|
||||||||||||||
|
การตั้งบริษัทเพื่อถือครองที่ดิน
คอลัมน์ คลื่นความคิด สกล หาญสุทธิวารินทร์ มติชนรายวัน วันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10328 บุคคลที่เป็นคนต่างด้าวโดยปกติจะซื้อที่ดินในประเทศไทยไม่ได้ ยกเว้นในกรณีที่เป็นคนต่างด้าว ผู้ที่นำเงินมาลงทุนในประเทศไทยไม่ต่ำกว่า 40 ล้านบาท สามารถขออนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซื้อที่ดินเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยได้ไม่เกิน 1 ไร่ โดยมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่สำคัญ คือต้องดำรงการลงทุนไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี ต้องลงทุนในธุรกิจหรือกิจการประเภทที่กำหนด เช่น ซื้อพันธบัตรรัฐบาลไทย ลงทุนซื้อหุ้นของนิติบุคคลที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน เป็นต้น ที่ดินที่จะซื้อต้องอยู่ภายในเขตที่กำหนด เช่น ในกรุงเทพมหานคร ภายในเขตเทศบาล หลักเกณฑ์และเงื่อนไขดังกล่าวเป็นข้อจำกัดที่ทำให้คนต่างด้าวซื้อที่ดินได้ค่อนข้างยาก จึงมีคนต่างด้าวบางคน ใช้วิธีการหลีกเลี่ยง จัดตั้งบริษัทขึ้นเพื่อถือครองที่ดินแทน แต่บริษัทที่จัดตั้งขึ้น ถ้ามีหุ้นที่ถือโดยคนต่างด้าวเกินกว่าร้อยละ 49 ของทุนจดทะเบียนหรือมีผู้ถือหุ้นเป็นคนต่างด้าวเกินกว่ากึ่งหนึ่งของผู้ถือหุ้นทั้งหมด บริษัทดังกล่าวจะถือครองที่ดินได้ ก็จะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขดังกล่าวข้างต้น เช่นเดียวกับคนต่างด้าวที่เป็นคนธรรมดา จึงมีการหลีกเลี่ยงอีกขั้นหนึ่งโดยคนต่างด้าวจะถือหุ้นไม่เกินร้อยละ 49 หุ้นส่วนที่เหลือจะอาศัยชื่อบุคคลที่มีสัญชาติไทยถือหุ้นแทน ขณะนี้มีข่าวออกมาว่ากระทรวงมหาดไทยกำลังตรวจสอบบริษัทที่จัดตั้งขึ้นทำนองดังกล่าวเพื่อดำเนินการตามกฎหมายที่ดินต่อไป หากทางราชการต้องการแก้ไขปัญหาคนต่างด้าวหลีกเลี่ยงกฎหมายเพื่อถือครองที่ดินในประเทศไทยจริงจัง โดยเฉพาะกรณีการหลีกเลี่ยงตั้งบริษัทขึ้นเพื่อเจตนาถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าวโดยไม่มีการประกอบธุรกิจใดจริง ก็สามารถใช้ข้อกฎหมายหุ้นส่วนบริษัทดำเนินการกับบริษัทดังกล่าวได้อีกทางหนึ่ง คือ 1.ดำเนินการให้มีการยื่นคำขอต่อศาลให้สั่งเลิกบริษัทด้วยเหตุบริษัทไม่เริ่มทำการภายใน 1 ปี นับแต่วันจดทะเบียนหรือหยุดทำการถึง 1 ปีเต็มตาม ป.พ.พ. มาตรา 1237 หรือ 2.ดำเนินการถอนทะเบียนบริษัทร้างด้วยเหตุบริษัทไม่ได้ทำการค้าขายหรือประกอบกิจการใดตาม ป.พ.พ.มาตรา 1246 ในการดำเนินการกับบริษัทดังกล่าวข้างต้น กระทรวงมหาดไทยควรแจ้งข้อมูลของบริษัทที่สงสัยว่า จะถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าว ให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าทราบเป็นเบื้องแรก จากนั้นให้พิจารณาจากหลักฐานการส่งงบการเงิน ของบริษัทดังกล่าวว่า มีการส่งงบการเงินหรือไม่ ถ้าปรากฏว่าบริษัทไม่ได้ส่งงบการเงินตามระยะเวลาที่กำหนด ก็มีหลักฐานเบื้องต้นเชื่อได้ว่าบริษัทมิได้มีการประกอบกิจการ แต่ถ้ามีการส่งงบการเงินก็สามารถตรวจสอบจากงบการเงินได้ว่ามีการประกอบกิจการหรือไม่ เพราะหากไม่มีการประกอบกิจการจริง ในงบการเงินจะต้องแสดงว่าไม่มีการประกอบการ เว้นแต่จะมีการทำงบการเงินที่เป็นเท็จ ซึ่งก็ต้องไปไล่เบี้ยกับผู้ทำบัญชีและผู้สอบบัญชีอีกทอดหนึ่ง หน้า 20
|