|
||||||||||||||
|
ขอคุยด้วยคน
กรณี แปรรูป กฟผ.
โดย เบญจภรณ์ แพทอง คนการไฟฟ้า มติชนรายวัน วันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10328 บทความของอดีตกรรมการกฤษฎีกาและอดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา เรื่อง "คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ดีที่สุดแล้วหรือ..." ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2549 ซึ่งได้กล่าวถึงคำพิพากษา ของศาลปกครองสูงสุด ที่ให้เพิกถอนพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ที่ให้แปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิต เป็นบริษัทมหาชน (กฟผ.) พ.ศ.2548 นั้น ท่านได้ให้ข้อคิดว่าคำพิพากษาที่ดีที่สุดจะส่งผลให้เศรษฐกิจดี ประเทศและประชาชนมีฐานะดี โดยให้เหตุผลว่า มีหลายประเทศที่แปรรูปโดยนำเอารัฐวิสาหกิจ เข้าตลาดหลักทรัพย์แล้วทำให้จีดีพี หรือผลผลิตมวลรวมภายในประเทศสูงขึ้น รวมทั้งผู้ใช้แรงงานและเกษตรกรผู้ยากจนมีฐานะและรายได้ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เรื่องที่ท่านกล่าวมาไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะประชาชนคนระดับรากหญ้า และแม้แต่ปัญญาชนได้ยินรัฐโฆษณาชวนเชื่อโดยกระทรวงการคลัง ผ่านสื่อทุกรูปแบบเพื่อหาความชอบธรรมให้ตนเอง โฆษณาบอกกับประชาชนกระทั่งว่า อนาคตพวกเขาเหล่านั้นจะได้เป็นเจ้าของรัฐวิสาหกิจ... จริงหรือ... หรือประชาชนในนิยามของท่านคือกลุ่มคนร่ำรวยในตลาดหุ้น... ท่านยกตัวอย่างสมัยนางมาร์กาเร็ต แธตเชอร์ เป็นนายกรัฐมนตรีอังกฤษว่า เมื่อแปรรูปรัฐวิสาหกิจไปแล้ว ประเทศอังกฤษซึ่งอยู่ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ มีฐานะยากจน กลับเจริญรุ่งเรืองร่ำรวย อยู่ในแถวหน้าของยุโรป (ก็เล่นเอาสมบัติของชาติไปขายเปลี่ยนเป็นเงิน) แต่ท่านบอกไม่หมดว่า เมื่อนางมาร์กาเร็ต แธตเชอร์ แปรรูปรัฐวิสาหกิจสำคัญๆ เช่น รถไฟและกิจการไฟฟ้าของประเทศไปแล้ว มีคนว่างงานในอังกฤษเพิ่มขึ้นมากน้อยเท่าใด และต่อมามีผลให้พรรคของนางพ่ายแพ้การเลือกตั้งในเวลาต่อมา และปัจจุบันกิจการเหล่านั้น กำลังเสื่อมถอยเนื่องจากผู้ที่เข้ามาซื้อหุ้นหวังกำไรเพียงอย่างเดียว ไม่ได้ปรับปรุงราคาค่าบริการ และไม่ปรับปรุงประสิทธิภาพ การบริการอย่างที่ควรจะเป็น การที่ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาให้เพิกถอนการแปรรูปเพราะกระบวนการไม่ถูกต้องกรณีนายโอฬาร ไชยประวัติ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการจัดตั้งบริษัท กฟผ. จำกัด (มหาชน) ทั้งๆ ที่เป็นกรรมการในบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งทั้งสองบริษัทมีส่วนได้ส่วนเสีย เกี่ยวข้องกับบริษัท กฟผ. จำกัด (มหาชน) และในกรณีของนายปริญญา นุตาลัย ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการจัดทำการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน หรือที่เราเรียกกันว่าการทำประชาพิจารณ์นั้น มีตำแหน่งทางการเมืองซึ่งเป็นลักษณะต้องห้ามตามระเบียบการทำประชาพิจารณ์ และการประกาศสาระสำคัญของพระราชกฤษฎีกาทั้งสองฉบับลงในหนังสือพิมพ์รายวันไม่ต่อเนื่องนั้น เป็นการผิดระเบียบ ซึ่งท่านได้ให้ความเห็นเอาไว้ว่า การบกพร่องในวิธีการเช่นนี้ไม่น่าจะนำมาเป็นเหตุผลในการพิพากษาให้ยกเลิกการแปรรูป ผู้เขียนเห็นว่าในฐานะที่ท่านเคยเป็นนักกฎหมายที่มีตำแหน่งสำคัญมาแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าท่านจะวิเคราะห์ ในประเด็นคำพิพากษาเช่นนี้ออกมาในลักษณะนี้ได้ เพราะเมื่อกลับไปดูที่คุณสมบัติของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ ซึ่งก็เป็นกฎหมายฉบับหนึ่ง ผู้เขียนในฐานะประชาชนธรรมดาๆ และมิใช่นักกฎหมายมีความเห็นว่า ไม่น่าจะมีสาเหตุใดที่จะละเว้นกฎหมายมาตราใดมาตราหนึ่ง หรือฉบับใดฉบับหนึ่ง ในการพิจารณาพิพากษาคดีความทางกฎหมาย เพราะมิเช่นนั้นแล้วผู้ที่มีอำนาจก็จะใช้อำนาจของตนเองในการแสวงหาประโยชน์ ทั้งในส่วนตน และพวกพ้อง โดยที่ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมของชาติไม่ผ่านกระบวนการทางกฎหมาย และก็เป็นเรื่องที่ยากเกินไปสำหรับประชาชนที่จะตรวจสอบ เพราะไม่รู้ข้อกฎหมาย แม้แต่ข้าราชการที่เกี่ยวข้อง แม้จะรู้ว่าผิดก็ยังไม่อาจขัดต่ออำนาจสั่งการได้ แล้วเราจะมีกฎหมายที่ออกกันมามากมายไว้เพื่ออะไรกัน สําหรับประเด็นเรื่องทรัพย์สินของบริษัท กฟผ. จำกัด (มหาชน) ที่ได้มาจากการเวนคืน และศาลพิพากษาว่า เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินไม่อาจโอนไปให้ บริษัท กฟผ. จำกัด (มหาชน) ได้ จึงมีความเห็นว่าให้เพิกถอนพระราชกฤษฎีกาทั้ง 2 ฉบับนั้น ท่านได้ให้ความเห็นไว้อีกว่า "แม้จะเกิดความเสียหายต่อทรัพย์ของแผ่นดินก็ยากเกินกว่าที่จะมองเห็น" ผู้เขียนเห็นว่านี่คือเรื่องอันตราย เพราะท่านคิดนอกกรอบของกฎหมายและยังนำเอาแนวคิดของทุนนิยม มาประเมินมูลค่าของผลประโยชน์ที่ยังมองไม่เห็นในอนาคต ว่าหากแปรรูปรัฐวิสาหกิจแล้ว ผลประโยชน์ตกอยู่กับประชาชนและประเทศชาติจริงหรือไม่... ท่านสรุปเอาไว้สุดท้ายว่า "ศาลไม่น่าพิพากษาเพิกถอนพระราชกฤษฎีกาทั้งสองฉบับ เพราะจะมีผลเป็นการเพิกถอน การแปรรูปโดยสิ้นเชิง ซึ่งกล่าวกันว่าจะเป็นการเสียหายโดยตรงเป็นพันล้านบาท และรัฐบาลจะยังต้องค้ำประกันการกู้เงินหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งจะต้องเสียดอกเบี้ยด้วย เพราะไม่อาจได้เงินจากการที่ กฟผ.จะเข้าไประดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ได้นั้น ผู้เขียนขอแสดงความคิดเห็นในแง่มุมที่ต่างจากท่านโดยสิ้นเชิง เรื่องการค้ำประกันเงินกู้ของรัฐวิสาหกิจในการกู้เงินมาลงทุนในการขยายกิจการนั้น รัฐเป็นเพียงผู้ค้ำประกัน (ปัจจุบันก็ไม่ได้ค้ำประกันเงินกู้ให้กับการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่งนานมาแล้ว) แม้จะเสียดอกเบี้ยก็เสียในอัตราที่ถูก และแม้แต่รัฐบาลจะอ้างว่าการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา ต้องดำเนินการให้ได้นั้น ผู้เขียนก็ไม่เห็นความจำเป็นที่รัฐบาลอ้าง เพราะนโยบายหลายอย่างที่รัฐบาลได้แถลงไว้ บางเรื่องยังไม่สามารถดำเนินกา ให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ได้แถลงไว้ และก็ไม่มีกฎหมายฉบับใดจะเอาผิดกับผู้นำของประเทศ กรณีไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามนโยบายที่แถลง ในความเห็นของผู้เขียน การรีบเร่งแปรรูป กฟผ.ทั้งที่ยังไม่มี พ.ร.บ.ประกอบกิจการพลังงาน ซึ่งกำหนดอำนาจหน้าที่และที่มาของคณะกรรมการกำกับดูแล อีกทั้ง พ.ร.บ.ประกอบกิจการไฟฟ้า ก็ยังเป็นเพียงร่าง การรีบร้อนตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลโดยใช้อำนาจ ครม.ให้อยู่ภายใต้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีนั้นต่างหากที่ทำให้เกิดความเสียหายนับพันล้านบาท การไฟฟ้าฝ่ายผลิตดำเนินงานมากว่า 30 ปี สถานะทางการเงิน ทรัพย์สิน และผลตอบแทนการลงทุน (ส่วนแบ่งค่าไฟทางการตลาด) สามารถที่จะระดมทุนหาเงินลงทุนในรูปแบบอื่นได้ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่ามีความจริงใจเพียงใด ในการที่จะปลดพันธนาการ แก้ไขกฎเหล็กที่ว่า รัฐวิสาหกิจหากจะลงทุนหรือขยายงานต้องผ่านความเห็นชอบจาก ครม.ก่อน หรือแม้ว่าหากต้องผ่าน ครม.ก็ต้องแสดงความจริงใจ โดยไม่มีนัยยะแอบแฝง ไม่ดึงเรื่องเพื่อบีบให้การดำเนินงาน ไม่เป็นไปตามแผน เกิดความอึดอัดและท้ายที่สุดก็เป็นข้ออ้างของการแปรรูปคือ "เพื่อความคล่องตัวในการดำเนินงาน" ท้ายที่สุดของท่านเขียนเอาไว้ว่า การยกเลิกการแปรรูปรัฐวิสาหกิจกระทบถึงดัชนีตลาดหลักทรัพย์และความเชื่อมั่นของนักลงทุน สภาพคล่องของการเงิน อัตราดอกเบี้ย ปริมาณการลงทุนในประเทศ ผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ ผู้เขียนเห็นว่าความคิดเห็นดังกล่าวเป็นการโฆษณาชวนเชื่อแบบเดิมๆ โดยนำเอาการเมืองมานำเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นอันตรายเนื่องจากนำเสนอโดยวิเคราะห์เพียงด้านเดียวโดยไม่เอาภาวะเศรษฐกิจซึ่งหลากหลายปัจจัย ทั้งในประเทศและต่างประเทศมากล่าวอ้าง เพราะปัจจุบัน เราทราบกันดีแล้วว่า แม้ กฟผ.ไม่ได้เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ เศรษฐกิจของชาติ ก็ยังดำเนินไปภายใต้เงื่อนไขหลากหลายข้างต้น หากจะเสียหายก็เป็นเพียงการไฟฟ้าฝ่ายผลิตเท่านั้นที่เสียหาย แต่ก็เสียหายภายใต้เงื่อนไขที่น่าจะรับได้ เพราะปี 2548 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตในช่วงที่ยังเป็นรัฐวิสาหกิจ ในครึ่งปีแรก ยังมีกำไรหลังหักขาดทุนจากการตรึงค่าเอฟทีแล้ว นำส่งเงินให้รัฐเป็นเงินประมาณ 4,300 ล้านบาท และวันนี้แม้ว่ากระแสดัชนีตลาดหุ้นจะขึ้นๆ ลงๆ ก็เป็นไปตามกลไกของตลาดและคนปั่นหุ้น ซึ่งเหมือนกันทั่วโลก ไม่ได้มีผลกระทบกับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เพราะเมื่อหุ้นขึ้น กรรมกรก็ยังรับเงินค่าจ้างเท่าเดิม ชาวนาก็ยังขายผลผลิตได้ไม่มากไปกว่าส่วนต่าง IPO ในตลาดหุ้น (ตลาดหุ้นคือบ่อนการพนันที่ถูกกฎหมาย และเจ้ามือสามารถโกงผู้เล่นได้ทุกวินาที) ผู้เขียนยังคำนึงถึงว่า ชาติไทยเจริญรุ่งเรืองมาได้หลายร้อยปีเพราะความเป็นไท ของคนไทย อีกทั้งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พ่อหลวงของเรา ก็ได้แนะนำทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการดำรงอยู่อย่างยั่งยืน เป็นที่สนใจของคนทั่วโลกแต่คนไทยบางคนกลับมองข้ามและละเลยไป ทิ้งท้ายเรื่อง ปตท.ให้คิด ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับ ปตท.ในอนาคต รัฐมีหน้าที่จะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามนั้น ปตท.ที่ผ่านมาเห็นได้ชัดเจน หลังแปรรูปไปแล้วคือ ประชาชนไม่ได้รับอานิสงส์อะไรเป็นรูปธรรม นอกจากได้ยินว่า ปตท.กำไรปีละ แสนล้าน แบ่งให้ผู้ถือหุ้นเท่านั้น เท่านี้ นำส่งรัฐเท่านั้นเท่านี้ น้ำมันดิบล่วงหน้าขึ้นราคานี้ ปตท.เตรียมประกาศขึ้นราคาเมื่อนั่นเมื่อนี้ ตรึงราคาไว้ขึ้นราคาหลังเอกชนหนึ่งวันกันประชาชนด่า วันนี้ก็เหมือนหัวมงกุฎท้ายมังกร เพราะไม่รู้ว่าจะเป็นรัฐวิสาหกิจหรือเอกชนกันแน่ แต่อย่าลืมเรื่องการค้าเสรีกับอเมริกาก็แล้วกัน ระวัง.....ที่เคยคุยว่า จะตรึงราคาช่วยเหลือประชาชน ไอ้กันมันจะเล่นงานเอา หน้า 6
|