หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
เครื่องจับเท็จเขย่าโลก

โดย วรากรณ์ สามโกเศศ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์  มติชนรายวัน วันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10330

ลองจินตนาการว่าถ้าโลกเรามีเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์สักชิ้นที่สามารถจับเท็จได้อย่างแม่นยำจะเกิดอะไรขึ้นกับผู้คนในสังคม "จอมงาบ" ทั้งหลายที่กำลังทำงานอย่างขะมักเขม้น และคนที่กำลังคิดจะเป็น "จอมงาบ" ในทุกส่วนของสังคมจะมีพฤติกรรมอย่างไร

บางท่านอาจคิดว่าเป็นพล็อตนิยายวิทยาศาสตร์ของ Asimov แต่ความจริงก็คือเครื่องมือนี้เกิดขึ้นแล้วเพียงแต่อยู่ในยุคเริ่มต้น การเพิ่มคอมพิวเตอร์เพื่อการวิเคราะห์เข้าไปด้วยโดยใช้ข้อมูลจากการทดลองอย่างกว้างขวาง เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพก็อยู่ไม่ไกลเกินฝัน

เครื่องจับเท็จที่มีอยู่ในปัจจุบัน (polygraph) ใช้การวัดความดันโลหิต อัตราการหายใจ และสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของอารมณ์เมื่อมีการพูดเท็จเป็นตัวตัดสินการพูดเท็จซึ่งเป็นการวัดทางอ้อม แต่เครื่องมือใหม่นั้นวัดทางตรงเลยคือใช้เครื่องมือตรวจสอบการทำงานของสมองอย่างละเอียดที่เรียกว่า fMRI (Functional Magnetic Resonance Imaging)

ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยา และจิตแพทย์บางส่วนเชื่อว่าการใช้ fMRI นั้นน่าจะแม่นยำกว่า polygraph เพราะเจาะลงไปที่จุดเริ่มต้นของการพูดเท็จนั่นก็คือการทำงานของสมอง มากกว่าที่จะสังเกตปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นจากการพูดเท็จตามที่ polygraph กระทำอยู่

Medical University of South Carolina ร่วมมือกับบริษัทเอกชนที่พยายามจะพัฒนาเครื่องมือจับเท็จใหม่ในแนวนี้ โดยทดลองกับอาสาสมัคร 31 คน และสามารถจับเท็จได้ใน 28 คน

การทดลองกระทำโดยให้อาสาสมัครนอนอยู่บนเตียงใต้เครื่อง fMRI และตอบคำถามนับร้อยคำถามที่ปรากฏบนจอ และเครื่อง fMRI ก็จะตรวจและบันทึกการทำงานของสมองทุกส่วน โดยเริ่มจากคำถามที่ตอบได้ง่ายๆ ว่าจริง เช่น กำลังตื่นอยู่ ปีนี้เป็นปี ค.ศ.2006 กำลังทดลองอยู่ ฯลฯ และคำถามที่ลึกลงไปเช่นเคยนินทา เคยมี "กิ๊ก" ฯลฯ โดยกดปุ่มว่าใช่หรือไม่ใช่เท่านั้น

ก่อนหน้าการทดลองให้สมมุติว่ามีการขโมยเกิดขึ้น โดยผู้ทดลองเลือกหยิบนาฬิกา หรือแหวนจากลิ้นชักเอาไปใส่ตู้ของตน จากนั้นก็จะถามว่าได้หยิบแหวนออกจากลิ้นชัก หรือได้หยิบนาฬิกาออกจากลิ้นชักหรือไม่ ผู้ตอบก็กดปุ่มใช่หรือไม่ โดยจะพูดเท็จหรือไม่ก็ได้ จากนั้นก็ถามอีก 80 คำถามโดยถามสองครั้งเวียนไปมาเพื่อเปรียบเทียบข้อมูลการทำงานของสมองสำหรับคำถามเดียวกัน แต่อาจมีสองคำตอบ

คอมพิวเตอร์โปรแกรมจะรวบรวมข้อมูลการทำงานของสมองทั้งหมดยามเมื่อพูดจริงจากคำถามง่ายๆ และที่ซับซ้อน และยามเมื่อพูดเท็จ เพื่อเปรียบเทียบการทำงานของสมอง

ถ้าต้องการพิจารณาว่าข้อความใดเป็นเท็จ เช่น ได้เอาแหวนไปหรือไม่ ก็นำข้อมูลการทำงานของสมองจากการให้การนี้ไปเปรียบเทียบกับแบบแผนการทำงานของสมองยามเมื่อพูดข้อความที่เป็นจริง ก็จะตอบว่าได้เอาแหวนไปจริงหรือไม่

ถึงแม้การทดลองจะอยู่ในขั้นต้น แต่ก็พบอย่างชัดเจนว่ายามใดเมื่อพูดเท็จ ส่วนของสมองที่เกี่ยวพันกับการตอบ จะมีการทำงานคึกคักกว่าข้อความที่เป็นจริง นักวิจัยเชื่อว่าเป็นผลมาจากว่าเมื่อพูดเท็จ ส่วนนั้นของสมองต้องกระทำ 3 สิ่งพร้อมกันคือ (1) คิดถึงผลประโยชน์ของตัวเอง จึงต้องคิดว่าจะตอบอย่างไร (2) พยายามหยุดการพูดความจริงออกมา ซึ่งเป็นปฏิกิริยาตามธรรมชาติ และ (3) ต้องคิดหาคำตอบเท็จ

นักวิจัยเชื่อว่าหากพัฒนาต่อไปจะได้เครื่องจับเท็จที่มีความแม่นยำมาก เพราะอาศัยการพิจารณาภาพการทำงานของสมอง ในส่วนที่เกี่ยวกับการพูด ศาลซึ่งไม่รับผลของ polygraph เป็นหลักฐานในศาลก็อาจรับไว้เป็นหลักฐานสำคัญ แม้แต่คนที่กำลังติดคุกแต่ยืนยันมาโดยตลอดว่าไม่ได้กระทำผิดก็มีโอกาสหลุดจากคุกเพราะเครื่องมือนี้ได้

คดีใดที่หลักฐานชี้ขาดอยู่ที่ความจริงของคำให้การก็สามารถใช้เครื่องมือนี้ในการช่วยตัดสินคดี องค์การที่ต้องการคนซื่อสัตย์สุจริตไปทำงาน ก็อาจบังคับให้ผู้สมัครต้องผ่านเครื่องจับเท็จก่อนว่าไม่เคยกระทำสิ่งที่ทุจริตเลวร้าย กระทำสิ่งที่เป็นการคดในข้องอในกระดูก ฯลฯ ก่อนรับเข้าทำงาน

ตรงเงื่อนไขของการอาจถูกบังคับให้ถูกตรวจสอบนี้แหละที่ทำให้นักสิทธิมนุษยชน เกิดความกังวลใจว่า คนจำนวนหนึ่งอาจถูกบังคับให้เข้าเครื่องตรวจ ซึ่งเป็นการล้ำสิทธิมนุษยชน เพราะเขาอาจไม่ต้องการให้รู้เรื่องส่วนตัวของเขาบางอย่างก็เป็นได้ ซึ่งโดยแท้จริงแล้วก็เป็นสิทธิของเขา ในการไม่ต้องการเปิดเผยความเป็นส่วนตัว

ยิ่งไปกว่านั้น บางคนบอกว่าเครื่องมือนี้ทำให้สามารถล้วงลึกลงไปในจิตใจของมนุษย์อย่างล้ำสิทธิของเขา อย่างไม่เป็นธรรม แต่นักพัฒนาเครื่องมือจับเท็จใหม่นี้ก็โต้ตอบว่า ไม่มีใครสามารถล้ำสิทธิเข้าไปล่วงรู้เรื่องส่วนตัวของใครได้ หากคนนั้นไม่ยินยอมพร้อมใจด้วย เพราะการถูกตรวจโดยเครื่อง fMRI นั้นต้องนอนนิ่งๆ อย่างให้ความร่วมมือ มิฉะนั้นก็ไม่อาจอ่านผลการตรวจได้เลย

ทั้งสองฝ่ายต่างก็มีประเด็น นักสิทธิมนุษยชนมองเห็นประเด็นของการจำยอมให้ตรวจในบางเงื่อนไข ส่วนนักพัฒนาเครื่องมือก็มีประเด็นในเรื่องการจำเป็นต้องให้ความยินยอมพร้อมใจ ในการตรวจจึงจะล้ำเข้าไปในเรื่องส่วนตัวได้

ในปัจจุบันผู้บริหารมหาวิทยาลัยมักได้รับจดหมายถามจากองค์การที่ต้องการได้คนมีประวัติดีไปทำงานว่า บัณทิตคนที่ได้มาสมัครงานเคยมีประวัติถูกลงโทษ เพราะกระทำทุจริตในการสอบ หรือมีประวัติเสียหายในทางจริยธรรมหรือไม่ หากบัณฑิตผู้นั้นมีประวัติไม่ดีหรือมีเรื่องเสื่อมเสียก็จะถูกตัดสิทธิไม่ให้เข้าทำงานทันที ซึ่งหลายกรณีเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก เพราะเพียงการคิดสั้นหาทางลัดด้วยการทุจริตในการสอบ หรือความไม่รอบคอบเอาโน้ตเข้าห้องสอบ จะด้วยมีเจตนาหรือไม่ก็ตามเพียงครั้งเดียวในชีวิต อาจนำไปสู่การเสียโอกาสดีๆ ในชีวิตได้

หากมีเครื่องจับเท็จชนิดแม่นยำนี้เกิดขึ้นในโลก การคัดเลือกคนที่มีประวัติ เสื่อมเสียออกจากการรับเข้าทำงาน จะกระทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพียงแต่บังคับให้ผู้สมัครทุกคนเข้าเครื่องตรวจสอบเครื่องนี้เท่านั้น ก็จะทราบทันทีว่า เคยมีประวัติไม่ดีมาหรือไม่

การเกิดขึ้นของเครื่องมือนี้ในอนาคตอันใกล้ จะมีผลกระทบอย่างกว้างไกลต่อสังคมทั้งในด้านบวกและลบ เรื่องหนึ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือมันอาจเตือนใจให้เยาวชนนักเรียนนักศึกษา และคนในวัยทำงานทุกคน ต้องดำเนินชีวิตด้วยความระมัดระวัง อย่างซื่อสัตย์สุจริต ไม่กระทำสิ่งที่ทำให้มีประวัติเสื่อมเสีย เพราะความจริงทั้งหมดตรวจสอบได้ด้วยเครื่องจับเท็จ "วิเศษ" นี้

อย่างไรก็ดี ไม่ว่ามันจะ "วิเศษ" แค่ไหนก็ไม่อาจตรวจจับความเท็จที่คนให้การทึกทักเอาว่าเป็นความจริงได้ เช่น คนเสียสติที่นึกว่าตนเองเป็นนก หากเข้าเครื่องจับเท็จ "วิเศษ" นี้เครื่องก็จะยืนยันวันยังค่ำว่าเขาพูดความจริง ถึงแม้ว่าขณะที่เขาพูดนั้นจะไม่มีปีกและตัวเขาก็ไม่ใช่แมงดาเลยก็ตาม

ไม่ว่าอะไรมันจะ "วิเศษ" แค่ไหนก็ล้วนมีข้อจำกัดด้วยกันทั้งสิ้น เช่นเดียวกับมนุษย์ที่ย่อมมีจุดอ่อนเสมอ ประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่ว่าจุดอ่อนนั้นเป็นเรื่องร้ายแรงทางศีลธรรมจรรยาหรือไม่

หน้า 6