หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
แผนฯ 10 สร้างภูมิคุ้มกันด้วยเศรษฐกิจพอเพียง

โดย สมพงษ์ จิตระดับ สุอังคะวาทิน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  มติชนรายวัน วันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10330

ผู้เขียนได้มีส่วนร่วมในการร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติตั้งแต่แผนฯ 8 เรื่อยมาจนถึงแผนฯ 10

ในแผนฯ 8 เริ่มมีการคิดถึงภาคสังคม ทุนทางสังคม การศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมมากยิ่งขึ้น

มีคำใหม่เกิดขึ้นนับแต่ "คนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา" องค์รวม (Holistics) ความสมดุล และอื่นๆ

สุดท้ายเมื่อถึงแผนฯ 10 สิ่งที่ชัดเจน ความมุ่งมั่น และการลงตัวอย่างเหมาะสมกับสังคมไทยในระยะ 10-15 ปีก็เกิดขึ้น นับแต่การน้อมนำ "ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นแก่นความคิดทางสายกลาง ของการพัฒนา และการบริหารประเทศที่มุ่งหวัง "ความพอประมาณ มีเหตุผล สร้างภุมิคุ้มกันในตัวที่ดี"

เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาที่พระองค์ท่านทรงมีพระราชดำรัสชี้แนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยกว่า 25 ปีเพื่อให้รอดพ้นจากกระแสโลกาภิวัตน์และการเปลี่ยนแปลงต่างๆ

ในขณะเดียวกันจะเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต ความรอบรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติปัญญาและความรอบคอบ เพื่อให้สมดุลในที่สุด

ในแผนฯ 10 ยังมีจุดเด่นอีกมากมาย เน้นเรื่องการมีส่วนร่วมในการสร้างแผนทุกระดับ ทุกภาคีที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นภาคประชาชน ราชการ ภูมิปัญญาชาวบ้าน นักวิชาการ สื่อมวลชน และอื่นๆ มีความสอดคล้องเชื่อมโยงกับแผนบริหารราชการแผ่นดินเพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติ 5 ปีข้างหน้า

ในแผนนี้ได้กำหนดวิสัยทัศน์การพัฒนาประเทศ "สังคมที่มีความสุขอย่างยั่งยืน" (Green and Happiness Society) โดยคนไทยมีความรู้คู่คุณธรรม รู้เท่าทันโลกของการเปลี่ยนแปลงของโลก

มีระบบเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพ สามารถพึ่งตนเองและแข่งขันได้ มีชุมชนและสถาบันเข้มแข็ง อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข และเกื้อกูลกันภายใต้ความแตกต่างและหลากหลายทางวัฒนธรรม ชีวภาพทรัพยากรธรรมชาติ การอยู่ภายใต้ระบบบริหารจัดการประเทศที่โปร่งใส เป็นธรรม และทุกภาคมีส่วนร่วม

การเจริญเติบโตมิใช่เน้นแต่ภาคเศรษฐกิจ การให้ความสำคัญของการขยายตัว ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประชาชาติ GNP (Gross Nation Product) แต่มุ่งส่งเสริมดัชนีอยู่ดีมีสุข GNH (Gross National Happiness) อีกด้วย

ในแผนฯ 10 ได้กำหนดพันธกิจของการพัฒนาที่สำคัญไว้ 5 ด้าน ดังนี้

1.พัฒนาคุณภาพคนในชาติให้มีความรู้คู่คุณธรรมและสร้างสังคมฐานความรู้ให้เป็นภูมิคุ้มกันพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง มีการปฏิรูปการศึกษาในทุกระดับเพื่อให้ผู้เรียนมีกำลังปัญญาในการพัฒนาประเทศ รู้เท่าทันและก้าวไปกับโลกอย่างมั่นคง มีจิตสำนึกในด้านความเป็นไทย ยึดมั่นในคุณธรรมจริยธรรมของศาสนาต่างๆ และอื่นๆ

2.ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจให้แข็งแกร่ง มั่นคง แข่งขันได้ และเป็นธรรม เน้นการพึ่งตนเองลดการพึ่งพาจากภายนอก มีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี มีคุณภาพ การกระจายพัฒนาอย่างเป็นธรรม ปรับโครงสร้างภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการสู่การผลิตฐานความรู้ การต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นและสากลให้สมดุล ปรับโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ พลังงาน องค์ความรู้ กลไกที่เกี่ยวข้องและอื่นๆ

3.เสริมสร้างความเท่าเทียมและความเข้มแข็งของชุมชนและสังคม รวมพลังเป็นเครือข่ายการพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็ง มุ่งคงความหลากหลายทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย ลดเงื่อนไขความขัดแย้งด้วยสันติวิธี สร้างสันติสุขและความสมานฉันท์ในสังคมไทยกับสังคมโลก

4.ดำรงไว้ซึ่งความหลากหลายของทรัพยากรธรรมชาติและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดี มุ่งให้ชุมชนมีองค์ความรู้และภูมิคุ้มกัน มีสิทธิในการเข้าถึงและจัดการทรัพยากร การอนุรักษ์คุ้มครองทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพ ให้เป็นฐานที่มั่นคงของสังคมไทย

5.พัฒนาระบบบริหารจัดการประเทศให้เกิดธรรมาภิบาลในทุกระดับ มีการกระจายอำนาจเสริมสร้างประชาธิปไตย บริหารจัดการด้วยความโปร่งใส รับผิดชอบต่อสาธารณะ ยุติธรรม

มีกลไกและระเบียบที่เอื้อต่อการพัฒนาที่สร้างความเป็นธรรมในสังคม

รายละเอียดของแผนฯ 10 ยังมีอีกมาก ในพันธกิจ 5 ด้านยังกำหนดการขับเคลื่อนเป้าประสงค์ แนวทางการพัฒนา บทบาทของภาคีการพัฒนา ในพันธกิจแต่ละด้าน มีการจัดระดมความคิดเห็นเฉพาะกลุ่ม (Focus Group) ที่มาจากทุกฝ่าย ทุกภาคี จนแผนฯ 10 ใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว

อย่างไรก็ตาม ในบรรดาผู้เข้าประชุมจำนวนมากก็มีความเห็นสอดคล้องกันในประเด็นสำคัญที่แผนฯ 10 อาจไปไม่ถึง "สังคมที่มีความสุขอย่างยั่งยืน" ในเรื่องต่อไปนี้คือ

1.ในเชิงปรัชญาและนโยบายของแผนฯ 10 กับรัฐบาลของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แผนฯ 10 ให้ความสำคัญกับคำว่า เศรษฐกิจพอเพียง รัฐบาลกลับเน้นระบอบทักษิโณมิกส์ในเชิงอุดมการณ์รัฐแทบจะไปด้วยกันไม่ได้เลย

รัฐบาลของ ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นระบบทุนการเมืองที่ร่วมกลุ่มกันเข้ามาบริหารจัดการด้วยวิธีการทุนนิยมเสรี เน้นการแข่งขันบริโภคนิยม ระดมทุนเข้าตลาดหลักทรัพย์ ให้ความสำคัญของ GNP ต้องเติบโตขยายตัวตลอดเวลา เชื่อมโยงกับระบบตลาดทุนต่างประเทศ สนธิสัญญาเอฟทีเอการค้า การส่งออก และอื่นๆ

แผนฯ 10 แม้นไม่ได้ปฏิเสธทุนนิยมเสรีดังกล่าวแต่กลับเน้นที่เศรษฐกิจพอเพียง การสร้างภูมิต้านทาน การอดออม ความมีเหตุผล คุณธรรม การรู้เท่าทัน การพึ่งตนเองได้ ความหลากหลาย การอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขมากกว่า

แม้นแผนฯ 10 จะเป็นแผนที่ดี เป็นทางออกทางเลือกของสังคมไทยในอนาคตอย่างยั่งยืน แต่ในระยะเวลาที่ผ่านมาของรัฐบาลนี้ แทบไม่เห็นความสำคัญ เข้ามาสนับสนุน การนำไปใช้มากนัก รัฐบาลยังคงให้ "ระบอบทักษิโณมิกส์" เดินหน้า ในการบริหารจัดการประเทศต่อไป

นี่คือรากเหง้าที่สำคัญที่สุดคือ ประเทศไทยมีแผนที่ดีในการรองรับความมั่นคงและความยั่งยืนของประเทศ แต่รัฐบาลมีนโยบายของตนเองที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง มุ่งหวังได้ผลงานในช่วงสั้นๆ ซึ่งเกิดประโยชน์เฉพาะทางการเมืองเท่านั้น

2.การบริหารแผนฯ 10 ไปสู่นโยบายของรัฐบาลดูจะมืดมนเต็มที นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ได้แสดงความคิดเห็นว่า "แม้นแผนฯจะสร้างและดูดีประการใด รัฐบาลก็มีนโยบายเชิงประชานิยมของตนเอง สำหรับแผนฯ 8 จนถึงแผนฯ 10 มีความเป็นนามธรรมมาก และรัฐบาลอาจใช้เป็นเพียงเอกสารราชการ (Official Documents) เท่านั้นเอง การยอมรับและผลักดันแผนฯ 10 ในรัฐบาลชุดนี้และในอนาคตทางการเมือง ดูจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก อย่างดีก็แค่เป็นมติรับหลักการแผนฯ 10 ในคณะรัฐมนตรีเท่านั้นเอง การขับเคลื่อน และการนำไปบริหารประเทศ แทบไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย

3.ประชาชนระดับรากหญ้า เสพนโยบายประชานิยมอย่างถอนตัวไม่ขึ้น การจัดเงินงบประมาณลงสู่ประชาชนระดับล่าง ด้วยโครงการต่างๆ กองทุนหมู่บ้าน การชำระหนี้ครัวเรือน โมเดลอาจสามารถและอื่นๆ

นี่คือ นโยบายการกระตุ้นการบริโภค การให้ทุนเพื่อสร้างหนี้ครัวเรือนมากขึ้นระยะยาว กล่าวได้ว่า ถูกอกถูกใจประชาชนอย่างยิ่ง แทบไม่มีรัฐบาลชุดใดลงมาดูแลเอาใจใส่ เอาเงินทุนมาให้ เกิดระบบซื้อขายคล่องตัว มีกำลังซื้อมาก

แต่เชื่อหรือไม่เงินจำนวนมากที่ทุ่มลงไปปรากฏว่าอยู่ในมือและอำนาจของประชาชนช่วงสั้นเพียง 30-45 วันเท่านั้นเอง ต่อจากนั้นเงินส่วนใหญ่จะไหลและแปรสภาพเป็นค่าใช้จ่าย วางเงินมัดจำในรูปของมือถือ รถมอเตอร์ไซค์ รถปิคอัพเกือบ 70% ทีเดียว

ผลประโยชน์จึงกลับไปตกกับนายทุนอุตสาหกรรม บริษัทมือถือ บริษัทข้ามชาติแทบทั้งหมด ตัวเลขหนี้สินของครัวเรือนสูงขึ้นเรื่อยๆ แม้นประชาชนจะได้วัตถุ บริโภคนิยมความสะดวกสบาย แต่แทบไม่ก่อรายได้มูลค่าขึ้นมากนัก

ในทางตรงกันข้ามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงในกลุ่มปราชญ์ชาวบ้านที่เน้นการพออยู่พอกิน การอดออม มัธยัสถ์ ความหลากหลายชีวภาพ คุณธรรม ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกลับเป็นกระแสรอง กลับดูอ่อนแอลง และประชาชนจำนวนมากมองข้ามความสำคัญไปทั้งหมด

นี่คือโจทย์ที่ยากแก่การทำความเข้าใจโดยเฉพาะประชาชนระดับรากหญ้าในปัจจุบัน

4.การมีส่วนร่วมในระดับภาคีพัฒนา สำหรับแผนฯ 10 แล้วกลุ่มที่มีความสำคัญมากแต่มีส่วนร่วมในการสร้างแผนตั้งแต่แรกเริ่มจนใกล้เสร็จต่ำมาก คือ ภาคีภาคการเมือง พรรคการเมืองต่างๆ ทั้งๆ ที่เป็นผู้นำไปบริหารจัดการประเทศโดยตรง

ในข้อเท็จจริงมีพรรคการเมืองหลายพรรคนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปเป็นคำขวัญ (สโลแกน) ของนโยบายทางด้านเศรษฐกิจและสังคม แต่ผู้เขียนดูแล้วไม่น่าจะเข้าสู่สาระหลักที่แท้จริงเท่าไร่ ค่อนข้างผิวเผินเกินไป

การบริหารแผนฯ 10 ในการขับเคลื่อนต่อไปนี้ เป้าหมายสำคัญคือ พรรคการเมืองที่จะเข้าใจอย่างถ่องแท้ จนสามารถนำไปบรรจุใส่ในนโยบายหลักของแต่ละพรรคได้อย่างลงตัว สอดคล้องและปฏิบัติจริงได้

ในปีนี้นับเป็นวาระแห่งการแก้วิกฤตแห่งชาติ ผู้เขียนได้เห็นความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนไทยทั้งชาติ ที่เคารพเทิดทูนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มีการจัดแสดงต่างๆ มากมาย

ที่เด่นสุดคือนายโคฟี อันนัน เลขาธิการสหประชาชาติซึ่งทูลเกล้าฯถวายรางวัลด้านการพัฒนาแด่พระองค์ท่าน ยังน้อมนำทฤษฎีใหม่เศรษฐกิจพอเพียงไปเผยแพร่กับนานาชาติ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ให้เป็นต้นแบบของการพัฒนาที่ยั่งยืนกว่า 3,000 โครงการ สังคมตะวันตก (Western) ที่อยู่กับทุนนิยม บริโภควัตถุ จิตใจเร่าร้อน บัดนี้เริ่มกลับมาสู่สังคมตะวันออก (Eastern) ที่มีทุนทางสังคม ศาสนา วัฒนธรรม จิตวิญญาณ ความพอเพียง ความสุขกับธรรมชาติมากจนถึงความสมดุลขึ้น

แปลกแต่จริง นักการเมืองบางกลุ่มในสังคมไทยกลับไปนิยมยกย่องปรัชญาทฤษฎีตะวันตก พูดภาษาอังกฤษมากกว่าภาษาไทย นำพาประเทศไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ ทุนนิยมสุดขั้ว ทุ่มเรื่องการแข่งขันส่งออก การเติบโตของ GNP อย่างเอาเป็นเอาตาย เซ็นสัญญาทาสนำพาประเทศไปสู่ความเสี่ยง ปฏิเสธความคิดเห็นที่แตกต่าง สร้างความขัดแย้งเกิดขึ้นมากมาย

และที่สำคัญที่สุดคือเป็นพวก "ไก่ได้พลอย" ที่ประเทศไทยมีปรัชญาการนำพาประเทศไปสู่การพัฒนาแบบยั่งยืน แต่นักการเมืองกลุ่มนี้กลับไม่เห็นคุณค่านี้เลยแม้แต่น้อย

หน้า 6