|
||||||||||||||
|
เปิดเสรีอ้อย-น้ำตาล???
คอลัมน์ จอดป้ายประชาชื่น วุฒิ สรา witsara2000@yahoo.com มติชนรายวัน วันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10330 คณะทำงานศึกษาเรื่องการเปิดเสรีอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล ชุดของ "จักรมณฑ์ ผาสุกวณิช" ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ได้สรุปผลมานานพอสมควรแล้ว ที่เห็นว่าควรปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับระบบการค้าเสรีเต็มรูปแบบ โดยมีหลักการสำคัญ อาทิ ให้ราคาน้ำตาลทรายเป็นไปตามกลไกตลาด เปลี่ยนบทบาทของภาครัฐจากการควบคุมเป็นการกำกับดูแล ผลสรุปดังกล่าวตรงกับข้อเสนอที่กลุ่มโรงงานน้ำตาลเคยเสนอต่อรัฐบาล คือ ขอให้บริหารอุตสาหกรรมแบบเปิดเสรี ภายใต้กลไกราคา ให้ยุบคณะกรรมการที่กำกับดูแลจาก 5 ชุด เหลือแค่ชุดเดียว และให้เป็นคณะกรรมการนโยบายเชิงส่งเสริม มากกว่าควบคุม รวมทั้งปลดสินค้าน้ำตาลทรายออกจากรายการสินค้าควบคุม ต้องยอมรับว่าระบบอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายในปัจจุบันนั้นมีปัญหามาก มิหนำซ้ำยังซับซ้อนซ่อนเงื่อนวุ่นวาย มีหลายฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย และเป็นอุปสรรคสำคัญต่ออุตสาหกรรม จึงเห็นด้วยที่จะมีการยุบคณะกรรมการที่กำกับดูแลที่มากถึง 5 ชุด ให้เหลือเพียงชุดเดียว เพราะทั้ง 5 ชุดต้องมีกรรมการจาก 3 ฝ่าย คือ โรงงาน ชาวไร่อ้อย และภาครัฐที่ต้องมีอย่างน้อย 3 กระทรวง คือ อุตสาหกรรม, พาณิชย์, เกษตรและสหกรณ์ หากเปรียบกับบราซิลที่เป็นเจ้าโลกน้ำตาลทราย จะมีแค่สภาผู้ผลิตอ้อย น้ำตาลและเอทานอล (CONSECANA) ที่ดูแลระบบการผลิตทั้งหมด ส่วนที่ออสเตรเลีย ก็มี QSL เป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลการส่งออกน้ำตาลทรายเพียงรายเดียว ที่น่าสนใจคือหน่วยงานในสองประเทศ เป็นองค์กรเอกชนระหว่างชาวไร่และโรงงาน ไม่มีตัวแทนภาครัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง จึงน่าคิดว่าหากไม่มีตัวแทนภาครัฐเข้าไปยุ่งอุตสาหกรรมนี้อาจจะไปได้ไกลกว่านี้ก็ได้ อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอแนวทางการเปิดเสรีระบบอ้อยและน้ำตาลทราย ทั้งของคณะทำงานและของโรงงานน้ำตาล จะชูประเด็นเปิดเสรีราคาน้ำตาลทรายเป็นหลัก แต่น่าแปลกใจคือ หากปล่อยราคาน้ำตาลทรายเป็นไปตามกลไกตลาด แล้วทำไมไม่ให้ราคาอ้อยที่เป็นวัตถุดิบ เป็นไปตามกลไกตลาดด้วย รวมทั้งทำไมไม่เปิดเสรีตั้งโรงงานน้ำตาลทรายใหม่ หรือกลัวว่าถ้าให้ราคาอ้อยเสรี และเลิกควบคุมการตั้งโรงงานน้ำตาล จะทำให้โรงงานต้องเหนื่อยกว่าเดิม ไม่เพียงแต่อาจมีรายใหม่ทุนหนา เข้ามาแข่งเพิ่มอีก ทั้งที่ปัจจุบันมีโรงงาน 46 แห่ง ก็แข่งขันดุเดือดเลือดพล่านอยู่แล้ว เพราะแต่ละโรงผลิตได้ไม่เต็มกำลังการผลิต แค่ 30-40% เท่านั้น เนื่องจากอ้อยไม่พอ ปีหนึ่งมีอ้อย 45-50 ล้านตันเปิดหีบแค่ 3-4 เดือนก็หมดแล้ว ยิ่งเมื่อราคาน้ำตาลแพง ก็ยิ่งมีการแข่งแย่งซื้ออ้อยกัน ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นกันเมื่อเร็วๆ นี้ ที่มีโรงงานแห่งหนึ่ง ให้ราคาอ้อยชาวไร่สูงถึงตันละ 1,400 บาท ทั้งๆ ที่ราคาอ้อยขั้นต้นกำหนดไว้แค่ตันละ 800 บาท ชาวไร่ที่เคยเป็นลูกไร่โรงงานเดิม จึงแห่ข้ามเขตไปขายให้โรงงานดังกล่าว แต่ฝันของชาวไร่อ้อยก็ต้องสลาย เมื่อเช็คที่โรงงานแห่งนั้นออกให้กลายเป็นเช็คเด้ง นอกจากนี้ยังมีโรงงานบางแห่งถึงกับจ้างมือปืน มาคอยคุมชาวไร่อ้อย ไม่ให้ข้ามเขตไปขายที่อื่น ดังนั้น การผลักดันให้เปิดเสรีราคาน้ำตาลทรายจึงง่ายกว่า เพราะผู้บริโภคที่ปลายทางจะเป็นผู้รับภาระไป แต่ราคาอ้อยยังต้องควบคุมต่อไป เพื่อเฉลี่ยผลประโยชน์กันเองระหว่างโรงงานและชาวไร่ ไม่ให้วุ่นวาย หากเป็นเช่นนี้แล้ว อยากถามว่าเป็นการเปิดเสรีระบบอ้อยและน้ำตาลทรายจริงหรือ??? หน้า 20
|