้นสู่อำนาจ นับแต่นั้นเป็นต้นมา

2.ช่วงเปลี่ยนผ่าน จึงมีการแกว่งไกวระหว่างระบอบเผด็จการกับประชาธิปไตยไปๆ มาๆ เช่น 24 มิถุนายน 2475 เป็นประชาธิปไตย 1 เมษายน 2476 เป็นเผด็จการ และ 20 มิถุนายน 2476 เป็นประชาธิปไตยอีกครั้ง แต่หลังรัฐประหารใน พ.ศ.2490 แล้วกลับเป็นประชาธิปไตยในช่วงเวลาสั้นๆ เพราะหลัง 6 ตุลาคม 2519 ก็กลับเป็นระบอบเผด็จการ และประชาธิปไตยครึ่งๆ กลางๆ จนหลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ทหารจึงได้กลับเป็นทหารอาชีพ และไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองอีก

แม้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ถูกแอบอ้างว่าเป็นฉบับประชาชน แต่ก็ทำให้นายทุนลงเล่นการเมืองอย่างจริงจัง และสร้างระบอบธนาธิปไตยและระบอบเผด็จการทางรัฐสภาได้อย่างง่ายดาย

การแกว่งไปมาของระบอบการปกครองแผ่นดิน ทำให้การพัฒนาประเทศเป็นไปอย่างล่าช้า ไม่บรรลุตามเป้าหมาย และเกิดความขัดแย้งและแตกแยกในสังคมเพิ่มขึ้นๆ

3.ระบอบทุนนิยมและลัทธิล่าอาณานิคมใหม่ ทำให้ประเทศไทยที่มีทุนน้อย เสียเปรียบ และกลายเป็นอาณานิคมแบบใหม่ ของประเทศที่รวยกว่า ที่บีบบังคับให้ไทยออก "กฎหมายขายชาติ 11 ฉบับ" ทำข้อตกลงการค้าเสรี (ที่เสียเปรียบต่างชาติ) เป็นต้น แล้วยังมอมเมาให้คนไทยใช้สิทธิเสรีภาพ โดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวม และของประเทศ ไม่คำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น จนเกิดอนาธิปไตยขึ้นบ่อยครั้ง ทำให้คนเห็นแก่ตัว เห็นแก่เงิน และวัตถุเป็นสรณะ (ลัทธิวัตถุนิยม) ใช้จ่ายและบริโภคอย่างฟุ่มเฟือยฟุ้งเฟ้อ (ลัทธิบริโภคนิยม) เป็นต้น

ทำให้คุณธรรมจริยธรรมของคนไทยและสังคมไทยเสื่อมทรุดลง เกิดความไม่สงบ ความไม่เป็นธรรมและความแตกแยกในสังคมอย่างกว้างขวาง ซึ่งเป็นประโยชน์แก่ต่างชาติที่จ้องเล่นงานไทยอยู่

ในวโรกาสแห่งการครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2549 ให้ประชาชนไทยนึกถึงคุณธรรม ซึ่งเป็นที่ตั้งของความรักความสามัคคี เพื่อจะร่วมมือร่วมใจกันรักษา และพัฒนาชาติบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองสืบต่อไปได้ตลอดรอดฝั่ง คือ

1.การให้ทุกคนคิด พูด ทำ ด้วยความเมตตา มุ่งดีมุ่งเจริญต่อกัน

2.การที่แต่ละคนต่างช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ประสานงานประสานประโยชน์กัน ให้งานที่ทำสำเร็จผลทั้งแก่ตนแก่ผู้อื่น และประเทศชาติ

3.การที่ทุกคนประพฤติปฏิบัติอยู่ในความสุจริต ในกฎกติกา และในระเบียบแบบแผนโดยเท่าเทียมเสมอกัน

4.การที่ต่างคนต่างพยายามทำความคิดความเห็นของตนให้ถูกต้อง เที่ยงตรง อยู่ในเหตุในผล

หากคนไทยทุกคนปฏิบัติตามพระราชดำรัสข้างต้น ความแตกแยกในสังคมย่อมจะยุติลง ความสงบสุข และความเจริญรุ่งเรืองย่อมเกิดขึ้นตามมา

ขอให้ปีที่ 75 หลัง 2475 เป็นจุดเริ่มต้นของการเมืองที่ยึดมั่นในสัจจะ คุณธรรม และการรู้จักสามัคคี สักทีเถิด

หน้า 7