หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
การท่องเที่ยวกับการขจัดความยากจน

คอลัมน์ ดุลยภาพดุลยพินิจ ศ.ดร.มิ่งสรรพ์ ขาวสะอาด สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มติชนรายวัน วันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10329

เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว การท่องเที่ยวดูจะเป็นเรื่องที่ไม่สำคัญนักในฐานะกลยุทธ์การพัฒนาประเทศ นโยบายท่องเที่ยว ถูกมองว่าเป็นนโยบายเสริม มากกว่าเป็นนโยบายหลัก ดูจากการที่เราเพิ่งมามีกระทรวงท่องเที่ยวก็เมื่อไม่กี่ปีมานี่เอง แต่บัดนี้การท่องเที่ยวกลับกลายเป็นเสาหลักของการพัฒนาเศรษฐกิจของหลายประเทศ ประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมาก อาศัยการท่องเที่ยวเป็นทางลัดในการพัฒนาเศรษฐกิจโดยอาศัยทุนธรรมชาติ และทุนวัฒนธรรมของบรรพบุรุษ หลายประเทศก็ได้ก่อสร้างประเทศได้อย่างเป็นล่ำเป็นสันจากรายได้จากการท่องเที่ยว ยกตัวอย่างกัมพูชาที่อาศัยนครวัด นครธมเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ แม้แต่ประเทศเจริญแล้วอย่างญี่ปุ่น ก็ยังหันกลับมาอาศัยการท่องเที่ยว โดยการทำแคมเปญ Visit Japan Year เมื่อปี พ.ศ. 2546

องค์กรระหว่างประเทศที่ให้ความสนใจส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยิ่งก็คือ ธนาคารพัฒนาเอเชีย ที่รู้จักกันในนาม ADB เพราะธนาคารนี้เป็นผู้สนับสนุนการสร้างสาธารณูปโภคในประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ดังนั้น จึงสนับสนุนการลงทุนด้านการท่องเที่ยวไปพร้อมๆ กัน

ในระยะหลังยังได้มีการโปรโมตการท่องเที่ยวในฐานะกลยุทธ์ขจัดความยากจนและเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยคนจน (Pro-poor Strategy) อีกด้วย โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และเชิงวัฒนธรรมประเภทโฮมสเตย์ หรือการพักแรมในหมู่บ้านชนบท

ผู้สนับสนุนนโยบายนี้เชื่อว่า การท่องเที่ยวจะกระจายรายได้ไปถึงคนจนได้

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 เป็นต้นมา สภาวิจัยแห่งชาติ และมูลนิธิ Rockefeller ได้ให้ทุนวิจัยแก่สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อย่างต่อเนื่อง ให้ศึกษาการบูรณาการพัฒนาการท่องเยวอย่างยั่งยืน และถอดบทเรียนเพื่อเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ผลกระทบของการท่องเที่ยวต่อชุมชนชนบทเป็นหัวข้อหนึ่งของการศึกษา และได้มีการนำเสนอผลงานที่

จังหวัดเสียมราฐ เมื่อวันที่ 1 - 2 มิถุนายน ที่ผ่านมา

สรุปได้ว่า ผลประโยชน์จากการท่องเที่ยวมิได้กระจายอย่างเท่าเทียมกัน และมิได้ถึงมือคนจนมากอย่างที่คิด

จริงอยู่การท่องเที่ยวในชนบทได้ช่วยเพิ่มรายได้ให้คนชนบทจริง แต่รายได้มักตกอยู่กับคนที่มีฐานะดีอยู่แล้ว ซึ่งบางครั้งอาจทำให้การกระจายรายได้ในหมู่บ้านชนบทที่มีการท่องเที่ยวเลวลงด้วยซ้ำไป

กรณีศึกษา 3 กรณีในประเทศเป็นการศึกษาในหมู่บ้านท่องเที่ยวที่มีชื่อในประเทศทั้งในเขตที่สูงในจังหวัดเชียงใหม่ ที่ราบลุ่มเจ้าพระยา ทั้งในหมู่บ้านชนเผ่าไทย และชนเผ่าม้ง เป็นการศึกษาที่เก็บข้อมูลรายได้ในรายละเอียดด้านรายได้ ได้ครบถ้วนกว่าของประเทศอื่น พบว่า รายได้จากการท่องเที่ยวกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มผู้มีรายได้สูง ผู้นำในหมู่บ้านและญาติสนิท

เมื่อเอารายได้ท่องเที่ยวไปเสริมเติมกับรายได้เกษตรเดิม พบว่า ดัชนีการกระจายรายได้เลวลง การกระจายของรายได้การท่องเที่ยวก็เอนเอียงไปด้านผู้มีฐานะดีในหมู่บ้าน มากกว่าการกระจายของรายได้เกษตรและรายได้นอกภาคเกษตรที่ไม่ใช่การท่องเที่ยว

สำหรับประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงอื่นๆ การเก็บข้อมูลไม่สามารถให้รายละเอียดได้มากนัก ส่วนใหญ่จะเป็นโอกาสการจ้างงาน และรายได้จากการท่องเที่ยว สำหรับกัมพูชาเป็นกรณีศึกษาหมู่บ้านที่อยู่ห่างจากนครวัดแค่ 10 กม. แต่ชาวบ้านก็ได้ผลประโยชน์จากการท่องเที่ยวน้อย เมื่อแบ่งชาวบ้านตามฐานะครอบครัวก็พบว่า กลุ่มคนจนมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์ จากการท่องเที่ยวน้อยกว่ากลุ่มอื่น อีกกรณีศึกษาหนึ่งในกัมพูชาพบว่า การนำท่องเที่ยวเข้าไปแก้ไขปัญหาความยากจน และหยุดยั้งการทำลายป่าจากอาชีพเผาถ่านไม่สามารถขจัดความยากจนได้ เพราะจำนวนนักท่องเที่ยวมีจำกัด เป็นฤดูกาลและรายได้ไม่เพียงพอ

อีกกรณีศึกษาหนึ่งในกัมพูชาพบว่า การส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยการให้สัมปทานผูกขาดแก่บริษัทไปจัดการท่องเที่ยว เป็นการกีดกันชาวบ้านที่ได้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ แต่ไปมีผลดีให้เด็กๆ อยากเรียนหนังสือ จะได้พูดภาษาอังกฤษ และหารายได้ได้คล่องขึ้น

การศึกษาในยูนนานก็มีผลใกล้เคียงกันว่า การนำการท่องเที่ยวมาทดแทนรายได้จากการขุดทราย ไม่เพียงพอที่จะชดเชยรายได้ที่ลดลง และรายได้ก็กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มผู้มีอันจะกินที่สามารถดัดแปลงบ้านพักเป็นโฮมสเตย์ อย่างไรก็ดีในกรณีนี้พบว่าผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมดีขึ้น

นอกจากผลประโยชน์จะตกแก่ประชาชนอย่างไม่เท่าเทียมกัน โดยคนจนได้ประโยชน์น้อยกว่าแล้ว แต่ผลกระทบหรือผลทางลบ กลับเท่าเทียมกัน สำหรับคนจนและคนที่ไม่มีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการท่องเที่ยว เช่น หมู่บ้านในทางผ่านที่คนมาเที่ยวต้องทนรับฝุ่นจากรถนักท่องเที่ยว

ในบางหมู่บ้านชาวบ้านต้องทนฟังเสียงเรือหางยาวที่พานักท่องเที่ยวมาเที่ยวไม่เว้นแม้แต่ในยามค่ำคืน

นอกจากจะไม่ได้ทั้งขึ้นทั้งล่องแล้ว ความสุขที่มีแต่เดิมยังลดลงเสียอีก จึงไม่แปลกเลยที่การท่องเที่ยว อาจจะกลายเป็นสิ่งที่สร้างความขัดแย้งในชุมชนอีกด้วย

นัยของผลการศึกษานี้ มิได้หมายความว่าจะให้เลิกส่งเสริมการท่องเที่ยวในชุมชน

แต่หมายความว่าการใช้กลยุทธ์ขจัดความยากจนผ่านการท่องเที่ยว ต้องใช้อย่างระมัดระวัง และมีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน

การเปิดโอกาสให้คนที่จน (กว่า) ต้องมีมาตรการเสริมในด้านเงินทุน

ด้านการฝึกอบรม การจัดการด้านอนามัย อาหาร และการดูแลรักษาความปลอดภัย ต้องสร้างโอกาสอาชีพใหม่ แต่ไม่ใช่ให้คนจนไปขอทาน

การจัดทำสินค้าที่ระลึกที่เหมาะสมกับตลาด ไม่ใช่แค่ไปทำถนน ทำสิ่งอำนวยความสะดวกในแหล่งท่องเที่ยว การดำเนินงานด้านท่องเที่ยวชุมชนจึงต้องอาศัยการมีส่วนร่วม เพื่อลดปัญหาความขัดแย้งที่อาจเกิดตามมา จากการแบ่งปันผลประโยชน์ที่ไม่เท่าเทียมกัน หรือจากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ฝุ่นละออง น้ำเสีย เสียงที่รบกวนชีวิตอันเคยสงบสุขอยู่เดิม

การขจัดความยากจนด้วยการท่องเที่ยวจึงเป็นงานประณีต และอาจจะยากกว่าการส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบมวลชน ที่เที่ยวไปกินไปด้วยซ้ำ สำหรับหลายหมู่บ้าน การท่องเที่ยวจะเป็นได้ก็แค่โอกาสเสริมเท่านั้น..!

หน้า 6