|
||||||||||||||
|
อย่าฆ่าห่านไข่ทองคำ
คอลัมน์ เดินคนละฟาก โดย กมล กมลตระกูล ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3803 (3003) รัฐวิสาหกิจคือ ห่านที่ออกไข่เป็นทองคำให้รัฐ โดยเฉพาะในยามที่รัฐถังแตก เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า หลังจากที่นโยบายการแปรรูป กฟผ.มีปัญหาต้องปรับโครง สร้างจากบริษัท กฟผ. จำกัด (มหาชน) มาเป็นการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเหมือนเดิมนั้น ทำให้ กฟผ.จะต้องนำส่งรายได้ให้รัฐเหมือนเดิม จากเดิมที่เคยจ่ายปีละประมาณ 30-35% ของกำไรสุทธิ ปีนี้ทางกระทรวงการคลังได้ทำหนังสือขอเพิ่มเป็น 40% ของกำไรสุทธิ เมื่อมองย้อนหลัง รายได้ของรัฐวิสาหกิจที่นำส่งรัฐย้อนหลังตั้งแต่ปี 2544-2548 รัฐวิสาหกิจมีกำไรสุทธิรวม 87,743 ล้านบาท, 138,513 ล้านบาท, 146,590 ล้านบาท, 167,466 ล้านบาท และ 135,729 ล้านบาท ตามลำดับ ขณะที่รายได้นำส่งรัฐ (ไม่รวมภาษีนิติบุคคล) 59,007 ล้านบาท, 58,905 ล้านบาท, 63,923 ล้านบาท 57,516 ล้านบาท, 81,374 ล้านบาท ตามลำดับ เฉลี่ยรายได้นำส่งรัฐในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา 49.5% ของกำไรสุทธิ ทั้งนี้สัดส่วนจะเพิ่มขึ้นในช่วงรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อาทิ ปี 2548 รัฐวิสาหกิจต้องนำส่ง 59.9% ตัวเลขนี้ คือไข่ทองคำของห่านรัฐวิสาหกิจ ถ้าเปรียบเทียบว่ารัฐวิสาหกิจคือ ห่านในนิทานอีสปสอนเด็กที่ออกไข่เป็นทองคำ รายได้ของรัฐวิสาหกิจก็คือ ไข่ทองคำ ห่านตัวนี้เป็นของประชาชนทั้งประเทศ เพราะว่าอาหารที่เลี้ยงดูฟูมฟัก (งบฯลงทุนมาจากเงินภาษีอากรของประชาชน เงินกู้รัฐก็ค้ำประกัน) ให้ห่านตัวนี้เติบโตจนสามารถออกไข่ออกมาเป็นทองคำให้คนทั้งชาติได้อยู่รอดได้ในยามขัดสน ประชาชนจึงต้องช่วยกันปกป้องมิให้ใครจับห่านตัวนี้ไปฆ่า กรณีที่ศาลปกครองได้ตัดสินคดีที่ว่าที่ ส.ว.รสนา โตสิตระกูล และมูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภคเป็นโจทก์ร่วมฟ้องให้ พ.ร.ฎ. 2 ฉบับเป็นโมฆะอันมีผลให้การแปรรูป กฟผ. ต้องยุติลง ถือว่าเป็นการกู้ชีวิตของห่านตัวนี้ไม่ให้ถูกจับไปเป็นตัวประกันทำปู้ยี่ปู้ยำ แล้วบีบบังคับให้ออกไข่ให้กลุ่มคนที่ละโมบตะกละตะกลามได้กินไข่ทองคำนี้โดยที่ไม่ได้เป็นผู้เลี้ยงดูฟูมฟักมาก่อน คิดกันง่ายๆ ว่าถ้าหากว่าบ้านเมืองมีความจำเป็น และรัฐบาลมีรายจ่ายมากกว่ารายรับแล้ว ไม่มีรายได้จำนวนปีละหลายแสนล้านบาท จากรัฐวิสาหกิจ หลายๆ แห่งมารองรับ แล้วอะไรจะเกิดขึ้น รัฐก็คงจะต้องไปกู้เงินต่างประเทศแล้วถูกตั้งเงื่อนไข เหมือนเมื่อครั้งประเทศเจอวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่เมื่อปี 2540 แล้วประชาชนทั้งชาติก็จะถูกปล้นจนไม่มีอะไรเหลือหลอเหมือนอย่างที่ประเทศอาร์เจนตินาโดนมาแล้ว ในท่ามกลางความอึมครึมทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ ค่าเงินบาทที่แข็ง สวนทางกับภาพรวมของเศรษฐกิจที่ยอบแยบลง จู่ๆ เมื่อเดือนที่ผ่านมา นายทนง พิทยะ ผู้รักษาการรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง และขุนคลังในช่วงเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ปี 2540 ก็ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ กฟผ.จะต้องเดินหน้าต่อ นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ก็ได้ให้สัมภาษณ์ในทำนองเดียวกัน ซึ่งเป็นการสวนทางกับนโยบายเศรษฐกิจพอเพียง หลังจากที่ศาลปกครองตัดสินคดี กฟผ.ไปแล้ว ความพยายามที่จะแปรรูปรัฐวิสาหกิจยังดำรงอยู่ เพราะว่ามีผลประโยชน์มหาศาลดังตัวเลขข้างต้นที่ทำให้นักการเมืองที่คุมอำนาจที่กุมตัวเลขเห็นแล้วตาลุกเป็นไข่ห่าน จึงยังไม่ละความพยายาม ความพยายามที่จะแปรรูปรัฐวิสาหกิจต่อจึงทำในรูปแบบที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น ซึ่งประชาชนจะต้องจับตามองและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เช่น รัฐวิสาหกิจหลายแห่งเริ่มทยอยจดทะเบียนบริษัทลูกขึ้นมาแล้วแยกกิจการออกเป็นส่วนๆ แล้วนำส่วนที่แยกออกไปแล้ว ซึ่งมักจะเป็นส่วนที่ทำกำไร แล้วนำหุ้นของบริษัทลูกเหล่านี้ออกขายให้บริษัทนอมินีทั้งของต่างชาติ และของนักการเมือง ขอให้จับตาการแตกตัวของ กฟผ.และ ปตท.ให้ดีๆ องค์การเภสัชกรรม ก็อยู่ในกระบวนการที่พยายามแปรรูปฯให้ได้เพื่อผลประโยชน์ของบริษัทยาต่างชาติ ไม่มีใครปฏิเสธว่ารัฐวิสาหกิจจะต้องมีการปฏิรูปเพื่อให้มีความโปร่งใส มีการกำกับตรวจสอบจากองค์กรวิชาชีพที่เป็นกลาง จากภายนอก และต้องกำหนดเป้าหมายใหม่ เพื่อให้บริการประชาชนในราคาถูกที่สุด และสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมภายในของชาติด้วยราคาที่ต่ำเพื่อลดต้นทุนให้แข่งขันกับต่างชาติได้ เป้าหมายใหม่จะทำให้สำเร็จได้รัฐจะต้องเป็นเจ้าของทั้งหมดเพื่อจะได้มีเอกภาพและสิทธิเด็ดขาดในการกำหนดนโยบาย แต่ถ้าแปรรูปไปแล้ว เป้าหมายก็จะเปลี่ยนทันที เป็นการหากำไรสูงสุดเหมือนกรณีการแปรรูป ปตท. การแปรรูปรัฐวิสาหกิจในทุกประเทศเป็นกระบวนการคอร์รัปชั่นที่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือการคอรรัปชั่นทางนโยบาย ซึ่งทำกันอย่างเป็นขบวนการโดยมืออาชีพที่เป็นนักบัญชี นักการเงิน นายธนาคาร นักอุตสาหกรรม และวิศวกร ข้ออ้างต่างๆ ที่มักจะนำมาอ้างกัน คือ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ และการให้บริการ เพื่อให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรี เพื่อไม่ให้เกิดการผูกขาด และเป็นการส่งเสริมการลงทุน เพื่อให้เกิดความโปร่งใส เพื่อระดมทุนจากภาคเอกชน หรือ จากต่างประเทศ เพื่อลดภาระของรัฐในการให้เงินอุดหนุน หรือลดการขาดดุลงบประมาณ ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในทุกประเทศที่มีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะในด้านสาธารณูปโภค และสาธารณูปการ คือความย่อยยับของประชาชนและประเทศ มีแต่กลุ่มทุน และฝ่ายบริหารระดับสูงที่ได้รับประโยชน์และทิ้งปัญหาให้รัฐบาลชุดต่อๆ มาเผชิญกับการชุมนุมประท้วงหรือก่อการจลาจลเพราะได้รับความเดือดร้อนจากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ดังเช่น บทเรียนที่เกิดขึ้นกับประเทศอารเจนตินา สิ่งที่คู่กันมาอย่างแยกกันไม่ออกเหมือนกับฝาแฝดสยามในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ คือ การอภิมหาคอรรัปชั่นอย่างเบ็ดเสร็จ ทั้งนี้เพราะว่ารัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่จะมีทรัพย์สินมหาศาล ทั้งทรัพย์สินที่เป็นสิ่งก่อสร้าง ประเภทถาวรวัตถุ ที่ดิน เครื่องจักร สัมปทานผูกขาด อภิสิทธิ์จากรัฐ ลูกค้าทั่วประเทศ ดังนั้นการคอร์รัปชั่นจึงมักจะเริ่มต้นที่กระบวนการแรก คือตีราคาทรัพย์สินให้ต่ำที่สุด และหนี้ของรัฐวิสาหกิจจะถูกโอนให้รัฐบาลแบกรับไป โดยอ้างว่าถ้ารัฐไม่รับหนี้เอาไว้ ก็จะขายไม่ออก ดังนั้นเงินที่ได้จากการขายรัฐวิสาหกิจเมื่อหักลบออกไปก็ไม่เหลืออะไร หรือติดลบ ดังนั้น การแปรรูปรัฐวิสาหกิจจึงเปรียบเสมือนการเลหลังหรือให้เปล่ารัฐวิสาหกิจนั้นๆ ไปให้เอกชนที่เป็นพรรคพวกของนักการเมือง หรือทุนข้ามชาติที่เข้ามาประมูลไปในราคาต่ำๆ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจในทุกประเทศจึงตามมาด้วยวิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตการเมือง และสังคม ถึงขั้นเกิดการจลาจลอย่างไม่มีการยกเว้น เช่น อาร์เจนตินา โบลิเวีย เปรู และเม็กซิโก ในกรณีของอาร์เจนตินา ภายในเวลาเพียง 2 ปี รัฐบาลของ ประธานาธิบดี เมเนม และรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจ โดมิงโก คาวาโย ได้แปรรูปรัฐวิสาหกิจและขายสัมปทานของรัฐออกไปถึง 250 แห่ง โดยได้รับเงินสดจากการขายกิจการของรัฐเป็นเงินถึง 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1.2 ล้านลาน บาท ซึ่งเท่ากับงบประมาณของไทยเมื่อแปรรูปแล้ว พนักงานรัฐวิสาหกิจถูกปลดจากจำนวน 5 แสน 9 หมื่นคน เหลือ 2 แสน 6 หมื่นคน หลังจากการแปรรูป 10 ปี เงิน 3 หมื่นล้านเหรียญหายวับไปกับตา ประเทศอาร์เจนตินาประสบวิกฤตเศรษฐกิจที่ร้ายแรงที่สุด และกลายเป็นประเทศล้มละลายในปี 2002 นายโดมิงโก คาวาโย หลบหนี ข้อหาฉ้อโกงและรับสินบน 13 คดี คิดเป็นเงินหลายร้อยล้านเหรียญแล้วหนีไปอยู่ อเมริกา เราไม่ต้องการเห็นสิ่งนี้เกิดขึ้นในประเทศไทย เพราะว่าเหตุผลของการแปรรูปมักจะอ้างว่าเพื่อระดมทุน เพื่อขยายงาน ซึ่งขัดแย้งกับนโยบายเศรษฐกิจพอเพียง ที่รัฐบาลกำลังอ้างว่าจะน้อมนำพระราชดำรัสของในหลวง มาเป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศ รัฐวิสาหกิจทุกแห่งโดยเฉพาะ กฟผ. และ ปตท. จะต้องน้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นแนวทางในการดำเนินนโยบายและการบริหารด้วยทิศทางของเศรษฐกิจพอเพียง โดยการคืนทุนให้กับสังคมมิใช่มุ่งขยายกิจการออกต่างประเทศอย่างที่กำลังดำเนินการอยู่ ด้วยการขูดรีดหากำไรสูงสุดจากประชาชนผู้บริโภค เพื่อนำทุนไปขยายการลงทุน ซึ่งประชาชนไม่ได้ประโยชน์ด้วย หน้า 50
|