หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
รหัสลับนวัตกรรม

ดนัย เทียนพุฒ  กรรมการผู้จัดการ  บจก. ดี เอ็น ที คอนซัลแตนท์  กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2549

คนของประเทศชาติอยู่กับทะเล อยู่กับมหาสมุทร จะมีวิธีการคิดและวิถีความเป็นอยู่แตกต่างกันหรือไม่ ผู้เขียนได้แต่คาดเดาเอาว่าเราน่าจะแตกต่างกัน แต่คงไม่ถึงกับต้องไปวิเคราะห์วิจัยหาถึงเหตุและผลกัน ให้เป็นเรื่องใหญ่โตหรือมีอภิปรายโต้เถียงกัน (อาจจะกลายเป็นวัฒนธรรมใหม่ของไทยเราก็ได้ในเรื่องโต้เถียงกัน)

เวลาที่เราได้มีโอกาสไปดูชีวิตความเป็นอยู่ ศิลปวัฒนธรรมและสิ่งก่อสร้างของประเทศตะวันตก จะรู้สึกว่า

- ทำไมสิ่งก่อสร้างของคนตะวันตกจึงใหญ่โตกว่าบ้านเราเป็น 10 เท่า ยกเว้นที่เมืองจีนเท่านั้นซึ่งดูใหญ่พอจะเปรียบกันได้ อาทิ กำแพงเมืองจีน พระราชวังต้องห้ามหรือแม้กระทั่งจัตุรัสเทียนอันเหมิน

- สิ่งก่อสร้างของเขาส่วนใหญ่จะทำด้วยหิน หรือการแกะสลักหิน การตัดหินภูเขามาทำสิ่งก่อสร้าง ขณะที่บ้านเราทำจากดินเผาหรืออิฐถือปูน ปูนปั้น แกะสลักไม้ จึงเกิดเป็นข้อกังขาว่าใครจะมีสิ่งประดิษฐ์ล้ำเลิศ หรือคิดเชิงนวัตกรรมได้ดีกว่ากัน แต่ที่แน่ๆ ของที่ทำจากหินน่าจะคงอยู่ได้นานกว่าทำด้วยดิน และหากต้องพูดแบบชาตินิยมก็คงต้องบอกว่าเราน่าจะดีกว่า!!

โลกกลมๆ ใบนี้ดูเหมือนเป็นโลกของธุรกิจการแข่งขันที่ทำให้คนในแต่ละประเทศ ต้องคิดหาสิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลาเพื่อให้เหนือกว่า แข่งขันได้ดีกว่า และสุดท้ายสามารถครอบงำความคิดหรือวิถีชีวิตของประเทศคู่ค้า จนกระทั่งนำไปสู่ความร่ำรวยของชาติที่เหนือกว่าได้ในที่สุด

ธุรกิจและชาติแห่งนวัตกรรม

การพัฒนาเศรษฐกิจที่อยู่บนฐานการผลิตและพัฒนาต่อมาที่เป็นเศรษฐกิจที่อยู่บนฐานการลงทุน ซึ่งจำเป็นต้องมีทั้งเทคโนโลยีการผลิต โดยเฉพาะเครื่องจักรและแหล่งเงินทุนจากแหล่งที่มากกว่าในประเทศ นักวิเคราะห์เศรษฐกิจ นักกลยุทธ์ธุรกิจ ฯลฯ ต่างพบว่ามีโอกาสยาก ที่จะทำให้ประเทศชาติมีขีดความสามารถในการแข่งขันที่สูง โดยเฉพาะประะเทศที่ไม่ได้มีความได้เปรียบในสิ่งเหล่านี้หรือไม่สามารถคิดเทคโนโลยีเองได้

ศตวรรษที่ 21 กลายเป็นโลกใหม่ที่จะชนะกันด้วยเทคโนโลยีใหม่ที่เรียกกันว่า ไบ-โอเทค นาโนเทค และความรู้ใหม่ ทำให้ทุกประเทศต่างมุ่งไปสู่เศรษฐกิจที่สร้างมูลค่าเพิ่มหรือเรียกกันแต่เดิมว่า เศรษฐกิจแห่งความรู้แต่ปัจจุบันกำลังพูดถึง หรือปรับทิศทางกันใหม่ในเรื่องราวของเศรษฐกิจความรู้ที่เป็นลักษณะ เศรษฐกิจแห่งนวัตกรรม ผู้เขียนขอเรียกสั้นๆ ว่า เศรษฐกิจนวัตกรรมแล้วกัน

๐โอกาสทางธุรกิจหรือพื้นที่ว่างทางการตลาด ไม่ว่าจะโดยทฤษฎีอะไรในอดีตหรือปัจจุบัน คนที่ทำธุรกิจจำเป็นต้องแสวงหาสิ่งที่เรียกว่า “โอกาสทางธุรกิจ” หรือ “พื้นที่ว่างทางการตลาด” (Market Space) ขณะที่การทำสงครามแย่งชิงดินแดน ในสมัยก่อนถ้าอยู่ในสนามรบจะเลือกพื้นที่ที่มีชัยภูมิดีหรือโอกาสที่จะชนะในการทำศึก หากเป็นพวกแสวงหาหรือล่าอาณานิคมจะแล่นเรือออกไปหา “ดินแดนใหม่ หรือแสวงโชคในทะเลลึก” ทั้งหมดนี้อาจจะสรุปเรียกได้ว่า “โอกาสทางธุรกิจ”

๐พื้นที่ว่างสีขาวหรือ “White Space” ตลาดใหม่แต่เป็นความเก่งเดิมๆ ได้เริ่มมีการศึกษา และพูดถึง เมื่อนักคิดทางกลยุทธ์รุ่นใหม่คือ ฮาเมลและพราฮาลัด ได้พูดถึง ความสามารถหลักของธุรกิจที่เรียกว่า Core Competencies จะเป็นสิ่งที่ชนะเหนือการแข่งขัน โดยสิ่งนี้เป็นทั้งเทคโนโลยี นวัตกรรม หรืออะไรที่คู่แข่งขันไม่อาจจะเลียนแบบได้ และต้องใช้ความสามารถหลักของธุรกิจนี้เข้าไปในพื้นที่ที่ยิ่งใหญ่กว่าพื้นที่ว่างสีขาว ซึ่งเรียกว่า ”เมกะ-โอกาส”ที่ไม่ใช่ตลาดเดิมและความสามารถเดิม

จุดนี้ถือเป็นการพลิกโฉมจากการเน้นด้านการผลิตหรือผลิตภัณฑ์ที่ต้องการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ไปสู่การมุ่งทรัพยากรเพื่อสร้าง “นวัตกรรมที่มีมูลค่า (Value Innovation)”

ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลยที่บรรดากูรูหรือนักคิดในช่วงทศวรรษสุดท้ายก่อนศตวรรษที่ 21 จึงสนใจเรื่อง “มูลค่าใหม่” เราจึงได้ยินเรื่องราวของกลยุทธ์ทะเลลึกสีฟ้าหรือ Blue Ocean Strategy ซึ่งในความจริงแล้วเป็นการแสวงหาดินแดนใหม่ หรือแสวงโชคในทะเลลึกแบบเดิมนั่นเอง

เพียงแต่การสร้างรูปแบบหรือเส้นโค้งมูลค่าใหม่ตามศัพท์ที่เรียกในกลยุทธ์ทะเลลึกสีฟ้านี้คือ การหยิบหรือหาความต่างอาจจะเรียกว่า ช่องว่างในระหว่างธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในอุตสาหกรรมเดียวกับธุรกิจเรา แล้วใช้โมเดล ลด-ขยาย-เลิก-สร้าง เพื่อหาผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ไปในช่องว่างดังกล่าวโดยไม่คิดแบบชนะหรือโจมตีคู่แข่งก็เพียงเท่านั้นจริงๆ ในกลยุทธ์ดังกล่าวทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของการหามูลค่าใหม่หรือนวัตกรรมที่มีมูลค่า

ถอดรหัสลับนวัตกรรม

ช่วง 2-3 ปีมานี้เราคงได้ยินคำว่า “นวัตกรรม” ถี่มากขึ้นเพราะดูจะเป็น “อาวุธทางปัญญา” สิ่งเดียวที่น่าจะทำให้ธุรกิจ และชาติรอดพ้นปัจจัยร้ายๆ ทั้งหลายไปได้หรืออาจจะหนีการไล่ล่าของทุนนิยมก็เป็นได้

นวัตกรรมเป็นสิ่งที่สูงมากกว่าความคิดสร้างสรรค์ หรือความคิดเดียว ถ้าลองไปดูดิกชันนารีทางธุรกิจ จะบอกว่าเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ผลิตภัณฑ์ กระบวนการและระบบ รวมถึงการดำเนินการในกระบวนการธุรกิจ

ความคิดสร้างสรรค์เป็นการคิดที่เกิดขึ้นเหมือนสร้างจินตนาการทางความคิดเป็นการค้นหาหลักการ ขณะที่นวัตกรรมนำความคิดหรือจินตนาการทางความคิดไปปฏิบัติจนสำเร็จ นวัตกรรมยังเป็นความสามารถในการแปลหลักการ ไปสู่คุณค่าจากผลิตภัณฑ์ หรือบริการ ผลลัพธ์ของกระบวนการนวัตกรรมคือ การแปลงความคิดเข้าไปในผลิตภัณฑ์ และบริการที่จับต้องได้จนกระทั่งสร้างให้เกิดรายได้เชิงพาณิชย์ต่อธุรกิจหรือชาติ

ดรักเกอร์ บอกว่าผลลัพธ์เชิงนวัตกรรมได้มาจากการทุ่มเทและการมุ่งหวังหาโอกาสทางนวัตกรรม ซึ่งอาจเป็นผลพลอยได้ ของความไม่ปกติจากสิ่งรอบตัว ความต้องการในกระบวนการการเปลี่ยนแปลงในตลาด อุตสาหกรรม ประชากรศาสตร์หรือเทคโนโลยีใหม่

สรุปเป็นว่าธุรกิจและชาติต้องการอาศัยนวัตกรรมเพื่อการแข่งขันที่ดีกว่าในอดีต และดึงให้พ้นวิกฤตการณ์ ผู้เขียนจึงเสนอว่า เราควรมีการพัฒนาสิ่งที่เป็นโปรโตคอลของนวัตกรรม (Innovation Protocol) อาจจะพูดแบบชาวบ้านว่า กรอบการสร้างนวัตกรรมหรือให้ทันสมัยหน่อยจะเรียกว่า “รหัสลับนวัตกรรม” (Innovation Code) ซึ่งจะมีวิธีย่อๆ ที่ประกอบด้วย การสร้างความคิด การประเมินผลกระทบของความคิดดังกล่าวหลังจากนั้นจึงเข้ากระบวนเพาะบ่มความคิดให้เป็นนวัตกรรม ถ้าทำได้ค่อยลงทุนและทำเชิงพาณิชย์ (ขอกู้จากแหล่งทุนหรือจะลงทุนเอง)

ทั้งหมดนี้ล่ะครับ! ที่เป็นวิธีการจะถอดรหัสลับนวัตกรรม เพราะเราไม่มีวิธีอื่นที่จะต่อสู้ในเศรษฐกิจนวัตกรรมกับประเทศยักษ์ใหญ่ หรือมหาอำนาจทางเทคโนโลยีและเงินทุน นอกจากจะใช้กลยุทธ์ที่จะถอดรหัสลับนวัตกรรม มาใช้ต่อสู้ และสร้างชาติให้ร่ำรวยขึ้นมาบ้าง